ไปเที่ยวประเทศอิตาลี ต้องทำอย่างไรหากจะเช่ารถเที่ยว

ประเทศอิตาลี นับว่าเป็นอีกหนึ่งประเทศในฝันของใครหลาย ๆ คน เมื่อมีโอกาสมาเยือนยุโรปแล้ว ถ้าไม่ได้มาเช็คอินที่ประเทศอิตาลี จะถือว่าคุณพลาดสุด ๆ เพราะเมืองแห่งนี้มีมนต์เสน่ห์ที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ต่าง ๆ มากมาย และยังมีอารยธรรมที่ได้รับการถ่ายทอดสืบต่อ ๆ กันมาผ่านศิลปะ และสถาปัตยกรรมมากมาย นับได้ว่าเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่รวบรวมความน่าทึ่ง และสิ่งมหัศจรรย์ของโลกต่าง ๆ ไว้มากมาย อิตาลีจัดว่าเป็นหนึ่งในประเทศแถบยุโรป  นอกจากความงดงามของศิลปะ และความเก่าแก่ที่สุดแสนจะคลาสสิคแล้ว ยังมีเรื่องของแฟชั่นที่ทันสมัยอีกด้วย ทำให้อิตาลีเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยว และยังเป็นที่ควรค่าแก่การมาเยือนให้ได้สักครั้งในชีวิต ใครที่ต้องการอยากจะไปเที่ยวอิตาลี และได้ทำประกันเดินทางไว้แล้ว วันนี้เราได้รวบรวมเรื่องราวที่ควรรู้ก่อนไปอิตาลีมาฝากกัน ถ้าหากพร้อมแล้วขอเชิญทุกท่านตามมาอ่านกันได้เลย

ขับรถที่อิตาลี

ก่อนอื่นมาทำความรู้จักประเทศนี้กันก่อน ประเทศอิตาลี มีชื่อเรียกที่เป็นทางการว่า สาธารณรัฐอิตาลี (The Italian Republic) ประชาชนชาวอิตาลีส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์โรมันคาทอลิก อิตาลีมีพื้นที่ประมาณ 301,302 ตารางกิโลเมตร โดยพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่บนคาบสมุทรอิตาลี และบางส่วนเป็นเกาะใหญ่ในทะเล 2 เกาะ พวกเขาใช้ภาษาราชการคือ อิตาเลียน และใช้ภาษาเยอรมันเป็นภาษารอง

ในเรื่องการเดินทางเข้าประเทศอิตาลี ผู้ที่จะท่องเที่ยวควรตรวจสอบกับสายการบินที่จะใช้บริการก่อนว่า ต้องมีผลการตรวจ covid – 19 หรือต้องมีการทดสอบ PCR หรือไม่ก่อนออกเดินทาง การขอวีซ่าประเภทท่องเที่ยว ต้องเป็นวีซ่าท่องเที่ยวประเภท C ออกให้ผู้มีความประสงค์เดินทางเข้าประเทศอิตาลีเพื่อท่องเที่ยว โดยมีระยะเวลาในการพำนักสูงสุด 90 วัน  โดยจะต้องทำการชำระค่าธรรมเนียมเป็นเงิน 80 ยูโร หรือประมาณ 2,960 บาท อีกทั้งต้องมีการทำประกันเดินทางต่างประเทศไว้ด้วย

ใบอนุญาตขับขี่

ใบอนุญาตขับขี่ก็มีความสำคัญมาก สำหรับการขับรถเพื่อสำรวจเมืองต่าง ๆ ในอิตาลี อาจทำให้เกิดความทรงจำที่น่าประทับใจมาก หากสามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดทั้งหมด และสามารถปฏิบัติตามกฎการขับขี่ได้ ข้อกำหนดอันดับแรกคือใบขับขี่ ในอิตาลีสามารถใช้ใบอนุญาตขับขี่สากลได้ (IDP : International Driving Permit) ซึ่งเป็นเอกสารที่อนุญาตให้สามารถขับรถในต่างประเทศได้ โดยชาวต่างชาติต้องมีใบอนุญาตขับรถระหว่างประเทศ เพื่อขับรถนานถึงหกเดือน เมื่อจะเช่ารถก็ต้องแสดงใบขับขี่สากล พร้อมกันกับใบขับขี่ในพื้นที่ของตัวเองด้วย ใบขับขี่สากลสามารถช่วยให้หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่ได้ และมีความจำเป็นในการแก้ปัญหาความแตกต่างทางภาษากับหน่วยงานในต่างประเทศ แต่ไม่สามารถใช้เพียง IDP เท่านั้นจึงจำเป็นต้องนำใบขับขี่ในพื้นที่ติดตัวไปด้วยเสมอ

การเช่ารถที่อิตาลี

เรื่องที่อยากแนะนำอีกอย่างคือการเช่ารถที่อิตาลี หากไม่อยากใช้บริการขนส่งสาธารณะก็สามารถเช่ารถแทนได้ บริษัทรถเช่าที่ก่อตั้งขั้นมานั้นหาได้ไม่ยากเลย มีกันหลากหลายบริษัทที่ให้บริการอยู่ คุณสามารถเลือกเช่ารถที่เหมาะสมกับความต้องการในการเดินทางได้ โดยสามารถจองการเช่าผ่านระบบออนไลน์ก็ได้ และรับข้อเสนอที่ดีที่สุดจากบริษัทให้เช่ารถยนต์เหล่านั้น และยังมีให้บริการเช่ารถระยะสั้นและระยะยาว เป็นตัวเลือกในการเช่ารถได้นานเท่าที่ต้องการด้วย เอกสารที่ใช้ในการเช่าใบขับขี่ที่ถือครองไว้อย่างน้อยหนึ่งปี บัตรประจำตัวประชาชน บัตรเครดิต และวีซ่าในหนังสือเดินทาง ต้องได้รับ IDP ก่อนเดินทางตามกำหนดเวลา หากจองการเช่าผ่านออนไลน์ ก็ต้องแสดงใบเสร็จรับเงินการเช่าออนไลน์ด้วย

การขับรถให้ถูกต้องเป็นเรื่องจำเป็น จึงต้องรู้และเข้าใจเพื่อที่จะปฏิบัติตามกฎจราจรได้อย่างถูกต้อง ที่อิตาลีขับรถคนละฝั่งกับที่ไทย รถส่วนใหญ่จะเป็นเกียร์ Manual เกียร์ Auto จะค่อนข้างหายาก และซ้ำยังมีราคาแพงกว่าเกียร์ธรรมดาถึงสามเท่าอีกด้วย เมื่ออยู่บนท้องถนนต้องเปิดไฟส่องสว่างในเวลากลางวัน การเปิดไฟวิ่งกลางวัน (DRL : Daytime Running Light) เป็นสิ่งจำเป็น เพื่อมาตรการด้านความปลอดภัยที่จะมองเห็นได้ ในพื้นที่ก่อสร้าง ในอุโมงค์ และระหว่างหิมะ ฝนตก หรือทัศนวิสัยต่ำ ประเทศอิตาลีไม่อนุญาติให้ใช้โทรศัพท์มือถือขณะขับรถ ห้ามเลี้ยวขวาเมื่อติดไฟแดง และต้องคาดเข็มขัดนิรภัยตลอดเวลา ไม่ว่าจะนั่งที่ตำแหน่งไหนก็ตาม

การจอดรถ

ในเรื่องการจอดรถในการเที่ยงอิตาลี ส่วนใหญ่ที่จอดจะมีสัญลักษณ์ P หรือ Parking หากเป็นข้างทาง ริมถนน ที่ไม่ได้เป็นที่ตึกจอดรถ ต้องหาตู้จ่ายเงินมันจะพิมพ์ตั๋วจอดรถออกมาให้ โดยต้องหยอดเหรียญไปตามระยะเวลาที่ต้องการจอด แล้วเอาไปใส่ไว้หน้ารถ ต้องกะเวลาให้พอดี หากเกินเวลาไปอาจจะโดนปรับได้ และต้องอ่านป้ายให้ดี ๆ บางทีก็สามารถจอดฟรีไม่ต้องซื้อตั๋ว แต่ละเวลาค่าจอดไม่เท่ากัน วิธีหาที่จอดรถสามารถเสิร์ชกูเกิลแมพว่า Parking ได้ ที่สำคัญห้ามจอดซ้อนคันแล้วปลดเกียร์ว่าง ที่นั่นไม่มีการไปแตะรถคนอื่น

การเติมน้ำมัน

ที่ขาดไม่ได้เรื่องการเติมน้ำมัน ขอแนะนำให้เสิร์ชดูก่อนคร่าว ๆ ว่าราคาน้ำมันแต่ละที่ราคาเท่าไร และจะมีสถานีเติมน้ำมันหลายแห่งทั่วประเทศ ในบางสถานีโดยเฉพาะสถานีขนาดเล็ก จะปิดทำการตั้งแต่เวลา 13.00 น ถึง 15.30 น. และในบ่ายวันอาทิตย์จะพบปั๊มแบบบริการตนเองในหลายสถานที่

มรายาทในการขับรถ

การให้สัญญาณ ชาวอิตาลีปฏิบัติตามสัญญาณจรจรอย่างเคร่งครัด แต่ก็อาจจะมีคนขับที่เปลี่ยนเลนอย่างรวดเร็ว จึงต้องมีสติใช้ความระมัดระวังให้มาก เมื่อจะเปลี่ยนเลนหรือจะแซงควรที่จะให้สัญญาณด้วย เพื่อป้องกันอุบัติเหตุอันอาจจะเกิดขึ้นได้

และมารยาทการขับรถ เมื่อเกิดสถานการณ์รถเสีย ให้วางสามเหลี่ยมเตือนไว้อย่างน้อย 50 เมตรจากรถ เพื่อส่งสัญญาให้คนขับรถคนอื่น ๆ มองเห็น การโดนตรวจจากตำรวจเป็นสถานการณ์ทั่วไป ต้องแสดงใบขับขี่สากล ใบขับขี่ในพื้นที่ และหนังสือเดินทางเพื่อระบุตัวตน

เช่ารถเที่ยวอิตาลี

ข้อควรระวังเวลาขับรถ

ข้อควรระวังขณะขับรถที่อิตาลี ต้องทำการสังเกตุให้ดีว่ามีป้าย ZTL (Zona a traffic limitato ) คือป้ายบอกโซนที่อนุญาตให้เฉพาะรถที่มีใบอนุญาตเข้าเท่านั้น โดยส่วนมากแล้วจะอยู่ในโซนเขตเมืองเก่าเป็นส่วนใหญ่ หรือโซนที่อยู่อาศัยเท่านั้น ห้ามขับรถเข้าในเขตการจำกัดโดยไม่ได้รับอนุญาตโดยเด็ดขาด อาจส่งผลให้ต้องเสียค่าปรับ หากถูกจัดได้ว่ากำลังขับรถอยู่จะต้องจ่ายระหว่าง 80 ถึง 300 ยูโร ที่จะออกโดยกล้องตรวจตั๋วที่ทางเข้าโซน และค่าธรรมเนียมการละเมิดกฎจราจรประมาณ 45 ยูโร จากผู้ให้บริการรถเข้าด้วย แล้วยังมีป้ายจำกัดความเร็ว ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรระวังมากที่สุดเวลาขับขี่อีกด้วย

เรื่องที่ควรระวังเวลาเช่ารถที่อิตาลีขับขี่ด้วยตนเอง ควรเก็บหลักฐานการชำระเงินและหมายเลขโทรศัพท์ผู้ให้บริการไว้กับตัว โทรแจ้งผู้ให้บริการได้ทราบชื่อและหมายเลขติดต่อ ทำการนัดเวลาและสถานที่รับรถ รวมถึงถามชื่อพนักงานที่ส่งมอบรถ ก่อนรับมอบควรสำรวจหรือถ่ายวิดีโอสภาพรถและตำหนิของรถไว้ด้วย ดูว่ามีน้ำมันเต็มถึงหรือไม่ ตรวจสอบเอกสารและลงชื่อในใบสัญญาเช่า ทำการทดลองขับออกตัวรถช้า ๆ ขับด้วยความระมัดระวัง

เรื่องที่สำคัญที่สุดคือประกันเดินทางไปอิตาลี จัดว่าเป็นประกันภัยรูปแบบหนึ่ง ซึ่งบริษัทประกันเดินทางนั้น ถูกออกแบบมาเพื่อผู้เดินทางหรือนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะ ซึ่งต้องการความคุ้มครองในเรื่องความเสี่ยงการเดินทางเป็นระยะเวลาสั้น ๆ ตามจำนวนวันที่เดินทาง โดยส่วนใหญ่จะออกแบบมาเพื่อใช้กับการท่องเที่ยวในต่างประเทศ ประกันเดินทางนี้จะมีความคุ้มครองที่คล้ายคลึงกัน เช่น คุ้มครองกรณีเสียชีวิตหรือสูญเสียอวัยวะ คุ้มครองกรณีกระเป๋าเดินทางสูญหาย หรือเกิดความล่าช้าของกระเป๋าเดินทาง คุ้มครองกรณีเที่ยวบินถูกยกเลิก หยุดชะงัก หรือเกิดความล่าช้า คุ้มครองกรณีทรัพย์สินสูญหาย หรือเอกสารเดินทางสูญหาย คุ้มครองค่าใช้จ่ายในกรณีเจ็บป่วย หรือรักษาพยาบาลฉุกเฉิน คุ้มครองค่าใช้จ่ายในการเคลื่อนย้าย และส่งกลับประเทศเพื่อรักษาพยาบาล คุ้มครองค่าใช้จ่ายในการส่งศพหรือกระดูก คุ้มครองความรับผิดชอบต่อบุคคลภายนอก ทั้งนี้ การคุ้มครองขึ้นอยู่กับรูปแบบการรับประกันของแต่ละบริษัท อาจมีมากหรือน้อยกว่านี้ จึงต้องศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดกับบริษัทประกันที่สนใจซื้ออีกครั้ง

สรุปว่า ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่ควรคำนึง เมื่อไปเที่ยวที่อิตาลีแล้วต้องการเช่ารถ ไม่ว่าจะเป็นการหารถเช่า เอกสารที่ต้องมี สิ่งที่ควรระมัดระวัง และที่สำคัญการทำประกันเดินทางต่างประเทศ คิดว่าคงครบถ้วนบริบูรณ์ในระดับหนึ่ง ก็ขอให้ทุกท่านที่ได้ไปท่องเที่ยวที่อิตาลี คงได้รับประสบการณ์อันน่าทึ่ง จากสถานที่แสนสวยงามซึ่งเต็มไปด้วยเสน่ห์อันน่าหลงใหล อีกทั้งยังจะเป็นแรงบันดาลใจให้ด้วย ทั้งนี้ใครหลาย ๆ คนคงอยากจะลองไปท่องเที่ยวแล้วสัมผัสด้วยตัวเองกันสักครั้งในชีวิต

อ่านเพิ่มเติม:

เนเธอร์แลนด์เที่ยวได้ทุกฤดู ไปเที่ยวเนเธอร์แลนด์หน้าไหนดี?

สำหรับผู้ที่มีแผนจะเดินทางไปท่องเที่ยวประเทศเนเธอร์แลนด์(ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์) หรือที่หลายคนอาจเรียกว่า ฮอลแลนด์ ในปีพ.ศ 2023 ประเทศเนเธอร์แลนด์เป็นประเทศที่น่าเที่ยวที่สุด ในหนึ่งประเทศของทวีปยุโรปเหมาะสำหรับผู้ที่ชอบเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศแบบเรื่อย ๆ ชิว ๆเที่ยวแบบไม่เร่งรีบ หรือจะเป็นแนวเที่ยวธรรมชาติแล้วละก็ประเทศเนเธอร์แลนด์คือคำตอบ เนื่องจากประเทศเนเธอร์แลนด์นั้นมีกิจกรรมมากมายไม่ว่าจะเป็นขี่จักรยานชมสวนชิมอาหารขึ้นชื่อหรือแม้กระทั่งว่าการล่องเรือชมเมืองโดยเมืองหลวงของประเทศเนเธอร์แลนด์นั้นจัดเป็นเมืองขนาดเล็กที่น่าเที่ยวที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเลยก็ว่าได้นั่นก็คือ อัมสเตอร์ดัม (Amsterdam) ถึงแม้ว่าประเทศเนเธอร์แลนด์นั้นเป็นประเทศที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดในฝั่งยุโรปตะวันตกแต่การคมนาคมหรือการเดินทางนั้นมีความสะดวกสบายไม่ว่าจะเป็นรถโดยสาร รถไฟ หรือ เรือ ซึ่งการเดินทางจากประเทศไทยบ้านไปอัมสเตอร์ดัมเมืองหลวงของประเทศเนเธอร์แลนด์นั้นไม่อยากอีกต่อไปเนื่องมีเที่ยวบินให้นักท่องเที่ยวได้เลือกสรรในแบบของตนเอง ในด้านของราคาของตั๋วเครื่องบินหรือ ประกันเดินทางระหว่างเดินตลอดการเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ

สภาพอากาศของประเทศเนเธอร์แลนด์

เนเธอร์แลนด์จะแบ่งออกเป็น 4 ฤดู คือฤดูหนาว ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน และฤดูใบไม้ร่วงแต่ไม่ว่าคุณจะเดินทางมาในช่วง ก็อาจจะต้องเตรียมความพร้อมสำหรับอากาศที่ค่อนข้างแปรปรวนเนื่องจากประเทศเนเธอร์แลนด์นั้นมีฝนตกค่อนข้างบ่อยซึ่งมีอุณหภูมิต่ำสุดอยู่ที่ 2.6 องศาและมีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุดอยู่ที่ 18.3 องศา

ฤดูหนาว

ช่วงเวลาเดือน ธันวาคม ถึง กุมภาพันธ์ สภาพอากาศจะอยู่ในช่วง อุณหมูมิ 0 – 3 องศาเซลเซียส  อากาศเย็นหนาว สดชื่อ หากโชคดีจะได้เจอหิมะตก

ฤดูใบไม้ผลิ

ช่วงเวลาเดือน มีนาคม ถึง พฤษภาคม เป็นฤดูหนาวเย็น แต่เริ่มมีแสงแดด ทำให้นักท่องเที่ยวนิยมท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก ไม่ร้อน และไม่หนาวเกินไป 

ฤดูร้อน

ช่วงเดือน มิถุนายน ถึง สิงหาคม จะมีอากาศที่เย็นสดชื่น อุณหภูมิสูงสุดเพียง 18 องศาเซลเซียส  มีแสงแดดให้รับความอุ่น แต่ก็อย่าลืมว่าช่วงนี้ฝนตกค่อนข้างบ่อย

ฤดูใบไม้ร่วง


ช่วงเดือน กันยายน ถึง พฤศจิกายน เป็นช่วงที่อากาศดีและคนนิยมเที่ยวฤดูนี้ อากาศจะเย็นลงเรื่อยๆ มีฝนตกเล็กน้อย และเข้าสู่ฤดูหนาว

เนื่องจากสภาพอากาศของประเทศเนเธอร์แลนด์นั้นเป็นสภาพอากาศที่มีความแปรปรวนอยู่ตลอดเวลาดังนั้นนักเดินทางควรมีการวางแผนการเดินทาง ประกันเดินทาง จัดเตรียมเสื้อผ้าให้เหมาะกับสภาพอากาศเพื่อสุขภาพและความปลอดภัยตลอดการเดินทางท่องเที่ยว

เที่ยวเนเธอร์แลนด์

8 สถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตในประเทศเนเธอร์แลนด์

Amsterdam เมืองหลวงของประเทศเนเธอร์แลนด์นั้นเป็นเมืองขนาดเล็กที่เป็นที่รู้จักกันทั่วโลก เนื่องจากอัมสเตอร์ดัมนั้นมีคลองมากกว่า 165 แห่ง จนได้ขึ้นทะเบียนมรดกโลก โดยองค์การอยู่เนสโก้ (UNESCO) ในปี 2010 นั่นเอง นอกจากนี้อัมสเตอร์ดัมยังมีสถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ที่สวยงามและศิลปะของจิตรกรชื่อดังอันดับโลก และสิ่งสวยงามอีกมากมายที่รอให้เหล่านั้นเดินทางนั้นได้เดินทางเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่มีคุณค่ามาอย่างยาวนาน

1. ล่องเรือในคลอง ในคลองอัมสเตอร์ดัม (Canal Cruise, Amsterdam)

การล่องเรือในคลอง Amsterdam นั้นถือว่าเป็นกิจกรรมยอดฮิตสำหรับนักท่องเที่ยวที่มาเยือนเลยก็ว่าได้ เนื่องจากการล่องเรือจะเป็นการล่องเรือเพื่อชมบรรยากาศและสถาปัตยกรรมอันสวยงามสองฝั่งข้างทางซึ่งในปัจจุบันคลองในอัมสเตอร์ดัมนั้นมีมากกว่า 165 แห่งด้วยกันซึ่งคนในประเทศอัมสเตอร์ดัมใช้ข้อมูลในการขนส่งนะค้าขายกันเป็นหลักจนได้ขึ้นทะเบียนมรดกโลก โดยองค์การอยู่เนสโก้ (UNESCO) ในปี 2010

สามารถเดินทางโดยรถไฟจาก Amsterdam Central หรือขึ้นรถไฟใต้ดินสาย 52 ที่ Station Zuid แล้วลงที่ป้าย Vijzelgracht

สามารถใช้บริการได้ตลอดทั้งวัน ส่วนมากจะนิยมกันในช่วงกลางวัน – ช่วงเย็น หรือจะเป็นการดินเนอร์ล่องเรือในช่วงหัวค่ำ ก็มีให้บริการเช่นกัน

2. หมู่บ้านกังหันลมโบราณ (Zaanse Schans)

เป็นหมู่บ้านดั้งเดิมของชาวเนเธอร์แลนด์ซึ่งมีมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 18  จัดว่าเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศเนเธอร์แลนด์เลยก็ว่าได้เนื่องจากมีกังหันลม กว่า 100 แห่งในการผลิตสีเทาไม้กระดาษน้ำมันหรือผลิตสินค้าประเภทอื่น ๆ และในปัจจุบันหมู่บ้านกังหันลมโบราณถูกจัดเป็นพิพิธภัณฑ์ขายของที่ระลึกของหมู่บ้านกังหันลมโบราณถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตสำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเนเธอร์แลนด์เลยก็ว่าได้

สามารถเดินทางได้โดยรถไฟเพียง 15 นาที และลงที่สถานี Koog-Zaandijk และใช้เวลาเดินเพียง 10 นาทีจากสถานีก็จะถึงหมู่บ้านกังหันลมโบราณ

3. ดามสแควร์ หรือจัตุรัสดาม (Dam Square)

เป็นอนุสาวรีย์แห่งชาติมีไว้เพื่อระลึกถึงผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของสงครามโลกครั้งที่ 2 สถานีที่แห่งนี้เป็นศูนย์รวมห้างสรรพสินค้าร้านอาหารหรือ คาเฟ่ชื่อดัง และยังเป็นจุดรวมพลสำหรับการประท้วงต่าง ๆ เนื่องจากดามสแควร์นั้นตั้งอยู่ใจกลางเมืองอัมสเตอร์ดัมและอยู่ใกล้กับสถานที่สำคัญสำคัญอีกหลายที่เช่นพระบรมมหาราชวัง Koininllijk Paleis และโบสถ์ Nieuwe Kerk และสถานที่อื่น ๆ อีกมากมาย

สามารถเดินทางโดย รถราง(รถไฟ) จากสถานี Amsterdam Central Station สาย 13 หรือสาย 17 ไปลงที่ป้าย Amsterdam, Dam ซึ่งอยู่ที่ Dam Square โดยใช้เวลาเดินประมาณ 6 นาที

เปิดตลอด 24 ชั่วโมง

4. อูเทร็คท์ (Utrecht)

อูเทร็คท์ซึ่งเป็นบ้านเกิดหอคอยโดม (Dam Tower) และยังเป็นพิพิธภัณฑ์ Central Museum สำหรับผู้ที่มีความชื่นชอบและอยากรู้ในเรื่องของประวัติศาสตร์ของเมืองอูเทร็คท์ได้อย่างละเอียดและถูกต้อง นอกจากนี้นักท่องเที่ยวยังสามารถเดินขึ้นบันไดชมความสวยงามของวิวเมืองอูเทร็คท์บนหอคอยโดมเดี๋ยวจะเป็นเดินเล่นที่ระเบียงริมคลองเก็บภาพสวยๆไปฝากคนที่บ้านก็ได้เช่นกัน

สามารถจองตั๋วผ่านช่องทางออนไลน์ได้ที่ The Dom Tower Ticket

เปิดบริการทุกวัน เวลา 10:00 – 17:00

โบสถ์เซนต์นิโคลัส

5. โบสถ์เซนต์นิโคลัส (Basilica of St. Nicholas)

เปิดบริการทุกวัน แต่ในแต่ละวัน จะเวลาไม่เหมือนกัน 

วันจันทร์ :12.00 – 16.00 น.

วันอังคาร – ศุกร์: 11.00 – 16.00 น.

วันเสาร์: 12.00 – 15.00 น.

วันอาทิตย์: 9.45 – 14.00 น.

6. รอตเตอร์ดัม (Rotterdam)

เป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศและยังเป็นเมืองท่าที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป และเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและการที่สำคัญสำคัญ รอตเตอร์ดัม มีความเป็นเอกลักษณ์ด้วยสถาปัตยกรรมที่ดูแปลกตารวมไปถึงสะพานขนาดใหญ่ที่มีชื่อว่า Eramusbrug ที่กลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของเมืองและทำให้ใจกลางเมืองมีความคึกคักและยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวให้ความสนใจเป็นอย่างมาก

เปิดบริการทุกวัน  

วันอังคาร – เสาร์ 10.00 – 17.00 น. 

วันอาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์: 11.00 – 17.00 น.

สามารถจองตั๋วผ่านช่องทางออนไลน์ได้ที่ Maritiem Museum Rotterdam

7. อัมสเตอร์ดัม (Amsterdam)

เป็นเมืองหลวงของประเทศเนเธอร์แลนด์เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงระดับโลกเนื่องจากเมืองอัมสเตอร์ดัมนั้นเมืองที่สวยงามและมีที่ตั้งของสถาปัตยกรรมพิพิธภัณฑ์อันทรงคุณค่าที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจโดยระบบขนส่งสาธารณะของประเทศนี้จะถูกวางผังเมือง เพื่อให้สามารถใช้งานได้ง่ายจึงเป็นอีกจุดหนึ่งที่การท่องเที่ยวนิยมไปเพื่อดูความสวยงามและแตกต่างของผังเมืองที่ถูกคิดและวางแผนมาเป็นอย่างดี

8. ไลเด้น (Leiden)

เป็นเมืองขนาดเล็กที่ได้รับขนานนามว่าเป็นเมืองแห่งกุญแจ (City of Keys)เป็นสัญลักษณ์แห่งการปกป้องของเมือง ไลเด้นเป็นเมืองที่เก่าแก่ทางด้านประวัติศาสตร์เนื่องจากมีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนานเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงและหากได้มาเมือง ไลเด้น สิ่งที่พลาดไม่ได้ก็คือ และชมโครงกระดูกของทีแร็กซ์ อายุกว่า 67 ล้านปีเลยทีเดียว

leiden-netherlands

ประเทศเนเธอร์แลนด์ จัดเป็นประเทศที่มีบรรยากาศที่ค่อนข้างโรแมนติกมีวิวทิวทัศน์ของหมู่บ้านและทุ่งดอกไม้ที่สวยงามเหมาะกับการไปเที่ยวชมสักครั้งและคงจะไม่แปลกถ้าจะบอกว่าประเทศเนเธอร์แลนด์นั้นเป็นประเทศแรกๆที่นึกถึงและเป็นจุดหมายปลายทางที่เหมาะกับครอบครัว คู่รัก หรือผู้ที่กำลังมองหาสถานที่ฮันนีมูนเป็นอย่างมากและสำหรับการเดินทางของนักเดินทางนั้น แน่นอนย่อมไม่มีวันสิ้นสุดและในทุกการเดินทางนั้นนักเดินทางมักจะเล็งเห็นถึงความปลอดภัยเป็นหลัก ซึ่งหนีไม่พ้น ประกันเดินทางเนเธอร์แลนด์ หลายคนมีข้อสงสัยว่าทำไมถึงต้องทำประกันเดินทางละ? จะได้ใช้จริงไหม? ซึ่งแน่นอนประกันเดินทางนั้นเป็นสิ่งจำเป็นเนื่องจากหากเราเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศแล้วเกิดมีสถานการณ์ฉุกเฉินไม่ว่าจะเป็นหรืออุบัติเหตุต่าง ๆ เจ้าตัวประกันเดินทางนั้นจะสามารถดูแลครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาในขณะเดินทางไม่ว่าจะอยู่ประเทศใดก็ตาม ดังนั้นการทำประกันเดินทางจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้หรือเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับผู้ที่ชื่นชอบและหลงไหลในการเดินทางบนโลกใบนี้

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเดินทางในเนเธอร์แลนด์:

กลิ่นหอมของปารีส เมื่อไปถึงฝรั่งเศสแล้ว ห้ามพลาดเรื่องน้ำหอม

หากเอ่ยถึงเมืองที่มีชื่อเสียงเรื่องน้ำหอม “กรุงปารีส” ประเทศฝรั่งเศส ถือเป็นลิสต์อันดับ 1 ที่บรรดาสายแฟชั่น หรือคนรักน้ำหอมเป็นชีวิตจิตใจต้องอยากมีโอกาสเดินทางไปสัมผัสด้วยตนเองสักครั้ง ทั้งความหลากหลายในด้านผลิตภัณฑ์ ใกล้ชิดกับเรื่องราวเชิงประวัติศาสตร์แบบต้นตำรับ และยังเป็นบ้านเกิดของน้ำหอมชื่อดังจำนวนมาก เรียกว่าทริปเที่ยวฝรั่งเศสของคนรักน้ำหอมจะมีความสุขและน่าประทับใจแบบไม่ลืมเลือนเลยทีเดียว 

ประวัติของ “น้ำหอม” กว่าจะมาเป็นสินค้าขึ้นชื่อของฝรั่งเศส 

หากพูดถึงต้นกำเนิดของน้ำหอมจากหลักฐานที่ค้นพบได้ซึ่งเป็นภาพวาดบนกำแพงโบราณ ต้องย้อนกลับไปกว่า 4,000 ปี ในประเทศอียิปต์ ส่วนใหญ่แล้วเครื่องหอมทั้งหลายมักถูกใช้งานในพิธีกรรมทางศาสนา การบูชาเทพเจ้า หรือพิธีศพต่าง ๆ แต่ถ้าในชีวิตของผู้คนทั่วไปหากต้องการสร้างความหอมให้กับร่างกายตนเองก็มักนำเอาเปลือกไม้ ยางไม้ หรือน้ำมันบางชนิดที่มีกลิ่นหอมผสมน้ำให้เจือจางเล็กน้อยแล้วค่อยประทินร่างกาย  

จากนั้นน้ำหอมก็ค่อย ๆ มีวิวัฒนาการตามยุคสมัยมากขึ้น แต่ที่น่าสนใจคือในยุคเปอร์เซียเริ่มมีการนำเอาน้ำหอมมาเพิ่มเติมเทคนิคชั้นสูงบางอย่างเพื่อให้เกิดกลิ่นหอมหวนน่าประทับใจ กระทั่งเวลาผ่านไปเมื่อน้ำหอมเริ่มเข้ามาถึงประเทศฝรั่งเศส เดิมทีเหล่าคนในวังทั้งกษัตริย์ ขุนนางชั้นสูงจะใช้เพื่อสร้างกลิ่นหอมให้กับร่างกาย ผ่านไปสักพักประชาชนทั่วไปก็เริ่มได้สัมผัสถึงสิ่งเหล่านี้ มีการผลิตบรรดาแป้งหอม ถุงมือหอม เทียนหอม  

แต่ถ้าเป็นจุดเริ่มของน้ำหอมฝรั่งเศสต้องยกให้กับเมืองกราสส์ (Grasse) เมืองขนาดเล็กทางตอนใต้ของประเทศ ด้วยลักษณะพื้นที่โอบล้อมด้วยหุบเขาจึงเต็มมีทุ่งดอกไม้กลิ่นหอมหวนอยู่เยอะ เมื่อน้ำหอมเริ่มแพร่หลายสู่ผู้คนจึงทำให้เกิดเป็นการผลิตออกขายในช่วงศตวรรษที่ 17 ก่อนจะแผ่ขยายมายังกรุงปารีสเมืองหลวงและมีชื่อเสียงจนถึงปัจจุบัน 

น้ำหอมที่ฝรั่งเศส

เที่ยวปารีส เมืองแห่งน้ำหอม ต้องลองสัมผัสกับแบรนด์ท้องถิ่น 

สำหรับคนที่สงสัยว่าปกติแล้วที่ปารีสมีร้านขายน้ำหอมอยู่เยอะแค่ไหน ให้ลองนึกภาพร้านส้มตำในเมืองไทยได้เลย คือคุณสามารถหาร้านน้ำหอมได้ทุกจุดบนท้องถนน แทบทุกแยกบนหัวมุมถนน ยิ่งถ้าเป็นในห้างดัง แหล่งท่องเที่ยวไม่ต้องพูดถึง มีสินค้ากลุ่มน้ำหอมหลากสไตล์ หลายรูปแบบ ให้ได้เลือกสรรกันจุใจ ทั้งช้อปทางการของแบรนด์นั้น ๆ หรือร้านที่รวมหลายยี่ห้อเอาไว้ 

ซึ่งส่วนใหญ่เมื่อพูดถึงการซื้อน้ำหอมแบรนด์ดังของฝรั่งเศสคงหนีไม่พ้น Chanel, Chloé, Givenchy, Yves Saint Laurent, Louis Vuitton เป็นต้น แต่สำหรับใครที่อยากสัมผัสกับความคลาสสิก แบรนด์ท้องถิ่นชนิดต้องไปซื้อที่ฝรั่งเศสเท่านั้น จะขอแนะนำตัวเลือกยอดนิยมให้ได้ตามรอยกันเลย 

1. Annick Goutal

แบรนด์สุดคลาสสิกที่ผู้ให้กำเนิดเดิมทีเป็นนักเปียโนก่อนผันตัวมาสร้างผลิตภัณฑ์น้ำหอม ความเฉพาะตัวแบบไม่เหมือนใครของน้ำหอมแบรนด์นี้ต้องยกให้กับกลิ่นที่อ่อนหวาน สื่อถึงความเป็นหญิงสาวแสนสง่างามได้แบบน่าประทับใจ กลิ่นยอดฮิตคือ Eau d’Hadrien หอมหวานจากพืชตระกูลส้มผ่านแรงบันดาลใจจากการสัมผัสบรรยากาศในประเทศอิตาลี ลองแวะเวียนไปซื้อแล้วคุณจะหลงรัก

2. Caron

แบรนด์ต่อมาถือกำเนิดตั้งแต่ปี 1904 ซึ่งความเฉพาะตัวของพวกเขาเริ่มมาตั้งแต่แรกด้วยการพยายามพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างจากท้องตลาดอย่างสิ้นเชิง เน้นกลิ่นแบบเฉพาะตัวชนิดไม่เคยมีใครกล้าทำมาก่อน จนท้ายที่สุดก็ประสบผลสำเร็จตามเป้าหมายที่คาดหวัง ซึ่งกลิ่นแนะนำต้องยกให้กับ Narcisse Noir ที่ผสานความรื่นรมของดอกกุหลาบและความบริสุทธิ์จากดอกส้ม บวกด้วยไม้จันทน์ มันดีงามเกินบรรยาย

3. Diptyque

แบรนด์น้ำหอมแบบเฉพาะกลุ่มที่มีชื่อเสียงมากในฝรั่งเศส ก่อตั้งมาในปี 1961 ซึ่งถ้ามองในความแตกต่างพวกเขาคือผู้บุกเบิกน้ำหอม Maison สำหรับสุภาพบุรุษ เพิ่มเติมศิลปะแห่งเรือนร่างและความหอมผ่านประสาทสัมผัสกับรับรู้ มีหลากกลิ่น หลายสไตล์ให้ได้เลือกสรร ชอบแบบไหนลองเข้าไปช้อปกันตามสะดวกเลย ไม่ผิดหวังแน่ 

น้ำหอมที่ฝรั่งเศส
น้ำหอมที่ฝรั่งเศส
น้ำหอมที่ฝรั่งเศส

ขอบคุณรูปภาพจาก Facebook – Goutal Paris

ขอบคุณรูปภาพจาก Facebook – Parums Caron 

ขอบคุณรูปภาพจาก Facebook – diptyque

4. Editions de Parfums Frédéric Malle

จริงแล้วเจ้าของอย่าง Frédéric Malle แยกตัวมาจากครอบครัวที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องน้ำหอม เพราะปู่ของเขาก็คือผู้ก่อตั้งแบรนด์ Christian Dior นั่นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากน้ำหอมของแบรนด์นี้จะมีความแตกต่างและสร้างเอกลักษณ์ให้กับตนเอง ซึ่งกลิ่นยอดนิยมต้องยกให้กับ Musc Ravageur ผสานความลงตัวเอาไว้ด้วยวัตถุดิบชั้นยอด อาทิ มะกรูด ส้มแมนดาริน ไม้จันทน์หอม วานิลลา ฯลฯ 

5. Ex Nihilo

แบรนด์และช้อปน้ำหอมสไตล์ปารีเซียงพันธุ์แท้ในกรุงปารีส ก่อตั้งเมื่อปี 2013 ความพิเศษเมื่อได้แวะเวียนมาที่นี่นอกจากได้ซื้อน้ำหอมกลิ่นที่ชอบแล้วยังสามารถดีไซน์ความเฉพาะตัวของตนเองได้อีกต่างหาก สนุกและได้ประสบการณ์ชั้นยอดขั้นสุดไปเลย ซึ่งกลิ่นห้ามพลาดขอยกให้กับ Fleur Narcotique น้ำหอมสำหรับสาว ๆ ที่จัดเต็มทั้งกลิ่นมะกรูดและพีช ให้ความสดชื่นลงตัว เย้ายวนใจจนใครก็หลงใหล

6. Etat Libre d’Orange

ก่อตั้งมาในปี 2006 ก่อนจะค่อย ๆ ได้รับความนิยมและถูกพูดถึงอย่างมากในปัจจุบัน พวกเขาใช้ผลิตภัณฑ์เป็นสิ่งตอบคำถามทั้งหมดจนใครที่เคยได้สัมผัสต่างก็ยอมรับในเรื่องคุณภาพและมาตรฐานที่ไม่เคยตก มีการนำเสนอองค์ประกอบของกลิ่นได้อย่างน่าสนใจ ซึ่งตัวเลือกยอดฮิตต้องยกให้กับ Etat Libre d’Orange สัมผัสถึงความอิสระ แปลกใหม่ ปราศจากแนวคิดแบบเดิม ๆ ที่เคยทำมา 

น้ำหอมที่ฝรั่งเศส

ขอบคุณรูปภาพจาก Facebook – Etat Libre d’Orange

7. Histoires de Parfums

เปิดตัวอย่างเป็นทางการในปี 2000 เน้นความหรูหรามีระดับและถ้าใครมีโอกาสไปยังช้อปของพวกเขาเสมือนกับเป็นห้องสมุดน้ำหอมก็ไม่เชิง มีทั้งการบอกเล่าเรื่องราวแต่ละรุ่น ที่มาวัตถุดิบต่าง ๆ แรงบันดาลใจ และประวัติศาสตร์ต่าง ๆ ซึ่งกลิ่นยอดฮิตติดลมบนขอยกให้กับ This Is Not A Blue Bottle 1.2 น้ำหอมกลิ่นไม้ฟลอรัล ใช้งานได้ทั้งชายและหญิง เปิดตัวมาในปี 2017 และเป็นกระแสที่ถูกพูดถึงเยอะมาก

8. Houbigant Paris

แบรนด์น้ำหอมที่กำเนิดมาตั้งแต่ปี 1775 หรือในยุคศตวรรษที่ 18 ถือเป็นรากเหง้าแห่งความสำเร็จในยุคแรกที่ยังคงยืนหยัดมาจนทุกวันนี้ได้แบบสง่างาม จากเดิมที่เป็นแบรนด์เฉพาะชนชั้นสูงปัจจุบันไม่ว่าใครก็สามารถจับจองเป็นเจ้าของได้ กลิ่นที่ได้รับความนิยมมากต้องยกให้ Quelques Fleurs การผสมผสานอันแสนลงตัวของดอกไม้หลากชนิด ความเย้ายวนใจในแบบที่ใครได้สัมผัสแล้วไม่มีลืมเลือน

9. Jovoy Paris

หากคุณไปเที่ยวปารีสอาจพบว่านี่คือร้านน้ำหอมเฉพาะกลุ่มชื่อดังในฝรั่งเศสบริเวณเขต 1 แต่แท้จริงแล้วพวกเขาเริ่มต้นการผลิตมาตั้งแต่ปี 1923 ก่อนจะกลับมาอีกครั้งเมื่อปี 2007 ปัจจุบันมีน้ำหอมสุดพิเศษให้ได้เลือกสรรมากกว่า 26 กลิ่น กลิ่นที่ขอแนะนำต้องไม่พลาด Gardez Moi การผสานกันของไม้หอมและผลไม้อ่อน ๆ ช่วยเพิ่มทีเด็ดในการใช้งานได้แบบน่าปรบมือให้แบบสุด ๆ เลย

10. Parfums de Nicolaï

ปิดท้ายกันด้วยแบรนด์ที่ก่อตั้งขึ้นในปี 1989 จากจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ สู่การทุ่มเทผลิตน้ำหอมชั้นยอดเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ดีที่สุด แม้เวลาผ่านมาเนิ่นนานแต่ก็ยังคงความสง่างามและความคลาสสิกที่หลายคนหลงรักเอาไว้ได้แบบไม่เสื่อมคลาย กลิ่นที่อยากแนะนำให้รู้จักคือ Cap Neroli กลิ่นรสส้มอันแสนรื่นรม ไม่ได้หวานจัดจนเกินไป ผสานกลิ่นอมเปรี้ยวเล็ก ๆ และความหอมจากดอกไม้ ให้ทุกอย่างออกมาดีที่สุด 

น้ำหอมที่ฝรั่งเศส

เที่ยวฝรั่งเศสปลอดภัยต้องทำประกันเดินทางเอาไว้เสมอ 

สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งของการไปเที่ยวฝรั่งเศสสัมผัสกลิ่นหอมต้องมนต์เสนห์ของน้ำหอมแห่งปารีสนั่นคือการทำ “ประกันเดินทางต่างประเทศ” ไม่ใช่แค่เรื่องของเอาไว้เป็นหลักฐานทำวีซ่าเชงเก้นเท่านั้น แต่ยังสบายใจตลอดทริปอีกด้วย ซึ่งตัวประกันเดินทางต่างประเทศที่ขอแนะนำต้อง “ประกันเดินทางฝรั่งเศส” จาก LUMA เลือกได้ทั้งแบบรายเที่ยวและรายปี คุ้มครองโควิด-19 ซื้อผ่านออนไลน์ได้อย่างง่ายดาย รอรับกรมธรรม์ผ่านอีเมล ราคาเริ่มต้นเพียง 55 บาท คุ้มครองสูงสุด 5 ล้านบาท ผ่านการยอมรับจากสถานทูตทั่วโลก คุ้มค่าแบบนี้รอช้าไม่ได้แล้ว

สถานที่น่าสนใจเพิ่มเติมในฝรั่งเศส:

DBD logo

ใบอนุญาตจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

เลขที่ 0105555036794

OIC logo

ใบอนุญาตนายหน้าประกันวินาศภัย เลขที่00008/2555  

ใบอนุญาตนายหน้าประกันภัย เลขที่ ช00012/2564

BOI logo

ได้รับการรับรองจาก BOI 2927/2555

บริษัท ลูม่า แคร์ จำกัด, 57 ปาร์คเวนเชอร์ อีโคเพล็กซ์ ชั้น 9 ยูนิต 912 ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330

Copyright © 2026 lumahealth.com. All Rights Reserved.   นโยบายความเป็นส่วนตัว