เช็กให้ชัวร์! ลิสต์ของที่ห้ามเอาขึ้นเครื่องบินมีอะไรบ้าง?

ของที่ห้ามเอาขึ้นเครื่อง

สิ่งของต้องห้าม หรือ ของที่ห้ามเอาขึ้นเครื่องบินก็มีความหมายในตัวเองชัดเจนอยู่แล้วว่าสายการบินนั้น ๆ ไม่อนุญาตให้ผู้โดยสารนำขึ้นเครื่องบินเป็นอันขาด ซึ่งจะมีการระบุเบื้องต้นเอาไว้ชัดเจนทั้งมีไว้ในกระเป๋าสัมภาระสำหรับการเช็กอินโหลดเข้าใต้ท้องเครื่อง และสัมภาระถือขึ้นเครื่อง ถือเป็นข้อปฏิบัติสากลที่ส่วนใหญ่แทบทุกสายการบินใช้เหมือนกันหมด ป้องกันไม่ให้เกิดเหตุร้าย เรื่องไม่คาดฝัน อุบัติเหตุ ไปจนถึงรบกวนผู้โดยสารคนอื่นขณะกำลังเดินทาง หากฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามก็ต้องรับโทษตามที่กำหนดด้วยเช่นกัน 

ของที่ห้ามเอาขึ้นเครื่องบินในกระเป๋าเช็กอิน มีอะไรบ้าง?

เริ่มจากของที่ห้ามเอาขึ้นเครื่องบินในกระเป๋าเช็กอิน หมายถึง ไม่สามารถนำสิ่งของชิ้นดังกล่าวใส่กระเป๋าที่เตรียมโหลดใต้ท้องเครื่องได้ หากตรวจพบทางพนักงานจะขอให้นำออก ได้แก่ 

ทั้งนี้ยังมีสิ่งของบางประเภทที่ไม่ควรโหลดใต้ท้องเครื่องแม้ไม่ได้มีข้อกำหนดระบุเอาไว้ เช่น สิ่งของที่มีแบตเตอรี่ มอเตอร์ไฟฟ้าเป็นส่วนประกอบ เพราะอาจทำให้เกิดความร้อน เกิดประกายไฟ และการระเบิดได้ สิ่งของแตกหักง่าย เป็นต้น 

ของที่ห้ามเอาขึ้นเครื่องบินในกระเป๋าถือขึ้นเครื่อง

ส่วนของที่ห้ามเอาขึ้นเครื่องบินซึ่งไม่สามารถพกไว้ในกระเป๋าถือขึ้นเครื่องของผู้โดยสารได้ก็มีลิสต์ข้อมูลที่ต้องเช็กทุกครั้งก่อนขึ้นเครื่อง ดังนี้ 

บทลงโทษและมาตรการเมื่อผู้โดยสารปฏิบัติผิดกฎ

เมื่อของที่ห้ามเอาขึ้นเครื่องบินทั้งแบบอยู่ในกระเป๋าเช็กอินโหลดใต้ท้องเครื่องหรือพกพาขึ้นเครื่องก็ตามไม่ได้รับอนุญาตแต่ยังฝ่าฝืนผู้โดยสารคนดังกล่าวก็จะต้องรับบทลงโทษตามมาตรการที่สนามบินหรือสายการบินนั้น ๆ ระบุเอาไว้ โดยขอยกตัวอย่างจากสนามบินในเมืองไทย   

เคล็ดลับในการปฏิบัติตามกฎของสายการบิน

จริง ๆ แล้วเคล็ดลับในการปฏิบัติตนเองให้เป็นไปตามกฎของสายการบินต่าง ๆ ไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอะไรเลย เพียงแค่ไม่พกพาสิ่งผิดกฎหมาย หรือสิ่งของต้องห้ามทุกประเภทที่ไม่อนุญาตให้นำขึ้นเครื่องบินทั้งสัมภาระเช็กอินโหลดใต้ท้องเครื่องและสัมภาระพกขึ้นเครื่อง เท่านี้ก็สามารถเดินทางได้อย่างสบายใจ หรือในกรณีลืม ไม่ได้ตั้งใจ หรือไม่รู้ว่าไม่สามารถนำขึ้นเครื่องได้ก็แค่อนุญาตให้เจ้าหน้าที่ทิ้ง ทำลาย เพียงเท่านี้ก็หมดความกังวลใจในทุกการเดินทาง ไม่กระทำผิดกฎหมายใด ๆ อย่างแน่นอน 

นอกจากการระมัดระวังเรื่องสัมภาระแล้ว การทำประกันเดินทางต่างประเทศก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพราะหากเกิดเหตุไม่คาดฝันระหว่างการเดินทาง เช่น กระเป๋าสูญหาย เที่ยวบินล่าช้า หรือต้องเปลี่ยนเที่ยวบินเนื่องจากการตรวจพบสิ่งของต้องห้าม ประกันจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นได้

สรุป

ของที่ห้ามเอาขึ้นเครื่องบินทุกประเภทที่ระบุเอาไว้ถือเป็นข้อกำหนดที่ผู้โดยสารทุกคนจำเป็นต้องปฏิบัติตามเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย และสร้างความปลอดภัยให้กับผู้โดยสาร ลูกเรือ และเจ้าหน้าที่ทุกคนระหว่างที่กำลังทำการโดยสารเครื่องบิน หากไม่กระทำตามจะถือเป็นพฤติกรรมผิดกฎหมายและต้องได้รับโทษตามข้อกำหนดของสถานที่ที่พบเจอ ดังนั้นเพื่อความสบายใจในทุกการเดินทางแนะนำให้ตรวจเช็กสิ่งของทุกชิ้นทั้งในกระเป๋าโหลดใต้ท้องเครื่องและกระเป๋าพกขึ้นเครื่องอย่างละเอียด ไม่มีสิ่งผิดกฎหมาย หรือผิดตามข้อห้ามใด ๆ อยู่เป็นอันขาด  

สิ่งของต้องห้ามที่คุณไม่สามารถนำขึ้นเครื่องบินได้ หากไม่ตรวจสอบอาจทำให้เกิดปัญหาหรือความล่าช้าในการเดินทาง

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับสิ่งที่ต้องระวังในการเดินทาง:

กระเป๋าขึ้นเครื่อง (Carry-on Baggage) มีข้อกำหนดอะไรบ้าง มาดูกัน

ในการเดินทางด้วยเครื่องบินนอกจากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ซึ่งต้องทำการโหลดเก็บไว้ใต้ท้องเครื่องแล้ว กระเป๋าขึ้นเครื่อง หรือ Carry-on Baggage คือ กระเป๋าสัมภาระที่ผู้โดยสารสามารถพกติดตัวขึ้นไปบนเครื่องบินได้ก็เป็นอีกสิ่งที่ต้องได้รับการตรวจอย่างเข้มงวดพร้อมปฏิบัติตามข้อกำหนดของสายการบินต่าง ๆ เพื่อความเรียบร้อยปลอดภัย ซึ่งปกติแล้วข้อกำหนดด้านน้ำหนักจะไม่เกิน 7 กิโลกรัม ส่วนขนาดจะอยู่ประมาณ 22 x 14 x 9 นิ้ว หรือประมาณ 56 x 36 x 23 เซนติเมตร อย่างไรก็ตามการเช็กข้อมูลแต่ละสายการบินให้รอบคอบย่อมช่วยให้การเตรียมพร้อมเป็นเรื่องง่ายกว่าเดิม 

กระเป๋าขึ้นเครื่อง

ข้อกำหนดสำหรับกระเป๋าขึ้นเครื่องไปเที่ยวประเทศเพื่อนบ้าน

ใครวางแผนเดินทางไปยังประเทศเพื่อนบ้านใกล้เมืองไทยอย่างกลุ่มประเทศอาเซียน ก็มีข้อกำหนดเกี่ยวกับกระเป๋าขึ้นเครื่องของสายการบินยอดฮิตมาฝากกันด้วย 

1. ข้อกำหนด สำหรับ Air Asia

อนุญาตให้นำกระเป๋าสัมภาระพกติดตัวขึ้นไปได้ 2 ใบ โดยน้ำหนักรวมกันต้องไม่เกิน 7 กิโลกรัม ขนาดใบที่ 1 ไม่เกิน 56 x 36 x 23 เซนติเมตร สามารถเก็บภายในชั้นเก็บสัมภาระเหนือศีรษะได้ ใบที่ 2 เป็นกระเป๋าใส่โน้ตบุ๊ก แล็ปท็อป หรือกระเป๋าถือขนาดเล็ก ขนาดไม่เกิน 40 x 30 x 10 เซนติเมตร สามารถจัดเก็บใต้เบาะที่นั่งได้ด้านหน้าได้ ทั้งนี้สิ่งของที่มีการรัดห่อรวมเป็นมัดเดียวกันไม่ถือเป็น Carry-on Baggage 1 ใบ 

2. ข้อกำหนด สำหรับ Nok Air

อนุญาตให้นำกระเป๋าสัมภาระพกติดตัวขึ้นไปได้ 1 ใบ น้ำหนักไม่เกิน 7 กิโลกรัม มีขนาดไม่เกิน 56 x 36 x 23 เซนติเมตร และต้องสามารถใส่ใต้เบาะที่นั่งของผู้โดยสารด้านหน้าได้ หรือพอดีกับช่องเก็บสัมภาระด้านเหนือศีรษะ 

3. ข้อกำหนด สำหรับ Bangkok Airways

อนุญาตให้นำกระเป๋าสัมภาระพกติดตัวขึ้นไปได้ 1 ใบ น้ำหนักไม่เกิน 7 กิโลกรัม ยกเว้นเส้นทางไป-กลับ หลวงพระบาง น้ำหนักรับได้สูงสุดไม่เกิน 5 กิโลกรัม ขนาดกระเป๋าทุกเส้นทางของเครื่อง Airbus 319 และ Airbus 320 ไม่เกิน 56 x 36 x 23 เซนติเมตร ส่วนเครื่อง ATR72 ไม่เกิน 50 x 36 x 23 เซนติเมตร 

4. ข้อกำหนด สำหรับ Vietjet Air

อนุญาตให้นำกระเป๋าสัมภาระพกติดตัวขึ้นไปได้ 2 ใบ โดยน้ำหนักรวมกันต้องไม่เกิน 7 กิโลกรัม ขนาดใบที่ 1 ไม่เกิน 56 x 36 x 23 เซนติเมตร สามารถเก็บภายในชั้นเก็บสัมภาระเหนือศีรษะได้ ขนาดใบที่ 2 เป็นกระเป๋าใส่โน้ตบุ๊ก แล็ปท็อป หรือกระเป๋าถือขนาดเล็ก สามารถจัดเก็บใต้เบาะที่นั่งได้ด้านหน้าได้ 

ข้อกำหนดสำหรับกระเป๋าขึ้นเครื่องไปเที่ยวยุโรป

สำหรับคนที่วางแผนเตรียมบินไปเที่ยวไกลถึงยุโรป ก็ต้องรู้ข้อกำหนดกระเป๋าขึ้นเครื่องของสายการบินหลัก ๆ ที่ให้บริการในเมืองไทย เพื่อการเตรียมความพร้อมอย่างดีที่สุด ซึ่งขอยกตัวอย่างสายการบินยอดนิยม ได้แก่ 

1. ข้อกำหนด สำหรับ Thai Airways

อนุญาตให้นำกระเป๋าสัมภาระพกติดตัวขึ้นไปได้ 1 ใบ น้ำหนักไม่เกิน 7 กิโลกรัม มีขนาดไม่เกิน 56 x 45 x 25 เซนติเมตร ขนาดรวมล้อ มือจับ หรือส่วนที่ยื่นออกมาด้านข้างทั้งหมดแล้ว ส่วนกระเป๋าถือเล็ก กระเป๋าสตางค์ก็นำขึ้นพร้อมกันได้แต่ต้องมีน้ำหนักไม่เกิน 1.5 กิโลกรัม ขนาดไม่เกิน 37.5 x 25 x 12.5 เซนติเมตร 

2. ข้อกำหนด สำหรับ Eva Air

อนุญาตให้ผู้โดยสารชั้นประหยัดนำกระเป๋าสัมภาระพกติดตัวขึ้นไปได้ 1 ใบ โดยน้ำหนักต้องไม่เกิน 7 กิโลกรัม ขนาดไม่เกิน 56 x 36 x 23 เซนติเมตร หรือขนาดรวมไม่เกิน 115 เซนติเมตร ส่วนผู้โดยสารชั้นรอยัลลอเรล ชั้นพรีเมียมลอเรล และชั้นธุรกิจ สามารถนำขึ้นเครื่องได้ 2 ใบ แต่ละใบเป็นไปตามขนาดและน้ำหนักที่กำหนด 

3. ข้อกำหนด สำหรับ Emirates

อนุญาตให้ผู้โดยสารชั้นประหยัดนำกระเป๋าสัมภาระพกติดตัวขึ้นไปได้ 1 ใบ โดยน้ำหนักต้องไม่เกิน 7 กิโลกรัม ขนาดไม่เกิน 55 x 38 x 22 เซนติเมตร ชั้นประหยัดพรีเมี่ยม มีสัมภาระติดตัวขึ้นไปได้ 1 ใบ น้ำหนักเกิน 10 กิโลกรัม ขนาดไม่เกิน 55 x 38 x 22 เซนติเมตร ส่วนชั้นธุรกิจและชั้นหนึ่ง มีสัมภาระติดตัวขึ้นไปได้ 2 ใบ ใบละไม่เกิน 7 กิโลกรัม แบ่งเป็นกระเป๋าถือขนาดไม่เกิน 55 x 38 x 22 เซนติเมตร กระเป๋าเอกสารขนาดไม่เกิน 45 x 35 x 20 เซนติเมตร หรือถ้าเป็นถุงเสื้อผ้าเมื่อพับแล้วความหนาไม่เกิน 20 เซนติเมตร 

4. ข้อกำหนด สำหรับ Qatar Airways

อนุญาตให้ผู้โดยสารชั้นประหยัดนำกระเป๋าสัมภาระพกติดตัวขึ้นไปได้ 1 ใบ น้ำหนักต้องไม่เกิน 7 กิโลกรัม ขนาดไม่เกิน 50 x 37 x 25 เซนติเมตร ชั้นธุรกิจและชั้นหนึ่ง มีสัมภาระติดตัวขึ้นไปได้ 2 ใบ น้ำหนักรวมกันไม่เกิน 15 กิโลกรัม ขนาดแต่ละใบไม่เกิน 50 x 37 x 25 เซนติเมตร   

5. ข้อกำหนด สำหรับ Etihad

อนุญาตให้ผู้โดยสารชั้นประหยัดนำกระเป๋าสัมภาระพกติดตัวขึ้นไปได้ 1 ใบ น้ำหนักต้องไม่เกิน 8 กิโลกรัม ขนาดไม่เกิน 55 x 40 x 23 เซนติเมตร ชั้นธุรกิจ ชั้นหนึ่ง และชั้นเดอะ เรสซิเดนท์ มีสัมภาระติดตัวขึ้นไปได้ 2 ใบ น้ำหนักรวมกันไม่เกิน 12 กิโลกรัม แต่ละใบมีขนาดไม่เกิน 56 x 36 x 23 เซนติเมตร และยังพกพาของใช้ส่วนตัว เช่น กระเป๋าแล็ปท็อปได้อีก 1 ใบ น้ำหนักไม่เกิน 5 กิโลกรัม ขนาดไม่เกิน 39 x 23 x 19 เซนติเมตร 

6. ข้อกำหนด สำหรับ Lufthansa

อนุญาตให้ผู้โดยสารชั้นประหยัดและชั้นประหยัดพรีเมี่ยมนำกระเป๋าสัมภาระพกติดตัวขึ้นไปได้ 1 ใบ น้ำหนักต้องไม่เกิน 7 กิโลกรัม ขนาดไม่เกิน 56 x 36 x 23 เซนติเมตร ชั้นธุรกิจและชั้นหนึ่ง มีสัมภาระติดตัวขึ้นไปได้ 2 ใบ น้ำหนักแต่ละใบไม่เกิน 8 กิโลกรัม ขนาดไม่เกิน 56 x 36 x 23 เซนติเมตร หากเป็นถุงเก็บเสื้อผ้าเมื่อพับแล้วขนาดไม่เกิน 57 x 54 x 15 เซนติเมตร 

ข้อกำหนดสำหรับกระเป๋าขึ้นเครื่องไปเที่ยวเอเชีย

หลาย ๆ คนที่ชอบการไปเที่ยวในทวีปเอเชียนอกเหนือจากกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน เช่น จีน เกาหลี ญี่ปุ่น ก็ควรรู้ข้อกำหนดสำหรับกระเป๋าขึ้นเครื่องของสายการบินหลัก ๆ ที่ให้บริการด้วยเช่นกัน 

1. ข้อกำหนด สำหรับ Japan Airlines

อนุญาตให้นำกระเป๋าสัมภาระพกติดตัวขึ้นไปได้ 2 ใบ ใบหนึ่งอาจเป็นกระเป๋าถือ ถุงเสื้อผ้า อีกใบเป็นกระเป๋า น้ำหนักรวมกันไม่เกิน 10 กิโลกรัม มีขนาดไม่เกิน 55 x 40 x 25 เซนติเมตร หรือขนาดรวมทั้งหมดไม่เกิน 155 เซนติเมตร  

2. ข้อกำหนด สำหรับ Korean Air

อนุญาตให้นำกระเป๋าสัมภาระพกติดตัวขึ้นไปได้ 2 ใบ ใบหนึ่งอาจเป็นกระเป๋าถือ ถุงเสื้อผ้า อีกใบเป็นกระเป๋า น้ำหนักรวมกันไม่เกิน 10 กิโลกรัม มีขนาดไม่เกิน 55 x 40 x 20 เซนติเมตร หรือขนาดรวมทั้งหมดไม่เกิน 115 เซนติเมตร  

3. ข้อกำหนด สำหรับ Hong Kong Airlines

อนุญาตให้ผู้โดยสารชั้นประหยัดนำกระเป๋าสัมภาระพกติดตัวขึ้นไปได้ 1 ใบ น้ำหนักต้องไม่เกิน 7 กิโลกรัม ขนาดไม่เกิน 56 x 36 x 23 เซนติเมตร ชั้นธุรกิจ มีสัมภาระติดตัวขึ้นไปได้ 2 ใบ น้ำหนักแต่ละใบไม่เกิน 7 กิโลกรัม ขนาดไม่เกิน 56 x 36 x 23 เซนติเมตร  

4. ข้อกำหนด สำหรับ Scoot

อนุญาตให้ผู้โดยสารนำกระเป๋าสัมภาระพกติดตัวขึ้นไปได้ 2 ใบ ขนาดใบที่ 1 ไม่เกิน 54 x 38 x 23 เซนติเมตร ขนาดใบที่ 2 ไม่เกิน 40 x 30 x 10 เซนติเมตร ขนาดโดยรวมทั้งหมดไม่เกิน 115 เซนติเมตร ซึ่งชั้นประหยัดมีน้ำหนักรวมไม่เกิน 10 กิโลกรัม ส่วนชั้นสกู๊ตพลัส น้ำหนักรวมไม่เกิน 15 กิโลกรัม 

5. ข้อกำหนด สำหรับ Jet Star Asia

อนุญาตให้ผู้โดยสารชั้นประหยัดนำกระเป๋าสัมภาระพกติดตัวขึ้นไปได้ 2 ใบ ใบหนึ่งอาจเป็นกระเป๋าถือ ถุงเสื้อผ้า อีกใบเป็นกระเป๋า น้ำหนักรวมกันไม่เกิน 7 กิโลกรัม มีขนาดไม่เกิน 56 x 36 x 23 เซนติเมตร หรือขนาดรวมทั้งหมดไม่เกิน 115 เซนติเมตร ส่วนชั้นธุรกิจ น้ำหนักรวมไม่เกิน 14 กิโลกรัม 

6. ข้อกำหนด สำหรับ Singapore Airlines

อนุญาตให้ผู้โดยสารชั้นประหยัดและชั้นประหยัดพิเศษนำกระเป๋าสัมภาระพกติดตัวขึ้นไปได้ 1 ใบ น้ำหนักต้องไม่เกิน 7 กิโลกรัม ขนาดรวมไม่เกิน 115 เซนติเมตร ชั้นธุรกิจ ชั้นหนึ่ง และชั้นสวีท มีสัมภาระติดตัวขึ้นไปได้ 2 ใบ น้ำหนักแต่ละใบไม่เกิน 7 กิโลกรัม ขนาดรวมไม่เกิน 115 เซนติเมตร 

ยกกระเป๋าขึ้นเครื่องบืน

สิ่งของที่ห้ามมีในกระเป๋าขึ้นเครื่องบิน

ในการเดินทางด้วยเครื่องบินจะมีกฎเกี่ยวกับการห้ามนำสิ่งของบางประเภทใส่กระเป๋าขึ้นเครื่อง เพื่อป้องกันการเกิดเหตุอันตรายแบบไม่คาดฝัน หรือเป็นการรบกวนผู้โดยสารคนอื่น ซึ่งตัวอย่างสิ่งของต้องห้าม เช่น ของเหลวทุกชนิดที่ความจุเกิน 100 มล. หรือรวมกันแล้วเกิน 1 ลิตร ของมีคมทุกชนิด อาทิ มีดพับ มีดโกน กรรไกร แบตเตอรี่สำรองความจุเกิน 32,000 mAh อาหารที่มีกลิ่นรุนแรง อาทิ ทุเรียน ปลาร้า ของแช่แข็ง วัตถุไวไฟหรืออาจก่อให้เกิดประกายไฟ เช่น ไฟแช็ค ไม้ขีดไฟ เป็นต้น (สามารถอ่านข้อมูลเต็มได้ที่นี่เลย) 

ประกันเดินทางให้ความคุ้มครองกระเป๋าเดินทางอย่างไรบ้าง?

ในการซื้อประกันเดินทางต่างประเทศเมื่อต้องไปยังสถานที่ต่าง ๆ ไม่ว่าจะในประเทศหรือต่างประเทศและโดยสารด้วยเครื่องบิน กรณีเกิดเหตุไม่คาดฝัน ได้แก่ กระเป๋าเดินทางล่าช้า เนื่องจากมีการส่งไปผิดไฟล์ท ผิดสนามบิน กระเป๋าเดินทางสูญหายระหว่างโดยสารเครื่องบิน และกระเป๋าเดินทางเสียหาย แตกหัก ร้าว ระหว่างโดยสารเครื่องบิน ประกันเดินทางจะให้ความคุ้มครองตามเงื่อนไขที่กำหนดเอาไว้ขึ้นอยู่กับกรมธรรม์ที่ซื้อ ซึ่งบางแผนอาจคุ้มครองเฉพาะสัมภาระที่โหลดใต้ท้องเครื่องเท่านั้น อย่าลืมเช็กอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจซื้อ 

สรุป

สายการบินแต่ละแห่งก็มีข้อกำหนดเกี่ยวกับกระเป๋าขึ้นเครื่อง หรือ Carry-on Baggage แตกต่างกันออกไป ในฐานะของผู้โดยสารจำเป็นต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าวอย่างเคร่งครัดเพื่อความปลอดภัยของทั้งตนเองและผู้โดยสารคนอื่น ๆ กรณีฝ่าฝืนหรือไม่ทำตามอาจส่งผลให้ไม่ได้รับอนุญาตให้เดินทางด้วยสายการบินนั้น ๆ ได้เลย ที่สำคัญแนะนำให้ซื้อประกันเดินทางติดตัวไว้เสมอโดยเฉพาะการไปต่างประเทศ หากเกิดเหตุไม่คาดฝันทั้งกับตนเองหรือสัมภาระอย่างน้อยก็ได้รับความคุ้มครองด้านการเงิน 

9 เมนูอาหารเด็กตามวัย ทำได้ง่าย ๆ ให้สารอาหารแน่น ลูกติดใจ

เด็กในแต่ละช่วงวัยจำเป็นต้องได้รับอาหารที่เหมาะสมกับร่างกายเพื่อพัฒนาการที่ดี สร้างเติบโตอย่างแข็งแรงทั้งด้านร่างกาย จิตใจ พ่อแม่จึงต้องใส่ใจในเรื่องของอาหารเด็กไม่แพ้กับเรื่องอื่นเลย อย่าคิดว่าลูกกินอะไรก็ได้เพราะอาจไม่ใช่สิ่งที่เหมาะกับร่างกาย จึงอยากแนะนำให้ลองทำ 9 เมนูสำหรับเด็กในแต่ละวัย แม้ไม่เก่งเรื่องทำกับข้าวก็หายห่วง เพราะทำง่าย สารอาหารแน่นครบ แถมรสชาติอร่อยจนลูกติดใจแน่นอน 

อาหารเด็ก broccoli-soup

อาหารเด็กวัย 6 เดือน – 1 ปี

ช่วงวัยที่เด็กเริ่มกินอาหารอื่นได้บ้างนอกจากนมแม่ การทำความเข้าใจโภชนาการของลูกช่วงดังกล่าวจะช่วยให้พ่อแม่เลือกอาหารเด็กได้อย่างเหมาะสม 

โภชนาการของเด็ก 6 เดือน - 1 ปี

เด็กที่มีช่วงอายุ 6 เดือน จนถึงช่วง 1 ปี พลังงานเฉลี่ยที่ควรได้รับต่อวันจะอยู่ระหว่าง 600-700 แคลอรี โดยแบ่งเป็นพลังงานจากนมแม่ประมาณ 300-400 แคลอรี และพลังงานจากอาหารอื่น ๆ เฉลี่ย 300-400 แคลอรี  

เมนูอาหารเด็ก 6 เดือน – 1 ปี ทำง่าย ๆ ได้ที่บ้าน

1. ข้าวบดไข่แดงฟักทอง

เมนูแรกแนะนำเป็นอาหารเน้นให้โปรตีนกับสารอาหารอีกหลากชนิดอย่างไข่พร้อมเพิ่มเติมสารอาหารประเภทวิตามินและแร่ธาตุให้กับลูกด้วยฟักทอง

ส่วนผสม: ไข่ไก่, ฟักทอง ข้าวต้มสุก, ซีอิ๊วขาว 

วิธีทำ 

  • ต้มไข่ไก่ 1 ลูก จนสุกดี ตักเอาเฉพาะไข่แดง 
  • นำฟักทองใส่ลงไปในน้ำเดือดต้มจนฟักทองสุกนิ่ม 
  • นำข้าวต้มสุก ฟักทองและไข่แดงสุกบดจนละเอียดก็ให้ลูกทานได้เลย 

2. ข้าวบดปลาแซลมอนบรอกโคลี

เมนูอาหารเด็กต่อมาให้ลูกได้สารอาหารแบบครบถ้วนในถ้วยเดียวไม่ว่าจะเป็นคาร์โบไฮเดรตจากข้าว โปรตีน และโอเมก้า 3 จากแซลมอน รวมถึงวิตามินและไฟเบอร์จากบรอกโคลี 

ส่วนผสม: ข้าวต้มสุก, แซลมอน, บรอกโคลี 

วิธีทำ  

  • นำแซลมอนต้มในน้ำซุปจนสุกแล้วพักเอาไว้จากนั้นหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ  
  • ตามด้วยบรอกโคลีต้มสุกจนนิ่ม หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ 
  • นำข้าวต้มสุกตามด้วยแซลมอนและบรอกโคลีหั่นชิ้นบดให้เข้ากันจนเป็นเนื้อละเอียดพร้อมทานทันที 

3. ข้าวโอ๊ตบดไก่สับ

ข้าวโอ๊ตถือเป็นข้าวที่ให้สารอาหารเยอะทั้งคาร์โบไฮเดรตและไฟเบอร์ ขณะที่ไก่สับก็เต็มไปด้วยโปรตีน รสชาติอร่อยไม่แพ้ใคร 

ส่วนผสม: ข้าวโอ๊ตต้มสุก, เนื้อไก่ 

วิธีทำ 

  • นำไก่ไปต้มในน้ำเดือดไก่จนสุกทั่วกัน 
  • สับไก่ให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ กึ่งละเอียดเล็กน้อย 
  • นำข้าวโอ๊ตต้มสุกใส่ชาม แล้วตามด้วยไก่สับเท่านี้ก็เรียบร้อย 
อาหารเด็กวัย 1-3 ปี

อาหารเด็กวัย 1-3 ปี

เป็นช่วงที่เด็ก ๆ สามารถกินอาหารอร่อยได้มากขึ้น พ่อแม่จึงต้องพยายามหาเมนูใหม่เพื่อไม่ให้เขารู้สึกเบื่ออาหารมากเกินไป 

โภชนาการของเด็กวัย 1-3 ปี

เด็กที่มีช่วงอายุ 1-3 ปี พลังงานเฉลี่ยที่ควรได้รับต่อวันจะอยู่ระหว่าง 800-1,000 แคลอรี และยังเป็นวัยที่เริ่มเลิกนมแม่แล้วจึงเน้นพลังงานจากอาหารที่กินแต่ละวันเป็นหลัก 

เมนูอาหารเด็ก 1-3 ปี ทำง่าย ๆ ได้ที่บ้าน

4. ไข่ตุ๋น 3 สี 

เมนูสำหรับเด็กโตขึ้นมาอีกนิดแนะนำเป็นอาหารเน้นให้โปรตีนกับสารอาหารอีกหลากชนิดอย่างไข่พร้อมเพิ่มเติมสารอาหารประเภทวิตามินและแร่ธาตุให้กับลูกด้วยผัก 3 ชนิด ได้แก่ ผักโขม แครอท และผักกาดขาว  

ส่วนผสม: ไข่ไก่, ผักโขม, แครอท ผักกาดขาว, น้ำสะอาด, ซีอิ๊วขาว 

วิธีทำ 

  • ตอกไข่ 1-2 ใบ ตีให้แตกเทใส่ลงถ้วยที่ทนความร้อนได้  
  • เติมน้ำสะอาดลงไปประมาณ 1 แก้ว  
  • ปรุงรสด้วยซีอิ๊วเล็กน้อย  
  • ผักทุกชนิดหั่นเต๋าเล็ก ๆ แล้วใส่ตามลงไป  
  • นำไปตุ๋นกับไฟปานกลางจนสุกก็พร้อมเสิร์ฟแล้ว 

5. ผัดเต้าหู้หมูสับทรงเครื่อง

เมนูนี้จะเน้นไปที่โปรตีนทั้งจากเต้าหู้และหมูสับ รวมถึงเสริมด้วยผักต่าง ๆ ที่เด็กชอบ หรือพ่อแม่อยากให้ลูกกินผักอะไรก็ตามสะดวก ทำได้ง่ายมาก แถมรสชาติอร่อยด้วยนะ กินกับข้าวสวยคือดีงาม 

ส่วนผสม: เต้าหู้ไข่, หมูสับ, แครอท, ถั่วลันเตา, ข้าวโพดอ่อน, แครอท, ซีอิ๊วขาวหรือซอสปรุงรส, น้ำตาล, น้ำมันพืช 

วิธีทำ 

  • เริ่มจากนำผักที่จะใช้มาหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ขนาดพอดีคำ แล้วพักไว้  
  • ตั้งกระทะใส่น้ำมันพืชพอประมาณ  
  • ตัดเต้าหู้ไข่เป็นชิ้นประมาณแท่งละ 3 ชิ้น นำลงไปทอดในน้ำมันให้พอกรอบตักขึ้นพักไว้  
  • ตั้งกระทะอีกรอบใส่น้ำมันเล็กน้อย นำหมูสับลงผัด ตามด้วยผัก ปรุงรสด้วยซอสและน้ำตาลนิดหน่อย  
  • ผักจนสุกได้ที่ใส่เต้าหู้ทอดคลุกเคล้าเบา ๆ ตักเสิร์ฟพร้อมข้าวสวยได้เลย 

6. ซุปไข่มักกะโรนี

ถ้าเด็ก ๆ เบื่อข้าวลองใช้เมนูเส้นเปลี่ยนความอร่อยบ้างก็น่าสนใจอยู่ ซึ่งอาหารเด็กอย่างซุปไข่มะกะโรนีเป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายมากแถมสารอาหารก็ครบทั้งโปรตีน คาร์โบไฮเดรต รวมถึงแร่ธาตุกับวิตามิน 

ส่วนผสม: น้ำสต๊อก, เส้นมะกะโรนี, ไข่ไก่, บรอกโคลี, แครอท, เนื้อไก่ 

วิธีทำ 

  • ต้มน้ำสต๊อกตามสูตร เช่น ใส่ผงปรุงรส ใส่ซุปก้อน หรือกระดูกหมู ซีอิ๊วขาว เคี่ยวจนมีรสชาติดี 
  • นำเส้นมะกะโรนีลวกน้ำเดือดให้สุก ตักพักเอาไว้ 
  • ใส่เนื้อไก่หั่นชิ้นพอดีคำลงไปต้มในน้ำซุปก่อนสักครู่ ตามด้วยบรอกโคลีและแครอทหั่นเต๋าเล็ก ๆ ต้มจนสุกทุกอย่าง 
  • นำไข่ตอกไข่ถ้วยตีให้เข้ากัน แล้วนำมาเทลงในน้ำซุปที่ต้มเครื่องเอาไว้ก่อนหน้าโดยใช้ทัพพีมีตะแกรงรองด้านบนให้ไข่ไหล       ลงมาเป็นเส้น รอจนสุกตักซุปใส่ชามมะกะโรนีได้เลย 
อาหารเด็กวัย 3-6 ปี

อาหารเด็กวัย 3-6 ปี

เด็กกำลังอยู่ในช่วงเติบโต สารอาหารต่าง ๆ ในอาหารเด็กจึงต้องครบถ้วน ที่สำคัญหมั่นปรับพลิกแพลงเมนูให้บ่อยเพื่อเขาจะได้ไม่รู้สึกเบื่อ สามารถกินรสชาติได้ใกล้เคียงกับผู้ใหญ่แต่ยังไม่แนะนำให้ทำรสจัดจ้านมากเกินไป 

โภชนาการของเด็กวัย 3-6 ปี

เด็กที่มีช่วงอายุ 3-6 ปี พลังงานเฉลี่ยที่ควรได้รับต่อวันจะอยู่ระหว่าง 1,000-1,200 แคลอรี เพราะเป็นวัยที่เริ่มโตเข้าโรงเรียน มีกิจกรรมต่าง ๆ มากขึ้น การใช้พลังงานของร่างกายจึงปรับตัวสูงตาม 

เมนูอาหารเด็ก 3-6 ปี ทำง่าย ๆ ได้ที่บ้าน

7. ไข่เจียวสารพัดเครื่อง

เมนูไข่เจียวถือเป็นอาหารคลาสสิกที่เด็กทุกคนต่างหลงรัก พ่อแม่สามารถเพิ่มความแตกต่างพร้อมจัดเต็มเนื้อสัตว์และผักได้ตามชอบ เอาให้สารอาหารครบถ้วนกันไปเลย 

ส่วนผสม: ไข่ไก่, น้ำมันพืช, หมูสับหรือกุ้งสับ, หอมใหญ่ซอย, แครอทหั่นเต๋า, เห็ดฟางหั่นชิ้นเล็ก, ซีอิ๊วขาว 

วิธีทำ 

  • ตอกไข่ 1-2 ฟอง ตีจนแตกดีเติมซีอิ๊วขาว  
  • ตามด้วยเครื่องทั้งหมดที่เตรียมไว้เรียบร้อย 
  • ตั้งกระทะใส่น้ำมัน 3-4 ช้อนโต๊ะ รอน้ำมันร้อน 
  • ค่อย ๆ เทไข่ที่ตีแล้วลงไป ทอดจนสุกเหลืองน่าทาน ตักเสิร์ฟพร้อมข้าวสวย 

8. แพนเค้กกล้วย

เปลี่ยนมาลองทำขนมกันบ้าง เป็นมื้อว่างแสนอร่อยสำหรับเด็ก ๆ แถมยังได้วิตามินจากกล้วย แคลเซียมจากนมสดอีกด้วย ทำไม่ยากเลย 

ส่วนผสม: นมสด, แป้งแพนเค้ก, ไข่ไก่ 1 ฟอง, กล้วย 1-2 ลูก, น้ำผึ้ง, น้ำตาลไอซิ่ง, เนยจืด 

วิธีทำ 

  • ใส่แป้งแพนเค้ก 1 ถ้วย ตามด้วยไข่ไก่และนมสด 1 ถ้วย ตีจนเข้ากัน 
  • นำกล้วยสับละเอียดแล้วใส่เข้าไปผสมกันอีกครั้ง 
  • ตั้งกระทะไฟอ่อน ใส่เนยจืดเล็กน้อย  
  • เทแป้งที่ผสมกันดีแล้วลงไป อาจวางแม่พิมพ์เป็นรูปต่าง ๆ ในกระทะเพิ่มความสวยงามด้วยก็ได้ ทอดจนสุกเหลือง 
  • นำแพนเค้กใส่จาน เคียงด้วยกล้วยหั่นเป็นแว่น หรือจะใส่ผลไม้อื่นเพิ่มเติม เช่น กีวี สตรอเบอร์รี่หั่นเป็นชิ้นก็ตามชอบ ราดน้ำผึ้ง และโรยน้ำตาลไอซิ่งเล็กน้อย อร่อยมาก

9. แกงจืดหมึกยัดไส้หมูสับ

อาหารเด็กสำหรับเด็กวัยนี้ต้องมีการพลิกแพลงให้ดูน่าสนใจ แต่รสชาติยังไม่ต้องจัดจ้านอย่างที่บอกไป จึงอยากแนะนำเมนูที่ซดคล่องคอ สารอาหารครบมาก  

ส่วนผสม: หมึกกล้วยลอกแกนกลางล้างสะอาดทั้งตัว, หมูสับ, เห็ดหอม, ฟัก, แครอทหั่นชิ้น, ผักชี, ซุปก้อน, น้ำปลา, ซีอิ๊วขาว, รากผักชี, กระเทียม, พริกไทย 

วิธีทำ 

  • นำหมูสับหมักด้วยซีอิ๊วขาวหรือซอสปรุงรสให้ได้รสตามชอบพักไว้ 15-20 นาที 
  • ได้ที่แล้วนำไปยัดไส้กับหมึกที่ล้างทำความสะอาดเรียบร้อย กรีดรอยตรงลางตัวหมึกป้องกันการแตก แล้วกลัดไม้แหลมไว้ 
  • ตั้งหม้อใส่น้ำต้มจนสุก เติมซุปก้อนกับน้ำปลา รากผักชี กระเทียม พริกไทย  
  • ปรุงได้รสชาติดีแล้วใส่หมึกยัดไส้ลงไปต้มจนสุกทั่วทั้งชิ้น 
  • ใส่เห็ดหอม แครอทหั่นชิ้น กับฟักหั่นกำลังพอดีคำ ไม่ต้องหนามากลงไป รอสุกอีกรอบ 
  • ปิดท้ายด้วยการโรยผักชีก็พร้อมเสิร์ฟ 

สรุป

ทั้งหมดนี้คือ 9 เมนูอาหารเด็ก สำหรับพ่อแม่ที่กำลังมีลูกในแต่ละช่วงวัยสามารถนำไปปรับสูตรเพื่อเลือกรังสรรค์ความอร่อยเพื่อลูกน้อยกันได้เลย ที่สำคัญอย่าลืมหัดให้ลูกกินผักและกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อสุขภาพที่แข็งแรง ห่างไกลจากโรคภัย เติบโตอย่างมีศักยภาพเพื่อการเป็นผู้ใหญ่ในแบบที่ฝันต่อไป เพราะ LUMA เห็นเรื่องสุขภาพเด็กเป็นเรื่องสำคัญ

DBD logo

ใบอนุญาตจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

เลขที่ 0105555036794

OIC logo

ใบอนุญาตนายหน้าประกันวินาศภัย เลขที่00008/2555  

ใบอนุญาตนายหน้าประกันภัย เลขที่ ช00012/2564

BOI logo

ได้รับการรับรองจาก BOI 2927/2555

บริษัท ลูม่า แคร์ จำกัด, 57 ปาร์คเวนเชอร์ อีโคเพล็กซ์ ชั้น 9 ยูนิต 912 ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330

Copyright © 2026 lumahealth.com. All Rights Reserved.   นโยบายความเป็นส่วนตัว