โรคภูมิแพ้ โรคใกล้ตัวที่ใครๆก็เป็นได้

โรคภูมิแพ้ หรือที่เรียกภาษาอังกฤษว่า Allergy เป็นโรคที่ใกล้ตัวเรา และเป็นโรคในอันดับต้น ๆ ของคนไทยที่เป็นกันมาก แต่รายละเอียดในโรคนี้อาจจะยังไม่ค่อยคุ้นเคยกับพวกเราสักเท่าไร โดยโรคภูมิแพ้เป็นภาวะที่เกิดขึ้นเมื่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายตอบสนองผิดปกติต่อสารต่างๆ ที่เข้าสัมผัส หรือผ่านไปทางร่างกาย โรคนี้สามารถพบได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่

โรคภูมิแพ้ หมายถึงอะไร

โรคภูมิแพ้ คือ โรคที่เกิดจากร่างกายของเราตอบสนองที่ไวต่อสารก่อภูมิแพ้ต่าง ๆ เช่น อาหาร ฝุ่น เกสรพืช มากกว่าปกติ  โดยผู้ที่เป็นภูมิแพ้จะมีอาการและความรุนแรงของอาการแตกต่างกัน เพราะร่างกายของแต่ละคนจะมีการตอบสนอง รวมถึงมีชนิดของสารก่อภูมิแพ้ที่ไม่เหมือนกัน

โดยสาเหตุของโรคภูมิแพ้  สามารถเกิดได้ทั้งจากกรรมพันธุ์และเกิดจากสิ่งแวดล้อม โดยปกติถ้าพ่อหรือแม่มีประวัติเป็นโรคภูมิแพ้ ก็มีโอกาส 30-50 % ก็มีความเสี่ยงที่จะถ่ายทอดทางพันธุกรรมและมีความเสี่ยงที่ลูกก็จะเป็นโรคภูมิแพ้ แต่ถ้าพ่อและแม่เป็นโรคภูมิแพ้ ก็มีโอกาสสูงถึง 50-70 % ที่จะถ่ายทอดทางพันธุกรรมและมีความเสี่ยงที่ลูกก็จะเป็นโรคภูมิแพ้มากกว่าคนปกติที่มีแค่พ่อหรือแม่มีความเสี่ยง

แพ้ฝุ่น

โรคภูมิแพ้ฝุ่น เป็นภูมิแพ้ชนิดหนึ่งที่สามารถพบได้บ่อย เมื่อพูดถึงการแพ้ฝุ่น สามารถแบ่งสารก่อภูมิแพ้ได้ออกเป็น  2 ชนิดใหญ่ ๆ ดังนี้

  • ฝุ่นละออง หรือฝุ่นพิษ เช่น ฝุ่น PM 2.5 ในอากาศ
  • ไรฝุ่น เป็นสัตว์ชนิดหนึ่งที่อยู่ตระกูลเดียวกับหิด แมงมุม แต่มีขนาดที่เล็กมากจนแทบไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า และกินขี้ไคลและรังแคของมนุษย์เป็นอาหาร ไรฝุ่นพวกนี้มักอาศัยอยู่ในห้องนอนของเรา โดยเฉพาะบริเวณเตียงนอน ตามผ้าปูที่นอน หมอน ผ้าห่ม ซึ่งทั้งตัวไรฝุ่นและมูลของไรฝุ่นนี้เองที่เป็นสาเหตุของการเกิดอาการภูมิแพ้ 

เมื่อเกิดภูมิแพ้ฝุ่นหรือไรฝุ่นอาจมีอาการภูมิแพ้ต่าง ๆ เช่น คันตา น้ำตาไหล คัดจมูก คันจมูก น้ำมูกไหล ไอ  จาม หายใจลำบาก ตาแดง หรือมีอาการคันหรือมีผื่นขึ้น แต่สำหรับคนที่เป็นโรคหืด อาจมีอาการที่รุนแรงมากกว่า เช่น แน่นหน้าอก หายใจลำบาก

สำหรับการรักษาภูมิแพ้ฝุ่นและไรฝุ่น สำหรับผู้ทีมีอาการแพ้ฝุ่นที่ไม่รุนแรงสามารถบรรเทาอาการแพ้ได้ด้วยการรับประทานยาแก้แพ้หรือยาต้านฮิสตามีน  (Antihistamines) เมื่อมีอาการเป็นต้น 

แพ้ ขนหรือรังแคของสุนัขและแมว

โรคภูมิแพ้ขนหรือรังแคจากสัตว์เลี้ยงอย่างเช่น สุนัขและแมว เป็นภูมิแพ้ที่มักเกิดจากสารก่อภูมิแพ้จากสัตว์เลี้ยงอย่าง ขน และรังแค ซึ่งก็คือผิวหนังแห้งที่ลอกออกมาจากตัวสุนัขหรือแมว สำหรับอาการภูมิแพ้ที่เกิดจากขนหรือรังแคสัตว์เลี้ยงมักมีอาการคัดจมูก จาม มีน้ำมูก คันตา ไอ มีเสมหะในลำคอ มีผื่นคัน ตุ่ม หรือกลากขึ้นที่ผิวหนัง หรือแม้กระทั่งมีอาการแน่นหน้าอก หอบ 

สำหรับการรักษาภูมิแพ้ขนหรือรังแคจากสัตว์เลี้ยง หากมีอาการที่ไม่รุนแรงมาก สามารถรักษาด้วยการรับประทานยาแก้แพ้หรือยาต้านฮิสตามีน (Antihistamines) ยาพ่นจมูก ยาพ่นคอ เมื่อมีอาการ แต่อย่างไรก็ตาม หากจำเป็นต้องการเลี้ยงสัตว์เลี้ยงเหล่านี้ต่อในขณะที่เป็นโรคภูมิแพ้ ก็สามารถรักษาอาการภูมิแพ้ได้ด้วยการฉีดวัคซีนภูมิแพ้หรือภูมิคุ้มกันบำบัด ซึ่งเป็นการให้สารก่อภูมิแพ้ (Allergens) ที่มาจากแมวหรือสุนัข ฉีดเข้าไปในร่างกายทีละน้อย เพื่อให้มีภูมิต้านทานต่อสิ่งที่แพ้จนสามารถทำให้หายขาดการโรคภูมิแพ้นี้ได้

แพ้ เกสรดอกหญ้า

โรคภูมิแพ้เกสรดอกหญ้า เป็นภูมิแพ้ที่เกิดจากละอองเกสรดอกไม้ ดอกหญ้า หรือสปอร์ของพืชและเชื้อรา ซึ่งเป็นสารก่อภูมิแพ้หนึ่งที่พบได้บ่อย ส่วนใหญ่การแพ้จำพวกนี้ส่วนใหญ่มักจะไม่เป็นตลอดทั้งปี แต่จะเกิดตามฤดูกาล โดยเฉพาะในฤดูที่มีอากาศแห้งและลมพัดแรง ที่ละอองเกสรดอกไม้จะมีการกระจายมากที่สุด  สำหรับอาการภูมิแพ้ที่เกิดจากเกสรดอกหญ้าต่าง ๆ มักมีอาการคัดจมูก จาม น้ำมูกไหล คันตา ตาแดง น้ำตาไหล ไอ  การรับรสหรือกลิ่นลดลง หรือผิวหนังอาจมีผื่นคัน ผื่นลมพิษ 

สำหรับการรักษาภูมิแพ้เกสรดอกหญ้า สามารถรักษาด้วยการรับประทานยาแก้แพ้หรือยาต้านฮิสตามีน  (Antihistamines) ที่ช่วยบรรเทาอาการคันจมูก คันตา น้ำมูกไหล ไอ จาม จากอาการแพ้ หรือยาสเตอรอยด์พ่นจมูก (Intranasal Steroids) ที่มีประสิทธิภาพสูงในการควบคุมอาการของโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ เหมาะกับผู้ที่มีอาการภูมิแพ้ชนิดคงที่ หรืออาการปานกลางถึงรุนแรง

ภูมิแพ้ในเด็ก

โรคภูมิแพ้ในเด็กที่พบบ่อย

โรคภูมิแพ้เป็นสภาวะที่พบได้บ่อยในเด็กและมีความรุนแรงต่างกันไปตามบุคลิกภาพและสภาวะสุขภาพของเด็ก โรคภูมิแพ้ที่พบบ่อยในเด็กสามารถทำให้เด็กมีความไม่สบาย และอันตรายกว่าผู้ใหญ่เพราะบางครั้งเด็กอาจจะยังสื่อสารไม่ได้ หรือ ไม่ทราบถึงอาการที่กำลังเป็นอยู่ ทำให้ส่งผลต่อการใช้ชีวิตของเด็กและครอบครัว ดังนั้นการเข้าใจและการจัดการกับโรคภูมิแพ้ในเด็กเป็นสิ่งสำคัญที่จะป้องกันไม่ให้เกิดอาการแพ้ ลดความเสี่ยงที่จะเกิดการแพ้ และ บรรเทาอาการด้วยการรักษาที่ถูกต้อง

โรคแพ้อาหาร

โรคภูมิแพ้อาหาร เป็นโรคหนึ่งที่พบได้มากในเด็ก โดยเฉพาะเด็กเล็ก สำหรับอาหารที่ส่วนใหญ่เด็กมักจะมีอาการแพ้ มีดังนี้ 

  • นมวัว เด็กที่อายุต่ำกว่า 1 ปี มีโอกาสที่จะแพ้โปรตีนในนมวัวได้สูง ซึ่งไม่สามารถไม่ย่อยน้ำตาลแลกโตสที่พบอยู่ในนมวัว    
  • ไข่ เด็กที่อายุต่ำกว่า 1 ปี ก็จะเจออาการแพ้ไข่ได้ โดยเฉพาะในไข่ขาว เพราะในไข่ขาวจะมีโปรตีนที่ชื่อว่า โอวัลบูมิน ที่กระตุ้นให้เกิดการแพ้ได้ 
  • ถั่ว โดยถั่วที่พบการแพ้บ่อยๆ ได้แก่ ถั่วลิสงและถั่วเหลือง แต่สำหรับเด็กในไทยนั้นมักไม่ค่อยเกิดอาการแพ้ถั่วมากนัก
  • แป้งสาลี เด็กบางคนก็สามารถเกิดจะแพ้แป้งสาลี ได้ ในพวกจำพวกอาหารประเภทขนมปัง พาสต้า 
  • อาหารทะเล เช่น กุ้ง หอย ปู ปลา จะกระตุ้นให้เกิดอาารแพ้ได้มากว่าสัตว์น้ำจืด 
  • อาหารอื่น ๆ เช่น อาหารแปรรูป ที่มักผสมสารเคมีต่าง ๆ ที่อาจกระตุ้นให้เด็กเกิดอาการภูมิแพ้ได้ รวมไปถึง เมล็ดพืชต่าง ๆ เช่น งา 

สำหรับอาหารประเภทนมวัว ไข่ และแป้งสาลีนั้น ส่วนมากเด็กอาการแพ้จะหายไปเมื่อโตขึ้น แต่สำหรับการแพ้อาหารประเภทถั่ว และอาหารทะเลนั้น จะมีอาการแพ้ตลอดชีวิต โดยโรคภูมิแพ้อาหารในเด็กนั้นจะมีอาการแพ้ตั้งแต่น้อยจนถึงรุนแรงจนถึงชีวิตได้  

สำหรับการดูแลป้องกันลูกน้อยจาการแพ้อาหาร สามารถทำได้โดยการให้ลูกดื่มนมแม่ตั้งแต่แรกเกิดจนไปถึง  6  เดือนเป็นอย่างน้อย เพื่อลดโอกาสเสี่ยงต่อการที่เด็กจะแพ้นมวัว และเริ่มให้อาหารเสริมหลังจากเด็กอายุ 6 เดือนขึ้นไป และหลีกเลี่ยงการให้อาหารที่เสี่ยงต่ออาการแพ้แก่เด็ก

โรคหืด

โรคหืด เป็นอีกหนึ่งโรคที่เกี่ยวข้องกับโรคภูมิแพ้ เกิดจากการที่มีการอักเสบเรื้อรังของหลอดลม ร่วมกับหลอดลมตีบแคบและมีภาวะไวต่อสารกระตุ้น เช่น สารก่อภูมิแพ้ต่าง ๆ ทำให้เกิดอาการหายใจเร็วและแรงกว่าปกติ แน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก โดยโรค หืดอาจเกิดจากสิ่งแวดล้อมหรือจากกรรมพันธุ์ ถ้าพ่อแม่เป็นโรคหืด ลูกจะมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหืดเพิ่มขึ้น 

ดังนั้น เมื่อพ่อแม่เห็นลูกมีอาการเหมือนโรคหืด ควรพาเด็กไปพบแพทย์เพื่อตรวจ หากเด็กเป็นโรคหืด แพทย์จะแนะนำยาที่ช่วยบรรเทาอาการทั้งแบบยาชนิดรับประทานและยาชนิดสูดเข้าทางปาก และสำหรับเด็กที่เป็นโรคหืด ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสสารที่กระตุ้นให้เกิดอาการ รวมถึงทำความสะอาดห้องนอนอยู่เสมอ ไม่เก็บของที่เก็บฝุ่นในห้อง หมั่นซักผ้านวม ผ้าปูที่นอน

โรคผื่นแพ้ทางผิวหนัง

โรคภูมิแพ้ทางผิวหนัง หรือที่ได้ยินบ่อยๆ คือ โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic Dermatitis) เป็นภาวะที่ผิวหนังมีการอักเสบเรื้อรัง โรคนี้สามารถพบได้บ่อยในทั้งเด็กและผู้ใหญ่ อาการสำคัญของโรคนี้คือผิวหนังที่แห้งและอักเสบ และมักมีอาการคัน มันจะเป็นมากขึ้นโดยเฉพาะในเวลากลางคืน

โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังยังอาจเกิดตุ่มน้ำและตุ่มหนองขึ้นบนผิวหนัง และในบางครั้งอาจจะมีน้ำเหลืองไหลออกมา หากมีการติดเชื้อร่วมกับโรคนี้ อาจจะทำให้เกิดการแพร่กระจายของการอักเสบ และต้องปรึกษาทางแพทย์เพื่อรักษาเพิ่มเติม

การดูแลรักษาโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังส่วนมากเน้นไปที่การบรรเทาอาการและการควบคุมอาการ  การป้องกันหลักคือการบำรุงผิวหนังให้ชุ่มชื่นเพื่อลดอาการแห้งและคัน เพราะฉนันการใช้ครีมบำรุงผิวที่เหมาะสมจึงเป็นเรื่องสำคัญ นอกจากความชุ่มชื่นแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นที่อาจะทำให้อาการแย่ลง เช่น สารเคมีและสารกันเสียที่อาจกระตุ้นการอักเสบของผิวหนัง

โรคภูมิแพ้เยื่อบุโพรงจมูก

โรคภูมิแพ้ในเด็กอีกโรคหนึ่งที่พบ คือ  โรคภูมิแพ้เยื่อบุโพรงจมูก  อาการของโรคนี้สำหรับเด็ก ๆ คือ มีอาการคันจมูก จามบ่อย น้ำมูกไหล มีอาการคันตา เคืองตา ตาบวม และอาการไอเนื่องจากมีเสมหะ เจ็บคอ หากปล่อยไว้นาน อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนจากโรคภูมิแพ้เยื่อบุโพรงจมูกตามมา เช่น โรคไซนัสอักเสบ โรคหูชั้นกลางอักเสบ เป็นต้น 

สำหรับการดูแลรักษาโรคภูมิแพ้เยื่อบุโพรงจมูก สามารถรักษาได้โดยการใช้ยาแก้แพ้ ยาสเตอรอยด์พ่นจมูก ซึ่งช่วยลดอาการคัน คัดจมูก น้ำมูกไหลได้ รวมถึงการใช้น้ำเกลือล้างจมูก ก็สามารถช่วยล้างน้ำมูก สารก่อภูมิแพ้ ช่วยลดอาการคัดจมูกได้   และควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ให้มากที่สุด

โรคภูมิแพ้เยื่อบุตา

อีกหนึ่งโรคภูมิแพ้ในเด็กที่พบค่อนข้างบ่อย คือ โรคภูมิแพ้เยื่อบุตา ที่ร่างกายเกิดการตอบสนองต่อสารก่อภูมิแพ้ในอากาศ ทำให้เกิดการอักเสบที่เยื่อบุตา โดยจะมีอาการตาแดง น้ำตาไหล คันหรือเคืองในตา ขี้ตามีลักษณะใสหรือมีสีขาวขุ่น และอาจมีอาการภูมิแพ้อื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น คันจมูก จาม น้ำมูกไหล เป็นต้น หากปล่อยไว้จนเกิดการติดเชื้อแบคทีเรีย อาจมีอาการปวดแสบร้อนในดวงตาได้

สำหรับการดูแลรักษาโรคภูมิแพ้เยื่อบุตา สามารถรักษาได้โดยยาแก้แพ้ชนิดรับประทาน และยาแก้แพ้ชนิดหยอดตา รวมถึงการประคบเย็นที่ดวงตา ก็จะสามารถช่วยลดอาการบวมของเยื่อบุตาได้ 

 

สำหรับเด็ก การมีประกันสุขภาพเด็กจึงเป็นเรื่องจำเป็นมากๆ เนื่องจากเด็กสามารถแพ้ได้หลายอย่าง โดยที่ไม่รู้ตัว ตัวเด็กเอง ไม่เข้าใจอาการของการแพ้ ผู้ปกครองเอง ก็ไม่สามารถรู้เอง ว่า ลูกแพ้ หรือ ไม่แพ้ อะไรบ้าง จนกว่าจะเกิดอาการแพ้ขึ้นมา 

อาการแพ้ในเด็ก มีทั้งแบบ แพ้เล็กน้อย ไปถึงแพ้รุนแรง อาจจะอันตรายต่อชีวิตได้ คนที่มีลูกไม่ควรนิ่งนอนใจเรื่องการแพ้ และควรมองหาประกันสุขภาพเด็กที่ครอบคลุม และคุมครองเพียงพอกับการรักษา และยิ่งเด็กเล็ก ควรที่จะทำมีประกันสุขภาพเด็กตั้งแต่อายุน้อยๆ ก่อนที่อาการแพ้จะกลายเป็นโรคประจำตัวที่เป็นมาก่อนทำประกัน  และมีโอกาสที่บริษัทประกันจะไม่คุ้มครองการรักษา

ภูมิแพ้ในเด็ก

การทดสอบภูมิแพ้

สำหรับการทดสอบโรคภูมิแพ้นั้น สามารถทำการทดสอบได้ 2 วิธี ดังนี้

การทดสอบภูมิแพ้ผ่านทางผิวหนัง (Allergy skin test)

การทดสอบภูมิแพ้ผ่านทางผิวหนัง จะทดสอบโดยการนำน้ำยาที่สกัดจากสารก่อภูมิแพ้ต่าง ๆ ทั้งที่อยู่ในอากาศ เช่น ฝุ่น  เกสรพืช รังแคของสัตว์ และสารก่อภูมิแพ้จากอาหารประเภทต่างๆ มาทำการทดสอบที่ผิวหนังของผู้ที่เป็นภูมิแพ้ เพื่อหาว่าร่างกายแพ้สารก่อภูมิแพ้ใด การทดสอบนี้สามารถทำได้ง่าย ราคาไม่แพงนัก และทราบผลค่อนข้างไว โดยวิธีที่นิยมใช้มากที่สุดในการการทดสอบภูมิแพ้ผ่านทางผิวหนัง คือ วิธีการทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนังด้วยการสะกิด” (skin prick test) ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้

  1. หยดน้ำยาที่เป็นสารก่อภูมิแพ้ลงบนผิวหนัง จากนั้นจึงใช้เครื่องมือทดสอบ สะกิดที่ผิวหนัง โดยส่วนมากจะเป็นบริเวณท้องแขน สำหรับเด็กเล็ก มักจะทดสอบบริเวณหลัง
  2. รออ่านผลหลังจากการทดสอบประมาณ 15-20 นาที หากแพ้สารใด ก็จะเกิดอาการมีตุ่มแดง นูน หรือคัน ในตำแหน่งที่ทดสอบสารก่อภูมิแพ้นั้น ๆ
  3. หลังจากการทดสอบ แนะนำให้นั่งรอดูอาการต่ออีกประมาณ 30 นาที หากไม่มีอาการผิด ปกติอย่างอื่น ก็สามารถกลับบ้านได้

อย่างไรก็ตาม ก่อนการทดสอบ ควรงดรับประทานยาแก้แพ้ (เฉพาะชนิดที่รับประทาน) ก่อนมาทำการทดสอบอย่างน้อย 5-7 วัน หากมีโรคประจำตัว อย่างเช่น โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง หรือมีการใช้ยาสเตียรอยด์ ควรแจ้งชื่อยาให้แพทย์ทราบก่อนทดสอบ

การเจาะเลือดส่งตรวจ เพื่อหาสารก่อภูมิต้านทานต่อสารก่อภูมิแพ้ (Serum Specific IgE) 

การทดสอบภูมิแพ้ด้วยการเจาะเลือดส่งตรวจ มีข้อดีตรงที่ไม่จำเป็นต้องงดรับประทานยาแก้แพ้ก่อนมาทำการทดสอบ ไม่ต้องเสี่ยงต่อการเกิดอาการแพ้ รวมถึงใช้เวลาทดสอบไม่นาน แต่จะมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง และต้องรอผลการทดสอบประมาณ 1 สัปดาห์

การดูแลร่างกาย เมื่อเป็นโรคภูมิแพ้

สำหรับคนที่เป็นโรคภูมิแพ้ สามารถดูแลร่างกายเพื่อหลีกเลี่ยงหรือช่วยลดอาการของภูมิแพ้ได้ ดังนี้

  1. การเตรียมยาแก้ภูมิแพ้หรือยาต้านฮิสตามีน (Antihistamines) เพื่อกรณีฉุกเฉิน เช่น ยาแก้แพ้ชนิดรับประทาน หรือยาแก้แพ้ประจำจากแพทย์เจ้าของไข้
  2. พยายามหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ หรือสิ่งที่กระตุ้นให้เกิดภูมิแพ้ต่าง ๆ ที่พบได้บ่อยในชีวิตประจำวัน เช่น ฝุ่นละออง ไรฝุ่น เกสรดอกไม้ หรืออาหารต่าง ๆ
  3. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เข้านอนดึกจนเกินไป เพื่อให้ร่างกายและระบบภูมิคุ้มกันได้มีการซ่อมแซมและฟื้นฟูได้อย่างเพียงพอ
  4. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และครบ 5 หมู่ รวมถึงรับประทานอาหารที่สะอาด ปรุงสุกใหม่อยู่เสมอ
  5. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ครั้งละอย่างน้อย 30 นาที การออกกำลังกายจะทำให้ความไวของเยื่อบุจมูกและเยื่อบุหลอดลมลดลง รวมถึงมีภูมิต้านทานต่อโรคหวัดมากขึ้นอีกด้วย
  6. ทำความสะอาดบ้าน ที่อยู่อาศัย ให้สะอาดอยู่เสมอ โดยเฉพาะบริเวณที่อับชื้นที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดเชื้อรา และควรจัดบ้านให้โล่ง สะอาด หลีกเลี่ยงวัสดุที่ทำมาจากขนสัตว์หรือผ้าหนา ๆ

สรุปบทความ

โรคภูมิแพ้เป็นโรคที่ใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิด และก็มีภูมิแพ้หลากหลายรูปแบบ อันส่งผลให้เกิดอาการแพ้ที่แตกต่างกัน จนส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของเรา และถึงแม้ว่าโรคภูมิแพ้จะเป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ยาก แต่ถ้าหากเรารับรู้ถึงสาเหตุของการเกิดโรคภูมิแพ้แบบต่าง ๆ วิธีการรักษา การดูแลร่างกายและการป้องกันโรคภูมิแพ้แล้ว ก็ย่อมทำให้เราสามารถเตรียมพร้อมรับมือกับโรคภูมิแพ้แบบต่าง ๆ ได้ การทำประกันสุขภาพเด็กตั้งแต่ลูกยังอายุน้อย สามารถช่วยแบ่งเบาภาระทางการเงิน และคุ้มครองลูกให้ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง และ ปลอดภัย 

Methinee Chinmetheephithak

ผู้ตรวจสอบความถูกต้องของบทความทางการแพทย์ Luma’s Medical Team

โรคภูมิแพ้

“ที่บ้านฉันแพ้อากาศทั้งฉันเองและคุณป้า เวลาเกิดอาการแพ้จะมีทั้งน้ำมูกไหล จาม และเป็นหวัด ต้องคอยรู้ตัวให้ทันเวลาอากาศเปลี่ยนแปลง เช่น เข้าฤดูฝน อาการแพ้ชอบตามหา 

ในการปรับเปลี่ยนชีวิตเพราะมีโรคภูมิแพ้ ปรับไม่มากค่ะ ขยันออกกำลังกายให้ร่างกายแข็งแรง รวมกับนอนให้เพียงพอ แต่หากอาการหนักจะมีการใช้ยาช่วยให้ดีขึ้นค่ะ”

Neung, ฝ่ายบุคคล

โรคภูมิแพ้

ที่บ้านผมมีคนเป็นโรคภูมิแพ้ 2 คนครับ ตัวผมเองแพ้ฝุ่นและไรฝุ่น ส่วนคุณพ่อแพ้น้ำยาฆ่าแมลง 

สำหรับผมเวลาแพ้ฝุ่นจะมีอาการ จามไม่หยุด ต้องเอาตัวเองออกห่างจากพื้นที่ตรงนั้นและสูดอากาศบริสุทธิ์ ใช้เวลาไม่นาน อาการก็จะดีขึ้นครับ

แต่สำหรับคุณพ่อ เวลาเกิดอาการแพ้จากกลิ่นยาฆ่าแมลง คุณพ่อมีอาการหอบหืดและต้องใช้ยารักษา”

Dr. Kao, แผนกการตลาด

โรคภูมิแพ้

“ส่วนตัวผมไม่ได้เป็นโรคภูมิแพ้ แต่คุณลุงแพ้อาหารครับ แพ้กล้วย และขนมจีน เพราะขั้นตอนในการทำมีการหมัก

อาการของคุณลุงเวลาเกิดอาการแพ้จะหายใจลำบาก แต่ยังไม่เคยอาการหนักถึงขั้นต้องไปโรงพยาบาล มีการปรึกษาหมอและรับทราบว่าแพ้ 2 สิ่งนี้เลยต้องปรับการใช้ชีวิตนิดหน่อย เช่น ที่บ้านจะไม่กินขนมจีนแค่นั้นเอง”

Petch, แผนกการขาย

อ่านเพิ่มเติม:

  • โรคมือเท้าปาก – โรคระบาดในเด็กที่พ่อแม่ควรเตรียมพร้อมป้องกันและดูแล
  • RSV – เชื้อไวรัสในเด็กเล็กที่พบบ่อย พร้อมแผนประกันสุขภาพช่วยลดความกังวลของผู้ปกครอง
  • CMV – เชื้อไวรัสที่ควรเฝ้าระวังระหว่างตั้งครรภ์และในทารก

9 เมนูห้ามพลาด อาหารที่อิตาลี ต้องลองให้ได้

จุดประสงค์การเดินทางเที่ยวต่างประเทศของหลายคนไม่ใช่แค่พบเจอกับสถาปัตยกรรมอันแสนงดงามเท่านั้น แต่เรื่องของอาหารก็เป็นอีกหนึ่งวัฒนธรรมที่น่าสนใจไม่แพ้กัน ซึ่งหนึ่งในประเทศที่มีชื่อเสียงในเรื่องนี้ก็ต้องยกให้กับ “อิตาลี” ดินแดนรองเท้าบูทแถมหลายเมนูยังเป็นอาหารจานโปรดสำหรับหลายคนอีกต่างหาก จึงขอพาทุกคนมาทำความรู้จักกับอาหารอิตาลี 9 เมนูที่ห้ามพลาด สัมผัสรสชาติแบบต้นตำรับ พร้อมแนะนำประกันเดินทางที่ควรซื้อติดไว้เสมอ เที่ยวได้อย่างอุ่นใจทุกทริปแน่นอน 

Gelato เจลาโตขนมหวานห้ามพลาดที่อิตาลี 

ขนมแสนอร่อยที่ทุกคนคุ้นเคยหน้าตาและรสชาติคล้ายไอศกรีม ในภาษาอิตาเลียนแปลว่า “เยือกแข็ง” ดังนั้นจะบอกว่าเป็นไอศกรีมสูตรพิเศษของชาวอิตาลีก็คงไม่ผิดนัก จุดเด่นของเจลาโตคือในส่วนผสมจะใส่ครีมมากกว่านม ทำให้มีปริมาณไขมันเพียงแค่ 5-7% (หากเป็นไอศกรีมทั่วไปมักใส่นมมากกว่าครีมและมีปริมาณไขมัน 14-25%) ปั่นด้วยความเร็วช้ากว่าจึงได้ความหนาแน่นของเนื้อสัมผัสที่มากกว่า การเก็บรักษาต้องอุณหภูมิต่ำกว่า -9.4 องศาเซลเซียส (ไอศกรีมอยู่ที่ 0 องศาเซลเซียส 

จากความหนึบหนับและได้ Texture ในการทานแบบเต็มปากเต็มคำมากกว่าส่งผลให้เจลาโตกลายเป็นของหวานสุดโปรดปรานของคนจำนวนมาก รสชาติยอดนิยม เช่น ราสเบอร์รี สตรอว์เบอร์รี แอปเปิล ช็อกโกแลต  อัลมอนด์ วานิลลา ราคาขายขึ้นอยู่กับแต่ละร้านเฉลี่ยอยู่ที่ 1.80-3 EUR เป็นอาหารที่อิตาลีสำหรับสายหวานที่ต้องลอง 

อาหารที่อิตาลี

Pizza พิซซ่าอาหารนานาชาติแบบต้นตำรับ 

หนึ่งในอาหารอิตาลีที่ทุกคนรู้จักกันดี มีจุดเริ่มต้นช่วงศตวรรษที่ 10 ในเมืองกาเอตา (Gaeta) แต่ถ้าเป็นพิซซ่ายุคใหม่มีต้นกำเนิดจากเนเปิลส์ การมาเที่ยวอิตาลียังไงก็ต้องได้ลิ้มลองสูตรต้นตำรับของแท้ดั้งเดิม มีตัวเลือกร้านอยู่แทบทุกหัวถนน แถมราคาไม่แพงอีกต่างหาก ซึ่งความพิเศษของพิซซ่าที่นี่ยังขออธิบายเพิ่มเติมดังนี้ 

 

อาหารที่อิตาลี

แป้งพิซซ่า พิเศษอย่างไร 

หากเป็นสไตล์อิตาเลียนแท้จะมีลักษณะบาง ไม่หนักท้องมากเกินไป ทำจากข้าวสาลีดูรัมส่งผลให้มีรสชาติแตกต่างจากขนมปังทั่วไปชัดเจน 

ซอสมะเขือเทศ พิเศษอย่างไร 

หากเป็นซอสมะเขือเทศที่ใส่ในพิซซ่าจะออกรสชาติเปรี้ยวกว่าปกติเล็กน้อย บางสูตรอาจเพิ่มความเผ็ดเพื่อให้เข้ากับตัวแป้งและหน้าต่าง ๆ ได้อย่างลงตัว 

เครื่องที่อยู่บนพิซซ่า มีหลากหลายขนาดไหน 

วัตถุดิบแทบทุกชนิดสามารถนำมาใช้เป็นเครื่องที่อยู่บนหน้าพิซซ่าได้ แต่ถ้าคัดตามความนิยมแบบชาวอิตาเลียนแท้ ๆ มักมีส่วนประกอบของมอสซาเรลล่าชีส เห็ด พริกหยวก ผักโขม มะเขือเทศ พาร์มาแฮม แซลมอน ซาลามี ซีฟู้ด เป็นต้น 

ใช้เตาอบแบบไหน มีผลอย่างไร 

หากเป็นเตาอบถ่านจะได้กลิ่นความหอมของตัวถ่าน ช่วยเพิ่มอรรถรสในการทานมากยิ่งขึ้น แต่สำหรับบางร้านที่เป็นเตาอบรุ่นใหม่จะได้ระดับเวลาของการอบที่เหมาะสม รสชาติก็อร่อยแบบตามสูตร 

อาหารที่อิตาลี

พาสต้าเส้นสด เมนูที่สายเส้นหลงรัก 

อาหารอิตาลีอีกเมนูที่สายเส้นต้องหลงรัก ความพิเศษของพาสต้าเส้นสดอยู่ตรงการทำเส้นแบบสด ๆ ด้วยวิธีนวดแป้งอเนกประสงค์ (บางสูตรอาจมีไข่ผสม) จากนั้นก็รีดขึ้นรูปทำขนาดตามชอบ บางร้านอาจมีการสอดไส้วัตถุดิบอื่นเข้าไปเพิ่มความอร่อย ได้รสสัมผัสเหนียวนุ่มกำลังดี ต่างจากเส้นแห้งทั่วไปที่มักทำด้วยแป้งเซโมลินาบดละเอียดผสมกับน้ำจากนั้นใส่ลงบล็อกแม่พิมพ์ตามขนาดที่กำหนด ทิ้งไว้ในอุณหภูมิต่ำเพื่อไล่ความชื้นออกจนหมด ส่งผลให้ความเหนียวนุ่มของเส้นหายไปด้วย 

เมนูพาสต้า เลือกได้ตามชอบ 

มาเที่ยวอิตาลีทั้งทีนอกจากพิซซ่าแล้วอาหารอิตาลีที่ห้ามพลาดอีกเมนูนั่นคือ “พาสต้า” ซึ่งต้องบอกว่ามีตัวเลือกเยอะมากและขออธิบายให้ทุกคนได้เห็นภาพชัดเจนขึ้น 

Carbonara (คาร์โบนารา) 

จริงแล้วเป็นซอสสูตรพิเศษที่มีส่วนผสมของไข่ เบคอนอิตาลี และพริกไทยดำ บางสูตรอาจผสมชีสลงไปเพิ่มความอร่อย ได้รสชาติมันและเค็มกำลังดี พร้อมความนุ่มละมุนเข้ากับเส้นพาสต้า 

Bolognese (โบโลเนส) 

ซอสพาสต้าที่มีต้นกำเนิดจากเมืองโบโลญญา มักทานกับเส้น Tagliatelle แต่ปัจจุบันก็ทานได้กับทุกเส้น มีส่วนผสมหลักเป็นซอสมะเขือเทศกับหมูสับหรือเนื้อสับ อร่อยและอิ่มท้อง 

Cacio e Pepe (กัลโช่ เอ เปเป้) 

หากแปลตามศัพท์ของชาวอิตาเลียนคือ ชีสกับพริกไทย มีต้นตำรับอยู่ที่กรุงโรม จะนำเส้นมาคลุกกับ 2 ส่วนประกอบหลัก แต่เน้นชีสแบบพิเศษ เช่น ชีสเพคโคลีโนโรมาโน อร่อยละมุนมาก 

Lasagne (ลาซาญญ่า) 

ลักษณะเส้นใหญ่ แบน ต่างจากเส้นพาสตาทั่วไป จากนั้นซ้อนในถาดเป็นชั้น ๆ ผสมกับซอสมะเขือเทศ มีการใส่ชีสและวัตถุดิบอื่น ๆ ตามชอบ อบจนได้ที่ พร้อมเสิร์ฟความอร่อยและอยู่ท้อง 

Tortelli (ทอร์เทลลินี 

จะนำแป้งมาสอดใส่ด้านใน เช่น เนื้อหมู ไก่ เนื้อวัวบด ชีส แฮม หรือผักต่าง ๆ แล้วห่ออารมณ์คล้ายเกี๊ยวบ้านเรา นิยมต้มกับซุปร้อน ๆ ทานในช่วงฤดูหนาว จัดว่าช่วยให้ร่างกายอบอุ่นขึ้นได้เป็นอย่างดี 

Spaghetti alle vongole (สปาเกตตี้  อัลเล วองโกเล่) 

หรือสปาเกตตี้หอยลาย (จริงแล้วที่บ้านเขาคือหอยตลับ) ต้มหอยให้สุกในระดับหนึ่งจากนั้นนำไปผัดกับเครื่องเทศ ใส่เส้นลงไปคลุกเคล้าจนเข้ากันได้ความซีฟู้ดเปรี้ยวเค็มกำลังดี 

อาหารที่อิตาลี

Risotto รีซอตโต เมนูสุดหรูหราของอาหารอิตาลี 

รีซอตโตจัดเป็นอาหารอิตาลีที่ได้รับความนิยมไม่แพ้เมนูอื่นมีต้นกำเนิดจากตอนเหนือ ลักษณะเป็นข้าวอิตาลีสายพันธุ์ต่าง ๆ เช่น อาร์โบรีโอ (Arborio), การ์นาโรลี (Carnaroli) ผัดกับชีส เนย หัวหอม ไวน์ขาว และน้ำซุปซึ่งมักทำจากเนื้อวัว เนื้อปลา หรือผัก เคี่ยวจนเครื่องต่าง ๆ เข้าไปในเส้นได้รสสัมผัสแบบเข้มข้น อาจราดด้วยวิปครีมด้านบนแล้วใช้เครื่องเคียงท็อปหน้า เช่น ซีฟู้ด พาร์มาแฮม ซึ่งรสชาติแบบอิตาลีแท้ ๆ จะได้ความมัน เข้มข้น และมีกลิ่นหอมมาก อย่างไรก็ตามสูตรของแต่ละท้องถิ่นก็ยังมีความแตกต่างทั้งด้านรสสัมผัส สีสัน และวัตถุดิบ 

Polenta โพเลนต้า อาหารบ้าน ๆ ที่ต้องลอง 

โพเลนต้าถือเป็นอาหารอิตาลีที่ได้พบเห็นได้บ่อยทางตอนเหนือของประเทศ ลักษณะเป็นเมล็ดธัญพืชหลากชนิดมาบดหยาบแต่ปัจจุบันนิยมใช้ข้าวโพดเป็นหลัก ขั้นตอนคือจะนำข้าวโพดป่นต้มกับน้ำ ผสมเกลือเล็กน้อยเคี่ยวและคนไปเรื่อย ๆ ประมาณ 45 นาที เพียงเท่านี้ก็พร้อมเสิร์ฟคู่กับอาหารหลากชนิด เช่น Antipasto อาหารเรียกน้ำย่อย Secondi หรืออาหารจานหลักจำพวกสเต๊กเนื้อสัตว์ สลัดผัก เป็นต้น ใครไปเที่ยวอิตาลีต้องลองเลย 

อาหารที่อิตาลี

Arancini อารันชินี ข้าวทอดสูตรพิเศษ 

สำหรับอาหารอิตาลีจานนี้มีต้นกำเนิดแถบแคว้นซิซิลี ตอนใต้ของประเทศ อารมณ์จะคล้ายกับโครเกต์ มักนำเอาริซอตโต้ที่เหลือจากการทานในมื้อหลักพักจนเย็น ปั้นเป็นก้อนกลมใช้นิ้วกดตรงกลางจนเป็นรู เพิ่มชีสเข้าไปแล้วเกลี่ยปั้นให้กลมอีกครั้ง คลุกแป้งแห้ง ไข่ และเกล็ดขนมปัง ลงทอดในน้ำมันร้อนจัดจนสีเหลืองสวยก็พร้อมเสิร์ฟ รสชาติกรอบนอกนุ่มใน ยิ่งถ้ารีซอตโตปรุงเอาไว้อย่างดีรับรองว่าฟินลืมแน่ ซึ่งหากทานตามร้านเขาจะทำแบบสด ๆ ไม่ใช้รีซอตโตค้าง ราคามีตั้งแต่หลัก 10 EUR ขึ้นไป 

Truffle เห็ดทรัฟเฟิล วัตถุดิบสุดหรูหรา แถมอร่อยมาก 

อีกวัตถุดิบห้ามพลาดที่อิตาลี หลายเมนูนิยมนำเอาเป็นส่วนหนึ่งของความอร่อย เช่น พิซซ่า พาสตา เป็นส่วนผสมของซอสครีม และอีกสารพัด เรียกว่าปรุงได้กับแทบทุกสิ่งของอาหารอิตาลี และอาหารหลายสัญชาติ ราคาสูงมากเฉลี่ยกิโลกรัมละ 2,500 – 3,000 EUR แนะนำให้เลือกซื้อกับฟาร์มหรือจังหวัดที่มีชื่อเสียง เช่น Langhe, Le Marche, Tuscany และ Umbria จะได้ของดีมีคุณภาพมากกว่า 

Tiramisu ทีรามิสุ ขนมหวานชื่อดังของอิตาลี 

ปิดท้ายด้วยอาหารอิตาลีประเภทขนมหวานทำจากสปองจ์เค้กชุบกับกาแฟเอสเปรสโซ่เข้มข้นจัดเรียงชั้นคั่นกลางด้วยครีมชีส แต่งรสกลิ่นโกโก้ด้านบน ได้ความหวานมันออกขมตัดเลี่ยนนิด ๆ มักนิยมทานหลังจากมื้ออาหารหลัก ช่วยเติมเต็มความอร่อยของมื้อแบบไร้ที่ติ ส่งผลให้เบเกอรี่ประเภทนี้ได้รับความนิยมไปทั่วโลก ซึ่งปัจจุบันก็มีการนำเอาส่วนผสมอื่น ๆ เข้ามาเพิ่มเติมเพื่อปรับแนวทางให้เหมาะกับคนทุกกลุ่มมากขึ้นด้วย เช่น ใช้ชาเขียวแทนกาแฟ  

อาหารที่อิตาลี

สรุป 

นี่คือทั้ง 9 เมนูอาหารอิตาลีห้ามพลาด แต่ละจานบอกเลยไม่ธรรมดา ใครมีโอกาสเที่ยวอิตาลีทั้งทียังไงก็ต้องลองรสชาติแบบต้นตำรับไม่แน่อาจหลงรักมากกว่าที่คุ้นชินอยู่ก็ได้ เหนือสิ่งอื่นใดทุกครั้งที่วางแผนเที่ยวต่างประเทศ เรื่องของการซื้อประกันเดินทางจัดเป็นสิ่งสำคัญมาก ยิ่งถ้าในยุโรปด้วยแล้วนี่เป็นเงื่อนไขที่นักท่องเที่ยวทุกคนต้องมี จึงขอแนะนำประกันเดินทางไปอิตาลี จาก Luma สะดวกมากกว่าเพราะซื้อง่ายผ่านช่องทางออนไลน์

อ่านเพิ่มเติม:

ตะลุยเที่ยวฝรั่งเศสเป็นเมืองปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยวแค่ไหน

การเดินทางท่องเที่ยวไปต่างบ้านต่างเมือง ต้องพบเจอกับสถานที่ วัฒนธรรม การใช้ชีวิตที่ตนเองไม่คุ้นชิน ย่อมสร้างความกังวลใจให้กับเหล่าบรรดานักท่องเที่ยวกันเป็นเรื่องปกติ นี่จึงเป็นเหตุผลที่หลายคนตัดสินใจซื้อ “ประกันเดินทางต่างประเทศ” เพราะอย่างน้อยหากเกิดเหตุไม่คาดฝันก็ยังพอเบาใจด้านค่าใช้จ่ายลงบ้าง และถ้าหากพูดถึงหนึ่งในประเทศจุดหมายปลายทางที่ชาวไทยนิยมไปกันเยอะ ย่อมต้องมีชื่อของ “ฝรั่งเศส” แบบไม่ต้องสงสัย คำถามคือหากคิดจะตะลุยเที่ยวฝรั่งเศสเมืองแห่งนี้จะมีความปลอดภัยมากน้อยแค่ไหน ลองหาข้อมูลได้ในบทความนี้กันเลย 

ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้เมื่อตะลุยเที่ยวฝรั่งเศส 

ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกพื้นที่ทั่วโลกย่อมมีโอกาสเกิดเรื่องไม่คาดฝันได้เสมอแม้แต่ประเทศที่ตนเองอยู่อาศัยก็ตาม ซึ่งการเที่ยวฝรั่งเศสก็ไม่ต่างกันมากนัก บางครั้งคุณอาจพบเจอกับความโชคร้ายได้ ลำดับแรกจึงอยากพาทุกคนรู้จักกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ 

เที่ยวฝรั่งเศส ปลอดภัยไหม

1. ความเสี่ยงโดยรวม

ความเสี่ยงและอันตรายโดยรวมของการเที่ยวฝรั่งเศสจัดอยู่ในระดับ “ปานกลาง” หมายถึง ทุกคนสามารถเดินทางท่องเที่ยวได้แบบไม่ต้องกังวลใจใด ๆ มากนัก ทั้งนี้หากพูดถึงอันตรายที่เกิดขึ้นกับนักท่องเที่ยวมากสุดต้องยกให้กับการโดนล้วงกระเป๋าและสแกมเมอร์ (หลอกให้โอนเงิน)  

อย่างไรก็ตามอีกสิ่งที่ต้องคอยระวังเอาไว้ด้วยนั่นคือ ประเทศนี้มักเป็นเป้าหมายของผู้ก่อการร้าย ซึ่งถ้าไปเช็กประวัติดูจะพบว่าฝรั่งเศสเคยมีเหตุก่อการร้ายใหญ่ ๆ อยูู่บ้าง แต่เอาเข้าจริงเมื่อดูสถิติอัตราการเกิดความรุนแรงในฝรั่งเศสยังจัดว่าต่ำมากหากเทียบกับเมืองใหญ่อื่น ๆ ทั่วโลก โดยสถิติการเกิดอาชญากรรมรุนแรงรวมถึงการก่อการร้ายเมื่อปี 2019 เฉลี่ยอยู่ที่ 1.35 ต่อประชากร 100,000 คน เท่านั้น จึงต้องคอยเช็กข่าวและระวังตนเองอยู่เสมอ

2. ความเสี่ยงเกี่ยวกับการเดินทางโดยขนส่งสาธารณะ

ไม่ว่าจะเป็นรถไฟ รถราง รถบัส แท็กซี่ หรืออูเบอร์ ความเสี่ยงจัดอยู่ในระดับ “ปานกลาง” ภาพรวมถือเป็นประเทศที่มีระบบขนส่งสาธารณะดีเยี่ยมโดยเฉพาะในเมืองหลวงอย่างกรุงปารีส แม้บางครั้งอาจต้องระวังปัญหาถูกล้วงกระเป๋าระหว่างที่คุณกำลังโดยสารขนส่งสาธารณะหรืออยู่ในสถานีที่ผู้คนพลุกพล่าน ดังนั้นหากใครไม่มั่นใจจะเรียกแท็กซี่หรืออูเบอร์แทนก็ไม่มีปัญหา ปลอดภัยกว่าแต่ค่าใช้จ่ายก็สูงตามด้วยเช่นกัน

3. ความเสี่ยงจากการถูกล้วงกระเป๋า

ต้องบอกว่าการถูกล้วงกระเป๋าเป็นความเสี่ยง “ระดับสูง” ที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนทั้งผู้ที่เที่ยวฝรั่งเศส และชาวฝรั่งเศสเองก็ตาม สถานที่เกิดเหตุมักเป็นที่เที่ยวยอดนิยมหลายแห่ง สถานีรถไฟ ซึ่งมักมีผู้คนพลุกพล่าน ถือเป็นความน่ากังวลใจลำดับต้น ๆ ที่ทุกคนต้องคอยระมัดระวังตนเองเป็นอย่างดี ป้องกันความเสี่ยงที่อาจตกเป็นเหยื่อของเหล่าบรรดาหัวขโมยเหล่านี้

4. ความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ

เรื่องของภัยธรรมชาติถูกจัดให้อยู่ใน “ระดับต่ำ” โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ คุณสามารถท่องเที่ยวได้แบบสบายใจโดยไม่ต้องกลัวว่าจะมีน้ำป่าไหลหลาก แผ่นดินไหว พายุกระหน่ำจนน้ำท่วม ยกเว้นแค่ในช่วงฤดูหนาวที่ต้องคอยระวังเกี่ยวกับการเกิดหิมะถล่มเมื่อเดินทางไปเล่นสกีบริเวณเทือกเขาแอลป์ 

5. ความเสี่ยงจากการโดนก่ออาชญากรรม

ไม่ว่าจะเป็นการปล้น จี้ ลักพาตัว เรียกค่าไถ่ ความเสี่ยงถูกจัดให้อยู่ใน “ระดับปานกลาง” หากมองกันตามมาตรฐานความปลอดภัยของประเทศจริงแล้วอาจถูกจัดให้อยู่ในเกณฑ์ต่ำด้วยซ้ำที่นักท่องเที่ยวจะถูกปล้นหรือลักพาตัวเรียกค่าไถ่ ตำรวจฝรั่งเศสได้มีการบันทึกสถิติเกี่ยวกับการลักทรัพย์ไว้เมื่อปี 2018 เพียงแค่ 1.8% อีกทั้งหัวขโมยมักพุ่งเป้าไปยังบ้านคนท้องถิ่นที่มีฐานะร่ำรวย ดังนั้นหากคุณไม่ได้อยู่ในที่เปลี่ยว หรือมีเครื่องประดับล่อตาล่อใจก็เที่ยวได้แบบไร้กังวล

6. ความเสี่ยงจากการถูกสแกมเมอร์

สำหรับความเสี่ยงที่จะถูกบรรดา Scammer หลอกลวงถูกจัดอยู่ใน “ระดับสูง” ซึ่งก็ไม่ต่างกับเมืองใหญ่และเมืองท่องเที่ยวทั่วโลกนักเท่าใดนัก ด้วยมิจฉาชีพเหล่านี้มีด้วยกันหลายรูปแบบที่พยายามหลอกให้คุณจ่ายเงินหรือโอนเงิน เช่น หลอกว่ามีตั๋วแบบพิเศษ ตั๋วทางลัด ไม่ต้องต่อคิว พบบ่อยมากในปารีสและมาร์กเซย พวกเขามักทำท่าทีตีสนิท จากนั้นก็พูดจาหว่านล้อมเพื่อให้คุณตายใจ สิ่งสำคัญจึงต้องมีสติและรีบตีตัวออกห่างให้เร็วที่สุด

7. ความเสี่ยงด้านอื่น ๆ

นอกจากที่บอกเล่ามาแล้วความเสี่ยงอื่น ๆ ในฝรั่งเศสก็อาจมีอยู่บ้าง เช่น การประท้วงของผู้ชุมนุม การโจรกรรมทั่วไป อาทิ งัดแงะรถ งัดแงะห้องพัก การล่วงละเมิดในพื้นที่สาธารณะ เป็นต้น แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยนัก 

ผู้หญิงเที่ยวฝรั่งเศสคนเดียวอันตรายหรือไม่ 

ในฐานะของการเป็นผู้หญิงหากต้องไปไหนคนเดียวโดยพื้นฐานแล้วต้องมีความระมัดระวังตนเองมากเป็นพิเศษ อย่างไรก็ตามสาว ๆ คนไหนที่อยากเที่ยวฝรั่งเศสคนเดียวชิล ๆ หากไม่นับการถูกล้วงกระเป๋าหรือโดนสแกมเมอร์ ต้องบอกว่านี่คือประเทศที่มีความปลอดภัยต่อผู้หญิงในระดับสูง สถิติการถูกข่มขืนในฝรั่งเศสอยู่ที่ 16.19 คน ต่อประชากร 100,000 คน จัดว่าอยู่ในเกณฑ์ต่ำหากเทียบกับอีกหลายเมืองหรือหลายประเทศ  

อย่างไรก็ตามหากผู้หญิงคนไหนคิดอยากเที่ยวคนเดียวก็ควรวางแผนให้รอบคอบ ระมัดระวังตนเอง และอย่าทำสิ่งใดที่สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดอาชญากรรม จะช่วยให้คุณเที่ยวได้แบบไม่ต้องเจอกับเรื่องร้าย ๆ ส่งผลเสียต่อทั้งสภาพร่างกายและสภาพจิตใจ 

สรุปแล้วเที่ยวฝรั่งเศสปลอดภัยกับนักท่องเที่ยวมากแค่ไหน 

จากคำอธิบายเกี่ยวกับความปลอดภัยของในการใช้ชีวิตอยู่ที่ฝรั่งเศส เบื้องต้นต้องบอกว่านี่คือประเทศที่น่าอยู่และปลอดภัยพอสมควร อัตราการเกิดอันตรายรุนแรงอยู่ในเกณฑ์ต่ำ ส่วนมากมักพบเจอแค่เรื่องการถูกล้วงกระเป๋า ซึ่งถ้าหากเจอเรื่องแบบนี้คุณสามารถแจ้งความกับตำรวจเพื่อขอความช่วยเหลือได้ มีสถิตินักท่องเที่ยวว่าตลอดปี 2019 (ข้อมูลจากรัฐบาลฝรั่งเศส) ในการมาเยือนดินแดนแห่งนี้มากถึง 90 ล้านคน ใครกำลังตัดสินใจว่าจะเที่ยวฝรั่งเศสดีหรือไม่ หากงบพร้อม วางแผนดี ก็ไม่ต้องคิดอะไรมากเลย 

เที่ยวฝรั่งเศส ปลอดภัยไหม

วิธีดูแลตนเองให้ปลอดภัยเมื่อตัดสินใจเที่ยวฝรั่งเศส 

เพื่อความมั่นใจของเหล่าบรรดานักเดินทางที่อยากเปิดประสบการณ์สุดพิเศษเมื่อเยือนเมืองน้ำหอม ก็มีคำแนะนำเบื้องต้นเพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับตนเอง ลดความเสี่ยงต่อการเกิดอาชญากรรม หรือความเสี่ยงต่อเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน 

  • วางแผนการท่องเที่ยวของตนเองอย่างรอบคอบ เช็กข้อมูลการซื้อตั๋ว การจ่ายเงินของขนส่งสาธารณะและสถานที่เที่ยวต่าง ๆ ให้ละเอียด 
  • ถ่ายเอกสารหน้าพาสปอร์ตและหน้าวีซ่าแยกเก็บเอาไว้เผื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันจะได้ใช้เพื่อทำเรื่องต่าง ๆ ง่ายขึ้น  
  • แต่งตัวแบบมิดชิด ไม่ต้องสวมใส่เครื่องประดับมากเกินไป  
  • พยายามเก็บกระเป๋าสตางค์ มือถือ พาสปอร์ต วีซ่า และของสำคัญไว้ในกระเป๋าสะพายหน้าของตนเอง ไม่แนะนำให้เก็บไว้กับกระเป๋าเป้สะพายหลังเพราะอาจถูกล้วงหรือกรีดกระเป๋าได้ง่ายกว่า 
  • ไม่เดินทางไปในพื้นที่เปลี่ยว รกร้าง หรือพื้นที่สุ่มเสี่ยงตามลำพัง 
  • อย่ามีปฏิสัมพันธ์กับคนแปลกหน้ามากเกินไป โดยเฉพาะเวลาใครเข้ามาชวนคุยด้วย อย่าหลงเชื่อและพยายามตีตัวออกห่างให้เร็วเข้าไว้ 
  • หากสงสัยว่าตนเองอาจถูกล้วงกระเป๋าต้องรีบสำรวจสิ่งของพร้อมมองหาตำรวจหรือทหาร ซึ่งจะแต่งเครื่องแบบอยู่บริเวณนั้นให้ช่วยจัดการกับหัวขโมยโดยเร็วที่สุด อย่าไปตามจับด้วยตนเองเด็ดขาดเพราะอาจเสี่ยงต่อการเกิดอันตรายได้ 
  • หากมีข่าวไม่พึงประสงค์เกี่ยวกับการก่อการร้าย พยายามหลีกเลี่ยงสถานที่ผู้คนพลุกพล่าน และคอยติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด 
  • ซื้อประกันเดินทางต่างประเทศแพ็กเกจที่ให้ความคุ้มครองแบบครอบคลุมทั้งร่างกายและทรัพย์สิน เพราะอย่างน้อยหากเกิดเรื่องไม่คาดฝันก็ยังเบาใจด้านค่าความเสียหายลงบ้าง 

จากข้อมูลทั้งหมดนี้ช่วยยืนยันได้ว่าทุกคนสามารถเที่ยวฝรั่งเศสได้อย่างมั่นใจ ปลอดภัย และไม่ต้องกังวลกับความเสี่ยงใด ๆ มากเกินไปนัก อย่างไรก็ตามในการเดินทางไปยังยุโรปก็ต้องมีการทำประกันเดินทางต่างประเทศอยู่เสมอทั้งเอาไว้ใช้ยื่นขอวีซ่าและเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายต่าง ๆ กรณีเกิดเหตุไม่คาดฝัน จึงขอแนะนำ “ประกันเดินทางสำหรับฝรั่งเศส” จาก Luma ราคาเริ่มต้นเพียง 55 บาท คุ้มครองสูงสุดถึง 5 ล้านบาท ใช้ยื่นวีซ่าได้แบบไร้กังวล คุ้มครอบการติดเชื้อโควิด-19 มีบริการช่วยเหลือตลอด 24 ชม. ซื้อง่ายผ่านช่องทางออนไลน์ ไม่ว่าเดินทางไปที่ไหนก็สบายใจทุกทริป

คำแนะนำเพิ่มเติมสำหรับการเดินทางปลอดภัยในฝรั่งเศส:

DBD logo

ใบอนุญาตจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

เลขที่ 0105555036794

OIC logo

ใบอนุญาตนายหน้าประกันวินาศภัย เลขที่00008/2555  

ใบอนุญาตนายหน้าประกันภัย เลขที่ ช00012/2564

BOI logo

ได้รับการรับรองจาก BOI 2927/2555

บริษัท ลูม่า แคร์ จำกัด, 57 ปาร์คเวนเชอร์ อีโคเพล็กซ์ ชั้น 9 ยูนิต 912 ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330

Copyright © 2026 lumahealth.com. All Rights Reserved.   นโยบายความเป็นส่วนตัว