รวมข้อมูลการเดินทางในฝรั่งเศส ทั้งง่าย และปลอดภัย เที่ยวเองได้!

จะไปเที่ยวฝรั่งเศสนอกจากเตรียมทำประกันเดินทางให้พร้อมก็อย่าลืมเตรียมแผนการเดินทางเอาไว้ให้ดี โดยเฉพาะข้อมูลในเรื่องของการเดินทางด้วยตัวเองเมื่อพูดถึงฝรั่งเศสแล้วถือเป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีศักยภาพด้านระบบคมนาคมขนส่ง ทำให้การเดินทางค่อนข้างสะดวกสบาย เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวทั้งหลาย ที่สามารถเดินทางได้ง่ายๆ โดยไม่จำเป็นต้องมีรถยนต์ส่วนตัว

วิธีเดินทางโดยใช้ขนส่งสาธารณะ

 ในหัวข้อนี้จะมาแนะนำการเดินทางในฝรั่งเศสด้วยการใช้ขนส่งสาธารณะ ที่นักท่องเที่ยวทั้งหลายต้องเก็บข้อมูลเอาไว้ ก่อนไปเที่ยวฝรั่งเศสถึงที่

เที่ยวฝรั่งเศสและการเดินทางในปารีส

เริ่มต้นแนะนำการท่องเที่ยวฝรั่งเศส ด้วยระบบคมนาคมขนส่งในปารีส มีดังนี้

1. Paris Metropolitan (Metro)

วิธีแรกที่ตอบโจทย์การท่องเที่ยวปารีสอย่างมาก ก็คือการเดินทางด้วย Metro หรือรถไฟใต้ดิน สำหรับระบบขนส่งสาธารณะนี้ มีเฉพาะในปารีสเท่านั้น เน้นการเดินทางกลางเมืองปารีส โดยรถไฟสายนี้จะให้บริการใจกลางเมืองโซน 1-2  สามารถเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวหรือศูนย์การค้ายอดนิยมได้ มีทั้งหมด 16 สายโดยมีสายหลัก 14 สาย โดยรถไฟ Metro ได้รับความนิยมมากสำหรับการท่องเที่ยวฝรั่งเศส

2. Regional Express Network (RER)

ถัดมากับการเดินทางด้วยรถไฟ RER เน้นการเดินทางใจกลางเมืองปารีสโซน 3-5 ไปยังพื้นที่ชานเมืองปารีส ที่สำคัญรถไฟ RER ยังเชื่อมต่อกับสนามบิน Orly และสนามบิน Charles de Gaulle อีกด้วย โดยรถไฟ RER แบ่งออกเป็น 5 สายคือ

 

  • สาย A : ผ่าน La Defense, Gare de Lyon, ไปที่สถานี Chessy ซึ่งเป็นที่ตั้งของดิสนีย์แลนด์
  • สาย B : วิ่งจากตะวันตกเฉียงใต้ไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ ผ่าน Notre Dame, Gare du Nord มีสถานีเปลี่ยนเส้นทางด้วยสาย A, D, และ C
  • สาย C : วิ่งไปตามแม่น้ำแซนผ่าน Champ de Mars, Les Invalides, Musée d’Orsay, Gare Austerlitz และสนามบิน Orly
  • สาย D : เป็นสายรถไฟที่พาดผ่านจากเหนือจรดใต้ของปารีส เชื่อมระหว่างเมือง Creil และ Orry la Ville ทางตอนเหนือ กับ Melun และ Malesherbes ทางตอนใต้ อีกทั้งยังวิ่งผ่านใจกลางเมืองปารีสด้วย
  • สาย E : วิ่งจาก Gare Saint-Lazare ไปทางทิศตะวันออก

 

เดินทางในฝรั่งเศส

3. Paris Tram

ถัดมากับระบบคมนาคมขนส่งในลักษณะของ “รถราง” ที่เปิดให้บริการในลักษณะของรถโดยสารที่วิ่งไปตามรางที่ติดตั้งไว้ มีทั้งหมด 3 สายด้วยกัน โดยรถรางทั้ง 3 สายนั้นจะเชื่อมต่อกันทั้งหมด การให้บริการส่วนใหญ่ของรถรางจะครอบคลุมพื้นที่ชานเมืองของปารีส มีเพียงสาย T3A และ T3B ที่ให้บริการใจกลางเมืองปารีส เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการชมวิวทิวทัศน์ เพราะรถรางจะวิ่งผ่านสถานที่ต่างๆ ที่เป็น Landmark สำคัญและสวยงาม อีกทั้งยังสามารถมองเห็นได้อย่างถนัดตา

4. รถประจำทาง

นอกจากรถไฟและรถราง ภายในปารีสยังมีรถประจำทางให้บริการด้วย ซึ่งมีบริการทั้งพื้นที่ใจกลางเมืองรวมถึงบริเวณรอบๆ ปารีส ราคาจะถูกกว่ารถไฟ แต่ใช้เวลาใยการเดินทางนานกว่า

ค่าโดยสาร

  • ตั๋วประเภท Ticket t+ คือตั๋วโดยสารภายในกรุงปารีสประเภทเที่ยวเดียว ราคาอยู่ที่ใบละ 1.90 ยูโร (ประมาณ 70 บาท) Carnet สามารถใช้ได้ทุกระบบขนส่งสาธารณะในปารีสทั้งรถไฟใต้ดิน รถไฟ RER รถประจำทาง รถราง Trams และรถราง Montmartre ยกเว้นรถบัสประเภท Orlybus และ Roissybus ที่จำกัดอยู่เฉาะในโซน 1-2 เท่านั้น
  • ตั๋ว 10 ใบ Carnet ราคา 14.90 ยูโร ตกใบละ 1.40 ยูโร (ประมาณ 55 บาท/ใบ) สามารถใช้ได้ทุกระบบขนส่งสาธารณะในปารีสทั้งรถไฟใต้ดิน รถไฟ RER (ใช้ได้ไม่เกินโซน 2) รถประจำทาง รถราง Trams ใน 10 ใบสามารถใช้ร่วมกับผู้อื่นได้

เที่ยวฝรั่งเศสและการเดินทางไปยังเมืองอื่น(จากปารีส) และการเดินทางในเมืองนั้น

สำหรับการเที่ยวฝรั่งเศสในเมืองต่างๆ นอกจากปารีส ก็สามารถเดินทางด้วยตัวเองได้เช่นกัน ผ่านระบบขนส่งสาธารณะ ซึ่งในแต่ละเมืองก็จะมีความแตกต่างกันออกไป บางเมืองระบบขนส่งค่อนข้างสะดวก แต่บางเมืองก็อาจไม่รองรับเท่าไร ว่าแล้วก็ไปดูรายละเอียดพร้อมๆ กันได้ที่ข้อมูลด้านล่างนี้

1. เมืองสตราสบูร์ก  (Strasbourg)

เมืองแนะนำสำหรับเที่ยวฝรั่งเศส เมืองแรกคือสตราสบูร์กตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของฝรั่งเศส ติดกับพรมแดนของประเทศเยอรมนี สามารถเดินทางจากปารีสด้วยรถไฟความเร็วสูง OUIGO TGV และ INOUI โดยมีสถานีต้นทางคือ Paris Gare de l’Est สำหรับการเดินทางภายในเมืองสตราสบูร์ก มีระบบคมนาคมขนส่งคือรถประจำทาง รถราง Tram TAXI สามล้อ และเรือ

2. กอลมาร์ (Colmar)

เมืองแนะนำสำหรับเที่ยวฝรั่งเศส เมืองถัดมาคือกอลมาร์ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของฝรั่งเศส ติดกับประเทศเยอรมนี สามารถเดินทางจากปารีสด้วยรถไฟความเร็วสูง TGV และรถประจำทาง สำหรับการเดินทางภายในเมืองกอลมาร์ ภายในเมืองมีบริการรถไฟชมเมือง 2 แบบ คือแบบ Little white train ใช้เวลาในการเที่ยวชมเมืองประมาณ 40 นาทีต่อหนึ่งรอบ จุดเริ่มต้นการเดินทางคือบริเวณหน้าห้องสมุดใกล้กับพิพิธภัณฑ์ Unterlinden ส่วนแบบที่ 2 คือ Tourist train  มีจุดเริ่มต้นที่เดียวกันกับ Little white train ใช้เวลาเที่ยวชมเมืองประมาณ 35 นาที ขบวนนี้รองรับรถเข็นเด็กและสุนัขด้วย

3. เมืองลียง (Lyon)

ที่เที่ยวฝรั่งเศสอีกหนึ่งแห่ง ขอแนะนำเมืองลียงตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส พื้นที่อยู่ใกล้กับประเทศสวิตเซอร์แลนด์ สามารถเดินทางจากปารีสด้วยรถไฟความเร็วสูง OUIGO TGV และ INOUI โดยมีสถานีต้นทางคือ Paris Gare de l’Est และสถานีปลายทางคือ Lyon Part-Dieu สำหรับการเดินทางภายในเมืองลียง มีระบบขนส่งสาธารณะคือรถประจำทาง รถรางเบาและรถไฟฟ้า โดยรถไฟฟ้าในเมืองลียงมีให้บริการทั้งหมด 4 สาย และมีรถไฟฟ้าขึ้นเขาสำหรับผู้ที่พักอาศัยอยู่บนเขา

เดินทางในฝรั่งเศส

4. เมืองคานส์ (Cannes)

ในแพลนเที่ยวฝรั่งเศส หลายคนมักระบุเมืองคานส์เอาไว้ด้วย ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส มีพื้นที่ติดทะเล สามารถเดินทางจากปารีสด้วยรถไฟความเร็วสูง สำหรับการเดินทางภายในเมืองคานส์ นิยมเช่ารถ หรือเดิน และใช้บริการรถตู้พร้อมคนขับ ไม่พบข้อมูลระบบขนส่งเท่าไร เพราะนักท่องเที่ยวนิยมเลือกที่พักใกล้ชายหาดหรือใกล้สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม ที่สามารถเดินเท้าถึงหน้าหาดได้เลย

5. เมืองนีซ (NICE)

เมืองนีซตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส เป็นอีกหนึ่งเมืองที่อยู่ติดกับทะเล สามารถเดินทางจากปารีสด้วยรถไฟความเร็วสูง OUIGO TGV และ INOUI และพบว่าบางขบวนจะต้องเปลี่ยนขบวนหนึ่งครั้ง สำหรับการเดินทางในเมืองนีซ ด้วยความที่สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆ มักอยู่ติดกันเพียงไม่กี่ก้าว ทำให้การเดินทางหลักๆ ภายในเมืองนี้คือรถราง Tram ซึ่งมีอยู่ 2 สายวิ่งตัดผ่านเมืองนีซ เริ่มให้บริการตั้งแต่เวลา 4.20 น. ไปจนถึงเวลา 1.35 น. ของอีกวัน

6. เมืองชาโมนิก (Chamonix)

เมืองชาโมนิก ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส ติดกับชายแดนอิตาลี และสวิตเซอร์แลนด์ สามารถเดินทางจากปารีสด้วยรถไฟความเร็วสูง TGV หรือรถประจำทาง สำหรับการเดินทางในเมืองชาโมนิก หากพักในตัวเมือง ไม่จำเป็นต้องใช้รถสาธารณะภายในเมืองแต่หากพักนอกเมือง สามารถเดินทางได้ด้วยรถประจำทาง และรถไฟที่วิ่งเชื่อมต่อจาก Chamonix ข้ามพรมแดนไปฝั่งเมือง Martigny ฝั่งสวิตเซอร์แลนด์ และหลังสองทุ่มจะมีบริการรถสาธารณะอีกแบบคือ Night bus ซึ่งมีรถให้บริการทุก 1 ชั่วโมง

7. เมืองบอร์กโดซ์ (Bordeaux)

อีกหนึ่งเมืองแนะนำสำหรับการท่องเที่ยวฝรั่งเศส ก็คือเมืองบอร์กโดซ์ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส สามารถเดินทางจากปารีสได้ด้วยรถไฟความเร็วสูง TGV หรือรถไฟ TER ส่วนการเดินทางในเมืองนิยมใช้รถราง Tram

เดินทางในฝรั่งเศส

8. เมืองกอร์เดส (Gordes)

เมืองกอร์เดสตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศฝรั่งเศส สามารถเดินทางจากปารีสได้ด้วยรถไฟความเร็วสูงประมาณ 3 ชั่วโมง ส่วนการเดินทางในเมือง เนื่องจากเป็นเมืองแถบภูเขา จะไม่ได้มีรถไฟหรือรถประจำทาง นักท่องเที่ยวที่นิยมเดินทางมาจะซื้อทัวร์ หรือไม่ก็เช่ารถยนต์ขับมาเอง

9. เมืองเอ็กซองโพรวองซ์ (Aix-en-Provence)

อีกหนึ่งเมืองแนะนำเพื่อการท่องเที่ยวฝรั่งเศส กับเมืองเอ็กซองโพรวองซ์ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส สามารถเดินทางจากปารีสได้ด้วยรถไฟความเร็วสูง TGV OUIGO สำหรับการเดินทางภายในเมือง สามารถเดินทางได้ด้วยรถประจำทาง และรถไฟพาทัวร์รอบเมือง

 

เที่ยวฝรั่งเศสและความยากง่ายในการเดินทางเอง

ในที่นี่จะมากล่าวถึงการเดินทางเองโดยไม่ต้องมีรถยนต์ส่วนตัว หรือไม่เช่ารถยนต์ แต่เป็นการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ โดยสรุปความยากง่ายมาให้ก็คือ ถ้าหากการเที่ยวฝรั่งเศสครั้งนั้น เจาะจงไปที่ปารีสบอกเลยว่าสามารถเดินทางเองได้ง่ายมาก เพราะมีระบบขนส่งที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นรถไฟ รถประจำทาง หรือรถราง Tram อีกทั้งยังมี TAXI และบริการเช่าจักรยานรองรับอีกต่างหาก

แต่ถ้าหากเป็นการเที่ยวฝรั่งเศสในเมืองอื่น นั้นขึ้นอยู่กับว่าเมืองนั้นจะมีระบบขนส่งที่รองรับมากน้อยแค่ไหน เพราะบางเมืองก็อาจไม่ได้มีระบบขนส่งที่สะดวกนั้น ยกตัวอย่างเมืองที่ระบบขนส่งสะดวก ได้แก่ เมืองลียง ที่มีทั้งรถประจำทาง รถรางเบาและรถไฟฟ้า ถัดมาก็คือเมืองสตราสบูร์ก ที่มีทั้งรถประจำทาง รถราง Tram TAXI สามล้อ และเรือ

ที่โดดเด่นเห็นจะเห็นรถราง Tram ที่มีบริการในหลายเมือง ซึ่งเหมาะกับการท่องเที่ยวฝรั่งเศสอย่างมาก เพราะเป็นรถรางมักจะวิ่งผ่านพื้นที่ที่เต็มไปด้วยวิวทิวทัศน์ของเมืองนั้น และสามารถรับชมได้อย่างถนัดตา ส่วนการเดินทางระหว่างเมืองแนะนำรถไฟความเร็วสูง ที่ตอบโจทย์การเดินทางระหว่างเมืองได้อย่างสะดวกสบาย

ที่สำคัญสำหรับนักท่องเที่ยวทั้งหลาย เมื่อต้องเดินทางมากๆ ไปยังจุดหมายหลายแห่ง อย่าลืมเตรียมประกันเดินทางให้พร้อม เพื่อตอบโจทย์การเดินทางที่อุ่นใจ จะไปไหนก็หมดห่วงเมื่อเจอเรื่องไม่คาดฝัน เลือกประกันเดินทางสำหรับฝรั่งเศส จาก LUMA

การเดินทางที่สะดวกในฝรั่งเศส:

ของฝากน่าซื้อจากประเทศจอร์เจีย ช้อปอะไรกลับไทยดี

จอร์เจียอีกหนึ่งประเทศที่คนไทยอย่างพวกเรานั้นสามารถเดินทางได้อย่างง่ายดายและได้รับความนิยมมากในตอนนี้ เพราะไม่ต้องเสียเวลาขอวีซ่าเตรียมเอกสารให้ต้องปวดหัว ประเทศจอร์เจียนั้นมีค่าเงินที่ไม่แพงเลย ดังนั้นการช้อปปิ้งซื้อของกลับบ้านเรานั้นเป็นสิ่งที่คนทั่วไปมักจะได้ของฝากติดไม้ติดมือกันสมใจอยากเนื่องจากราคาที่เข้าถึงได้ และสิ่งที่คงจะปฏิเสธไม่ได้อีกหนึ่งอย่างนั้นก็คือความสวยงามของธรรมชาติอันสมบูรณ์แบบ และสถาปัตยกรรมอันเป็นที่น่าหลงไหล รวมถึงวัฒนธรรมแบบผสมผสานของสองทวีปได้อย่างลงตัว จอร์เจียยังมีกิจกรรมมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการช้อปปิ้ง เที่ยวธรรมชาติ เที่ยวสถาปัตยกรรม หรือจะเป็นการเดินเขาปีนเขา หรือกีฬาเอ็กซ์ตรีมต่าง ๆ  จอร์เจียเปรียบเสมือนสวรรค์ของนักท่องเที่ยวในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะ การเที่ยวแบบช้า ๆ เนิบๆ หรือจะเป็นการเดินป่าเดินเขา ดั้งนั้นการซื้อประกันเดินทางเผื่อไว้หากมีกรณีฉุกเฉิน ทั้งในรูปแบบ ประกันเดินทางก็ดี หรือ ประกันเดินทางต่างประเทศก็ดี เพื่อให้ทุกทริปนั้นเป็นทริปที่อุ่นใจยิ่งการเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศที่ต้องใช้เวลาในการเดินทางเป็นเวลานาน ๆ ประกันเดินทางจึงเป็นสิ่งที่นักเดินทางควรมีติดตัวไว้ข้างกาย สำหรับการเดินทางจากไทยไปประเทศจอร์เจียนั้นในปัจจุบันยังไม่มีสายการบินที่บินตรงจากไทยไปจอร์เจีย และโดยส่วนมากจะมีการแวะเพื่อเปลี่ยนเครื่องที่สนามบินโดฮาประเทศตุรกีก่อน (ซึ่งการเดินทางโดยรวมประมาณ 11 – 13 ชั่วโมง) และเวลาที่ประเทศจอร์เจียนั้นจะช้ากว่าที่ไทย 3 ชั่วโมง

ของฝากจอร์เจีย

ประเทศจอร์เจียใช้เงินสกุลอะไร?

สกุลเงินประจำชาติของประเทศจอร์เจีย คือ สกุลเงินลารีจอร์เจีย (GEL) ปัจจุบันเรายังไม่สามารถแลกเงินลารีไปจากประเทศไทยได้ แต่สามารถนำเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) และหรือยูโร (EUR) ไปแลกที่ลารีที่ประเทศจอร์เจีย หรือตามสนามบินหรือสถานที่ท่องเที่ยว และสถานีรถไฟต่าง ๆ ค่าเงินของจอร์เจียนั้นถือว่าไม่แพงเมื่อเทียบกับสถานที่ท่องเที่ยวที่มีความงดงามไม่แพ้ประเทศยุโรป

ค่าเงินประเทศจอร์เจีย

จอร์เจียจะอยู่ที่ 1 GEL เท่ากับ 13.68 บาท หากเปรียบเทียบราคาค่าใช้จ่ายในในประเทศจอร์เจียถือว่าไม่สูงเลยเมื่อเทียบกับธรรมชาติและความสวยงามที่เทียบกับประเทศแถบยุโรป กับราคาที่สามารถจับต้องได้

  • ค่าเดินทางจากประเทศไทยไปจอร์เจียอยู่ที่ 20,000-30,000 บาท (ไป-กลับ)
  • ค่าที่พักในจอร์เจียมีตั้งแต่ราคา 20-200 GEL หรือคิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 250-2,500 บาท
  • ค่าเช่ารถที่จอร์เจียเริ่มต้นที่ประมาณ 150-200 GEL ต่อวัน หรือคิดเป็นเงินไทยจะอยู่ที่ วันละ 1,800 – 2,500 บาท ขึ้นอยู่กับแต่ละที่หรือบริษัทเช่ารถที่เราเลือก ซึ่งหากมีคนหารค่าเช่ารถด้วยก็จะประหยัดไปได้อีก
  • ค่าตั๋วรถไฟฟ้าและรถบัสในเมืองทบิลิซี ราคา 5 GEL ประมาณ 6 บาทตลอดสาย แต่ในกรณีเดินทางออกนอกตัวเมืองราคาตั๋วรถไฟจะเริ่มตั้งแต่ 23 GEL หรือประมาณ 280 บาท ขึ้นไปขึ้นอยู่กับเราจะลงสถานีใด
  • ค่าอาหารร้านทั่วไป เริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 40-100 บาท คน/มื้อ

และนี่ก็คือ ค่าครองชีพจอร์เจีย แบบคร่าวๆ  ซึ่งการใช้จ่ายและความต้องการของแต่ละคนอาจจะไม่เท่ากัน รวมไปถึงค่าช้อปปิ้งส่วนตัวไม่ว่าจะเป็นการซื้อของฝากหรือซื้อของที่ระลึกกลับไทย แต่โดยสรุปรวมๆ แล้ว ค่าครองชีพหลายอย่างในจอร์เจียก็มีความใกล้เคียงกับการท่องเที่ยวในสถานที่ย่านธุรกิจหรือเมืองหลักในประเทศไทย

เที่ยวประเทศจอร์เจียควรเที่ยวเดือนอะไร

ประเทศจอร์เจียจะแบ่งเป็นออกเป็น 4 ฤดู

  • ฤดูใบไม้ผลิ (มีนาคม-พฤษภาคม) อุณหภูมิจะอยู่ที่ 10 – 25 องศาเซลเซียส อากาศจะเป็นช่วงที่สบายที่สุด
  • ฤดูร้อน (มิถุนายน – สิงหาคม) อุณหภูมิจะอยู่ที่ 16 – 30 องศาเซลเซียส มีแดดแรงเหมาะสำหรับคนที่ไม่ชอบอากาศหนาว
  • ฤดูใบไม้ร่วง (กันยายน – พฤศจิกายน)  อุณหภูมิจะอยู่ที่ 5 – 10 องศาเซลเซียส จะเป็นช่วงใบไม้เปลี่ยนสีมีความสวยงามมาก แต่ถ้าหากท่องเที่ยวบนเขานั้นอาจจะมีลมแรงมากและมีสภาพอากาศที่หนาวพอสมควร
  • ฤดูหนาว (ธันวาคม – กุมภาพันธ์) อุณหภูมิจะอยู่ที่ -3 – 8 องศาเซลเซียส (มีหิมะตก) หิมะจะปกคลุมต้นไม้บ้านเรือนจนขาวโพลนไปหมด

สำหรับการเดินทางท่องเที่ยวประเทศจอร์เจียนั้นสามารถเดินทางได้ตลอด 365 วัน อยู่ที่ความชื่นชอบสภาพอากาศของนักเดินทางว่าเราอยากเห็นอะไรในจอร์เจีย

ของฝากจอร์เจีย

คนประเทศจอร์เจียใช้ภาษาอะไรในการสื่อสาร?

โดยส่วนใหญ่คนประเทศจอร์เจียจะพูดภาษาจอร์เจียเป็นหลักและอาจจะมีภาษารัสเซียบ้างไม่มากนัก แต่ถ้าหากเป็นเมืองหลวงของประเทศจอร์เจียนั้น ก็สามารถสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษได้บ้าง และในเรื่องของป้ายบอกทางก็จะมีภาษาอังกฤษกำกับอยู่ด้วยดังนั้นนักเดินทางไม่ต้องกลัวหลงทางอีกต่อไป

ว่าด้วยเรื่องศาสตร์ของการช้อปปิ้ง คงจะหนีไม่พ้นการต่อราคาสำหรับการเป็นนักเจรจาที่ดีแบบมืออาชีพนั้น เราต้องเริ่มควบคุมและรู้จักการใช้โทนเสียงในพูดคุยหรือต่อราคา และอาจจะมีท่าทางประกอบพอให้เข้าใจและดูอ่อนน้อมเพื่อเพิ่มโอกาสความเป็นไปได้ของการต่อราคา ซึ่งเราสามารถต่อราคาโดยใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารเพื่อต่อราคาได้เลย เนื่องจากพนักงานร้านของฝากทั่วไปของจอร์เจียนั้นสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ สำหรับสินค้าประเทศจอร์เจียคงนี้ไม่พ้นผลไม้ถั่ว ของพื้นบ้าน ไวน์อันเลิศรสและอื่น ๆ อีกมากมาย สำหรับไวน์ประเทศจอร์เจีย มีรสชาติที่สุดยอดและราคาที่ถูกมาก ๆ เหมาะกับการซื้อเป็นของฝากที่สุด จอร์เจีย เป็นประเทศที่กำลังมาแรงหรือเป็นกระแสสำหรับผู้ที่ชอบหรือมีใจรักในการเดินทาง ก็เพราะว่าจอร์เจียนั้นมีค่าครองชีพถูก แถมยังอากาศดีและวิวที่สวยงามราวกับการเที่ยวยุโรปในราคาที่ถูกและสามารถจับต้องได้ ดังนั้นประเทศจอร์เจียจึงเป็นจุดหมายของใครหลายคน 

8 ของฝากจอร์เจีย ที่นักช้อปต้องซื้อ

ใครมีแพลนจะเดินทางไปจอร์เจียอยู่แล้ว แต่ยังไม่รู้ว่าจะช้อปอะไรให้ตัวเองหรือซื้อของอะไรฝากญาติพี่น้องดี ลองดูกันได้เลย

1. ไวน์ (Georgian Wine)

ไวน์จากจอร์เจียเหมาะสำหรับสายดื่ม เนื่องจากไวน์ของชาวจอร์เจียนั้น ขึ้นชื่อเรื่องรสชาติและแถมมีราคาที่ถูกที่สุดเมื่อเทียบจากไวน์จากประเทศฝรั่งเศส ราคาร้อยต้น ๆ ก็สามารถจิบไวน์กันได้แล้ว

2. Chacha หรือวอดก้า

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบในการดื่ม วอดก้าหรือบรั่นดี ว่ากันว่าเป็นเครื่องดื่มที่แรงที่สุดในประเทศจอร์เจียซึ่งเป็นการสกัดจากองุ่น  คุณสามารถเจอวอดก้าชนิดนี้ได้ทุกที่ในจอร์เจีย

3. แก้วไวน์จากเขาสัตว์ (Khantsi)

สำหรับแก้วไวน์จากเขาสัตว์ต้องเป็นคนที่รักในการสะสมและรักในการดื่มเป็นชีวิตจิตใจ เนื่องจากแก้วไวน์จากเขาสัตว์นั้นเปรียบเสมือนแก้วดื่มสไตล์จอร์เจีย (ทำจากเขาแกะหรือแพะ) แต่ในสมัยก่อน เจ้าแก้วเขาสัตว์นี้ถูกใช้เป็นแตรเพื่อเป่าในการให้สัญญาณในการออกรบ แต่ในปัจจุบันได้นำมาประยุกต์ใช้เป็นแก้วดื่มเพื่อเฉลิมฉลองแทน

4. ขนมคูซเซล่า (Churchkhela)

คูซเซล่าหรือขนมเหนียวเขียวติดฟันแต่อร่อยมากทำจากเฮเซลนัทหรือลูกวอลนัทผ่าครึ่ง และนำมาจุ่มลงในน้ำองุ่นผสมแป้ง น้ำทับทิมผสมแป้ง หรือช็อกโกแลตตามความชอบและนำไปตากทิ้งไว้ให้แห้งก็จะได้เป็นขนมยอดฮิตที่ชาวจอร์เจียนิยมประทานเล่นกันในประเทศ

ของฝากจอร์เจีย

เครื่องประดับอีนาเมล (Enamel Jewelry)

เครื่องประดับอีนาเมล เป็นเครื่องประดับที่ใช้วัสดุจากโลหะ ที่ถูกนำมาขึ้นรูปต่างๆและนำไปเคลือบแก้วเพื่อให้เกิดความเงาและความวาว ซึ่งเครื่องประดับชนิดนี้จะถูกผลิตขึ้นจากช่างฝีมือของจอร์เจียเท่านั้น หรือเป็นของหายากก็ว่าได้

ผ้าปูโต๊ะสไตล์จอร์เจียน (Traditional Blue Tablecloth)

ผ้าปูโต๊ะสีฟ้าสไตล์จอร์เจียเป็นงานฝีมือของชาวท้องถิ่นที่ถูกสืบทอดกันมาหลายศตวรรษซึ่ง ลายของผ้านั้นเป็นลวดลายจากท้องถิ่น เช่น ดอกไม้ ต้นไม้กวาง นก หรือรูปคน จัดเป็นของฝากที่หาซื้อได้ง่ายมักมีขายตามร้านขายของฝากหรือตลาดในจอร์เจีย

ถุงเท้าลายเกี๊ยว (Khinkali Socks)

หลายคนคงสงสัยว่าทำไมต้องไปถุงเท้าลายเกี๊ยว ที่เป็นถุงเท้าลายเกี๊ยวเพราะว่าชาวจอร์เจียนิยมรับประทานกันคล้ายๆ  เสี่ยวหลงเปาที่เวลากัดเข้าไปแล้วจะมีน้ำซุปที่กลมกล่อมอยู่ข้างในตัวเกี๊ยว ถือว่าเป็นของฝากที่น่ารักที่ควรซื้อกลับมาฝากคนที่บ้าน

เครื่องปั้นดินเผาและเซรามิก

เครื่องปั้นดินเผาหรือถ้วยชามเซรามิกที่ประเทศจอร์เจียมีความสวยแปลกตาเนื่องจากมีสีสันที่โดดเด่นและมีลวดลายที่หลากสี จอร์เจียนิยมนำภาชนะเหล่านี้มาใช้เป็นแจกันเพื่อตกแต่งบ้าน เหยือกใส่ไวน์ จานชามหม้อตุ๋นหรือถังหมักไวน์ก็สามารถทำได้

เทคนิคการต่อรองราคา

จากที่แอบกระซิบบอกไปข้างต้น การต่อรองราคานั้นคือศิลปะในการพูดกัน ซึ่งน้ำเสียงหรือโทนก็สำคัญมาก เพราะสามารถสื่อถึงอารมณ์และความหนักแน่นของความต้องการของเราได้เป็นอย่างดี โดยการใช้เสียงสูงในการถามคำถามนั้นจะดูสุภาพมากกว่า ในขณะเดียวกัน หากถามคำถามด้วยโทนเสียงต่ำก็จะดูไม่สุภาพไปเลย ดังนั้นต้องระวังให้ดี ๆ นะ แล้วถ้าอยากดูหน้าเชื่อถือและหนักแน่นมั่นใจเวลาเสนอข้อตกลง เราสามารถทำหน้านิ่ง ๆ เพื่อยืนยันข้อเสนอและบอกอีกฝ่ายเป็นนัยว่าเราเต็มใจจ่ายราคานี้เท่านั้น

ใช้ประโยคไหนในการขอลดราคาหรือขอต่อราคา

Can you give me a discount?

คุณสามารถลดให้ฉันหน่อยได้ไหม?

If I buy more than 1, will you give me a discount?

ถ้าฉันซื้อ 1 ชิ้นขึ้นไป คุณลดราคาให้ฉันได้หรือไม่?

Do you have any promotions going on?

ตอนนี้คุณมีโปรโมชั่นอะไรที่พอจะลดราคาได้บ้างไหม?

What’s the best price/what’s your best price?

ราคาที่ดีที่สุดของคุณคือเท่าไหร่/ สามารถลบลดได้เท่าไหร่

What’s the best price you can do for me?

งบฉันมีแค่นี้คุณพอช่วยลดให้ฉัน ได้หน่อยได้ไหม

ของฝากจอร์เจีย

จอร์เจียเป็นประเทศที่มีความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติ วัฒนธรรมอันเก่าแก่ และสถาปัตยกรรมที่สวยงาม ความธรรมชาติของการใช้ชีวิตให้เราไปค้นหา ด้วยราคาที่ย่อมเยาและสามารถจับต้องได้ สำหรับการเดินทางท่องเที่ยวไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวในรูปแบบใดก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับการเดินทางหรือนักเดินทางก็คือความปลอดภัย และความปลอดภัยในการเดินทางนั้นมาจากอะไร?  แน่นอนคำว่า เดินทาง นั้นย่อมมาพร้อมกับความเสี่ยงในทุกรูปแบบ ไม่ว่าคุณจะนั่งรถ ลงเรือ ขึ้นเครื่องบิน ปีนเขา หรือว่ายน้ำ เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าอุบัติเหตุหรือสิ่งที่ไม่คาดฝันนั้นจะเกิดขึ้นกับเราเมื่อไหร่ ดังนั้นการทำประกันเดินทางจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดของผู้ที่รักในการเดินทาง ไม่ว่าจะทำประกันเดินทางภายในประเทศ หรือ ประกันเดินทางสำหรับประเทศจอร์เจีย เองก็ตาม เที่ยวอย่างอย่าชาญฉลาดต้องเที่ยวกับ LUMA

อ่านเพิ่มเติม:

10 เมนูห้ามพลาด เมื่อไปถึงประเทศจอร์เจีย ปี 2025

เตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางไปยังต่างแดนด้วยประกันเดินทางต่างประเทศ และถ้าหากปลายทางครั้งนี้คือจอร์เจีย ประเทศหนึ่งในภูมิภาคคอเคซัส ซึ่งเป็นจุดตัดระหว่างยุโรปตะวันออกและเอเชียตะวันตก หนึ่งในประเทศยอดฮิตที่กำลังมาแรงสำหรับนักเดินทางทั้งหลาย ที่พลาดไม่ได้เลยก็คือเมนูอาหารแนะนำเมื่อเดินทางไปถึง บอกเลยว่า 10 เมนูที่กำลังจะกล่าวถึงต่อไปนี้ เป็นเมนูห้ามพลาดที่ถ้าหากไม่ได้ทาน จะถือว่าไปไม่ถึงจอร์เจีย

อาหารที่จอร์เจีย

Khinkali

เริ่มกันที่เมนูแรกกับ Khinkali ออกเสียงคือ “คินคาลี่” อาหารยอดนิยมเมื่อเดินทางไปถึงจอร์เจีย หลายคนต่างตามหาเมนูนี้ โดยเมนูนี้จะมีลักษณะเหมือนเกี๊ยว นักท่องเที่ยวบางคนจึงเรียกอาหารเมนูนี้ว่าเกี๊ยวสไตล์จอร์เจีย คือเป็นแป้งที่ห่อหุ้มไส้ไว้ด้านในแล้วมีการจับจีบห่อปิดไว้อย่างสวยงามเหมือนกับเกี๊ยวประเทศอื่นๆ ที่ก็ยังมีลักษณะอีกแบบที่ดูเหมือนเสี่ยวหลงเปาในจีน เพราะภายในของคินคาลี่ นอกจากจะมีไส้แล้วยังมีน้ำซุปรวมอยู่ด้วย ส่วนไส้ของคินคาลี่หลักๆ จะมีไส้หมูและไส้เนื้อวัว อีกทั้งยังมีเครื่องเทศรวมอยู่ บางร้านอาจมีการนำชีส เห็ด หรือมันฝรั่งมาทำเป็นไส้แทนเนื้อสัตว์

การกินคินคาลี่ นิยมทานน้ำซุปก่อนแล้วค่อยกินส่วนอื่น โดยมักจะใช้มือเพราะถ้าหากใช้ช้อนส้อมจะทำให้น้ำซุปแตกและเสียรสชาติ ซึ่งการกินคินคาลี่จะไม่มีการจิ้มน้ำจิ้มแต่อย่างใด ทำให้บางร้านเพิ่มรสชาติโดยการโรยพริกไทยป่นลงไปเล็กน้อย เรียกว่าเป็นเมนูที่พร้อมใจนำเสนอและรับประกันความอร่อยกับเมนูนี้

อาหารที่จอร์เจีย

Mtsvadi

ต่อกันที่เมนูนี้ซึ่งหลายๆ คนเรียกว่าบาร์บีคิวสไตล์จอร์เจีย ที่มีการนำเนื้อสัตว์หมักน้ำทับทิมเสียบไม้แล้วก็ไปย่างไฟ เนื้อสัตว์ที่ใช้ก็จะมีเนื้อลูกวัว เนื้อลูกแกะ เนื้อไก่ หรือเนื้อหมู ย่างจนได้ที่มาคลุกเคล้าหัวหอม เพียงเท่านี้ก็พร้อมเสิร์ฟแล้ว สำหรับการรับประทานเมนูนี้ไม่ซับซ้อนอะไร เมื่อเสิร์ฟถึงโต๊ะก็รับประทานปกติ แต่นิยมทานคู่กันกับหัวหอม เพื่อให้ได้รสชาติที่เข้มข้นมากขึ้น กลิ่นหัวหอมจะช่วยเสริมรสชาติ ยิ่งรวมกับกลิ่นน้ำทับทิมและความเกรียมจากการย่าง จะยิ่งได้อรรถรสมากขึ้นไปอีก

ข้อแนะนำสำหรับเมนูนี้ หลายๆ คนบอกว่าถ้าฟันไม่แข็งแรง ไม่ควรสั่งเนื้อหมู เพราะที่จอร์เจียเลี้ยงหมูแบบธรรมชาติมากๆ เนื้อหมูจึงมีความเหนียวพิเศษ ทำให้คนที่ฟันไม่แข็งแรงมีอุปสรรคในการรับประทานเนื้อหมูย่างจากเมนูนี้

อาหารที่จอร์เจีย

Kubdari

เมนูที่สามที่จะขอแนะนำสำหรับผู้ที่เดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศยังประเทศจอร์เจียกับ Kubdari เมนูขึ้นชื่อรับประกันความอร่อยอีกหนึ่งเมนู หน้าตาคล้ายพิซซ่า ทำให้หลายคนขนานนามเมนูนี้เอาไว้ว่าเป็นพิซซ่าสไตล์จอร์เจีย เนื่องจากมีการหั่นขนมวงกลมออกเป็นสามเหลี่ยมเล็กๆ เหมือนพิซซ่า แต่ก็อาจจะไม่ได้เหมือนเสียทีเดียว เพราะพิซซ่าจะมีแป้งและโรยหน้าด้วยเนื้อสัตว์พร้อมการปรุงรสต่างๆ แต่ Kubdari จะเป็นอาหารที่ทำจากแป้งแล้วห่อหุ้มไส้เอาไว้ ไส้จะทำจากเนื้อสัตว์ ได้แก่ เนื้อวัว เนื้อหมู หรือเนื้อลูกแกะ ปรุงรสของไส้ด้วยเครื่องเทศและหัวหอมให้กลิ่นฉุนกำลังดี ตามสไตล์ของอาหารจอร์เจีย

ในการทำไส้อาหารจะนำเนื้อสัตว์ไปสับละเอียดก่อนนำไปปรุงรสและยัดไส้ในแป้งก่อนนำไปอบจนได้ที่ เมื่อทำเสร็จแล้ว ก่อนเสิร์ฟก็จะมีการนำมาหั่นแบ่งเป็นชิ้นๆ แต่ละชิ้นมีลักษณะสามเหลี่ยมเหมือนพิซซ่า หรือมองอีกแบบก็จะเหมือนแซนวิช วิธีการกินเมนูนี้ก็ไม่ได้ซับซ้อนหรือมีลักษณะเฉพาะตัวแต่อย่างใด

อาหารที่จอร์เจีย

Shkmeruli

เมนูต่อมาขอแนะนำ Shkmeruli ที่ออกเสียงว่า “ชคเมรูลี่” (ชค = ชะ-คะ) เป็นอาหารจอร์เจียที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกชื่นชอบ มีข้อมูลว่าหนึ่งในคำที่ถูกค้นหาบ่อยบน Yahoo ของญี่ปุ่นนั้น มีคำว่า Shkmeruli รวมอยู่ด้วย แต่ไม่เพียงเท่านั้น เพราะนักท่องเที่ยวชาวไทยก็ชื่นชอบเมนูนี้เช่นกัน โดยเมนูนี้เป็นไก่ทอดกระเทียมในซอสครีม คือจะนำไก่ทั้งตัวไปทอดกับกระเทียม ทำให้มีกลิ่นหอมของกระเทียม จากนั้นก็จะเสิร์ฟในจานที่มากับซอสครีม คือเป็นซอสครีมสูตรจอร์เจีย ที่เวลาเสิร์ฟไก่ทอดจะจมอยู่ในซอสเลย

เมนูนี้มีที่มาจาก Racha เป็นพื้นที่หนึ่งในประเทศจอร์เจีนซึ่งอยู่บนภูเขาสูง กรรมวิธีค่อนข้างเป็นเอกลักษณ์ เพราะจะทำในหม้อดิน “Ketsi” สำหรับรสชาติของเมนูนี้จัดว่ามีรสเค็ม กระทั่งว่าบางร้านก็อาจจะเค็มเกินไป เหมาะที่จะรับประทานคู่กันกับขนมปังหรือมันฝรั่งบด จะช่วยตัดเค็มได้บ้าง

อาหารที่จอร์เจีย

Kharcho

มาต่อกันที่อีกหนึ่งเมนูกับ Kharcho หรือที่เรียกว่าซุปคาโช เป็นซุปเนื้อวัวมะเขือเทศ ที่ผ่านขั้นตอนการทำค่อนข้างซับซ้อนพอตัว มีการนำเนื้อวัวต้มในส่วนผสมหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นกระเทียม มันฝรั่ง หัวหอม มะเขือเทศ และอื่นๆ รวมถึงเครื่องเทศหลายชนิดเพื่อเพิ่มกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ อาทิ ฮ็อป-ซันลี, แอดจิกา พริกแดง เป็นต้น

สำหรับเมนูนี้เวลาเสิร์ฟจะเสิร์ฟในชามสตูมีการโรยผักชีตบท้าย เพื่อเพิ่มกลิ่นหอม บางร้านมีการใส่ข้าว เมล็ดพีช และวอลนัทลงไปด้วย เพื่อให้ได้รสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ประจำถิ่นมากยิ่งขึ้น

อาหารที่จอร์เจีย

Pkhali

เมนูที่หกขอนำเสนอ Pkhali ที่ออกเสียงว่า “พาคฮาลิ” เป็นเมนูสลัดผักสไตล์จอร์เจีย แต่ไม่ใช่สลัดเป็นใบๆ หรือเอาผักมาหั่นแล้วใส่รวมกันก่อนราดซอสสลัดแล้วทานแบบที่หลายๆ คนคุ้นเคย เพราะสลัดที่นี่มีกรรมวิธีที่ซับซ้อนกว่านั้น คือจะนำผักหลายชนิดมาต้มแล้วบดกับน้ำส้มสายชู กระเทียม โดยผักที่นำมาบด ได้แก่ กะหล่ำปลี ถั่ว ผักโขม แครอท มะเขือม่วง เห็ด เมื่อนำมาบดแล้วเพิ่มน้ำส้มสายชูลงไปเพื่อปรุงรสชาติ ตามด้วยเครื่องเทศ วอลนัทบด และสมุนไพรอื่น ยังไม่จบแค่นั้นเพราะจะมีการนำมาปั้นเป็นก้อนกลมๆ ด้วย แล้วโรยหน้าด้วยเมล็ดทับทิม เป็นอันจบพร้อมเสิร์ฟ

อาหารที่จอร์เจีย

Satsivi

มาต่อกันที่เมนูนี้ Satsivi สตูไก่ที่มีลักษณะหนืดเหมือนซอส จึงมักทานคู่กันกับเมนูอื่น โดยทำจากไก่งวงในซอสวอลนัท ลักษณะอาหารจะเป็นเหมือนซอสสีขาวที่มีเนื้อไก่ผสมอยู่ ใช้รับประทานคู่กับผัก ปลา หรือไข่ต้ม คล้ายๆ กับน้ำพริกบ้านเรา ใช้เป็นตัวเสริมรสชาติให้กับอาหารอื่นได้เป็นอย่างดี

อาหารที่จอร์เจีย

Chikhirtma

ถัดมากับเมนูอาหารจอร์เจีย นั่นก็คือ Chikhirtma ออกเสียงว่า “ชีคีทมาร์” เมนูนี้เป็นซุปชนิดหนึ่งของจอร์เจีย ทำจากน้ำต้มไก่ และมีการใส่เนื้อไก่ ไข่ และแป้งลงไป โดยแป้งที่ใช้ผสมจะเป็นแป้งข้าวโพดและแป้งสาลี ตามด้วยการปรุงรสชาติจากเกลือ น้ำมะนาว น้ำส้มสายชู อบเชย พริกไทย และหญ้าฝรั่ง ลักษณะของน้ำซุปจะเป็นสีใสๆ โรยหน้าด้วยใบสะระแหน่ หรือผักชี รสชาติออกเปรี้ยว กลิ่นมะนาวและน้ำส้มสายชูค่อนข้างเด่น เน้นทานเป็นซุปแก้แฮงค์ ซึ่งได้ผลดีมาก

อาหารที่จอร์เจีย

Kuchmachi

เมนูที่เก้ากับเครื่องในสับ โดยเครื่องในที่ใช้มักเป็นเครื่องในไก่ เครื่องในหมู หรือเครื่องในวัว ก่อนสับนำไปต้มเล็กน้อยกับซอสถั่วก่อน จากนั้นนำมาสับแล้วผัดกับหัวหอมและกระเทียม ตามด้วยการคลุกเคล้ากับเครื่องเทศและเครื่องปรุงอื่นๆ เพื่อชูรสชาติ เสร็จแล้วโรยหน้าด้วยเมล็ดทับทิม นิยมรับประทานเป็นของว่างมากกว่าจะเป็นอาหารจานหลัก

อาหารที่จอร์เจีย

Khachapuri

ปิดท้ายด้วเมนูอาหารจอร์เจียกับ Khachapuri ที่ออกเสียงว่า “เคลคาชาพูริ” เป็นเมนูขนมปังหน้าชีสไก่ มีทั้งหมด 3 สูตรด้วยกัน ได้แก่ Megrelian Khachapuri, Adjarian Khachapuri และ Imeretian Khachapuri โดยทั้ง 3 สูตรจะมีความแตกต่างกันเล็กน้อย แต่ยังคงเป็นเมนู Khachapuri เหมือนกัน

นั่นก็คือ Megrelian Khachapuri จะเป็นขนมปังกลมที่มีหน้าชีสเยิ้มๆ ส่วน Adjarian Khachapuri จะตัดขนมปังตรงกลางออกให้มีลักษณะคล้ายชามแล้วใส่ชีส เนย และไข่ดิบลงไปตรงกลาง ส่วน Imeretian Khachapuri จะมีลักษณะคล้ายพิซซ่าแบบพัฟ แต่จะไม่มีการราดชีสที่ด้านบน นิยมรับประทานเป็นอาหารเช้า

ผ่านไปแล้วกับ 10 เมนูที่คนเดินทางไปยังต่างประเทศเช่นจอร์เจียไม่ควรพลาด เพราะทุกเมนูทางบทความได้คัดสรรเอาไว้ให้แล้ว ว่าเป็นเมนูแนะนำประจำถิ่นโดยแท้จริง สำหรับใครที่พร้อมออกเดินทางแล้วก็เตรียมจัดกระเป๋าได้เลย แต่อย่าลืมเตรียมประกันเดินทางจอร์เจียเอาไว้ให้พร้อม เพื่อรับประกันความปลอดภัยตลอดทริป สร้างความอุ่นใจไม่ทำให้ต้องกังวล สามารถท่องเที่ยวต่างประเทศได้อย่างสนุกสนานและเต็มที่

อ่านเพิ่มเติม:

DBD logo

ใบอนุญาตจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

เลขที่ 0105555036794

OIC logo

ใบอนุญาตนายหน้าประกันวินาศภัย เลขที่00008/2555  

ใบอนุญาตนายหน้าประกันภัย เลขที่ ช00012/2564

BOI logo

ได้รับการรับรองจาก BOI 2927/2555

บริษัท ลูม่า แคร์ จำกัด, 57 ปาร์คเวนเชอร์ อีโคเพล็กซ์ ชั้น 9 ยูนิต 912 ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330

Copyright © 2026 lumahealth.com. All Rights Reserved.   นโยบายความเป็นส่วนตัว