อาหารเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน มีอะไรบ้าง

การอยู่บ้านช่วงวิกฤตไม่ได้หมายความว่าคุณต้องกินแต่อาหารที่ปรุงลวกๆ การทำอาหารที่บ้านช่วยให้คุณมีกิจกรรมทำและปลดปล่อยจิตใจจากความวิตกกังวลในช่วงเวลาที่ท้าทายนี้ หากคุณเตรียมวัตถุดิบเข้าครัวไว้แล้ว ก็เป็นโอกาสที่ดีที่จะได้ลงมือทำสารพัดเมนูที่คุณชอบ

ในช่วงที่มีไวรัสระบาด คุณต้องการอาหารที่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงและปลอดภัยจากการเจ็บป่วย ถ้าเย็นนี้คุณอยากทำอาหารทานเอง ลองซื้ออาหารที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันต่อไปนี้ที่ร้านค้าใกล้บ้านคุณดูสิ

เสริมภูมิคุ้มกัน

บรอกโคลี

บรอกโคลีมีชื่อเสียงว่าเป็นสุดยอดอาหารและสามารถนำไปใช้ทำอาหารได้หลากหลายเมนูนอกจากนี้ยังหาซื้อได้ง่ายจากตลาด แคลอรี่ต่ำ เต็มไปด้วยสารอาหารและสารต้านอนุมูลอิสระ กุญแจสำคัญในการรักษาสารอาหารและพลังงานให้คงเดิมคือใช้บรอกโคลีสดและปรุงให้ไม่สุกเกินไป

วิธีเลือกซื้อและเก็บรักษาบรอกโคลี:

เมื่อซื้อบรอกโคลี ให้เลือกดอกที่เนื้อแน่น กระชับ และมีสีเขียวเข้ม ไม่ควรเลือกดอกที่มีชิ้นส่วนร่วนหลุด เปลี่ยนเป็นสีเหลือง หรือเหี่ยวเฉา บรอกโคลีอาจกลายเป็นเนื้อไม้หรือเป็นเส้นใยหากเก็บไว้ที่อุณหภูมิห้องเป็นเวลานาน ใส่หัวบรอกโคลีไว้ในถุงที่ไม่รัดแน่น หรือถุงมีรู และนำไปเก็บในลิ้นชักเก็บผักในตู้เย็น ล้างบรอกโคลีก่อนรับประทานอาหารเท่านั้น เพราะบรอกโคลีที่เปียกอาจเกิดเชื้อราและหลุดเป็นชิ้นๆ ได้

กระเทียม

กระเทียมถูกนำมาใช้ในเกือบทุกเมนูอาหารทั่วโลก และได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ในยุคโบราณ กระเทียมยังถูกนำมาใช้แก้อาการติดเชื้อ ผลการศึกษาพบว่ากระเทียมอาจช่วยลดความดันโลหิตและชะลอการแข็งตัวของหลอดเลือดแดงได้ สารประกอบที่มีซัลเฟอร์ เช่น อัลลิซินในกระเทียมอาจมีคุณสมบัติในการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน

วิธีเลือกซื้อและเก็บรักษากระเทียม:

เลือกซื้อกระเทียมหัวที่ไม่มีตำหนิ ผิวแห้ง และกลีบกระเทียมแน่น เก็บไว้ในที่เย็นและแห้ง ไม่เก็บในตู้เย็น กระเทียมที่เป็นหัวสามารถเก็บได้นานหลายเดือน กลีบกระเทียมควรใช้ให้หมดภายใน 10 วัน การกินกระเทียมดิบวันละกลีบจะทำให้คุณได้รับสารอัลลิซินในปริมาณที่ดีต่อสุขภาพ ซึ่งเป็นสารที่ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกัน

เสริมภูมิคุ้มกัน

ขิง

ผู้คนในหลากหลายวัฒนธรรมรวมถึงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะดื่มชาขิงอุ่น ๆ เมื่อเป็นไข้หวัดใหญ่ ขิงจึงเป็นอาหารที่พบได้ง่ายตามตลาดสดและร้านค้าต่างๆ เนื่องจากขิงมีฤทธิ์ต้านการอักเสบและต้านอนุมูลอิสระได้ดี จึงช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายและลดการอักเสบ

วิธีเลือกซื้อและเก็บรักษาขิง:

เลือกซื้อขิงที่ไม่มีตำหนิ เนื้อแน่นและเรียบเนียน ขิงที่มีผิวเหี่ยวย่นบ่งบอกว่าขาดน้ำมาระยะหนึ่งแล้วและไม่ควรนำมาใช้ หากต้องการรักษาความสด ขิงจะอยู่ได้สามสัปดาห์เมื่อเก็บไว้ในถุงหรือภาชนะสุญญากาศแล้วนำไปแช่ในช่องแช่ผักผลไม้ในตู้เย็น หากต้องการเก็บไว้นานกว่า 3 เดือน ให้ห่อด้วยพลาสติก ใส่ในถุงสุญญากาศแล้วแช่แข็ง

มะละกอ

มะละกอเป็นผลไม้เมืองร้อนชนิดหนึ่งที่อุดมไปด้วยวิตามินซีตามธรรมชาติ มะละกอมีเอนไซม์ย่อยอาหารที่เรียกว่าปาเปนซึ่งมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ นอกจากนี้มะละกอยังมีโพแทสเซียม วิตามินบี และโฟเลตในปริมาณที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพและดีต่อระบบภูมิคุ้มกัน

วิธีเลือกซื้อและเก็บรักษามะละกอ:

มองหามะละกอที่ส่วนใหญ่เป็นสีเหลืองหรือลูกที่สุกเต็มที่ เมื่อกดเบาๆ เนื้อต้องแน่น มีผิวเรียบเนียน ไม่ควรซื้อมะละกอที่มีตำหนิ รอยตัด หรือเนื้อนิ่มเกินไป หากต้องการรับประทานทีหลัง ให้ใส่ถุงแล้วเก็บไว้ในตู้เย็น สามารถเก็บได้นานหนึ่งสัปดาห์ หากต้องการเร่งให้มะละกอสุกเร็วขึ้น ให้ใส่ไว้ในถุงกระดาษสีน้ำตาลแล้ววางทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้อง

ขมิ้น


ขมิ้นเป็นที่รู้จักว่าเป็นส่วนประกอบสำคัญในอาหารอินเดียและตะวันออกกลางหลายชนิด สีเหลืองสดใสและเครื่องเทศรสขมถูกใช้มานานหลายชั่วอายุคนเพื่อต้านการอักเสบ มีงานวิจัยหลายงานที่พบว่าเคอร์คูมินในขมิ้นช่วยลดความเสียหายของกล้ามเนื้อเนื่องจากการออกกำลังกายได้

วิธีเลือกซื้อและเก็บรักษาขมิ้น:

เลือกเหง้าที่เนื้อแน่นและสด เพราะอุดมไปด้วยสารที่ดีต่อสุขภาพ ไม่ควรซื้อขมิ้นที่มีเนื้อนิ่ม แห้ง และเหี่ยวเฉา หากต้องการเก็บไว้หนึ่งหรือสองสัปดาห์ ให้ใส่ถุงพลาสติกหรือภาชนะสุญญากาศแล้วนำไปใส่ในตู้เย็น แต่ถ้าอยากเก็บได้นานเป็นเดือน ควรนำไปแช่แข็ง

สามารถปรุงอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน และมีประโยชน์ได้เอง และหากคุณกำลังมองหาประกันสุขภาพ สามารถกรอกแบบฟอร์มด้านล่างเพื่อรับใบเสนอราคาได้ฟรีทันที

 

อ่านเพิ่มเติม:

  • อาหารไขมันดี – รวมอาหารที่ประกอบไปด้วยไขมันดีต่อร่างกาย
  • Plant-based food – ทำความรู้จักอาหารจากพืชและประโยชน์ที่ไม่ควรมองข้าม

ทำความรู้จักโรคความดันโลหิตสูง และ วิธีลดความดันโลหิต

ความดันโลหิตสูงหรือที่เรียกกันว่า ‘ฆาตกรเงียบ’ เพราะเป็นโรคไม่มีอาการบ่งชี้แสดงให้เห็นว่ามีความผิดปกติ แต่จริงๆ แล้วความดันโลหิตสูงคืออะไร และจะป้องกันได้อย่างไร?

ความดันโลหิตสูงเป็นภาวะที่พบบ่อยซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาอาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพร้ายแรงได้หลายอย่าง รวมถึงอาการหัวใจวาย ตาบอด และโรคหลอดเลือดสมอง

ความดันโลหิตสูงเป็นภาวะที่คุณไม่สามารถรู้สึกได้ โดยปกติจะไม่มีสัญญาณเตือน คุณจึงอาจจะไม่รู้เลยว่ากำลังมีภาวะดังกล่าว ดังนั้นการตรวจวัดระดับความดันโลหิตเป็นประจำจึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเริ่มใช้ยาตัวใหม่ตั้งแต่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูง เพราะอาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรงยิ่งขึ้นได้ วิธีที่ดีที่สุดที่จะทราบว่าคุณมีภาวะความดันโลหิตสูงหรือไม่ คือการตรวจระดับความดันโลหิตโดยแพทย์ ซึ่งมักตรวจทุกครั้งเมื่อคุณไปโรงพยาบาลในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

องค์การอนามัยโลกคาดการณ์ว่าภายในปี 2568 อาจมีผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงถึง 1.56 พันล้านคน และในแต่ละปีคาดว่าจะมีผู้เสียชีวิตเนื่องจากความดันโลหิตสูง 7.5 ล้านคนทั่วโลก

ความดันโลหิตสูง

ความดันโลหิตสูงคืออะไร?

การอ่านค่าความดันโลหิตกำหนดโดยตัวเลขสองตัว คือ ค่าแรงดันในหลอดเลือดแดงขณะหัวใจบีบตัว หรือความดันตัวบน (systolic) และค่าแรงดันในหลอดเลือดแดงขณะหัวใจคลายตัว หรือความดันตัวล่าง (diastolic)

ค่าความดันตัวบนซึ่งเป็นตัวเลขสูงกว่า เป็นการวัดแรงที่หัวใจสูบฉีดเลือดไปทั่วร่างกาย

ค่าความดันตัวล่าง คือการวัดความต้านทานต่อการไหลเวียนของเลือดในหลอดเลือด

ค่าที่เหมาะสมอยู่ในช่วง 90/60mmHg และ 120/80mmHg หากค่าที่อ่านได้อยู่ที่ 140/90mmHg หรือสูงกว่า จะถือว่ามีภาวะความดันโลหิตสูง ส่วนค่าที่อยู่ระหว่างสองช่วงนี้อาจหมายถึงคุณมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคความดันโลหิตสูง จึงควรควบคุมความดันโลหิตไม่ให้สูงกว่านี้

อีกสิ่งหนึ่งคือ แต่ละคนมีค่าความดันโลหิตที่แตกต่างกันเล็กน้อย จึงควรทราบว่าค่าความดันปกติของตนเองอยู่ที่เท่าใด

สาเหตุของความดันโลหิตสูง?

สาเหตุของความดันโลหิตสูงหลายประการเกี่ยวข้องกับวิถีการใช้ชีวิตในแต่ละวัน ลักษณะนิสัยบางอย่างที่ส่งผลไม่ดีต่อสุขภาพอาจทำให้ความดันโลหิตของคุณพุ่งสูงขึ้นได้ โดยมีปัจจัยเสี่ยงหลักๆ ได้แก่:

  • น้ำหนัก: ผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วนจะยิ่งเพิ่มความเสี่ยง
  • การออกกำลังกาย: ผู้ที่ออกกำลังกายน้อยมักจะมีความเสี่ยงสูง
  • การสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์: สารเคมีในบุหรี่สามารถทำลายเยื่อบุผนังหลอดเลือด บุหรี่จึงทำให้เกิดความดันโลหิตสูงเฉียบพลันได้ ในขณะที่แอลกอฮอล์อาจทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นได้ชั่วคราว ซึ่งจะกลับมาปกติเมื่อหยุดดื่มและตับขับแอลกอฮอล์ออกจากร่างกาย
  • อาหารการกิน: เกลือมากเกินไปและโพแทสเซียมน้อยเกินไปอาจทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นได้
  • ความเครียด: ความเครียดในระดับสูงอาจทำให้ความดันโลหิตเพิ่มขึ้นได้

แม้ว่าเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงความเครียด แต่เราก็สามารถลดผลกระทบที่เกิดขึ้นได้

ปัจจัยเสี่ยงเพิ่มเติม ได้แก่ :

  • อายุ: ยิ่งอายุเยอะ ยิ่งเสี่ยงต่อภาวะความดันโลหิตสูง
  • เชื้อชาติ: ความดันโลหิตสูงมักพบมากในกลุ่มคนที่มีเชื้อชาติแอฟริกัน
  • ประวัติครอบครัว: ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคความดันโลหิตสูง ก็มีแนวโน้มที่จะเป็นโรคนี้มากกว่าผู้ที่ไม่มีประวัติในครอบครัว
ความดันโลหิตสูง

วิธีป้องกันโรคความดันโลหิตสูง

วิธีที่ง่ายที่สุดในการป้องกันความดันโลหิตสูงคือการมีวิถีชีวิตที่ใส่ใจสุขภาพ ควบคุมน้ำหนักด้วยการออกกำลังกายเป็นประจำและปรับเปลี่ยนการกินโดยเลือกกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ลดปริมาณโซเดียมและการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ความเครียดเป็นสาเหตุหลักของความดันโลหิตสูง ดังนั้นพยายามผ่อนคลายและจัดการระดับความเครียดด้วยการทำสมาธิ ดนตรี และการออกกำลังกาย

การรักษาโรคความดันโลหิตสูง

หากคุณได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูง แพทย์มักจะแนะนำให้คุณปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและเลือกวิถีชีวิตที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น เช่น รับประทานโซเดียมให้น้อยลง และหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่ แต่ในบางกรณี การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตยังไม่เพียงพอ คุณอาจต้องใช้ยาบางชนิด เพื่อควบคุมระดับความดันโลหิต

หากคุณได้รับยาจากแพทย์ สิ่งสำคัญคือต้องรับประทานยาตามคำแนะนำของแพทย์ และควรไปพบแพทย์อย่างน้อยปีละสองครั้ง เพื่อให้แพทย์ติดตามผลของการกินยาและตรวจสอบยาที่คุณซื้อจากร้านขายยา เนื่องจากยาบางชนิดมีผลทำให้ความดันโลหิตเพิ่มขึ้นเป็นปกติหากรับประทานเป็นประจำ เช่น ยาสูดพ่นสำหรับโรคหอบหืด ยาบรรเทาอาการปวดและแปะก๊วย

ความดันโลหิตสูงเป็นปัญหาสุขภาพที่มักไม่แสดงอาการ แต่อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนทางสุขภาพที่รุนแรงได้ เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของการเสียชีวิตที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน เพื่อให้แน่ใจว่าความดันโลหิตของคุณอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ควรหมั่นตรวจอย่างสม่ำเสมอ และตั้งเป้าที่จะมีวิถีชีวิตที่ใส่ใจสุขภาพ

เพื่อป้องกันตัวเองจากโรคความดันโลหิตสูง การมีประกันสุขภาพที่คุ้มครองครอบคลุมก็เป็นเรื่องสำคัญ ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านประกันสุขภาพของเราได้เลย

ออกกำลังกายช่วยให้สุขภาพจิตดีขึ้นได้จริงเหรอ

การออกกำลังกายมักเกี่ยวกับความเป็นอยู่ที่ดีทางกาย สิ่งที่คนส่วนใหญ่คาดหวังว่าจะได้รับจากการออกกำลังกายจึงเป็นรูปร่างสัดส่วนที่ดีและความแข็งแรง แต่คุณอาจจะสังเกตได้ว่า ไม่ว่าจะออกไปเดินเร็วกลางแจ้งหรือยกน้ำหนักในยิม หลังจากออกกำลังกายคุณจะรู้สึกพอใจหรือมีความสุข ความรู้สึกดีเหล่านี้อาจไม่ได้เกิดขึ้นแค่เพียงชั่วคราว ดังที่หลายงานวิจัยพบว่าการออกกำลังกายสามารถช่วยให้ปัญหาสุขภาพจิตดีขึ้นได้ การออกกำลังหายจึงมีข้อดีนอกเหนือไปจากสุขภาพร่างกายแข็งแรง แต่ยังช่วยบรรเทาความเครียดชั่วคราว คลายความวิตกกังวล และช่วยให้ปัญหาสุขภาพจิตดีขึ้น

ตัวอย่างเช่น ในปี 2007 นักวิจัยจากอิสราเอลค้นพบว่าการออกกำลังกายแบบแอโรบิกเพียงหนึ่งชั่วโมงต่อสัปดาห์ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมอง เมื่อต้นปี 2017 สถาบันการกีฬาและวิทยาศาสตร์การกีฬาแห่งเยอรมนี พบว่าการออกกำลังกายแบบแอโรบิกเป็นประจำช่วยเพิ่มความสามารถของผู้เข้าร่วมวิจัยในการจัดการกับความเครียดในชีวิตจริง

สุขภาพจิตดี

การออกกำลังกาย ทำให้ปัญหาสุขภาพจิตเหล่านี้ดีขึ้น:

  • โรควิตกกังวล (Anxiety)
  • โรคซึมเศร้า (Depression)
  • โรคจิตเภท (Schizophrenia)
  • โรคสมาธิสั้น (ADHD)

การออกกำลังกายและโรควิตกกังวล

ความวิตกกังวลอาจส่งผลต่อความสามารถในการมีสมาธิจดจ่อ การนอนหลับ และการทำกิจวัตรประจำวันต่างๆ อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำมีโอกาสน้อยที่จะเกิดปัญหาเหล่านี้ การสำรวจ National Comorbidity Survey ในสหรัฐอเมริกา ได้สัมภาษณ์ผู้ใหญ่ 5,877 คน และ 60.3% ระบุว่าพวกเขาออกกำลังกายเป็นประจำ ในบรรดาผู้ที่เข้าร่วมการศึกษานี้ แนวโน้มที่พวกเขาจะเป็นโรควิตกกังวลทุกรูปแบบ (โรคกลัวชุมชน อาการตื่นตระหนก โรควิตกกังวลทั่วไป ฯลฯ) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับผู้ที่ออกกำลังกายเป็นครั้งคราว หรือผู้ที่แทบไม่ได้ออกกำลังกายหรือไม่เคยออกกำลังกายเลย นั่นหมายถึง ยิ่งบุคคลหนึ่งมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางกายมากขึ้น ก็มีความเป็นไปได้ที่พวกเขาจะเป็นโรควิตกกังวลทุกรูปแบบน้อยลง แต่อย่างไรก็ตาม ก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป

สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือช่วงเวลาที่คุณออกกำลังกายอาจส่งผลต่อสุขภาพจิตของคุณด้วยเช่นกัน ตัวอย่างเช่น หากคุณออกกำลังกายในตอนเช้า ฮอร์โมนเอ็นโดรฟินจะเพิ่มขึ้นจากการออกกำลังกาย ทำให้คุณรู้สึกดี เพิ่มการไหลเวียนของเลือดและการทำงานของสมอง รวมไปถึงช่วยให้คุณรู้สึก productive หรือทำสิ่งต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นได้ แน่นอนว่าการลากตัวเองออกจากเตียงในช่วงเวลาเช้าเช่นนี้อาจดูยากลำบาก แต่ผลลัพธ์ที่ได้ก็อาจคุ้มค่าที่จะลอง

สำหรับผู้ที่เป็นโรควิตกกังวล การออกกำลังกายจะช่วยให้พวกเขารู้สึกถึงความเชี่ยวชาญ เพราะสามารถออกกำลังซึ่งเป็นกิจกรรมที่เพิ่มความรู้สึกดีต่อตัวเองมากขึ้น ผู้ที่มีความวิตกกังวลยังประสบปัญหาไม่สามารถรับรู้ถึงความรู้สึกที่จะจัดการและควบคุมผลการกระทำได้เองหรือที่เรียกว่า ความเชื่ออำนาจควบคุมภายในตนเอง ซึ่งตรงกันข้ามกับความกังวลที่เกิดขึ้นในหัวอย่างต่อเนื่อง การปล่อยสารเอ็นโดรฟินจากการออกกำลังกายจะช่วยลดความเครียดจากทุกสิ่งที่รบกวนจิตใจได้

การออกกำลังกายและโรคซึมเศร้า

อาการซึมเศร้าเป็นปัญหาสุขภาพจิตที่พบได้บ่อยที่สุด ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพกายอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงทำให้คุณภาพชีวิตลดลง ผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้าอาจมีอารมณ์หดหู่ น้ำหนักตัวเปลี่ยน นอนไม่หลับ หมดแรง รู้สึกไร้ค่าหรือรู้สึกผิด สมาธิลดลง และคิดฆ่าตัวตาย

การออกกำลังกายเป็นประจำจะช่วยให้อาการซึมเศร้าเล็กน้อยดีขึ้นได้ ในการศึกษากับผู้ใหญ่ 269 คน การออกกำลังกายเป็นประจำมีความสัมพันธ์กับการเกิดภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวลที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ มีหลักฐานที่ชัดเจนแสดงให้เห็นว่าผลของการออกกำลังกายที่มีต่อภาวะซึมเศร้ามีปัจจัยหลักมาจากกลไกทางระบบประสาทชีววิทยา ความไม่สมดุลของเซโรโทนิน โดปามีน นอร์อะดรีนาลีน และกลูตาเมต (สารเคมีในสมอง) มักพบในระบบประสาทส่วนกลางของผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้า เชื่อกันว่าการออกกำลังกายสามารถเพิ่มระดับเซโรโทเนอร์จิกและอะดรีเนอร์จิกในสมองได้ โดยออกฤทธิ์ในลักษณะเดียวกับยาแก้ซึมเศร้าบางชนิด

การออกกำลังกายและโรคจิตเภท

จากผลของการออกกำลังกายที่มีต่อผู้ป่วยโรคซึมเศร้าและโรควิตกกังวล ประโยชน์ดังกล่าวอาจรวมไปถึงบุคคลที่ป่วยเป็นโรคจิตเภทด้วย แม้การวิจัยที่เกี่ยวข้องกับผลของการออกกำลังกายต่อโรคจิตเภทยังมีจำกัด แต่มีผลลัพธ์เชิงบวกต่อกลุ่มอาการด้านลบที่เกี่ยวข้องกับโรคจิตเภท (อาการเฉยเมยไม่สนใจสิ่งรอบตัว ไม่แสดงอารมณ์ มีปัญหาในการเข้าสังคม) แม้ว่าการออกกำลังกายอาจไม่ใช่แนวทางแก้ไขระยะสั้นในการจัดการกับอาการด้านบวก (ประสาทหลอน อาการหลงผิด ความคิดฟุ้งซ่าน) แต่การออกกำลังกายมีความเกี่ยวข้องกับการลดภาวะซึมเศร้า มีความสนใจเข้าสังคมมากขึ้น พฤติกรรมการทำกิจกรรมในแต่ละวันดีขึ้น และมองเห็นคุณค่าในตัวเองมากขึ้น

ในการศึกษาที่ตีพิมพ์ในปี 2011 พบว่า หลังจากออกกำลังกายเพียงครั้งเดียว เช่น โยคะหรือออกกำลังกายแบบแอโรบิก ผู้ป่วยโรคจิตเภทมีระดับความวิตกกังวลและความเครียดทางจิตใจลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ความเป็นอยู่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับผู้ป่วยจิตเภทที่ไม่ได้ออกกำลังกายเลย

การออกกำลังกายและโรคสมาธิสั้น

โรคสมาธิสั้น (ADHD) มีลักษณะของอาการหุนหันพลันแล่น ไม่มีสมาธิ และอาการอยู่ไม่นิ่ง ปัจจุบันยังไม่มีสาเหตุที่แน่ชัดและยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด แม้ว่าจะมีการให้ยาเพื่อลดอาการก็ตาม

ในการศึกษาวิจัยปี 2011 วัยรุ่นกลุ่มหนึ่งที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคสมาธิสั้นถูกกำหนดให้ออกกำลังกายเป็นเวลา 10 สัปดาห์ ผลลัพธ์ที่ได้คือ วันรุ่นกลุ่มนี้มีพัฒนาการที่ดีขึ้นในด้านการมีสมาธิจดจ่อ ทักษะการเคลื่อนไหว พฤติกรรมการเรียนและพฤติกรรมในห้องเรียน เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้ออกกำลังกาย เชื่อว่าการออกกำลังกายช่วยเพิ่มการเชื่อมต่อของระบบประสาทและการเดินทางของโดปามีน (สารเคมีในสมอง) ซึ่งอาจลดอาการสมาธิสั้นหรือ ADHD ได้ ดังนั้น วิธีที่ดีที่สุดที่พ่อแม่สามารถแก้ปัญหาเด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้นได้ก็คือการให้ทำกิจกรรมทางกายเยอะขึ้น

สุขภาพจิตดี

ผสมผสานการออกกำลังกายเข้ากับชีวิตประจำวัน

ผู้ที่มีอาการป่วยทางจิตขั้นรุนแรงมีแนวโน้มที่จะอยู่เฉยๆ มากกว่าคนทั่วไป และส่งผลให้มีความเสี่ยงสูงต่ออาการป่วยเรื้อรัง ซึ่งมีส่วนทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคทางเดินหายใจ และโรคหลอดเลือดหัวใจ โดยมีรายงานว่าสูงถึง 60% ของผู้ที่มีอาการป่วยทางจิตร้ายแรงเป็นโรคเหล่านี้ นอกจากนี้ ยาต้านอาการทางจิตเองก็สามารถทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน

การออกกำลังกายถือเป็นสิ่งสำคัญ เพราะไม่เพียงแต่จะป้องกันโรคเรื้อรังเท่านั้น แต่ยังช่วยให้สุขภาพจิตดีขึ้นอีกด้วย หากคุณตัดสินใจที่จะเริ่มกิจวัตรการออกกำลังกาย ให้ลองยึดหลักการ SMART ซึ่งมาจาก Specific (เจาะจง), Measurable (วัดผลได้), Achievable (ทำได้จริง), Relevant (มีความสอดคล้อง) และ Time-bound (มีกรอบเวลาที่ชัดเจน) เพื่อให้แน่ใจว่าเป้าหมายที่คุณตั้งไว้นั้นทำได้จริง ชัดเจน วัดผลได้ภายในกรอบเวลาที่กำหนด และสอดคล้องกับแรงจูงใจที่คุณมี

คุณอาจตั้งเป้าหมาย SMART โดยเริ่มจากเรื่องง่ายๆ เช่นสามารถขึ้นบันไดในที่ทำงานได้ 5 วันต่อสัปดาห์ภายในหนึ่งเดือน เพื่อที่คุณจะสามารถติดตามความคืบหน้าอย่างต่อเนื่องได้ เนื่องจากมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีรูปแบบนิสัย ลองพยายามรวมเป้าหมายนี้เข้ากับกิจวัตรประจำวัน เช่น การเดิน 15 ถึง 30 นาทีต่อวันหลังเลิกงาน เพื่อให้เป้าหมายนั้นกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของคุณ แทนการกำหนดกรอบเวลาซึ่งมักทำให้คุณรู้สึกหมดกำลังใจ คุณยังสามารถแทรกโปรแกรมการออกกำลังกายเข้ากับกิจกรรมเข้าสังคมของคุณได้ ตัวอย่างเช่น แทนที่จะคุยกับเพื่อน ทำไมไม่ลองคุยไปด้วยขณะเดินดูล่ะ เพียงแค่คุณลองใช้ความคิดสร้างสรรค์และมีเหตุผลให้กับตัวเอง

 

LUMA นำเสนอแผนประกันสุขภาพที่ครอบคลุมการเข้ารับการรักษาทางจิตเวชทั้งกรณีผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก เราให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตและผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสุขภาพจิต และเราอยากให้สมาชิก LUMA ได้รับสิทธิประโยชน์สูงสุด โดยมีความสุขและความเป็นอยู่ที่ดีเป็นเป้าหมาย นอกเหนือไปจากสุขกายที่แข็งแรง

อ่านเพิ่มเติม:

DBD logo

ใบอนุญาตจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

เลขที่ 0105555036794

OIC logo

ใบอนุญาตนายหน้าประกันวินาศภัย เลขที่00008/2555  

ใบอนุญาตนายหน้าประกันภัย เลขที่ ช00012/2564

BOI logo

ได้รับการรับรองจาก BOI 2927/2555

บริษัท ลูม่า แคร์ จำกัด, 57 ปาร์คเวนเชอร์ อีโคเพล็กซ์ ชั้น 9 ยูนิต 912 ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330

Copyright © 2026 lumahealth.com. All Rights Reserved.   นโยบายความเป็นส่วนตัว