5 ที่เที่ยวอิตาลียอดฮิต 2025 เตรียมจองทริปแล้วเดินทางกันเลย

“อิตาลี” ประเทศในฝันของหลาย ๆ คนที่ครั้งหนึ่งอยากมีโอกาสเดินทางไปสัมผัสความสวยงามของสถานที่สวย ๆ สิ่งปลูกสร้างประวัติศาสตร์บ่งบอกเรื่องราวความรุ่งเรืองในอดีต ไปจนถึงการมองหาอาหารแสนอร่อยทานกันแบบจุใจ ใครวางแผนเอาไว้ว่าปีนี้จะต้องไปยังดินแดนรองเท้าบูทให้จงได้ จะขอแนะนำ 5 ที่เที่ยวอิตาลียอดฮิต 2025 เที่ยวอิตาลีกันให้สนุกสุดมัน เปิดโลกใบใหม่ของชีวิต เรียนรู้ประสบการณ์กันแบบจัดเต็มไปเลย

เที่ยวอิตาลี

หอเอนเมืองปิซ่า (Leaning Tower of Pisa)

หากเอ่ยถึงแลนด์มาร์กสำคัญและเปรียบได้กับสัญลักษณ์ของประเทศยังไงก็ต้องไม่พลาดกับ “หอเอนแห่งเมืองปิซ่า” อย่างแน่นอน ก่อสร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1173 เพื่อเป็นหอระฆังสำหรับใช้งานภายในเมือง แต่ด้วยดินของพื้นที่บริเวณดังกล่าวนิ่มจึงเกิดการยุบตัวระหว่างก่อสร้างไปถึงชั้น 3 ส่งผลให้การสร้างต้องพักไปชั่วคราว

แม้จะมีการพักก่อสร้างไปหลายรอบแต่ท้ายที่สุดก็เสร็จเป็นหอระฆังอันสมบูรณ์แบบและแปลกตามากที่สุดในโลกกับทรงกระบอก 8 ชั้น ความสูง 55.58 เมตร ความเอียงจากพื้นราว 3.97 องศา โครงสร้างสถาปัตยกรรมหินอ่อน มีขั้นบันได 293 ขั้น และเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคกลาง สามารถถ่ายรูปคู่สวย ๆ รวมถึงขึ้นไปชมความงดงามของอาคารและวิวด้านบนได้เลย ค่าเข้าอยู่ที่คนละ 20 EUR

เวลาเปิด-ปิด: วันอังคาร – วันอาทิตย์ เวลา 10.00 – 18.00 น.
การเดินทาง: นั่งรถไฟใต้ดินลงสถานี Pisa S. Rossore แล้วเดินต่ออีกไม่เกิน 5 นาที
พิกัด: กดดูพิกัด

เที่ยวอิตาลี

คลองเมืองเวนิส (Venice Canal)

หรือจะเรียกว่า คลองแกรนด์คาแนล (Grand Canal / Canalazzo) ก็ได้เช่นกัน ถือเป็นคลองขนาดใหญ่ในเมืองเวนิส และเป็นสถานที่เที่ยวยอดนิยมอันดับต้น ๆ ที่ผู้คนต่างก็อยากแวะเวียนมาให้จงได้ ถือเป็นคลองเส้นหลักสำหรับใช้ในการคมนาคมขนส่งทั้งผู้คนและสิ่งของในเมือง ไฮไลท์สำคัญของการเที่ยวอิตาลีที่นี่คงหนีไม่พ้นการนั่งเรือชมบรรยากาศริม 2 ฝั่งคลองที่ยังคงกลิ่นอายความเป็นอิตาลียุคเก่าไม่ว่าจะเป็นลักษณะบ้านเรือน วิถีชีวิตของผู้คนเอาไว้ได้อย่างลงตัวมาก

สำหรับคนที่สนใจล่องเรือต้องทำการติดต่อกับบริษัททัวร์ให้เรียบร้อย เลือกแพ็คเกจได้ตามต้องการ ซึ่งเรือยอดฮิตต้องยกให้กับ “กอนโดล่า (Gondola)” แต่ถ้าใครแค่อยากเดินถ่ายรูปชิล ๆ ก็ไม่มีปัญหา ไม่เสียค่าใช้จ่ายอะไรทั้งสิ้น และยังสามารถหาของอร่อยทานได้อีกด้วย

เวลาเปิด-ปิด: เปิดตลอด 24 ชม.
การเดินทาง: นั่งรถไฟใต้ดินลงสถานี Santa Lucia เมื่อเดินขึ้นมาก็จะพบกับคลองเวนิสทันที
พิกัด: กดดูพิกัด

เที่ยวอิตาลี

โคลอสเซียม (Colosseum)

ที่เที่ยวอิตาลียอดนิยมได้รับการยกย่องเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคกลาง สนามกีฬายุคโบราณที่ในอดีตเป็นที่กักขังนักโทษและกบฏ บ่อยครั้งพวกเขาต้องเจอการต่อสู้อันแสนโหดร้ายทารุณกับสิงโต เสือ การฆ่าฟันกันเองเพื่อให้มีผู้เหลือรอด สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยจักรพรรดิเวสเปเซี่ยนแห่งจักวรรดิโรมันก่อนแล้วเสร็จเมื่อปี ค.ศ. 80 มีลักษณะเป็นอัฒจันทร์วงกลมก่อสร้างจากอิฐ หิน ทราย สามารถจุคนได้มากกว่า 50,000 คน

ปัจจุบันนอกจากเป็นสถานที่เที่ยวยอดฮิตยังเป็นสถานที่แสดงจุดยืนเกี่ยวกับการลงโทษหากมีการตัดสินประหารชีวิตหรือยกเลิกการประหารชีวิตจากที่ใดก็ตามบนโลก ไฟสีเหลืองจะถูกเปิดส่องสว่างเสมือนสัญลักษณ์พิเศษอีกด้วย ค่าเข้าชม 16 EUR

เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวัน 08.30 – 19.00 น. 
การเดินทาง: นั่งรถไฟสาย Termini Line B ลงสถานี Piramide Station เดินต่ออีกไม่เกิน 10 นาที
พิกัด: กดดูพิกัด

เที่ยวอิตาลี

น้ำพุเทรวี่ (Trevi Fountain)

น้ำพุที่ถูกสร้างตามสถาปัตยกรรมแบบบาโรกขนาดใหญ่สุดของกรุงโรม สูง 85 ฟุต ยาว 65 ฟุต ตั้งอยู่บริเวณทาง 3 แพร่ง ที่ทุกวันนี้คือพื้นที่บรรจบกันของ Acqua Vergine, Aqua Virgo และสะพานส่งน้ำโรมันโบราณ สร้างขั้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1732 ก่อนแล้วเสร็จในอีก 30 ปีต่อมา

ความสวยงามของน้ำพุแห่งนี้ต้องยกให้กับรูปปั้นหลากสไตล์ เช่น เทพเข้าเนปจูนขี่ม้าติดปีก เทพไททันครึ่งคนครึ่งปลา ว่ากันว่าหากใครโยนเหรียญลงไปในน้ำพุได้สำเร็จจะมีโอกาสกลับมาเยือนอีกครั้ง ถือเป็นงานประติมากรรมชั้นเอกที่ควรค่ากับการแวะเวียนมาเยี่ยมชมสักครั้งแบบไม่ต้องมีข้อสงสัยอื่นใดทั้งสิ้น

เวลาเปิด-ปิด: เปิดตลอด 24 ชม.  
การเดินทาง: นั่งรถไฟสาย Metro Line A ลงสถานี Barberini Station เดินตามป้ายบอกทางไปน้ำพุได้เลย
พิกัด: กดดูพิกัด

เที่ยวอิตาลี

มหาวิหารนักบุญเปโตร (Basilica Sancti Petri)

หรือ มหาวิหารเซนต์ ปีเตอร์ส บาซิลิกา (St. Peter’s Basilica) สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกต่างเลื่อมใสศรัทธา มหาวิหารขนาดใหญ่สุดในอิตาลี สร้างขึ้นตั้งแต่ยุคศตวรรษที่ 4 ซึ่งใช้เวลายาวนานกว่า 120 ปี บนพื้นที่กว่า 14 ไร่ สามารถจุผู้คนได้กว่า 60,000 คน เป็นสถานที่ฝังศพของนักบุญเปโตร บิชอปและสันตะปาปาองค์แรกของกรุงโรม และปัจจุบันก็ยังคงเป็นสถานที่ฝังศพขององค์สันตะปาปามากกว่า 90 องค์

ใครไปเที่ยวอิตาลีที่นี่สามารถเข้าไปชมความงดงามของศิลปะสไตล์บาซิลากาภายใน รวมถึงรูปปั้นต่าง ๆ ได้เลย ส่วนบริเวณลานด้านหน้าหรือ St. Peter’s square แล้วมองเข้าไปยังตัววิหารก็งดงาม เป็นลักษณะลานวงกลมกว้าง ๆ โอบล้อมด้วยเสาหินโบราณขนาดยักษ์ และมีเสา Obelisk อยู่ตรงกลาง ถ่ายรูปกันเพลินแน่ ค่าเข้าไปด้านในพร้อมคำบรรยายภาษาอังกฤษ 19.50 EUR

เวลาเปิด-ปิด: เดือนตุลาคม – มีนาคม เปิด 07.00 – 18.00 น. เดือนเมษายน – กันยายน เปิด 07.00 – 19.00 น.   
การเดินทาง: นั่งรถไฟสาย Metro Line A ลงสถานี Ottaviano แล้วเดินตรงเข้าไปตามเส้นทางไม่เกิน 10 นาที
พิกัด: กดดูพิกัด

นี่คือทั้ง 5 ที่เที่ยวอิตาลี 2024 ยอดฮิตที่ห้ามพลาดเด็ดขาด แต่เหนือสิ่งอื่นใดทุกครั้งที่คุณต้องเดินทางไปต่างประเทศ อย่าลืมเพิ่มความสบายใจให้กับตนเองด้วยการซื้อ “ประกันเดินทางอิตาลี” ไว้ด้วย ซึ่งใครที่กำลังมองหาประกันเดินทางต่างประเทศ  ขอแนะนำ ประกันเดินทางต่างประเทศ จาก LUMA สำหรับคนที่เตรียมวางแผนไปยังประเทศกลุ่มเชงเก้น ใช้เพื่อยื่นขอวีซ่า คุ้มครองโควิด-19 ได้ ที่สำคัญสามารถซื้อประกันเดินทางต่างประเทศนี้ผ่านระบบออนไลน์อย่างง่ายดาย ราคาเริ่มต้นเพียง 55 บาท พร้อมการคุ้มครองสูงสุด 5 ล้านบาท คุ้มค่าขนาดนี้จะกี่ทริปก็อุ่นใจแน่นอน

อ่านเพิ่มเติม:

5 สถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตในสเปน ฉบับ 2025

เตรียมเอกสารยื่นวีซ่าพร้อมกับประกันเดินทางแล้ว ก็ต้องไม่ลืมที่จะวางแผนเที่ยวประเทศสุดอันซีนอย่างสเปน แม้โดยทั่วไปแล้ว ผู้คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงสวิตเซอร์แลนด์ ฝรั่งเศส อิตาลี สำหรับทริปยุโรป และมักลืมว่าการเที่ยวสเปนก็น่าสนใจไม่แพ้กัน เผลอๆ หลายคนมักจะไม่มั่นใจด้วยซ้ำว่าจะทำประกันเดินทางแต่ละทีสำหรับการเที่ยวสเปน ควรจะต้องใช้ประกันเดินทางสเปนโดยเฉพาะ หรือเลือกซื้อประกันเชงเก้นและประกันยุโรปแบบธรรมดาได้ ดังนั้นขอเฉลยเลยว่าหากอยากเที่ยวสเปน เราสามารถซื้อประกันเดินทางเชงเก้นได้ เพราะสเปนถือเป็น 1 ใน 26 ประเทศที่รวมอยู่ในเครือเชงเก้น แต่ก่อนที่จะวางแผนการเดินทางนั้น เราลองมาเจาะลึกสถานที่เที่ยวสเปนสุดฮิตกันดูก่อน จะได้มีไอเดียว่าควรเตรียมตัวอย่างไรกันบ้าง

Barcelona La Sagrada Familia

Sagrada Familia (Barcelona)

โบสถ์สวยอลังการงานสร้างแห่งนี้เป็นผลงานของสถาปนิกชื่อดังก้องโลกอย่าง Antoni Gaudí โดยโบสถ์ Sagrada Familia นั้นเป็นโบสถ์สไตล์โกธิคที่วิจิตรบรรจง เริ่มสร้างตั้งแต่ปี  1882 จนถึงปัจจุบันโบสถ์แห่งนี้ก็ยังไม่แล้วเสร็จ แต่ไม่ต้องตกใจไป เพราะแม้จะยังก่อสร้างอย่างต่อเนื่อง  แต่เราก็สามารถเข้าเยี่ยมชมภายในได้ เพราะในปัจจุบันพื้นที่หลายส่วนสร้างเสร็จแล้วและเปิดให้เข้าชมได้ตามปกติ แถมที่ Sagrada Familia ยังกว้างใหญ่ และมีหลายสิ่งหลายอย่างให้เราเลือกชม จนนักท่องเที่ยวบางคนสามารถใช้เวลาทั้งวันในที่แห่งนี้เลยก็ว่าได้ และเพื่อเสริมความมั่นใจในการเดินทางมาเยือนแลนด์มาร์กสำคัญในเมือง Barcelona ประเทศสเปน แนะนำให้ซื้อประกันเดินทางยุโรปเอาไว้จะอุ่นใจที่สุด

ค่าตั๋ว: ราคาสำหรับ Sagrada Família FastTrack ticket + Audioguide 38 Euro
ราคา Fast Track ticket + Tower access 50 Euro

เวลาเปิดปิด: เวลาจะเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและเทศกาล
พฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์ 9.00 – 18.00
มีนาคม 9.00 – 19.00
เมษายนถึงกันยายน           9.00 – 20.00
ตุลาคม   9.00 – 19.00
25 และ 26 ธันวาคม / 1 และ 6 มกราคม 9.00 – 14.00

การเดินทาง: สถานีรถไฟใต้ดิน Sagrada Familia | สาย L2

แผนที่: กดดูแผนที่

เว็บไซต์: กดดูเว็บไซต์

กดซื้อตั๋ว

Barcelona

La Rambla (Barcelona)

มาเที่ยวบาร์เซโลนาทั้งที มีหรือที่จะพลาดการช้อปปิ้งที่ถนนคนเดินสายยาวที่สุดในเมืองอย่างที่ La Rambla ไปได้ เพราะถนนแห่งนี้เต็มไปด้วยร้านรวงต่างๆ มากมาย มีตั้งแต่ร้านท้องถิ่นไปจนถึงร้านแบรนด์เนมชื่อดัง นอกจากนี้ถนน La Rambla ยังมีต้นไม้เรียงยาวไปตลอดเส้นทาง สวยงามมากๆ เลยทีเดียว เดินช้อปจนเบื่อก็สามารถแวะตลาดดังอย่าง Mercat de la Boqueria ตลาดในร่มชื่อดังที่สายกินจะต้องชอบอย่างแน่นอน

ค่าตั๋ว: ฟรี
เวลาเปิดปิด: 24 ชั่วโมง
การเดินทาง: สถานีรถไฟใต้ดิน Pl. Catalunya | สาย L1, L3, L6, L7

แผนที่: กดดูแผนที่

Madrid Plaza Mayor
Madrid

Plaza Mayor (Madrid)

หากมีโอกาสแวะไปเที่ยวมาดริด แลนด์มาร์กสำคัญที่ต้องไปเยือนให้ได้เลยก็คือ Plaza Mayor แห่งนี้ เพราะที่นี่เป็นจัตุรัสที่มีความคลาสสิกและมีสีสันเป็นอย่างมาก ประวัติของ Plaza Mayor ได้เริ่มต้นขึ้นในศตวรรษที่ 15 โดยในยุคนั้นจัตุรัสแห่งนี้เคยเป็นตลาดหลักของเมืองมาก่อน จากนั้นก็กลายเป็นพื้นที่อเนกประสงค์ เพราะมีทั้งการต่อสู้วัวกระทิง ไปจนถึงกลายเป็นลานประหารชีวิต แต่ในปัจจุบันจัตุรัส Plaza Mayor ได้กลายเป็นเซ็นเตอร์ของเมือง ที่มีทั้งถนนคนเดิน ร้านค้า ร้านอาหาร และคาเฟ่สวยๆ ให้แวะมากมายหลายแห่ง

ค่าตั๋ว: ฟรี
เวลาเปิดปิด: ในส่วนของช้อปปิ้งมอลล์เปิดตั้งแต่ 10.00 – 22.00 ส่วนร้านค้าและร้านอาหารจะเปิดปิดไม่พร้อมกัน
การเดินทาง: สถานีรถไฟใต้ดิน Sol | สาย 1, 2, 3

แผนที่: กดดูแผนที่

Seville Plaza de Espana

Plaza de España (Seville)

นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักจะบินมาจากประเทศอื่นๆ ในยุโรปเพื่อมาลง Seville โดยเฉพาะ ดังนั้นหากมาเที่ยวที่นี่ต้องไม่ลืมทำประกันเดินทางสเปนไว้เสมอ ส่วนแลนด์มาร์กที่ดังที่สุดของเมือง Seville ก็คือ Plaza de España เพราะด้วยความงดงามทางสถาปัตยกรรมของ Plaza de España จึงทำให้นักท่องเที่ยวต่างก็หลงเสน่ห์กันเป็นทิวแถว ที่สำคัญคนที่ชอบถ่ายรูปจะต้องถูกใจสถานที่แห่งนี้อย่างแน่นอน เพราะไม่ว่าจะเดินไปมุมไหนก็ถ่ายรูปได้สวยไปหมด มีเสน่ห์และเป็นหน้าเป็นตาของเมืองได้ขนาดนี้ รู้หรือไม่ว่าแท้จริงแล้ว Plaza de España ถูกสร้างขึ้นสำหรับงานแสดงสินค้า Ibero-American ในปี 1929 โดยถูกออกแบบให้เป็นศาลาทรงครึ่งวงกลมที่ล้อมรอบด้วยแนวเสา พร้อมแผ่นกระเบื้องตกแต่งหลากสีสันอันสวยงาม ซึ่งแผ่นกระเบื้องทั้งหมดนี้ถือเป็นตัวแทนของแต่ละเมืองในสเปน

ค่าตั๋ว: ฟรี
เวลาเปิดปิด:
พฤศจิกายน – มีนาคม: วันจันทร์ – อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์: 8:00 – 22:00 น.

เมษายน – ตุลาคม: วันจันทร์ – อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์: 8:00 – 00:00 น.

การเดินทาง: สถานีรถไฟใต้ดิน Prado de San Sebastián | สาย L1

แผนที่: กดดูแผนที่

Ibiza
Ibiza Port
Ibiza coast

ขอบคุณรูปภาพจากเว็บไซต์ https://www.bouillon-chartier.com/en/gare-de-lest/galerie-gare-de-lest/

Ibiza

เมื่อนึกถึงเกาะสวรรค์บรรยากาศสุดชิกในยุโรป ก็คงหนีไม่พ้นเกาะของสเปนอย่าง Ibiza ไปได้ ด้วยชายหาดสวยๆ พร้อมน้ำทะเลสีครามจึงทำให้ Ibiza กลายเป็นจุดหมายในฝันของคนทั่วโลก และหากเป็นสายปาร์ตี้อยู่แล้วด้วย บอกได้เลยว่า Ibiza คือ คำตอบที่ใช่ที่สุดสำหรับทริปเที่ยวสเปนครั้งนี้ แต่หากคุณต้องการความเงียบสงบ Ibiza ก็ถือว่าตอบโจทย์นี้ได้ไม่น้อยเช่นกัน เพราะ Ibiza มีเวิ้งอ่าวเล็กๆ มากมายที่ล้อมรอบด้วยทะเลเมดิเตอร์เรเนียนสีฟ้าเทอร์ควอยส์ แถมยังมีป่าสนที่โอบล้อมทะเลไว้อย่างสวยงามอีกด้วย แต่วิธีการเดินทางมายังเกาะ Ibiza ที่ง่ายที่สุดคือการนั่งเครื่องบิน เพราะการนั่งเรืออาจจะต้องใช้เวลาค่อนข้างเยอะ ดังนั้นจึงควรมีประกันเดินทางติดตัวไว้ และอย่าลืมเลือกซื้อประกันเดินทางยุโรปเพื่อความมั่นใจในการท่องเที่ยวบนเกาะที่สวยงามแห่งนี้

ค่าตั๋ว: ฟรี
เวลาเปิดปิด: 24 ชั่วโมง
การเดินทาง: มีไฟลต์ตรงจากเมืองหลักของสเปน เช่น Madrid Barcelona และ Valencia ออกเดินทางในทุกวัน โดยจะใช้เวลาตั้งแต่ 45 นาทีถึง 1.5 ชั่วโมง เพื่อไปลงยัง Ibiza Airport แล้วนั่งรถแท็กซี่หรือรถบัส (LINE 10) เพื่อต่อเข้าเมือง โดยใช้เวลาราวๆ 20 นาที

แผนที่: กดดูแผนที่

หากมองหาที่เที่ยวสวยๆ ในยุโรป การเที่ยวสเปนจะทำให้คุณได้สัมผัสกับยุโรปในมิติใหม่ ที่ซึ่งมีทั้งสถาปัตยกรรมและวัฒนธรรมที่มีความเป็นเอกลักษณ์และแตกต่างจากประเทศอื่นๆ ในยุโรป แต่ไม่ว่าจะแตกต่างสักเพียงไหน ก็ไม่ควรลืมว่าสเปนยังต้องใช้วีซ่าเชงเก้น ซึ่งบังคับใช้ประกันการเดินทางเชงเก้นเป็นหลัก ดังนั้นหากมองหา ประกันเดินทางต่างประเทศ ที่มีหลายแผน หลายแพ็กเกจให้เลือก ยืดหยุ่นและรองรับความต้องการสำหรับการเดินทางในสเปน ประกันเดินทางสเปนแพ็กเกจเชงเก้นของ คุณก็สามารถซื้อประกันคุ้มครองความปลอดภัย รวมถึงประกันเดินทางสเปน ของ LUMA ไปใช้ในการยื่นขอวีซ่าสเปนได้อย่างมั่นใจอีกด้วย

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเดินทางในสเปน:

ระยะเวลารอคอยคืออะไร Waiting Period ที่เจอบ่อยๆในรายละเอียดประกันสุขภาพ

เพราะการเจ็บป่วยและการพบแพทย์เพื่อทำการรักษาแต่ละครั้งไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ ด้วยเหตุนี้ใครหลายคนจึงมองหา ประกันสุขภาพ เพื่อเป็นการรองรับค่ารักษาพยาบาลในอนาคต แต่อย่างที่ทราบกันดีว่าเรื่องประกันเป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจ เพราะที่มีรายละเอียดค่อนข้างเยอะ ทำให้หลายคนอาจสับสนกับเงื่อนไขต่าง ๆ ในการทำกรมธรรม์ หนึ่งในคำศัพท์ในแววดวงประกันที่เรามักจะได้ยินกันบ่อย ๆ ก็คือ ระยะเวลารอคอย หรือ Waiting period โดยจะมีความหมายว่าอย่างไร ส่งผลให้ประกันคุ้มครองทันทีเลยได้หรือไม่ มีความซับซ้อนหรือมีรายละเอียดอย่างไรมาทำความเข้าใจกันได้ในบทความนี้

ระยะเวลารอคอยประกันสุขภาพคืออะไร

ระยะเวลารอคอย

ระยะเวลาการรอคอยประกันสุขภาพหรือระยะเวลาที่ไม่คุ้มครอง เป็นศัพท์ที่พบได้บ่อยเมื่ออ่านรายละเอียดเงื่อนไขประกันสุขภาพ โดยระยะเวลารอคอย หมายถึง ช่วงระยะเวลาที่ผู้เอาประกันภัยจะไม่สามารถเรียกร้องค่าสินไหมจากบริษัทประกันภัยได้หากต้องเข้ารับการรักษาพยาบาลในช่วงเวลาดังกล่าว เพราะผู้เอาประกันอาจมีอาการเจ็บป่วยมาก่อนทำประกัน การประกันสุขภาพจึงมักกำหนดเงื่อนไขระยะเวลารอคอยขึ้น เพื่อป้องกันการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากสภาพที่เป็นมาก่อนการเอาประกันภัย (Pre-existing condition) โดยการกำหนดระยะเวลารอคอยขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละบริษัทประกันภัย อาจจะมีระยะเวลารอคอยประมาณ 30-120 วัน

ประกันสุขภาพแบ่งระยะเวลารอคอยออกเป็น 2 ส่วน

ระยะเวลารอคอยประกันสุขภาพจะมีความยาวนานมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ เช่น ความรุนแรงของโรค ระยะเวลาฟักตัวหรือระยะเวลาในการแสดงอาการของโรค โดยประกันสุขภาพมักแบ่งระยะเวลารอคอยออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ส่วนของโรคทั่วไปและโรคที่มีระยะก่อโรคนาน ซึ่งระยะเวลารอคอยจะเริ่มนับวันตั้งแต่วันที่กรมธรรม์มีผลบังคับใช้ โดยระยะเวลารอคอยสามารถแบ่งได้ดังนี้

  • ระยะเวลารอคอยสำหรับโรคทั่วไปที่ไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุ ทั้ง IPD (ผู้ป่วยใน) และ OPD (ผู้ป่วยนอก) จะมีระยะเวลารอคอยอยู่ที่ 30 วัน
  • ระยะเวลารอคอยสำหรับโรคที่มีระยะก่อโรคนาน เช่น มะเร็งทุกชนิด การตัดทอนซิลหรืออดีนอยด์ นิ่วทุกชนิด เส้นเลือดขอดที่ขา เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ต้อเนื้อหรือต้อกระจก ไส้เลื่อนทุกชนิด ริดสีดวงทวาร เป็นต้น จะมีระยะเวลารอคอยอยู่ที่ 120 วัน

อย่างไรก็ตามรายละเอียดเกี่ยวกับการกำหนดระยะเวลารอคอยต่าง ๆ รวมไประยะเวลารอคอยเฉพาะโรคขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของกรมธรรม์และบริษัทประกันภัย

ความสำคัญของการกำหนดระยะเวลารอคอยประกันสุขภาพ

ระยะเวลารอคอยคือ

หลายคนอาจสงสัยว่า ซื้อประกันสุขภาพแล้วคุ้มครองเลยไม่ได้เหรอ ทำไมต้องมีการกำหนดระยะเวลารอคอยด้วย เหตุผลสำคัญที่ประกันสุขภาพต้องมีระยะเวลารอคอยก็เพื่อเป็นการให้เวลาบริษัทประกันได้ป้องกันความเสี่ยงที่จะต้องจ่ายค่าสินไหมให้กับผู้เอาประกันภัยที่รู้ว่าตัวเองป่วย หรือ มีสภาพที่เป็นมาก่อนเอาประกัน (Pre-existing condition) แต่ยังไม่ยอมไปรักษา จึงมาขอซื้อประกันก่อน แล้วค่อยไปรักษาเพื่อจะได้เบิกเงินจากประกัน การกำหนดระยะเวลารอคอยจึงมีความสำคัญกับบริษัทประกันมาก โดยระยะเวลารอคอยเป็นการยืดเวลาให้ทางบริษัทประกันเองมีเวลาในการตรวจสอบข้อมูลของลูกค้าก่อนว่าไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อเรียกเงินชดเชยในการรักษาหรือไม่ โดยแต่ละบริษัทฯ จะมีการกำหนดระยะเวลาที่แตกต่างกันออกไป

ระยะเวลารอคอยของประกันประเภทอื่น ๆ ต่างกันอย่างไร

  • ประกันสุขภาพ โดยส่วนใหญ่ มีระยะเวลาตั้งแต่ 30 วันสำหรับโรคทั่วไป และ 120 วันสำหรับโรคที่มีระยะเวลาก่อโรคนาน
  • ประกันโรคร้ายแรง มีระยะเวลารอคอย 60 วัน ถึง 120 วันสำหรับโรคร้ายแรงตัวอย่างเช่น โรคหัวใจ โรคมะเร็ง และโรคหลอดเลือดสมอง เป็นต้น ขึ้นอยู่กับรายละเอียดเงื่อนไขของบริษัทประกันภัย
  • ประกันอุบัติเหตุ ไม่มีระยะเวลารอคอย เนื่องจากเราไม่สามารถคาดการณ์อุบัติเหตุได้ การคุ้มครองของประกันอุบัติเหตุจึงเริ่มคุ้มครองตั้งแต่วันที่กรมธรรม์มีผลบังคับใช้

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับระยะเวลารอคอย

ระยะเวลารอคอยเป็นข้อกำหนดสำคัญในการทำประกันภัย ดังนั้นไม่ว่าจะซื้อประกันสุขภาพจากบริษัทไหนก็ตาม ผู้ซื้อประกันสุขภาพจะต้องเข้าใจรายละเอียด สอบถามตัวแทนประกันถึงข้อกำหนดที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ให้ดี และ Luma ได้รวบรวมคำถามที่พบบ่อยเอาไว้ดังนี้

1. ทำไมระยะเวลารอคอยของประกันแต่ละบริษัทถึงไม่เท่ากัน

การกำหนดระยะเวลารอคอยของแต่ละบริษัทประกันขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค ระยะเวลาฟักตัว หรือระยะเวลาในการแสดงอาการของโรค ดังนั้นหากผู้เอาประกันภัยต้องรอพ้นระยะก่อโรคครบทุกโรคกว่าจะได้รับความคุ้มครอง คงไม่เป็นธรรมกับผู้เอาประกันภัยเท่าไหร่นัก จึงมีการแบ่งระยะเวลารอคอย 30 วันสำหรับโรคทั่วไปและ 90-120 วันสำหรับโรคที่มีระยะเวลาก่อโรคนาน โดยระยะเวลารอคอยของโรคจะขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของบริษัทประกันนั้น ๆ จึงทำให้ประกันสุขภาพของแต่ละบริษัท แผนประกันแต่ละแบบมีระยะเวลารอคอยไม่เท่ากัน อย่างไรก็ตามการกำหนดระยะเวลารอคอยเป็นการให้เวลาบริษัทประกันได้รับรองการคุ้มครองผู้เอาประกันภัยเมื่อพ้นระยะเวลารอคอยไปแล้ว

สำหรับ LUMA เอง แผนประกันสุขภาพ Hi5 และ PRIME ไม่มีระยะเวลารอคอย 30 วันสำหรับโรคทั่วไป สามารถสมัครประกันแล้วเริ่มความคุ้มครองทันที

2. หากป่วยในระยะเวลารอค่อยต้องทำอย่างไร

สำหรับแผนประกันที่มีระยะเวลารอคอย และเกิดป่วยขึ้นมาในช่วงระยะเวลารอคอยประกันภัย ผู้เอาประกันภัยจะไม่ได้รับความคุ้มครองจากบริษัทประกัน ซึ่งจะไม่ได้รับค่าสินไหมที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ บริษัทประกันอาจเลือกที่จะยกเลิกความคุ้มครอง หรือ ยกเลิกสัญญากรมธรรม์ให้เป็นโมฆียะได้ แต่อย่างไรก็ตาม ตราบใดที่ผู้เอาประกันภัยพ้นระยะเวลารอคอยแล้วไม่พบโรคใด ๆ ผู้เอาประกันภัยสามารถถือกรมธรรม์นั้นต่อไปได้ เพื่อรองรับค่ารักษาพยาบาลในการรักษาโรคที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

อย่างไรก็ตามหากประกันสุขภาพที่ซื้อประกันสุขภาพที่ครอบคลุมการรักษาที่เกิดมาจากอุบัติเหตุด้วย ในกรณีนี้ผู้เอาประกันภัยจะยังสามารถเคลมประกันได้ แม้จะอยู่ในระยะเวลารอคอยโรคก็ตาม

3. ระยะเวลารอคอยเริ่มนับอย่างไร

หากผู้เอาประกันภัยซื้อประกันสุขภาพ โดยที่กรมธรรม์ระบุไว้ว่ามีผลบังคับวันที่ 1 พ.ย. การนับ “ระยะรอคอย” 30 วัน หมายถึงเริ่มนับวันที่ 1 พ.ย. เป็นวันแรกและวันที่ 30 พ.ย. เป็นวันสุดท้ายของระยะเวลารอคอย หมายความว่าผู้เอาประกันจะสามารถเคลมประกันได้คือ ตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค. เป็นต้นไป

สรุป

การทำประกันสุขภาพเป็นการรองรับค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลโรคต่าง ๆ ซึ่งเป็นการทำสัญญากรมธรรม์กันระหว่างผู้เอาประกันและบริษัทประกันภัย ดังนั้นการทำประกันสุขภาพจึงต้องเป็นธรรมกับทั้ง 2 ฝ่าย และเกิดเงื่อนไขรายละเอียดต่าง ๆ ที่ผู้เอาประกันภัยจะต้องศึกษารายละเอียดให้ดี การมีระยะเวลาการรอคอย (Waiting Period) ถือเป็นการลดความเสี่ยงให้กับบริษัทประกันภัย ซึ่งการที่บริษัทไม่ให้ความคุ้มครองสำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือเจ็บป่วยมาก่อนการทำประกันภัยนี้ จึงเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำไมคนส่วนใหญ่ถึงแนะนำให้รีบทำประกันสุขภาพตอนที่ร่างกายยังแข็งแรง เพื่อให้ประกันสุขภาพมอบความคุ้มครองโรคให้เราได้อย่างครอบคลุมมากที่สุดนั่นเอง

อ่านเพิ่มเติม:

DBD logo

ใบอนุญาตจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

เลขที่ 0105555036794

OIC logo

ใบอนุญาตนายหน้าประกันวินาศภัย เลขที่00008/2555  

ใบอนุญาตนายหน้าประกันภัย เลขที่ ช00012/2564

BOI logo

ได้รับการรับรองจาก BOI 2927/2555

บริษัท ลูม่า แคร์ จำกัด, 57 ปาร์คเวนเชอร์ อีโคเพล็กซ์ ชั้น 9 ยูนิต 912 ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330

Copyright © 2026 lumahealth.com. All Rights Reserved.   นโยบายความเป็นส่วนตัว