5 วิธีกระตุ้นให้ลูกพูด อย่าเพิ่งสรุปว่าลูกพัฒนาการล่าช้า

5 วิธีกระตุ้นให้ลูกพูด อย่าเพิ่งสรุปว่าลูกพัฒนาการช้า

พัฒนาการตามวัยเป็นสิ่งสำคัญที่พ่อแม่ต้องใส่ใจและมีความรู้ชัดเจน เพื่อคอยสังเกตลูกอยู่ตลอดพร้อมสร้างความมั่นใจว่าเด็กกำลังเติบโตตามทิศทางที่ถูกต้อง ซึ่งในเด็กแต่ละคนย่อมมีช่วงเวลาของพัฒนาการแตกต่างกันออกไปโดยเฉพาะเรื่องการพูด คำถามของพ่อแม่จำนวนมากจึงหนีไม่พ้นจะรู้ได้อย่างไรว่า “ลูกพูดช้า” แล้วถ้าเกิดกับลูกของตนเองต้องมีวิธีกระตุ้นให้ลูกพูดแบบไหนได้บ้าง สามารถศึกษาได้จากบทความนี้เลย

เด็กเริ่มพูดตอนไหน แต่ละช่วงวัยเป็นยังไงบ้าง?

ก่อนจะไปเรียนรู้วิธีสังเกตุว่าลูกพูดช้าเกินไปหรือไม่ รวมถึงวิธีกระตุ้นให้ลูกพูด ลองมาเช็กช่วงอายุของเด็กแต่ละวัยกันสักนิด อายุเท่าไหร่ควรมีพัฒนาการด้านภาษาและการพูดอย่างไรบ้าง

วิธีกระตุ้นให้ลูกพูด

สัญญาณเตือนว่าลูกพูดช้า แล้วพ่อแม่ควรกังวลหรือไม่

แม้ในตารางที่ระบุข้อมูลเอาไว้ด้านบนจะเป็นพัฒนาการด้านการพูดเบื้องต้นตามช่วงวัย ทว่าเด็กแต่ละคนอาจมีพัฒนาการช้าเร็วแตกต่างกันออกไปบ้างเล็กน้อยก็ไม่ใช่เรื่องแปลก อย่างไรก็ตามหากถึงช่วงอายุ 2 ขวบแล้วลูกยังไม่สามารถพูดเป็นคำที่มีความหมายได้ ไม่สามารถพูดคำ 2 พยางค์แบบชัดเจนเพื่อให้พ่อแม่เข้าใจสิ่งที่ต้องการจะบอก หรือยังสื่อสารกับคนรอบข้างไม่รู้เรื่อง ลักษณะแบบนี้ถือว่าเป็นเรื่องผิดปกติที่พ่อแม่ต้องเริ่มกังวลใจ 

ทั้งนี้ในอีกด้านหนึ่งอาจไม่จำเป็นต้องรอให้ลูกถึงอายุ 2 ขวบ ก็ได้ หากพ่อแม่พยายามสื่อสารกับลูกแล้วแต่ไม่มีการตอบสนองตามตารางที่ระบุเอาไว้แม้ผ่านช่วงอายุนั้น ๆ เกิน 1-2 เดือน ไปจนถึงพยายามบอกกล่าวหรือการสั่งให้ลูกทำตามแล้วเด็กไม่ยอมทำ เช่น ไม่ยกมือ พ่อแม่เรียกชื่อแล้วไม่หันหน้ามา นั่นบ่งบอกว่าลูกอาจกำลังมีความผิดปกติทางพัฒนาการด้านการพูดและการฟัง ต้องรีบพาลูกพบกุมารแพทย์โดยเร็วที่สุดเพื่อวินิจฉัยพร้อมหาวิธีแก้ปัญหาหรือรักษาต่อไป 

สาเหตุที่ทำให้ลูกพูดช้า มีอะไรบ้าง?

1. ขาดการกระตุ้นจากพ่อแม่

เด็กหลายคนไม่ได้มีปัญหาด้านพัฒนาการใด ๆ แต่อาจไม่ได้รับการกระตุ้นให้พูดอย่างเหมาะสมจากพ่อแม่ การเปลี่ยนสภาพแวดล้อม ปรับแนวทางการเลี้ยงดูลูกใหม่จะช่วยให้เด็กเริ่มมีพัฒนาการด้านการพูดที่ควรเป็น 

2. ความผิดปกติทางสมอง

เด็กบางคนเกิดมาแล้วมีความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับสมอง เช่น ระบบประสาทด้านการควบคุมความเคลื่อนไหวผิดปกติ ส่งผลให้มีภาวะพูดช้าหรือไม่สามารถสื่อสารได้ตามที่ควรจะเป็น 

3. ประสาทหูบกพร่อง

ภาวะประสาทหูพิการ ทำให้เด็กเกิดความบกพร่องทางการได้ยินจึงไม่สามารถเข้าใจคำพูด ไม่ได้ยินเสียง และไม่สามารถสื่อสารได้ จึงมักเลือกใช้ท่าทางแทนการเปล่งเสียง ส่วนมากมักมีปัญหาด้านอารมณ์ร่วมด้วย เช่น ร้องโวยวายหนักเมื่อไม่ได้ดั่งใจ แต่กลับไม่สามารถพูดสิ่งที่ตนเองต้องการได้ 

4. ออทิสติก / ภาวะพัฒนาการช้า

เด็กที่มีภาวะพัฒนาการช้า รวมถึงอาจมีความบกพร่องในด้านอื่นร่วมด้วย เช่น การเข้าสังคม การดูแลตนเอง การสื่อสารหรืออธิบายความหมาย การเข้าใจสิ่งที่ต้องเรียนรู้ การตอบสนองต่อสิ่งเร้ารอบตัวเร็วหรือช้าผิดปกติ เป็นต้น เมื่อสมองมีภาวะผิดปกติจากโรคดังกล่าวก็ทำให้พัฒนาการด้านการพูดช้าตามไปด้วย 

วิธีกระตุ้นให้ลูกพูด

5 เทคนิคดี ๆ เป็นวิธีกระตุ้นให้ลูกพูด

1. มองตาลูกบ่อยๆ แล้วสอนให้ลูกพูด

วิธีกระตุ้นให้ลูกพูดเทคนิคแรกสายตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ สามารถบ่งบอกได้ทุกสิ่งอย่าง การที่พ่อแม่มองหากับลูกน้อยก่อนแล้วค่อยสอนให้เขาพูดแบบช้า ๆ โดยการทำรูปปากเป็นคำที่สอน เด็กจะอ่านรูปปากพร้อมฟังเสียงที่ถูกเอ่ยออกมาจากปากของพ่อแม่แล้วพยายามทำตาม เพราะเขารู้สึกได้ถึงความปลอดภัย ความสบายใจ และความรัก ความรู้สึกที่ส่งผ่านทางสายตา 

2. หมั่นคุยกับลูกเป็นประจำ

การจะให้เด็กสื่อสารเรียนรู้เรื่องใดก็ตามพ่อแม่ต้องหมั่นทำให้เห็นเป็นตัวอย่างบ่อย ๆ ซึ่งวิธีกระตุ้นให้ลูกพูดที่อยากแนะนำนั่นคือการหมั่นพูดคุยกับลูกเป็นประจำเพื่อให้ลูกเกิดปฏิสัมพันธ์ มีการเปล่งเสียงหัวเราะ สนุก ดีใจ เวลาทำกิจกรรมใดกับลูก เช่น อาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า กินข้าว ก็พูดกับลูกอยู่ตลอด เด็กจะเรียนรู้ความหมายของคำเหล่านั้นได้มากขึ้น พร้อมอยากพูดตามให้เป็น หรือถ้าเวลาว่างก็อาจชวนลูกพูดคุยและให้ทำกิจกรรมตามคำสั่ง เช่น ถามว่าคนไหนแม่ คนไหนพ่อ เป็นต้น 

3. ค่อยๆ สอนคำพูดทีละคำ

การสอนให้ลูกพูดตามทีละคำคือวิธีสุดคลาสสิกที่จะช่วยให้เด็กเกิดความเข้าใจ อยากเรียนรู้ และพูดตามพ่อแม่มากขึ้น แนะนำให้สอนทีละคำโดยเน้นคำที่พูดง่าย เช่น ป๊า ม๊า ปลา หมา หมู รวมถึงสอนคำที่เด็กต้องพบเจอทั่วไปในแต่ละวัน เช่น หิว อิ่ม อึ หม่ำ นม เพื่อเวลาที่เขารู้สึกแบบไหนจะได้สื่อสารออกมาอย่างเข้าใจ เป็นเทคนิคที่ช่วยให้ลูกพูดได้เร็วขึ้น 

4. ทำกิจกรรมที่ลูกมีส่วนร่วม

นอกจากการสอนที่เน้นการสื่อสารด้านคำพูดแบบทั่วไปแล้ว วิธีกระตุ้นให้ลูกพูดอีกเทคนิคนั่นคือ พ่อแม่ทำกิจกรรมโดยให้ลูกมีส่วนร่วมเพื่อเด็กจะอยากสื่อสาร บอกสิ่งที่เขาต้องการ หรือทำตามคำสั่งของพ่อแม่ เช่น ให้ชี้ไปที่พ่อ ชี้ไปที่แม่ ถามว่าชื่อน้อง (ชื่อลูก) ใช่ไหม แล้วให้เด็กยกมือ หากเขารู้สึกสนุกก็จะมีการยิ้ม หัวเราะ มีเสียงกรี๊ดออกมา แสดงถึงพัฒนาการที่ดีตามวัย 

5. ชื่นชมเมื่อลูกทำได้

ท้ายที่สุดพ่อแม่ต้องชื่นชมหรือมีการให้รางวัลบ้างหากลูกสามารถทำได้ตามที่บอก หรือมีการพูดคำที่พ่อแม่สอนได้แบบชัดเจน เด็กจะรู้สึกมีความสุขและอยากพูดบ่อย ๆ เพราะรู้ว่าเป็นสิ่งที่ตนเองทำได้ถูกต้อง มีคนชื่นชม และยังมักได้สิ่งดี ๆ กลับมาอีกด้วย

สรุป

วิธีกระตุ้นให้ลูกพูดต้องเริ่มต้นจากการเอาใจใส่ของพ่อแม่ หากรู้ว่าลูกพูดช้ากว่าพัฒนาการที่ควรเป็นก็ต้องรีบพบกุมารแพทย์ทันที หากตรวจแล้วไม่พบสิ่งผิดปกติก็ต้องเข้าสู่ขั้นตอนการสอนลูกให้พูดด้วยวิธีต่าง ๆ มากขึ้น เช่น การสอนคำทีละพยางค์ การให้ทำตามคำสั่ง การหากิจกรรมทำร่วมกัน มีการชื่นชมเมื่อลูกทำได้ เป็นต้น รับรองว่าเด็กจะไม่เจอปัญหาพัฒนาการในด้านนี้อีกต่อไป

อ่านเพิ่มเติม:

ประกันอุบัติเหตุเด็กที่ได้มาจากโรงเรียน คุ้มครองพอหรือไม่?

ประกันอุบัติเหตุเด็ก คืออะไร ?

ประกันอุบัติเหตุเด็ก คือ ประกันภัยที่ถูกออกแบบมาเพื่อคุ้มครองเด็กจากอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นทั้งในและนอกสถานศึกษา ประกันประเภทนี้จะช่วยรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการบาดเจ็บ เช่น ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล ค่าผ่าตัด ค่ายา และบางครั้งอาจรวมถึงค่าชดเชยในกรณีที่เด็กไม่สามารถไปโรงเรียนหรือทำกิจกรรมปกติได้ชั่วคราว

ประกันอุบัติเหตุสำคัญอย่างไร ทำไมถึงควรทำ ?

การป้องกันค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิด: อุบัติเหตุคือเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่เกิดขึ้นได้ทุกเมื่อและเกิดได้กับทุกคน เด็กมักมีความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุสูง เช่น การเล่นซน หรือการทำกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการบาดเจ็บ การมีประกันอุบัติเหตุจะช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายของครอบครัวที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด

 

ความคุ้มครองครอบคลุม: ประกันอุบัติเหตุเด็กคุ้มครองกรณีเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะ ค่ารักษาพาบาลจากอุบัติเหตุ และมักครอบคลุมการรักษาพยาบาลที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการรักษาในโรงพยาบาล หรือการรักษาผ่านคลินิกเฉพาะทาง ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับครอบครัวที่ต้องการความมั่นใจในความปลอดภัยของลูกหลาน


การสร้างความมั่นใจให้กับผู้ปกครอง: การมีประกันอุบัติเหตุสำหรับเด็กช่วยสร้างความมั่นใจให้กับผู้ปกครองว่าลูกหลานของตนจะได้รับการดูแลอย่างดีหากเกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้น ช่วยแบ่งเบาภาระทางใจได้

ประกันอุบัติเหตุเด็กจากโรงเรียน พอหรือไม่ ?

แม้ว่าโรงเรียนหลายแห่งจะมีประกันอุบัติเหตุให้กับนักเรียน แต่ความคุ้มครองที่โรงเรียนจัดหาให้อาจไม่เพียงพอ เนื่องจากอุบัติเหตุมีทั้งขนาดเล็กและใหญ่ เช่น การลื่นล้มที่อาจจะต้องการเพียงการทำแผลเบา ๆ ไปจนถึงอุบัติเหตุที่ต้องผ่าตัดหรือรักษาพยาบาลในระยะยาว ค่าใช้จ่ายจากอุบัติเหตุเหล่านี้อาจมีความแตกต่างกันมาก ดังนั้น การมีประกันสุขภาพที่ครอบคลุมเพิ่มเติมจะช่วยให้ครอบครัวมีความมั่นใจในความปลอดภัยของลูกหลาน

 

การทำประกันสุขภาพเพิ่มเติมเป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากอุบัติเหตุและค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากอุบัติเหตุนั้นไม่สามารถคาดการณ์หรือวางแผนได้ การมีประกันที่ครอบคลุมจะช่วยปกป้องครอบครัวจากภาระทางการเงินที่ไม่คาดคิด

ประกันอุบัติเหตุเด็ก

กรณีศึกษา เด็กผู้ชายที่เล่นฟุตบอล

มีเด็กผู้ชาย อายุ 10 ขวบเล่นฟุตบอลอยู่กับเพื่อน และได้สะดุดขาตัวเอง ล้มหัวกระแทกพื้น แต่ไม่มีแผล ไม่มีเลือด เลยได้กลับบ้านปกติ  เย็นวันนั้นเด็กผู้ชายได้มีการบ่นว่าปวดหัว และเช้าวันรุ่งขึ้นก็ยังปวดหัวอยู่แถมมีอาการคลื่นไส้ด้วย

 

ด้วยความกังวลของคุณแม่ คุณแม่เลยตัดสินใจพาลูกเขาไปโรงพยาบาล แต่ ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล ที่ได้ทำมาจากโรงเรียนให้ความคุ้มครองสูงสุด 10,000 บาทต่ออุบัติเหตุ เด็กผู้ชายคนนี้จำเป็นต้องเอ็กซเรย์และทำ CT Scan ทำให้มีค่าใช้จ่ายเกือบ 16,000 บาท ซึ่งเกินมาจากความคุ้มที่ประกันอุบัติเหตุจากโรงเรียนมีให้ แต่โชคดี ที่คุณแม่ท่านนี้ได้ทำประกันสุขภาพเด็กแบบเหมาจ่าย ที่มีความคุ้มครองให้กับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นภายใน 24 ชั่วโมง สามารถนำมาใช้ในส่วนเกินของค่าใช้จ่ายครั้งนี้

 

หลังจากตรวจอะไรเสร็จเรียบร้อย คุณแม่ได้พาเด็กผู้ชายกลับบ้านหลังจากได้รับการรักษาเบื้องต้น แต่พอมาถึงช่วงเย็นวันนั้น เด็กผู้ชายเริ่มอาเจียน คุณแม่เลยตัดสินใจพากลับไปที่โรงพยาบาล แพทย์วินิจฉัยเพิ่มเติมว่าเขามีอาการกระทบกระเทือนทางสมอง (Concussion) และได้มีการแอดมิทเข้ารับการรักษาเพื่อสังเกตอาการต่อไป เด็กผู้ชายมีการพักรักษาตัวและเฝ้าดูอาการในโรงพยาบาลอีกสองวันจนกระทั่งอาการของเขาดีขึ้นและการกระทบกระเทือนทางสมองคลี่คลายแล้ว

 

คุณแม่ท่านนี้ถือว่าโชคดี ที่มีประกันสุขภาพเด็กส่วนตัวที่ครอบคลุมถึงอุบัติเหตุ สามารถดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายที่เป็นส่วนเกินมา เกือบ 6,000 บาท และคุ้มครองการเข้าแอดมิทโรงพยาบาล 2 คืน หากไม่ได้มีประกันสุขภาพเสริม ค่าใช้จ่ายส่วนเกินที่คุณแม่ต้องจ่าย อยู่ที่ประมาณ 40,000 บาท

ค่าใช้จ่ายในการทำ CT Scan

ข้อดีของการทำประกันสำหรับเด็ก

ปลอดภัยไว้ก่อน ดีกว่ามาเสียใจทีหลัง: การมีประกันอุบัติเหตุสำหรับเด็กช่วยให้ผู้ปกครองมีความสบายใจว่าลูกหลานของตนจะได้รับการดูแลที่เหมาะสมหากเกิดเหตุไม่คาดคิด

 

ค่าเบี้ยประกันอุบัติเหตุราคาย่อมเยาว์: ประกันอุบัติเหตุสำหรับเด็กมักมีค่าเบี้ยประกันที่ไม่สูงมาก ทำให้สามารถรับประกันได้โดยไม่เป็นภาระทางการเงินมากเกินไป

 

ได้รับการรักษาทันที โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย: ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ การมีประกันจะช่วยให้เด็กได้รับการรักษาพยาบาลทันที โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้น ผู้ปกครองสามารถมุ่งมั่นในการดูแลสุขภาพและความปลอดภัยของลูกหลานได้อย่างเต็มที่

 

การคุ้มครองที่ครอบคลุม: ประกันอุบัติเหตุสำหรับเด็กมักครอบคลุมหลากหลายกรณี เช่น การบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา การเกิดอุบัติเหตุในบ้าน หรือการเดินทาง ทำให้ผู้ปกครองมั่นใจได้ว่าลูกหลานจะได้รับความคุ้มครองทุกที่ทุกเวลา

 

การชดเชยรายได้: ในกรณีที่อุบัติเหตุทำให้เด็กต้องหยุดเรียนหรือหยุดทำกิจกรรมบางอย่าง ประกันอุบัติเหตุบางประเภทอาจมีการชดเชยรายได้ให้ผู้ปกครอง เพื่อช่วยลดภาระทางการเงินที่อาจเกิดขึ้น

 

เสริมสร้างความรู้สึกมั่นคง: การมีประกันอุบัติเหตุช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางจิตใจให้กับผู้ปกครองและเด็ก ทำให้รู้สึกว่ามีการป้องกันที่เหมาะสมในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด

 

ส่งเสริมการเรียนรู้และการพัฒนาของเด็ก: เมื่อเด็กได้รับการคุ้มครองและรู้สึกปลอดภัย ผู้ปกครองสามารถให้เด็กทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้อย่างมั่นใจ ส่งผลให้เด็กสามารถพัฒนาและเรียนรู้ได้อย่างเต็มที่

สรุป

การทำประกันอุบัติเหตุสำหรับเด็กเป็นสิ่งที่ผู้ปกครองควรพิจารณาอย่างจริงจัง เนื่องจากอุบัติเหตุสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาและมีค่าใช้จ่ายที่ไม่สามารถควบคุมได้ การมีประกันสุขภาพเด็กที่ครอบคลุมเรื่องอบุัติเหตุด้วย จะช่วยให้ครอบครัวมีความมั่นใจและสามารถรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดได้อย่างมั่นใจ

อ่านเพิ่มเติม:

แนะนำกิจกรรมสำหรับเด็ก ออกกำลังกายสร้างสุขภาพที่ดีให้ลูก

หนึ่งในวิธีสร้างสุขภาพที่ดีให้กับเด็กทุกคนนั่นคือการที่พวกเขาได้ทำกิจกรรมเคลื่อนไหวร่างกาย จะเรียกเป็นการเล่นหรือออกกำลังกายก็ไม่มีปัญหา ขอแค่อย่างน้อยในแต่ละวัน หรือสัปดาห์ละ 4-5 วัน เด็ก ๆ ได้ขยับร่างกายของตนเองเพื่อให้หัวใจได้สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงแบบครบทุกส่วนพร้อมเติบโตอย่างแข็งแรง จึงอยากแนะนำกิจกรรมสำหรับเด็กทุกคนที่พ่อแม่ ผู้ปกครอง รวมถึงคุณครูในโรงเรียน สามารถนำไปปรับใช้กันได้ตามความเหมาะสมเลย

ลูกไม่ค่อยมีกิจกรรม ทำไงดี ?

ปัญหาหนักใจของพ่อแม่ยุคใหม่จำนวนมากคงหนีไม่พ้นลูก ไม่ว่าเป็นเรื่องไม่ค่อยมีกิจกรรมทำ ไม่ชอบออกกำลังกาย ไม่อยากทำกิจกรรมที่ต้องมีเหงื่อ หรือเคลื่อนไหวเยอะ ซึ่งสาเหตุอาจจะมาจากการติดมือถือ ติดแท็บเล็ต นอนดูการ์ตูน เล่นเกมเพลินทั้งวันจนไม่ค่อยมีการขยับตัว รู้สึกว่าการออกไปทำกิจกรรมนอกบ้านมันเหนื่อย ลองมาเปลี่ยนพฤติกรรมลูกตามคำแนะนำเหล่านี้กันเลย

กิจกรรมสำหรับเด็ก

พ่อแม่มีส่วนร่วมในการชวนไปทำกิจกรรม

การเล่นกีฬาเป็นพื้นฐานดี ๆ ในการทำให้ร่างกายเกิดความแข็งแรง ซึ่งพ่อแม่สามารถชวนลูกออกไปทำกิจกรรมเสริมพัฒนาการนี้ได้ รวมถึงคุณครูที่โรงเรียนในวิชาพลศึกษาก็เป็นอีกรายวิชาที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน เหมาะกับเด็กทุกเพศทุกวัยขึ้นอยู่กับศักยภาพและความเหมาะสม หากเป็นเด็กเล็กอายุ 3-6 ปี อาจเล่นกีฬาง่าย ๆ เช่น วิ่งไล่จับ วิ่งเปี้ยว หรือฝึกพื้นฐานกีฬาทั่วไปอย่างฟุตบอล เทควันโด ว่ายน้ำ เมื่อเด็กเริ่มโตตั้งแต่ 7 ปีขึ้นไป ก็ค่อยให้เขาเลือกในสิ่งที่ชอบ จะเล่นจริงจังจนสามารถทำเป็นอาชีพในอนาคต หรือเล่นสนุก ๆ ก็ได้สุขภาพที่ดี เสริมพัฒนาการด้านร่างกายหลายส่วนขึ้นอยู่กับชนิดกีฬาที่เล่นเลย เช่น บาสเกตบอล จะช่วยให้ข้อต่อและกระดูกยืดตัว สามารถเพิ่มความสูงได้ ว่ายน้ำช่วยให้ปอดและหัวใจแข็งแรง เป็นต้น

พาลูกเข้าคอร์สเล่นกีฬา

วิธีต่อมาลองพาลูกไปเข้าคอร์สการเล่นกีฬาประเภทต่าง ๆ หรืออาจถามกับเด็กโดยตรงว่าชอบกีฬาไหนเป็นพิเศษ เช่น ฟุตบอล บาสเกตบอล ยิมนาสติก ว่ายน้ำ นอกจากการได้ทำกิจกรรมอย่างน้อยทุกสัปดาห์กับครูผู้สอนแล้ว หากเด็กชอบมาก ๆ ก็อาจขอพ่อแม่เล่นกีฬานั้นด้วยตนเองที่บ้าน หรือเพื่อนแถวบ้าน ได้ออกกำลังกายแทบทุกวันโดยไม่ต้องมีการบังคับ

ทำให้การออกกำลังกายหรือการเล่นเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต

พ่อแม่สามารถสอดแทรกการออกกำลังให้เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของลูกได้ง่าย ๆ เช่น การชวนออกไปเดินเล่นในห้างแล้วให้ลูกได้เล่นของเล่นต่าง ๆ เล่นบ้านบอล เล่นบทบาทสมมุติเรื่องอาชีพ ฯลฯ ทุกวันนี้มีสถานที่ดังกล่าวให้เด็กเยอะมาก

ปล่อยให้เด็กได้วิ่งเล่นกับเพื่อนที่โรงเรียนก่อนกลับบ้าน

วิธีง่ายสุด ๆ หากต้องการให้ลูกได้ขยับร่างกายบ้างหากรู้ว่าบ้านไม่ได้มีพื้นที่มากพอ หรือพ่อแม่ไม่ได้สะดวกทำกิจกรรมกับลูก ยังไม่จำเป็นต้องรีบรับลูกกลับบ้านแล้วปล่อยให้เขาได้วิ่งเล่นกับเพื่อนหลังเลิกเรียนบ้าง แต่ถ้าเด็กคนไหนไม่ชอบหรือไม่ได้ทำก็อาจขอร้องคุณครูให้ช่วยผลักดันสักนิดดีกว่าการนั่งเฉย ๆ รอพ่อแม่มารับ

ทำให้การออกกำลังกายเป็นเรื่องสนุก

เทคนิคสุดท้ายลองทำให้การออกกำลังกายเป็นเรื่องสนุกจนเด็กรู้สึกชอบและอยากทำเป็นประจำ เช่น การเต้นประกอบเพลง การเล่นเกมประเภทเคลื่อนไหวร่างกาย การเล่นเกมสมัยเก่า เช่น มอญซ่อนผ้า แปะแข็ง วิ่งไล่จับ การชวนลูกออกไปเล่นกีฬาที่พ่อแม่เล่นกับเขาได้อย่างพวกแบดมินตัน ปั่นจักรยาน 

กิจกรรมสำหรับเด็ก

5 กิจกรรมสำหรับเด็กทั้งสนุก และ ออกกำลังกายไปในตัว

เมื่อรู้วิธีชวนลูกไปขยับร่างกายกันแล้ว หากพ่อแม่คนไหนยังไม่รู้ว่าจะทำกิจกรรมอะไรกับลูกดี จะขอแนะนำให้รู้จักกับ 5 กิจกรรมสำหรับเด็ก การันตีความสนุก บอกลาปัญหาเด็กติดมือถือแล้วไปเคลื่อนไหวเสมือนได้ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดีกันเลย

1. เกมวิ่งไล่จับ / เกมแปะแข็ง

สุดยอดเกมคลาสสิกตลอดกาลไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคสมัยก็ยังสามารถใช้เป็นกิจกรรมสำหรับเด็ก ๆ ได้ตลอด อุปกรณ์ที่ใช้ไม่จำเป็นต้องมีอะไรเลย ขอแค่มีเพื่อน ๆ ร่วมเล่นด้วยประมาณ 3-4 คนขึ้นไป พร้อมพื้นที่ลานกว้าง ไม่มีรถวิ่งผ่าน ไม่เป็นหลุมบ่อหรือพื้นที่ทำให้เกิดอันตราย จากนั้นก็ให้เด็ก ๆ โอน้อยออก ใครแตกต่างจากเพื่อนจะต้องเป็นคนวิ่งไล่จับ หากจับใครได้อีกคนก็ต้องมาเป็นแทน หรือถ้าเล่นเกมแปะแข็ง หากคนที่ไล่แปะคนอื่นได้คนอื่นก็ต้องตัวแข็งจนกว่าจะมีเพื่อนมาแปะช่วย หากเด็กฝ่ายที่ไล่จับแปะทุกคนจนแข็งถือเป็นผู้ชนะและคนโดนแปะคนแรกต้องสลับฝั่งมาเป็นผู้ไล่แทน รับรองเล่นเกมนี้เด็กได้วิ่งกันจนเหนื่อยแน่ ๆ

2. เกมไฟเขียวไฟแดง

กิจกรรมสำหรับเด็กต่อมาที่อยากแนะนำเป็นเกมเล่นง่าย ๆ อีกเช่นเคย คุณครูสามารถนำไปใช้กับเด็กนักเรียนได้ หรือพ่อแม่อยากเล่นกับลูกก็ไม่มีปัญหา อุปกรณ์ที่ใช้จะใช้ห่วงหรือป้ายก็ได้โดยแบ่งเป็นสีแดงและสีเขียว อย่างน้อยควรมีผู้เล่น 4-5 คน ขึ้นไป เมื่อเริ่มเกมพ่อแม่ยกห่วงสีเขียวหมายถึงให้เคลื่อนที่ได้ เด็ก ๆ ก็วิ่งไปมาอย่างสนุกสนานในห้องผ่านไปสักพักให้เปลี่ยนเป็นหยุดห่วงสีแดง หมายถึงสัญญาณให้เด็ก ๆ หยุดนิ่งอยู่กับที่ ใครขยับก่อนต้องออกจากเกม ทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จนได้ผู้ชนะคนสุดท้ายแล้วอาจมอบรางวัลให้ในแต่ละรอบ นอกจากได้ออกกำลังกายยังฝึกสมาธิ ฝึกการเรียนรู้แยกสีจราจรด้วย รับรองเด็กทุกคนอยากเล่นแน่นอน

3. เกมบอลลูนโป้ง

อีกกิจกรรมสำหรับเด็กสุดคลาสสิกที่ยุคพ่อแม่ก็เคยเล่นกันมาก่อน ลองให้ลูกชวนเพื่อน ๆ หรือคุณครูให้เด็กเล่นกันก็ได้ สิ่งที่ต้องมีคือชอล์กวาดกรอบสี่เหลี่ยมผืนผ้าแล้วขีดเส้นเป็นพื้นที่ประมาณ 3-4 เส้น หรือตามจำนวนเด็กที่แบ่งข้างกัน (รวมเส้นกรอบ) จากนั้นเด็กแบ่งออกเป็น 2 ฝ่ายแบบเท่ากัน ฝ่ายป้องกันต้องไปยืนบนเส้นตำแหน่งของตนเอง 1 เส้น ต่อ 1 คน ส่วนฝ่ายรุกต้องเริ่มจากการยืนในช่องกรอบแรก วิธีคือฝ่ายรุกต้องหาวิธีผ่านฝ่ายป้องกันไปทีละเส้นจนถึงเส้นสุดท้ายแล้วพูดว่า บอลลูนโป้ง หากฝ่ายรุกโดนฝ่ายป้องกันแตะตัวก่อนต้องออกจากเกม รวมถึงฝ่ายรุกที่วิ่งเลยออกนอกเส้นข้างก็ถือว่าแพ้เช่นกัน หลังจบเกมก็สลับฝั่งกันเป็นฝ่ายรุกและป้องกัน

4. เกมกระต่ายขาเดียว

กิจกรรมสุดคลาสสิกที่รับรองว่าได้ทั้งความสนุกและออกกำลังกายในเวลาเดียวกันอย่างแน่นอน หลักการก็ไม่ซับซ้อนให้ใช้ชอล์กขีดเส้นเป็นวงกลมหรือสี่เหลี่ยมเพื่อกำหนดพื้นที่ จากนั้นเด็ก ๆ ก็โอน้อยออก ใครต่างจากเพื่อนจะต้องเป็นกระต่ายโดยการยืนขาวเดียวแล้วกระโดดไปไล่แปะคนอื่น ๆ ส่วนเด็กที่ต้องหนีมีข้อแม้ว่าถ้าโดนกระตายแตะตัวหรือวิ่งหลุดออกจากนอกกรอบจะต้องเปลี่ยนมาเป็นกระต่ายทันที การละเล่นแบบง่าย ๆ แต่รับรองว่าลูกได้สนุกแบบจัดเต็ม พ่อแม่หรือคุณครูสามารถนำไปใช้ได้เลย แนะนำให้ชวนเด็กมาเล่นอย่างน้อย 4-5 คน 

5. เกมวิ่งเปี้ยว

กิจกรรมสำหรับเด็กอย่างสุดท้ายที่อยากแนะนำรับรองความสนุกและน่าตื่นเต้น อุปกรณ์ให้มีผ้าเช็ดหน้า 2 ผืน ผืนละสี จากนั้นใช้กรวยไปวางตั้งเป็นหลัก 2 ฝั่ง ห่างกันประมาณ 20-30 เมตร แบ่งเด็กออกเป็นฝ่ายเท่า ๆ กัน มีกรรมการ 1 คน ยืนถือผ้าอยู่ระหว่างกลางของกรวยทั้ง 2 ฝั่ง เด็กทุกคนยืนหลังกรวย เมื่อกรรมการให้สัญญาณเด็กคนแรกวิ่งมาหยิบผ้าตามแนวตรงแล้ววิ่งอ้อมกรวยอีกฝั่งเพื่อไล่ตีเพื่อนฝั่งตรงข้าม หากวิ่งมาถึงฝั่งตนเองก็ยื่นผ้าให้กับคนถัดไปวิ่งไล่ ทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ หากฝ่ายไหนใช้ผ้าสัมผัสกับฝ่ายตรงข้ามได้ก่อนก็เป็นผู้ชนะไปเลย

kids-laying

บทสรุป

จริง ๆ แล้วกิจกรรมสำหรับเด็กเพื่อให้พวกเขาได้ออกกำลังกาย เคลื่อนไหวร่างกายมีเยอะมาก โดยเฉพาะการละเล่นในอดีตที่ยังคงได้รับความนิยมมาจนถึงปัจจุบัน พ่อแม่อาจเริ่มต้นด้วยการชวนลูกพร้อมเด็ก ๆ วัยเดียวกันใกล้บ้านมาทำกิจกรรม หรือจะฝากให้คุณครูชวนเด็ก ๆ เล่นหลังเลิกเรียนระหว่างพ่อแม่กำลังไปรับกลับบ้านก็ได้เช่นกัน ส่วนวันไหนถ้าเพื่อนไม่ว่างก็ลองหากิจกรรมอื่นที่พ่อแม่สามารถทำร่วมกับลูกได้ เช่น การตีแบดมินตัน เตะบอล ปั่นจักรยาน นอกจากช่วยลดปัญหาเด็กติดมือถือ ยังทำให้พวกเขามีสุขภาพที่ดีอีกด้วย

อ่านเพิ่มเติม:

DBD logo

ใบอนุญาตจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

เลขที่ 0105555036794

OIC logo

ใบอนุญาตนายหน้าประกันวินาศภัย เลขที่00008/2555  

ใบอนุญาตนายหน้าประกันภัย เลขที่ ช00012/2564

BOI logo

ได้รับการรับรองจาก BOI 2927/2555

บริษัท ลูม่า แคร์ จำกัด, 57 ปาร์คเวนเชอร์ อีโคเพล็กซ์ ชั้น 9 ยูนิต 912 ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330

Copyright © 2026 lumahealth.com. All Rights Reserved.   นโยบายความเป็นส่วนตัว