เที่ยวสเปน ไม่ควรพลาดการชมปราสาทที่ไหนบ้าง

ปฏิเสธไม่ได้ว่าไฮไลต์สำคัญอย่างหนึ่งของนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่มีโอกาสไปเยือนประเทศสเปนนั่นคือ การสัมผัสกับ “ปราสาทสเปน” อันแสนมีมนต์ขลัง ทั้งเรื่องสถาปัตยกรรมอันแสนงดงามตั้งแต่ยุคโบราณที่ยังคงตั้งตระหง่านแสดงถึงร่องรอยอารยธรรมไม่เปลี่ยน ความคลาสสิกอันหาสิ่งอื่นใดเปรียบ แถมทั่วประเทศยังมีปราสาทหลายแห่งให้ได้เก็บภาพที่ระลึกอีกด้วย จึงอยากพาทุกคนสัมผัสกับ 6 ปราสาทสุดขลังพร้อมยืนยันว่าห้ามพลาดจริง ๆ เมื่อเที่ยวสเปน สวยงาม น่าประทับใจจนลืมไม่ลง

เที่ยวปราสาทที่สเปน

Alcázar of Segovia ต้นแบบปราสาทเทพนิยายสุดอลังการ

เริ่มกันด้วยปราสาทสเปนแห่งแรกที่งดงามเกินบรรยายและยังถูกใช้เป็นต้นแบบของปราสาทเจ้าหญิงซินเดอเรลล่าในการ์ตูนดิสนีย์ หนึ่งในปราสาทที่มีความงดงามมากสุดของสเปนแห่งนี้ตั้งอยู่ในเมืองเซโกเบีย (Segovia) ความพิเศษแรกคือถูกสร้างขึ้นบนผาหินฝั่งตะวันตกของย่านเมืองเก่าอยู่เหนือจุดบรรจบกันระหว่างแม่น้ำ Eresma และ Clamores

ปราสาทแห่งนี้ถูกบันทึกอยู่ในประวัติศาสตร์ตั้งแต่ช่วงราวศตวรรษที่ 12 แต่ในความเป็นจริงคาดว่าถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ยุคโรมันโบราณเนื่องจากมีหลักฐานยืนยันการมีอยู่ของสถานที่สำคัญอย่างสะพานส่งน้ำเซโกเบีย แต่ไม่มีใครรู้ว่าชื่อเก่าคืออะไร เดิมทีถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นป้อมปราการตามแบบฉบับอาหรับ กระทั่งมีการปรับรูปแบบให้ได้กลิ่นอายความเป็นสถาปัตยกรรมแนวโกธิกโบราณจากช่างฝีมือชาวสเปนยุคของพระเจ้าจอห์นที่ 2 และพระเจ้าเฮนรีที่ 4 เพื่อใช้เป็นสถานที่ประทับของพระราชวงศ์คาสติล (Castile)

ความรู้สึกของหลายคนที่ได้เห็นกับตาตนเองมักบอกว่าปราสาทแห่งนี้มีความขลัง หนักแน่น แข็งแกร่ง ดูน่าเกรงขามเนื่องจากจุดประสงค์แรกเพื่อป้องกันข้าศึกนั่นเอง แถมภายในยังมีทางเดินลับอยู่หลายจุดมากอีกด้วย รับรองน่าประทับใจไม่ลืมแน่

เวลาเปิด-ปิด: เปิดให้เข้าชมทุกวัน 10.00 – 20.00 น.
สถานที่ตั้ง: Pl. Reina Victoria Eugenia, s/n, 40003 Segovia
การเดินทาง: เมื่อถึงเมืองเซโกเบียสามารถนั่งรถบัสท้องถิ่นสาย 11 ลงป้าย Acueducto 3 แล้วเดินต่อประมาณ 15 นาที
พิกัด: กดดูพิกัด

เที่ยวปราสาทที่สเปน

Palace of Charles V ปราสาทสเปนดีไซน์สุดแปลกตา

ปราสาทแห่งต่อมาตั้งอยู่ในเมืองกรานาดา (Granada) มีจุดเริ่มต้นจากพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 5 ต้องการสถานที่พักผ่อนอันแสนสะดวกสบายของทั้งตนเองและเชื้อพระวงศ์ เหตุผลสำคัญคือ พระราชวัง Alcázar ซึ่งเป็นสถานที่ประทับช่วงฤดูร้อนไม่ครอบคลุมมากพอ จึงมีพระดำรัสสั่งให้สร้างถัดจากพระราชวัง Alhambra บนจุดสูงสุดของยอดเนินเขา Sabika ปราสาทสเปนสุดงดงามจึงเริ่มก่อสร้างในปี 1527 ก่อนจะแล้วเสร็จปี 1957 ซึ่งความล่าช้ามาจากหลายปัจจัย เช่น ขาดงบประมาณ การก่อจลาจล การออกแบบหลายขั้นตอน และอื่น ๆ

ความแปลกตาของสถานที่แห่งนี้คือด้านนอกถูกออกแบบให้เป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสกว้าง 63 เมตร ยาว 17 เมตร ขณะที่ด้านในดีไซน์ออกมาเป็นลักษณะวงกลมจึงนับเป็นปราสาทที่มีความโดดเด่น แปลกตา และเฉพาะตัวมาก ๆ ในสเปน สถาปัตยกรรมยุคเรเนซองส์ที่ไม่เหมือนใคร

การตกแต่งจะเน้นทางฝั่งทิศใต้และตะวันตก ขณะที่ทิศเหนือและตะวันออกจะทำเพียงบางส่วน เนื่องจากอยู่ติดกับพระราชวัง Alhambra ตัวอาคารทำจากหิน ขณะที่อาคารตรงกลางด้านหน้าเป็นหินอ่อนสุดตระการตา บ่งบอกความเป็นศิลปะในยุคเรเนซองส์ของสเปนได้แบบไร้ที่ติดอย่างมาก

เวลาเปิด-ปิด: เปิดให้เข้าชมทุกวัน แบ่งเป็น 2 รอบ คือ 08.30 – 20.00 น. (วันอาทิตย์กับวันจันทร์มีแค่รอบนี้รอบเดียว) และ 22.00 – 23.30 น.
สถานที่ตั้ง: C. Real de la Alhambra, s/n, 18009 Granada
การเดินทาง: เมื่อถึงเมืองกรานาดาสามารถนั่งรถบัสท้องถิ่นสาย C32 ลงป้าย Puerta de la Justicia แล้วเดินต่อประมาณ 3 นาที
พิกัด: กดดูพิกัด

เที่ยวปราสาทที่สเปน

Aljafería Palace ปราสาทพร้อมป้อมปราการน่าเกรงขาม

เที่ยวสเปนสัมผัสกับความคลาสสิกของเรื่องราวความรุ่งเรืองในอดีตกันต่อ ปราสาทแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 11 ตั้งอยู่ในเมืองซาราโกซา (Zaragoza) โดดเด่นด้วยการออกแบบทางสถาปัตยกรรมแบบอิสลาม มีหอคอยทรงกลมตั้งตระหง่านมองเห็นแต่ไกล โอบล้อมด้วยป้อมปราการขนาดใหญ่เพิ่มความน่าเกรงขามกับฝ่ายศัตรูที่จะยกทัพเข้ามาโจมตีเมื่อครั้งอดีต ด้านในบริเวณลานเซนต์มาร์ตินเป็นจุดแลนด์มาร์กที่เหมาะกับการถ่ายรูปความงดงามตามแบบสถาปัตยกรรมสุดคลาสสิก มีช่องประตูแบบมัวร์ โบสถ์ขนาดเล็กแบบมูเดฆาร์ และหอคอยทรูบาดอร์ ที่เป็นหอคอยสี่เหลี่ยมสุดแปลกตา

เดิมทีปราสาทสเปนแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นสถานที่ประทับของกษัตริย์ซึ่งปกครองดูแลพี่น้องมุสลิม (นิยมเรียกว่า “แขกมัวร์) กระทั่งเวลาต่อมาก็ถูกเปลี่ยนเป็นสถานที่ประทับของกษัตริย์คริสต์แห่งอารากอน และกษัตริย์คาทอลิกแห่งสเปน ความพิเศษมากกว่าคือปัจจุบันบางส่วนของปราสาทยังถูกใช้งานเป็นที่ทำการใหญ่ของรัฐสภาประจำภูมิภาคอีกด้วย แวะมาได้เลยไม่ผิดหวังแน่

เวลาเปิด-ปิด: เปิดให้เข้าชมทุกวัน แบ่งเป็น 2 รอบ คือ 10.00 – 14.00 น. และ 16.30 – 20.00 น. (ยกเว้นวันที่มีการประชุมรัฐสภา)
สถานที่ตั้ง: C. de los Diputados, s/n, 50003 Zaragoza
การเดินทาง: เมื่อถึงเมืองซาราโกซาสามารถนั่งรถบัสท้องถิ่นสาย 34 ลงป้าย Diputados (Aljaferia) แล้วเดินต่อประมาณ 4 นาที
พิกัด: กดดูพิกัด

เที่ยวปราสาทที่สเปน

Castle of Bellver ปราสาทสไตล์โกธิกบนเนินเขา

เที่ยวสเปนกันให้เพลินกับปราสาทที่แปลจากภาษากาตาลันได้ว่า “ทิวทัศน์อันสวยงาม” ด้วยทำเลที่ตั้งบนยอดเขาสูงตระหง่านด้านทิศตะวันตกของเกาะปาลมาส (Palmas) เมืองมายอร์กา (Mallorca) โอบล้อมด้วยไม้สนกลิ่นหอม ไม่มีความพิเศษไหนจะดีไปมากกว่าการเยือนสเปนที่นี่อีกแล้ว ปราสาททรงกลมเพียงแห่งเดียวในประเทศและเป็นสถานที่สำคัญของเมือง

ตามประวัติศาสตร์ ปราสาทแห่งนี้สร้างขึ้นตั้งแต่ยุคศตวรรษที่ 14 เพื่อเป็นป้อมปราการขนาดยักษ์ มีความโอ่อ่า และในทางสถาปัตยกรรมยังถือเป็นผลงานชิ้นเอกสไตล์โกธิกคาตาลันด้วย ปราสาทนี้มักมีกษัตริย์แวะเวียนมาพักผ่อนช่วงฤดูร้อนระยะสั้น ๆ อย่างไรก็ตาม ก็เคยเป็นสถานที่คุมขังนักโทษมายาวนานกว่า 6 ศตวรรษ

ปัจจุบันปราสาทแห่งนี้ยังคงถูกอนุรักษ์ไว้อย่างดี มีคูน้ำและสะพานชักเหมือนเมื่อครั้งอดีต หอคอยสูง 3 จุด และหอคอยหลัก 1 จุด ซึ่งรู้จักกันในชื่อ Torre del Homenaje เชื่อมต่อกับปราสาทหลักด้วยสะพานขนาดเล็ก ลานกลางทรงกลม มีสองชั้น ชั้นล่างประกอบด้วยซุ้มโค้งแบบคาตาลันโรมาเนสก์ส่วนชั้นบนเป็นศิลปะแบบโกธิคโค้ง ดีงามจนไม่อยากให้พลาด

เวลาเปิด-ปิด: เปิดให้เข้าชมวันอังคาร – วันเสาร์ เวลา 10.00 – 18.00 น. วันอาทิตย์ เวลา 10.00 – 14.00 น. หยุดวันจันทร์
สถานที่ตั้ง: Carrer Camilo José Cela, s/n, 07014 Palma, Illes Balears
การเดินทาง: เมื่อถึงเมืองซาราโกซาสามารถนั่งรถบัสท้องถิ่นสาย 4 หรือ 46 ลงป้าย 61-Joan Miró – s’Aigua Dolça แล้วเดินต่อประมาณ 15 นาที
พิกัด: กดดูพิกัด

เที่ยวปราสาทที่สเปน

Palace of the Kings of Navarre of Olite ปราสาทสุดคลาสสิก

พระราชวังแห่งนี้มีอีกชื่อว่า The Royal Palace of Olite หนึ่งในสถานที่ประทับของราชสำนักแห่งอาณาจักรนาวาร์ (Navarre) มาตั้งแต่ยุคสมัยพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 กระทั่งได้รวมเป็นหนึ่งกับอาณาจักรคาสตีล (Castile) เมื่อปี 1512 และยังคงทำหน้าที่เป็นสถานที่พำนักของผู้ว่าราชการแทนกษัตริย์หากพระองค์เสด็จเยือนต่างประเทศหรือไม่ได้อยู่ในอาณาจักร

อย่างไรก็ตามในปี 1813 พระราชวังแห่งนี้ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากการเกิดเพลิงไหม้ (ยกเว้นบริเวณโบสถ์) ด้วยฝีมือการรุกรานฝรั่งเศสของจักรพรรดินโปเลียน กระทั่งได้รับการบูรณะขึ้นมาใหม่อีกครั้งเมื่อปี 1937 ซึ่งใช้ระยะเวลายาวนานมากกว่า 30 ปี ถึงกลับสู่งานสถาปัตยกรรมแบบเดิมที่งดงามและทุกคนคุ้นเคยกันดี

ภายในปราสาทมีความโอ่อ่า ใหญ่โตกว้างขวาง แต่เป็นเรื่องน่าเสียดายหลังเหตุการณ์ไฟไหม้ การตกแต่งบางอย่างได้สูญหายไปเนื่องจากไม่มีช่างคนไหนรับรู้ได้ถึงงานดีไซน์ในยุคอดีต นับเป็นอีกความน่าประทับใจสำหรับคนที่มีโอกาสได้ไปเยือนสเปนอย่างแน่นอน

เวลาเปิด-ปิด: เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 10.00 – 19.00 น. ยกเว้นวันศุกร์และวันเสาร์เปิดถึง 20.00 น.
สถานที่ตั้ง: Pl. Carlos III El Noble, 4, 31390 Olite, Navarra
การเดินทาง: เมื่อถึงเมืองนาวาร์ราสามารถนั่งรถไฟลงสถานี Olite แล้วเดินต่อประมาณ 5 นาที
พิกัด: กดดูพิกัด

เที่ยวปราสาทที่สเปน

Palau Reial Major ปราสาทสุดอลังการแห่งคาตาลัน

ปราสาทสเปนแห่งสุดท้ายตั้งอยู่ที่เมืองบาร์เซโลน่า (Barcelona) เดิมทีเป็นสถานที่ประทับของเคานต์แห่งบาร์เซโลน่าก่อนจะเปลี่ยนเป็นกษัตริย์แห่งอารากอน สถาปัตยกรรมของปราสาทแห่งนี้จะเป็นอาคาร 3 หลัง บริเวณ Salón de Tinell เป็นจุดประกอบพิธีกรรมโดดเด่นด้วยดีไซน์ทรงโค้งปิดทึบแบบเดียวกับงานศิลปะแบบโรมันยุคเก่า

บริเวณโบสถ์ Palatine Santa Ágata จะมีแท่นบูชาของ Constable Peter of Portugal สร้างขึ้นโดยศิลปิน Jaime Huguet ซึ่งมีผลงานชิ้นเอกเป็นภาพวาดโกธิคคาตาลัน และจุดสุดท้ายเป็นพระราชวัง Lloctinent สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 16 โดย Antoni Carbonell นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่าสถานที่แห่งนี้มีการนำเอาศิลปะความงดงามระหว่างโกธิกตอนปลายและเรเนซองส์ตอนต้นเข้ามาผสานกันได้อย่างลงตัว

ทุกคนที่ได้สัมผัสเมื่อมาเที่ยวสเปนที่นี่ต่างยืนยันเป็นเสียงเดียวกันในด้านความงดงามและมีประวัติศาสตร์ยาวนาน พื้นที่อันแสนยิ่งใหญ่และความโอ่อ่าทุกอย่างบ่งบอกเรื่องราวในอดีตของชนชาติสเปนที่ยังคงชัดเจนได้แบบไม่เสื่อมคลาย

เวลาเปิด-ปิด: เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 10.00 – 19.00 น. ยกเว้นวันอาทิตย์เปิดถึง 20.00 น.
สถานที่ตั้ง: Palau Reial Major, C. dels Comtes, 2, 08002 Barcelona
การเดินทาง: เมื่อถึงเมืองบาร์เซโลน่าสามารถนั่งรถไฟลงสถานี Barcelona-Paseo De Gracia แล้วเดินต่อประมาณ 15 นาที
พิกัด: กดดูพิกัด

นี่คือปราสาทของประเทศสเปนทั้ง 6 แห่งสำหรับคนที่วางแผนเที่ยวสเปนพร้อมชมความอลังการแห่งประวัติศาสตร์ และอย่าลืมทุกครั้งที่ต้องเดินทางไปเมืองนอกก็เพิ่มความอุ่นใจให้กับตนเองได้ง่าย ๆ ด้วยการมีประกันเดินทางต่างประเทศ ซึ่งใครที่กำลังมองหาประกันดี ๆ สักฉบับต้องไม่พลาด ประกันเดินทางสเปน จาก LUMA ซื้อง่ายผ่านช่องทางออนไลน์ สะดวกมากกว่าใคร ให้คุ้มครองสูงสุดถึง 5 ล้านบาท ครอบคลุมการรักษาหากติดเชื้อโควิด-19 ใช้ยื่นขอวีซ่าได้แบบไร้กังวล ทริปไหนก็พร้อมเปิดประสบการณ์ใหม่ให้ชีวิต

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเดินทางในสเปน:

เมืองบาทูมิ (Batumi) อีกหนึ่งเมืองน่าเที่ยว! เมื่อไปเยือนจอร์เจีย

มีคำนิยามว่าหากต้องการเที่ยวยุโรปราคาแสนประหยัดแต่ได้ฟิลไม่ต่างจากประเทศยอดนิยม การมีโอกาส “เที่ยวจอร์เจีย” ถือเป็นจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวทุกคนไม่ควรพลาด ความเงียบสงบของบ้านเมือง โอบล้อมด้วยธรรมชาติ สภาพอากาศแสนสบาย นี่คือเสน่ห์อันแสนเย้ายวนใจที่พร้อมท้าทายสักครั้งในชีวิต ซึ่งใครก็ตามหากได้มาเยือนประเทศจอร์เจียนอกจากเมืองหลวงอย่างกรุงทบิลิซีแล้ว อีกเมืองห้ามพลาดและขอแนะนำให้รู้จักกันนั่นคือ “เมืองบาทูมิ” (Batumi) จะดีงามแค่ไหนจัดไปเลย

เมืองบาทูมิ (Batumi) ดินแดนแสนบริสุทธิ์บนพื้นที่ 2 ทวีป

เมืองบาทูมิ (Batumi) ประเทศจอร์เจีย ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ริมฝั่งทะเลดำ ขนาดพื้นที่ราว 64.9 ตารางกิโลเมตร นับเป็นเมืองขนาดใหญ่อันดับ 2 ของประเทศรองจากกรุงทบิลิซี และยังเป็นเมืองหลวงของสาธารณรัฐปกครองตนเองอัดจารา (Adjara) ด้วย ตามประวัติศาสตร์คาดว่าน่าจะเริ่มมีผู้คนเข้ามาอยู่อาศัยและก่อสร้างเป็นเมืองตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 8 ปัจจุบันมีประชากรราว 170,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวชาติพันธุ์จอร์เจีย

ลักษณะภูมิอากาศจัดอยู่กลุ่มเมืองแบบกึ่งเขตร้อนใกล้ทางสันเขาคอเคซัสเนื่องจากอิทธิพลของลมทะเลในทะเลดำ และเมื่อลมเหล่านั้นพัดเข้าปะทะกับเนินเขาและเทือกเขาบริเวณใกล้เคียงจึงมักทำให้เกิดฝนตกชุกแทบตลอดปี ถือเป็นเมืองที่มีฝนหนาแน่นมากสุดของประเทศและดินแดนแถบเขาคอเคซัสก็ว่าได้

อุณหภูมิเฉลี่ยทั้งปีอยู่ประมาณ 14 องศาเซลเซียส โดยช่วงเดือนมกราคมจะมีอากาศหนาวเย็นมากสุดเฉลี่ย 7 องศาเซลเซียส ขณะที่เดือนสิงหาคมอุณหภูมิร้อนมากสุดเฉลี่ย 22 องศาเซลเซียส อย่างไรก็ตามบางปีที่อากาศร้อนจัดอาจขึ้นไปแตะ 30-35 องศาเซลเซียสได้ ดังนั้นนักท่องเที่ยวที่สนใจเดินทางมาเที่ยวจอร์เจียกับเมืองแห่งนี้ต้องคอยเช็กสภาพอากาศอยู่เสมอ

ด้านเศรษฐกิจของเมืองแห่งนี้เติบโตขึ้นจากภาคการท่องเที่ยวและธุรกิจคาสิโน ถึงขนาดได้รับฉายาว่า “ลาสเวกัสแห่งทะเลดำ” ใครเป็นสายเสี่ยงโชคก็สามารถมาลุ้นรางวัลพร้อมกับความสนุกได้ มีคาสิโนถูกกฎหมายเปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ส่วนสภาพแวดล้อมภายในเมืองหลังจากช่วงปี 2010 ได้เกิดการก่อสร้างอาคารสูงจำนวนมากแต่ก็ยังคงสัมผัสได้ถึงสถาปัตยกรรมยุคศตวรรษที่ 19 ซึ่งถูกบูรณะให้ยังคงความงดงามไม่เปลี่ยนแปลง

เมืองบาทูมิ

จะเดินทางไปเมืองบาทูมิอย่างไร

สำหรับการเดินทางไปเมืองบาทูมิ หลังจากนั่งเครื่องบินจากท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิมายังท่าอากาศยานนานาชาติทบิลิซี (Tbilisi International Airport) เรียบร้อยแล้ว นักท่องเที่ยวสามารถเลือกเดินทางได้หลายวิธี ดังนี้

  • เดินทางด้วยเครื่องบินจากสนามบินนานาชาติทบิลิซี (Tbilisi International Airport) ไปยังท่าอากาศยานนานาชาติบาทูมิ (Batumi International Airport) ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง
  • เดินทางด้วยรถไฟสาย Georgian Railway จากกรุงทบิลิซีถึงบาทูมิ ใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง 15 นาที
  • เดินทางด้วยรถบัสสาย Metro Georgia จากกรุงทบิลิซีถึงบาทูมิ ใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมง
  • เดินทางด้วยรถตู้ขนส่ง (มินิมบัส) เริ่มจากป้าย Tbilisi Didube มาลงยัง Kutaisi Bus station เมือง Kutaisi ใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง จากนั้นนั่งต่อไปยังบาทูมิอีก 3 ชั่วโมง รวม 7 ชั่วโมง

ไปเที่ยวเมืองบาทูมิช่วงไหนดี

จริง ๆ แล้วต้องบอกว่าการเที่ยวเมืองบาทูมิสามารถไปได้ตลอดทั้งปีขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคนในการสัมผัสกับสภาพอากาศและธรรมชาติอันแสนงดงาม ซึ่งใครที่วางแผนเที่ยวจอร์เจียในเมืองแห่งนี้จะขอแนะนำเป็นฤดูกาลเพื่อให้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้น

ฤดูใบไม้ผลิ

อยู๋ระหว่างเดือนมีนาคม – เดือนพฤษภาคม ช่วงนี้อากาศกำลังเย็นสบายมาก อุณหภูมิเฉลี่ย 10-24 องศาเซลเซียส ต้นไม้ดอกไม้บริเวณเทือกเขาผลิบานเป็นสีเขียวขจี สามารถเดินเล่นชิล ๆ ตามชายหาดก็ไม่จัดว่าหนาวเย็นมากเกินไปนัก

ฤดูร้อน

อยู๋ระหว่างเดือนมิถุนายน – เดือนสิงหาคม เป็นเดือนที่ชาวจอร์เจียจะชื่นชอบมากเป็นพิเศษในการเที่ยวบาทูมิ อุณหภูมิเฉลี่ย 16-30 องศาเซลเซียส ทะเลดำและบ่อนคาสิโนคือเป้าหมายของการสัมผัสความพิเศษในทริปช่วงซัมเมอร์แบบไม่ต้องสงสัย

ฤดูใบไม้ร่วง

อยู๋ระหว่างเดือนกันยายน – เดือนพฤศจิกายน อากาศจะกลับมาเย็นอีกครั้งแต่ยังไม่ถึงกับหนาวมาก อุณหภูมิเฉลี่ย 10-24 องศาเซลเซียส ดอกไม้ใบไม้เปลี่ยนสี และอาจมีฝนตกชุกมากกว่าฤดูอื่นกันสักนิดแต่ก็ไม่ถึงกับทำให้ทริปเสียหาย

ฤดูหนาว

ระหว่างเดือนธันวาคม – เดือนกุมภาพันธ์ สภาพอากาศจะค่อนไปทางหนาวเย็นถึงหนาวจัด อุณหภูมิ 2-5 องศาเซลเซียส บริเวณเทือกเขาคอเคซัสจะได้รับความนิยม มีหิมะโปรยปรายให้เห็นเป็นปกติแม้อยู่ใกล้กับทะเลดำก็ตาม เป็นอีกช่วงที่น่าท่องเที่ยวมาก

เมืองบาทูมิ

กิจกรรมที่คุณไม่ควรพลาด เมื่อไปเที่ยวเมืองบาทูมิ จัดเต็มกันได้เลย

หลังทำความรู้จักกับเมืองบาทูมิกันพอสมควร เชื่อว่าคงทำเอาหลาย ๆ คนเริ่มสนใจกับการเยือนจอร์เจียกันมากขึ้นแบบไม่ต้องสงสัย ซึ่งใครที่อยากรู้ว่าบาทูมิมีกิจกรรมอะไรห้ามพลาดบ้าง นี่คือ 4 ความว้าวที่บอกได้เลยว่ายังไงก็ต้องทำ!!!

เดินเล่นที่บาทูมิยุโรปสแควร์ (Batumi Europe Square)

กิจกรรมแรกสำหรับสายชิลเมื่อเที่ยวเมืองบาทูมิ เน้นสัมผัสกับกลิ่นอายของชาวจอร์เจียและชาวอัดจารา สูดอากาศอันแสนบริสุทธิ์ ชมสถาปัตยกรรมสวย ๆ จากยุคศตวรรษที่ 19 ของเมือง แถมยังได้ช้อปปิ้งกันเพลินอีกต่างหาก นี่จึงเป็นจุดที่ต้องไปให้ได้ สำหรับคนไทยจะเรียกสั้น ๆ ว่า “จัตุรัสยุโรป” ซึ่งอย่างที่บอกว่าโดยรอบของจัตุรัสแห่งนี้มีจุดน่าสนใจเยอะมาก เช่น สวนสาธารณะ พิพิธภัณฑ์ โบสถ์ วิหาร อาคารยุคโบราณคลาสสิก ร้านอาหาร คาเฟ่ ร้านขายของที่ระลึก และอีกเพียบ อยู่กันได้ทั้งวันไม่เบื่อแน่

พักผ่อนหย่อนใจที่สวนมิราเคิลพาร์ก (Miracle Park)

สวนสาธารณะประจำเมืองที่มีความเงียบสงบและยังได้สัมผัสกับบรรยากาศความแปลกใหม่ผ่านงานสถาปัตยกรรมที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้ทุกคนใกล้ชิดเรื่องราวในอดีตไม่ว่าจะเป็น

  • Batumi lighthouse ประภาคารแห่งแรกในเมืองบาทูมิ สร้างขึ้นเมื่อปี 1863
  • Me, You and Batumi’ sculpture เป็นงานรูปปั้นสัมฤทธิ์ชาย-หญิงกำลังดื่มกาแฟอันบ่งบอกถึงวัฒนธรรมและการใช้ชีวิตของชาวเมือง เป็นจุดยอดนิยมในการถ่ายรูปด้วย
  • Batumi Ferris wheel ชิงช้าสวรรค์ขนาดยักษ์สูง 55 เมตร เมื่อขึ้นไปแล้วได้สัมผัสกับวิวเมืองแบบ 360 องศา อีกประสบการณ์ชั้นยอดกับการเยือนจอร์เจียที่คุณต้องหลงรัก
  • Batumi yacht club ด้วยความเป็นเมืองท่าจึงไม่แปลกที่กิจกรรมล่องเรือใบจะเป็นอีกไฮไลต์ของการพักผ่อนที่สวนแห่งนี้
เมืองบาทูมิ

เยี่ยมชมประติมากรรมอลีและนีโน (Ali and Nino Statue)

สุดยอดงานประติมากรรมที่โด่งดังมาก ๆ ของเมืองบาทูมิ ตามประวัติในงานเขียนวรรณกรรมเรื่อง Ali and Nino ผลงานของ Kurban Said คือรูปปั้น Ali เป็นหนุ่มชาวอาเซอร์ไบจาน ขณะที่รูปปั้น Nino เป็นสาวชาวจอร์เจียผู้นับถือศาสนาคริสต์ เมื่อโซเวียตเข้ามารุกรานทำให้พวกเขาทั้ง 2 ไม่อาจครองรักกันได้ ตำนานนี้ถูกเล่าขานสืบต่อกันมากระทั่ง Tamara Kvesitadze ศิลปินชื่อดังชาวจอร์เจียได้ตัดสินใจเนรมิตแผ่นเหล็กสูง 8 เมตร แกะสลักจนเป็นรูปปั้นของทั้งคู่ นอกจากนักท่องเที่ยวจะถ่ายรูปกันเพลินแล้ว ช่วงเวลา 19.00 น. ของทุกวัน ตัวรูปปั้นจะหันหน้าเข้าหากันคล้ายกำลังจุมพิตด้วย อีกความโรแมนติกที่น่าประทับใจมาก

ชมวิวมุมสูงจากหอคอยตัวอักษร (Alphabetic Tower)

ปิดท้ายกิจกรรมสุดพิเศษในเมืองบาทูมิด้วยการขึ้นไปชมวิวสวย ๆ กันได้เลย นี่คือที่เที่ยวบาทูมิและจอร์เจียที่มีชื่อเสียงมาก สร้างขึ้นมาตั้งแต่ปี 2011 ผลงานของ Alberto Domingo Cabo และ Carlos Lazaro ตัวหอคอยสูง 130 เมตร ภายนอกมีการประดับด้วยอักษรจอร์เจียสลักบนแผ่นอะลูมิเนียมถึง 33 ตัว แต่ละตัวสูง 4 เมตร ขณะที่ภายในมีทั้งร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก ฯลฯ ไฮไลท์คือการขึ้นไปบนชั้นสูงสุดเพื่อชมวิวแบบ 360 องศา ป่าไม้ ทะเล ภูเขา บ้านเรือน อาคารต่าง ๆ มองเห็นจนสุดลูกหูลูกตากันเลย

และนี่คือความพิเศษของการมีโอกาสได้เยือนเมืองบาทูมิ บอกเลยการเที่ยวจอร์เจียครั้งนี้ของคุณจะพิเศษมากขึ้นอีกหลายเท่า อย่างไรก็ตามทุกครั้งที่วางแผนเดินทางไปเมืองนอก การซื้อประกันเดินทางต่างประเทศถือเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามเด็ดขาด ซึ่งใครที่กำลังมองหาประกันเดินทางดี ๆ สักฉบับขอแนะนำ ประกันเดินทางสำหรับประเทศจอร์เจีย จาก Luma  คุ้มครองสูงสุดถึง 5 ล้านบาท ซื้อง่ายผ่านช่องทางออนไลน์ ยื่นวีซ่าได้แบบสบายใจ ให้ความคุ้มครองจากการติดเชื้อโควิด-19 พร้อมบริการช่วยเหลือ 24 ชม. คุ้มค่าขนาดนี้จะทริปไหนก็หายห่วงแน่นอน

อ่านเพิ่มเติม:

5 เทศกาลในกรีซที่ควรค่าแก่การเยี่ยมชม เมื่อไปเที่ยวประเทศกรีซ

หากเอ่ยถึงประเทศที่มีอารยธรรมอันแสนยาวนาน แถมปัจจุบันยังคงมีสิ่งที่บอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ได้อย่างน่าประทับใจ “ประเทศกรีซ” คือคำตอบที่ไม่ต้องมีข้อสงสัยใด ๆ ทั้งสิ้น สถาปัตยกรรมสุดคลาสสิกที่ยังคงตั้งตระหง่านไม่เปลี่ยนแปลง แต่ไม่ใช่เพียงแค่นั้นหากมีโอกาสได้เที่ยวกรีซอีกสิ่งห้ามพลาดเป็นอันขาดนั่นคือ “เทศกาลในกรีซ” ซึ่งมีความพิเศษและโดดเด่นด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัวเป็นอย่างมาก ใครอยากรู้ว่ามีเทศกาลไหนน่าสนใจ จัดขึ้นในช่วงใด ตามมาทางนี้เลย!

เทศกาลในกรีซ

เทศกาลเด่น ๆ ในกรีซที่ไม่ควรพลาด ประทับใจแบบไม่รู้ลืม

กรีซถือเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวจำนวนมากรวมถึงคนไทยที่อยากสัมผัสกับความสวยงามและย้อนรอยสู่เรื่องราวในอดีต แต่การเที่ยวกรีซอย่างที่บอกว่าไม่ใช่มีแค่เรื่องสถาปัตยกรรมสุดงดงามเท่านั้น แต่เทศกาลในกรีซก็เป็นอีกไฮไลต์ที่หลายคนหลงรัก จึงได้คัดสรรเฉพาะเทศกาลสุดพิเศษและมีชื่อเสียงพร้อมให้ทุกคนวางแผนเพื่อสัมผัสด้วยตนเองกันแล้ว

เทศกาล Orthodox Easter

เทศกาลแรกที่ขอแนะนำและนับเป็นเทศกาลในกรีซที่มีความยิ่งใหญ่อันดับต้น ๆ เลยก็ว่าได้ โดยเฉพาะผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์นิกายออร์โทดอกซ์ ด้วยความเชื่อว่านี่เป็นช่วงเวลาที่พระเยซูได้ทรงคืนพระชนม์กลับมาอีกครั้ง ภายในงานจะจัดการเฉลิมฉลองสุดอลังการเกินบรรยาย ขบวนพาเหรด แสง สี เสียง ดอกไม้ไฟ การประดับประดาบ้านเรือน อาหาร เครื่องดื่ม ร้องรำทำเพลง และอีกสารพัดสิ่งที่บ่งบอกถึงความสุข

สัปดาห์อีสเตอร์ออร์โทดอกซ์ในแต่ละวันจะมีกิจกรรมหลักแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับพื้นที่และแนวทางจัดงานของผู้รับผิดชอบในบริเวณนั้น ปกติแล้วงานจะเริ่มต้นช่วงคืนวันเสาร์ 1 สัปดาห์ก่อนถึงวันจริง เด็ก ๆ จะมาร้องเพลงประสานเสียงเสมือนเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเทศกาลนี้ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ซึ่งชาวกรีซต้องมีการเตรียมพร้อม 40 วัน ก่อนถึงวันเลี้ยงใหญ่ด้วยการถือศีล และปฏิบัติตนตามลู่ทางที่เหมาะสมด้วย

ปกติแล้วเทศกาลนี้มักถูกจัดขึ้นที่ประเทศกรีซประมาณช่วงเดือนเมษายน – เดือนพฤษภาคม ขึ้นอยู่กับปีปฏิทินใครสนใจก็เช็กวันแล้วเตรียมเดินทางกันได้เลย

เทศกาล Ifestia Festival

หากใครหลงรักความงดงามของพลุที่จุดประกายขึ้นไปบนท้องฟ้า นี่คือเทศกาลในกรีซที่คุณไม่ควรพลาดเด็ดขาด หากจะบอกเป็นงานดอกไม้ไฟสุดยิ่งใหญ่ของกรีซก็คงไม่ใช่เรื่องผิดเท่าใดนัก เทศกาลนี้จัดอยู่บนเกาะซานโตรินีเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ภูเขาไฟระเบิดตั้งแต่ก่อนคริสตกาล ที่ส่งผลถึงความเปลี่ยนแปลงของเกาะจนนำมาซึ่งความก้าวหน้าในปัจจุบัน

เทศกาลสุดพิเศษนี้มักจัดขึ้นในช่วงเดือนกันยายนของทุกปี ซึ่งตลอดทั้งวันจะอัดแน่นไปด้วยกิจกรรมสุดสนุกที่ต้องการให้นักท่องเที่ยวเข้าใจถึงความสำคัญของภูเขาไฟบนเกาะแห่งนี้มากขึ้น มีพื้นที่ชมงานศิลปะ จำลองเหตุการณ์ภูเขาไฟปะทุจริงเมื่อราว 1600 ปีก่อนคริสตกาล บอกเล่าถึงขนาด ผลกระทบ และความเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมบนภาคพื้นยุโรป

พอตกกลางคืน อีกหนึ่งไฮไลต์ที่ห้ามพลาด คือ แสงสีเสียงจากดอกไม้ไฟจำนวนมหาศาลที่จะถูกจุดขึ้นมาเหนือเกาะ สามารถมองเห็นได้ทุกมุม สวยงามประทับใจไม่รู้ลืม หากมีโอกาสไม่อยากให้พลาดกับการเที่ยวกรีซพร้อมสัมผัสเทศกาลดี ๆ แบบนี้ รวมถึงบรรยากาศความงดงามเกินบรรยายบนเกาะซานโตรินีด้วย

เทศกาลในกรีซ

เทศกาล Apokries

นี่คือเทศกาลในกรีซที่มีชื่อเสียงมาก ๆ หลาย ๆ คนอาจจะเรียกเป็น “เทศกาลคาร์นิวัล” ของประเทศกรีซ นักท่องเที่ยวสามารถพบกับผู้คนมากหน้าหลายตาออกมาเฉลิมฉลองกันแบบไม่ขาดสาย ซึ่งปกติแล้วเทศกาลนี้จะจัดขึ้นต่อเนื่องประมาณ 3 สัปดาห์ แถมยังไม่มีวันหยุดจนกว่าจะเข้าสู่ช่วงเทศกาลถือศีล

งานคาร์นิวัลที่ได้รับความนิยมต้องยกให้กับงานในกรุงเอเธนส์ เมืองหลวงของประเทศอันเป็นแหล่งรวมผู้คนมากหน้าหลายตา มีทุกเพศทุกวัยปาร์ตี้กันสุดเหวี่ยง แถมยังเพิ่มเติมกิจกรรมอื่นให้ไม่รู้สึกน่าเบื่ออีกต่างหาก คุณจะได้เห็นกับการแต่งตัวสุดจี๊ดจ๊าด แหวกแนว ตลกโปกฮา และเครื่องประดับอลังการเพื่อให้เข้ากับธีมงาน

ยิ่งถ้าเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ด้วยแล้ว บนถนนหนทางจะเต็มไปด้วยแฟชั่นและความสนุกสนานรื่นเริง สถานที่หลายแห่งมีการจัดงานให้เข้ากับเทศกาลนี้แบบไม่ต้องสงสัย เอาเป็นว่าถ้าใครอยากรู้ต้องลองสัมผัสด้วยตนเองแล้วคุณจะหลงรักกรีซมากขึ้น

เทศกาล Hellenic Festival

นี่คือเทศกาลฤดูร้อนที่มีชื่อเสียงและโด่งดังมากสุด ๆ ของประเทศกรีซ ผู้คนมักนิยมเดินทางไปกันที่เมือง Epidaurus เมืองเล็ก ๆ ที่ในสมัยกรีกโรมันที่นับว่ามีชื่อเสียง ซึ่งบริเวณนี้จะมีโรงละครประวัติศาสตร์ขนาดใหญ่ได้รับการขึ้นทะเบียนจากองค์การ UNESCO ลักษณะเป็นพื้นที่เปิดโล่งให้ผู้คนได้จับจองเพื่อรอชมการแสดงสุดพิเศษไม่ว่าจะเป็นการแสดงดนตรี เต้นรำ

ซึ่งไฮไลต์สำคัญที่นักท่องเที่ยวมักรอคอยนั่นสำหรับเทศกาลในกรีซนี้คือ การแสดงละครเวทีศักยภาพระดับโลกไม่ว่าจะเป็นแสงสีเสียง บทบาท และการอิงเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ได้อย่างสมจริง มีศิลปินจำนวนมากมาสร้างความสุขให้กับนักท่องเที่ยว

เทศกาลนี้จัดขึ้นมาตั้งแต่ปี 1955 เดิมทีอยู่ในกรุงเอเธนส์ ก่อนมีการย้ายสถานที่ และปัจจุบันในเมืองหลวงของกรีซเองก็ยังสามารถพบเห็นได้เช่นกันหากใครไม่สะดวกเดินทางมายังเมือง Epidaurus ใครสนใจก็สามารถไปร่วมงานกันได้ตั้งแต่ช่วงเดือนมิถุนายน – เดือนสิงหาคม เปิดอีกประสบการณ์ใหม่ ๆ ในแบบที่คนอื่นไม่สามารถสัมผัสได้อย่างแน่นอน

เทศกาล The August Moon Festival

ปิดท้ายกันด้วยเทศกาลในกรีซที่มีชื่อเสียงไม่แพ้ใคร ใครมีโอกาสเที่ยวกรีซช่วงเดือนสิงหาคมแนะนำให้ไปร่วมงานกันเลย จะเรียกเป็นเทศกาลไหว้พระจันทร์ของคนที่นี่ก็คงพอได้อยู่ มักจัดขึ้นช่วงวันแรกของเดือนสิงหาคมที่มีพระจันทร์เต็มดวง ซึ่งชาวกรีซเชื่อว่าเป็นช่วงเวลาที่ดวงจันทร์สว่างสดใสมากที่สุดแทบจะเป็นคู่แข่งของดวงอาทิตย์

ความพิเศษของเทศกาลนี้คือ เมื่อถึงวันจัดงานหลังพระอาทิตย์ตกดิน สถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมหลายแห่งโดยเฉพาะในกรุงเอเธนส์ จะเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าไปเยี่ยมชมความงดงามกันแบบฟรี ๆ เป็นอีกมุมมองที่หลายคนไม่เคยได้สัมผัส โบราณสถานหินอ่อนสีขาวสะท้อนกับแสงจันทร์ผ่องใส

ลองนึกภาพดวงจันทร์กลมโตลอยอยู่เหนือวิหารโพไซดอน หรือ อะโครโพลิสที่ส่องประกายท่ามกลางดวงจันทร์สีนวล แค่นี้ก็บ่งบอกถึงความพิเศษได้เหนือระดับยิ่งกว่ามุมมองไหนแล้ว

เทศกาลในกรีซ

ข้อควรรู้ เมื่อไปเที่ยวในกรีซ

หลังรู้จักกับเทศกาลในกรีซที่มีชื่อเสียงกันไปแล้ว ก่อนตัดสินใจเดินทางก็มีข้อควรรู้ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ควรปฏิบัติ การระวังตัว ไปจนถึงมารยาทต่าง ๆ ในการเที่ยวกรีซ ช่วยลดความอันตรายต่อร่างกายและทรัพย์สิน รวมถึงไม่ถูกว่ากล่าวตักเตือนด้วย

  • การให้ทิปกับพนักงานบริการถือเป็นสิ่งที่นักท่องเที่ยวควรทำไม่ว่าจะเป็นคนขับรถ ร้านอาหาร หรือพนักงานคอยอำนวยความสะดวกในโรงแรม
  • ห้ามยื่นหรือแบฝ่ามือให้กับผู้อื่นเป็นอันขาดเพราะผู้คนในประเทศกรีซถือว่านี่เป็นการกระทำที่หยาบคายมาก
  • หากพบเห็นผู้คนสูบบุหรี่ในที่พักหรือตามสถานที่สาธารณะนับเป็นเรื่องปกติ เพราะคนที่นี่สูบบุหรี่จัด แนะนำให้หลีกเลี่ยงมากกว่าการเข้าไปกล่าวเตือน
  • คนกรีซมีวิธีทักทายด้วยการจูบเบา ๆ บริเวณแก้มทั้ง 2 ข้าง เหมือนกับหลายพื้นที่ในยุโรป
  • ควรเผื่อเวลาในการเดินทางเอาไว้บ้างเนื่องจากที่กรีซมักมีประท้วงหยุดงานบ่อย รวมถึงความล่าช้าของขนส่งสาธารณะ
  • ไม่แนะนำให้เที่ยวกรีซด้วยการขับรถเองเพราะที่นี่ป้ายบอกทางมักไม่ถูกต้องเสมอไปและกฎจราจรบางข้อก็แตกต่างจากหลายประเทศ
  • ก่อนเรียกแท็กซี่ต้องถามให้แน่ใจว่าคิดราคาตามจริงของมิเตอร์ หรือมีการตกลงราคาชัดเจนแล้วเท่านั้น

ใครที่วางแผนอยากเที่ยวกรีซ นี่คือ 5 เทศกาลของประเทศกรีซที่เชื่อว่าจะทำให้คุณต้องประทับใจพร้อมสัมผัสกับประสบการณ์ใหม่ ๆ ได้อย่างดี และสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามเมื่อต้องไปตะลุยเมืองนอกนั่นคือ การมีประกันเดินทางต่างประเทศติดตัวไว้เสมอ ซึ่งขอแนะนำ ประกันเดินทางกรีซ จาก LUMA ซื้อง่ายผ่านช่องทางออนไลน์  คุ้มครองสูงสุด 5 ล้านบาท ครอบคลุมการรักษาจากเชื้อโควิด-19 ใช้ยื่นขอวีซ่าได้แบบหายห่วง แล้วทริปของคุณจะท่องเที่ยวอย่างมีความสุขมากขึ้นกว่าเดิม

อ่านเพิ่มเติม:

DBD logo

ใบอนุญาตจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

เลขที่ 0105555036794

OIC logo

ใบอนุญาตนายหน้าประกันวินาศภัย เลขที่00008/2555  

ใบอนุญาตนายหน้าประกันภัย เลขที่ ช00012/2564

BOI logo

ได้รับการรับรองจาก BOI 2927/2555

บริษัท ลูม่า แคร์ จำกัด, 57 ปาร์คเวนเชอร์ อีโคเพล็กซ์ ชั้น 9 ยูนิต 912 ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330

Copyright © 2026 lumahealth.com. All Rights Reserved.   นโยบายความเป็นส่วนตัว