อัปเดตการขอวีซ่าออสเตรเลียประเภทท่องเที่ยว ฉบับปี 2024

การไปเที่ยวออสเตรเลียจัดเป็นอีกหนึ่งเป้าหมายของหลายคน นอกจากความสวยงามด้านสถาปัตยกรรมแล้ว ยังมีเรื่องน่าสนใจทั้งสัตว์ป่า ชุมชนคนไทย และอีกมากมาย ซึ่งใครวางแผนอยากสัมผัสกับประสบการณ์ใหม่แบบนี้ก็จำเป็นต้องมี “วีซ่าออสเตรเลีย” ก่อนเดินทางเข้าประเทศด้วยเช่นกัน จึงขออัปเดตวิธีขอวีซ่าท่องเที่ยวออสเตรเลียและข้อมูลน่าสนใจฉบับปี 2024 ให้ทุกคนทำตามกันเลย 

วีซ่าออสเตรเลีย

ข้อมูลเบื้องต้นในการขอวีซ่าออสเตรเลียประเภทท่องเที่ยว 

สำหรับผู้ที่สนใจขอวีซ่าออสเตรเลียประเภทท่องเที่ยวจะถูกจัดอยู่ในหมวดของ Visitor Visa สามารถใช้ได้ทั้งจุดประสงค์การท่องเที่ยว ทำธุรกิจ เยี่ยมญาติ รวมถึงการเรียนคอร์สระยะสั้นไม่เกิน 3 เดือน ซึ่งวีซ่าปกติจะอยู่ได้ไม่เกิน 90 วัน อย่างไรก็ตามยังมีตัวเลือกระยะเวลาการพำนักอาศัยตั้งแต่ 3 เดือน 6 เดือน 1 ปี และ 3 ปี ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของแต่ละคนด้วย 

คุณสมบัติของผู้ที่ต้องการขอวีซ่าออสเตรเลียประเภทท่องเที่ยว 

การยื่นวีซ่าออสเตรเลียประเภทท่องเที่ยวผู้ที่สนใจจะต้องมีอายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป หากอายุต่ำกว่านี้และเดินทางคนเดียวต้องมีเอกสารรับรองจากพ่อแม่ รวมถึงผู้มีอายุมากกว่า 75 ปี ต้องมีใบรับรองการตรวจสุขภาพยืนยันด้วย ไม่เป็นผู้มีคดีความรุนแรงติดตัว หรือไม่ถูกศาลสั่งห้ามเดินทางออกนอกประเทศในทุกกรณี มีสุขภาพแข็งแรง พร้อมต่อการเดินทางและการพำนักอาศัยตลอดระยะเวลาที่วีซ่าออสเตรเลียระบุ 

เอกสารที่ใช้ในการขอวีซ่าท่องเที่ยวออสเตรเลีย 

ในการยื่นวีซ่าออสเตรเลียสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้คือการเตรียมเอกสารต่าง ๆ ให้ครบถ้วน เพื่อความสะดวก รวดเร็ว และโอกาสในการทำวีซ่าออสเตรเลียผ่านง่ายขึ้นกว่าเดิม มาเช็กกันเลยว่าเอกสารทั้งหมดมีอะไรบ้าง 

  1. 1. แบบฟอร์มการขอวีซ่าเข้าประเทศ (ปัจจุบันประเทศออสเตรเลียจะใช้วิธียื่นขอวีซ่าผ่านออนไลน์เท่านั้นจึงต้องทำการกรอกข้อมูลทั้งหมดผ่านออนไลน์ให้ครบถ้วน คลิกกรอกเอกสาร
  2. 2. หนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต) มีอายุใช้งานเหลือไม่ต่ำกว่า 6 เดือน ใช้หน้าแรกและข้อมูลการเดินทางที่ประทับตราเอาไว้ทุกหน้าทั้งเล่มปัจจุบันและเล่มเก่า (ถ้ามี) ในการอัปโหลดไฟล์
  3. 3. ภาพบัตรประชาชนตัวจริง
  4. 4. เอกสารวีซ่าประเทศอื่นที่เคยได้รับ (ถ้ามี)
  5. 5. สำเนาทะเบียนบ้านที่มีชื่อของตนเอง
  6. 6. แผนการเดินทางท่องเที่ยวตลอดทริป
  7. 7. เอกสารการจองตั๋วเครื่องบินไป – กลับ
  8. 8. เอกสารการจองโรงแรมที่พักตลอดระยะเวลาที่พำนักอาศัย
  9. 9. รายการเดินบัญชีธนาคารประเภทออมทรัพย์ย้อนหลัง 6 เดือน / สลิปเงินเดือน / หนังสือรับรองจากธนาคาร อย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งหมด
  10. 10. เอกสารยืนยันการทำงานแบ่งตามลักษณะอาชีพของแต่ละบุคคล แปลเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด ได้แก่
  • พนักงานบริษัท ต้องมีจดหมายรับรองการทำงานจากองค์กรที่ตนเองสังกัดอยู่ ระบุ ชื่อ-สกุล อายุงาน ตำแหน่งงาน เงินเดือน จำนวนวันและระยะเวลาในการลาหยุดชัดเจน 
  • เจ้าของธุรกิจ ต้องมีหนังสือจดทะเบียนธุรกิจ หรือหนังสือจดทะเบียนพาณิชย์อย่างใดอย่างหนึ่ง 
  • นักเรียน นักศึกษา ต้องมีจดหมายรับรองการเป็นนักเรียน นักศึกษา ที่ออกให้โดยสถาบันที่ตนเองกำลังศึกษาในปัจจุบัน 
  1. 11. ใบเปลี่ยนชื่อ – สกุล (ถ้ามี)

12. กรณีเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ต้องมีหนังสือรับรองจากพ่อแม่เป็นภาษาอังกฤษ ออกให้โดยนายอำเภอ หรือทำการกรอกแบบฟอร์ม 1229 พร้อมแนบสำเนาสูติบัตร 

  1. 13. ผู้ที่อายุเกิน 75 ปี ต้องมีใบรับรองแพทย์ยืนยันว่าสามารถเดินทางและพำนักอาศัยอยู่ได้ รวมถึงต้องซื้อ “ประกันเดินทางต่างประเทศ” ด้วย
  2. 14. รูปถ่ายสีหน้าตรง พื้นหลังขาว ขนาด 2 นิ้ว 1 รูป มองเห็นศีรษะถึงหัวไหล่ ไม่สวมแว่นตา หมวก หรืออุปกรณ์ปิดบังใบหน้ายกเว้นการสวมใส่ตามหลักศาสนา

 

ค่าธรรมเนียมสำหรับการยื่นขอวีซ่าท่องเที่ยวออสเตรเลีย

เมื่อเอกสารครบถ้วนเรียบร้อยก็ต้องเตรียมเงินสำหรับจ่ายค่าธรรมเนียมในการยื่นวีซ่าออสเตรเลียด้วย โดยการขอวีซ่าออสเตรเลียจะมีค่าธรรมเนียมแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ 

  • ค่าบริการขอวีซ่า Visitor Visa 600 จำนวน 190 AUD (ไม่รวมค่าธรรมเนียมบัตรเครดิต) 
  • ค่าดำเนินการตรวจไบโอเมตริกซ์ผ่าน VFS Global จำนวน 735 บาท 

ทั้งเพื่อเพิ่มเติมความสะดวกให้กับผู้ที่ต้องการขอวีซ่าท่องเที่ยวออสเตรเลีย ทางศูนย์รับยื่นฯ ก็มีบริการเสริมเพิ่มเติมอื่น ๆ ให้ด้วย ดังนี้ 

  • บริการห้องรับรองพิเศษ 3,000 บาท 
  • บริการนอกเวลาทำการ 2,100 บาท 
  • บริการกรอกแบบฟอร์มออนไลน์ 480 บาท 
  • บริการรับรองเอกสาร 50 บาท 
  • บริการปริ้นท์เอกสารแผ่นละ 25 บาท 
  • บริการสแกนเอกสารและส่งอีเมล 25 บาท 

ขั้นตอนและวิธีขอวีซ่าท่องเที่ยวออสเตรเลีย 

มาถึงสิ่งสำคัญมากที่ทุกคนควรรู้นั่นคือวิธีขอวีซ่าออสเตรเลียและขั้นตอนต่าง ๆ แบบละเอียด เพราะอย่างที่บอกว่าต้องทำการยื่นผ่านออนไลน์ และต้องมีการตรวจไบโอเมตริกซ์เพิ่มเติมด้วย 

วิธีขอวีซ่าท่องเที่ยวออสเตรเลียออนไลน์และตรวจไบโอเมตริกซ์ 

  1. 1. วิธีขอวีซ่าท่องเที่ยวออสเตรเลียลำดับแรกให้คลิกเข้าไปยังหน้าแบบฟอร์มขอวีซ่า ลงทะเบียนผ่านหน้า Create an ImmiAccount ใส่ข้อมูล ใส่รหัสผ่าน ใส่คำถามลับ แล้วยืนยันผ่านลิงก์ในอีเมลที่ระบุไว้
  2. 2. ทำการล็อกอินใหม่อีกครั้งแล้วกด New Application 
  3. 3. กรอกข้อมูลตามขั้นตอนทั้งหมดให้ครบถ้วนไม่ว่าจะเป็นการเลือกประเภทวีซ่า ตอบคำถาม ใส่ข้อมูลพาสปอร์ต ข้อมูลส่วนตัวอื่น ๆ ระยะเวลาพำนักอาศัย ข้อมูลการทำงาน ทุนทรัพย์ที่ใช้ท่องเที่ยว แถลงเรื่องสุขภาพ ประวัติอาชญากรรม ประวัติการขอวีซ่า ฯลฯ
  4. 4. หลังกรอกข้อมูลเสร็จให้ทำการอัปโหลดไฟล์เอกสารทั้งหมดผ่านระบบออนไลน์
  5. 5. ทำการชำระเงินค่าขอวีซ่าจากนั้นจะได้อีเมล 2 ฉบับ คือ แจ้งยืนยันได้รับเอกสารการสมัครและแจ้งให้ยืนยันตัวตนผ่านระบบไบโอเมตริกซ์
  6. 6. การยืนยันตัวตนไบโอเมตริกซ์ต้องนัดหมายล่วงหน้ากับ VFS Global 
  7. 7. เมื่อถึงวันนัดหมายให้มาก่อนเวลาอย่างน้อย 15 นาที พร้อมเอกสารยืนยันตัวตน เช่น พาสปอร์ต บัตรประชาชน (กรณีเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี ต้องมาพร้อมพ่อแม่ในการเก็บอัตลักษณ์นี้)
  8. 8. ทำการสแกนใบหน้าและลายนิ้วมือพร้อมชำระเงินค่าธรรมเนียม (ศูนย์กรุงเทพฯ รับทั้งบัตรเครดิตและเงินสด ศูนย์เชียงใหม่รับเฉพาะเงินสด) สุดท้ายก็รอการอนุมัติวีซ่าจากหน่วยงานพิจารณาเป็นอันเสร็จสิ้นวิธีขอวีซ่าออสเตรเลียประเภทท่องเที่ยว

ยืนยันไบโอเมตริกซ์ในการขอวีซ่าท่องเที่ยวออสเตรเลียที่ไหน 

อย่างที่บอกไปว่าการวิธีขอวีซ่าออสเตรเลียประเภทท่องเที่ยวต้องยื่นผ่านระบบออนไลน์ แต่การยืนยันไบโอเมตริกซ์สำหรับใช้เป็นส่วนหนึ่งของยื่นวีซ่าออสเตรเลียสามารถทำได้ที่ศูนย์รับยื่นฯ VFS Global วีซ่าออสเตรเลีย ทั้ง 2 แห่ง ได้แก่ 

 

  1. 1. ศูนย์ยื่นวีซ่า (VFS) ออสเตรเลีย ประจำประเทศไทย

ที่อยู่: ชั้น 28 อาคารเดอะเทรนดี้ ออฟฟิศ ซ.สุขุมวิท 13 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110 

วัน-เวลาทำการ: วันจันทร์วันศุกร์ 08.30น. – 16.30น. ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์ 

อีเมล: [email protected] 

เว็บไซต์: visa.vfsglobal.com/ 

 

  1. 2. ศูนย์ยื่นวีซ่าออสเตรเลีย จังหวัดเชียงใหม่

ที่อยู่: 191 อาคารศิริพานิช ชั้น 6B ถ.ห้วยแก้ว ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50200 

วัน-เวลาเก็บข้อมูลไบโอเมตทริกซ์: วันจันทร์วันศุกร์ 08.30น. – 16.30 น. ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์ 

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกาขอวีซ่าท่องเที่ยวออสเตรเลีย 

นอกจากข้อมูลต่าง ๆ ที่ระบุเอาไว้ให้แบบครบถ้วนแล้วก็ยังมีข้อมูลเพิ่มเติมอีกบางเรื่องที่อยากแนะนำสำหรับคนที่กำลังวางแผนอยากไปเที่ยว เรียนต่อคอร์สสั้น ๆ หรือเยี่ยมญาติ เยี่ยมเพื่อน เพื่อให้ดำเนินการอย่างถูกต้องและผ่านง่ายขึ้นกว่าเดิม 

วีซ่าออสเตรเลีย

ระยะเวลาในการขอวีซ่าท่องเที่ยวออสเตรเลีย 

ปกติแล้วเมื่อยื่นวีซ่าออสเตรเลียเรียบร้อยผ่านออนไลน์ จะต้องใช้ระยะเวลาในการพิจารณาวีซ่าออสเตรเลียประมาณ 7-10 วัน ทั้งนี้สามารถยื่นเรื่องเพื่อขอวีซ่าล่วงหน้าก่อนเดินทางได้ไม่เกิน 90 วัน ก่อนถึงวันไปเที่ยวออสเตรเลีย 

มีวีซ่าท่องเที่ยวออสเตรเลียสามารถไปที่ไหนได้บ้าง 

เมื่อคุณทำวีซ่าออสเตรเลียผ่านเรียบร้อย การไปเที่ยวออสเตรเลียก็ไม่ใช่เรื่องยาก โดยสามารถสัมผัสกับความพิเศษได้ในทุกพื้นที่ของประเทศแห่งนี้โดยเฉพาะเมืองท่องเที่ยวใหญ่ ๆ เช่น เมืองซิดนีย์ (Sydney), กรุงเมลเบิร์น (Melbourne), เมืองแคนเบอร์รา (Canberra), เมืองบริสเบน (Brisbane), เมืองโกลด์โคสต์ (Gold Coast), เกาะฟิลลิป (Phillip Island), เมืองเพิร์ธ (Perth) เป็นต้น

สรุป 

ทั้งหมดนี้เป็นวิธีขอวีซ่าออสเตรเลียประเภทท่องเที่ยวของคนที่วางแผนอจากเปิดประสบการณ์ใหม่ด้วยการเที่ยวออสเตรเลีย ซึ่งอีกเรื่องที่ไม่อยากให้มองข้ามเด็ดขาดนั่นคือการทำ ประกันเดินทางออสเตรเลีย จ่ายเบี้ยประกันเริ่มต้นเพียง 249 บาท แต่ให้ความคุ้มครองสูงสุดถึง 5 ล้านบาท สมัครง่ายพร้อมรับกรมธรรม์ผ่านออนไลน์ คุ้มครองการติดเชื้อโควิด-19 บริการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยกรณีฉุกเฉิน บริการ Call Center 24 ชม. ไม่ว่าทริปต่างประเทศที่ไหนก็สบายใจแน่นอน 

New Health Standard คืออะไร

ความหมายของ New Health Standard 

New Health Standard คือมาตรฐานของประกันสุขภาพแบบใหม่ ที่มีการบังคับใช้อย่างเป็นทางการมาตั้งแต่วันที่ 8 พฤศจิกายน 2564 โดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.)

ทำไมถึงต้องเปลี่ยนเป็น New Health Standard?

เพื่อสร้างมาตรฐานประกันสุขภาพแบบใหม่ให้เหมาะสมกับสังคมสมัยใหม่ที่มีการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากวิวัฒนาการทางการแพทย์ในปัจจุบันมีความคืบหน้าไปมากจากเมื่อก่อน มาตรฐานประกันสุขภาพแบบเดิมจึงอาจมีความคุ้มครองไม่ครอบคลุมอีกต่อไปกับเทคนิคการแพทย์แบบใหม่ ๆ นอกจากนั้น ในสมัยนี้มีแผนประกันสุขภาพซึ่งถูกออกแบบโดยบริษัทประกันภัยต่าง ๆ ออกมาแบบหลากหลายเพื่อหวังจะแข่งขันกันภายในตลาด จึงทำให้ผู้บริโภคเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างแผนประกันได้ยาก รวมถึงข้อกำหนดบางอย่างของประกันสุขภาพนั้นกว้างเกินไป จนอาจทำให้ผู้เอาประกันถูกเอาเปรียบได้ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) จึงออกมาตรฐานประกันสุขภาพแบบใหม่มาเพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ ให้การซื้อประกันสุขภาพอยู่บนพื้นฐานเดียวกัน เนื้อหาความคุ้มครองมีความทันสมัยตามทันการแพทย์สมัยใหม่ และเปรียบเทียบกันเองได้

New Health Standard คืออะไร

เงื่อนไขสำคัญของ New Health Standard

1. หลักเกณฑ์ทั่วไป

  • กรมธรรม์ประกันสุขภาพแบบ New Health Standard ต้องมี 13 หมวดความคุ้มครองหลัก
  • ข้อความในกรมธรรม์ต้องชัดเจน เข้าใจง่าย ไม่คลุมเครือ
  • ผู้เอาประกันมีสิทธิ์ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับกรมธรรม์อย่างครบถ้วน

2. หลักเกณฑ์เกี่ยวกับการต่ออายุกรณีครบรอบปีกรมธรรม์ 

บริษัทประกันไม่ต่ออายุกรมธรรม์ได้ใน 3 กรณีเท่านั้น คือ 

  1. 1. ผู้เอาประกันปกปิดข้อมูล ไม่แถลงตามจริง 
  2. 2. ผู้เอาประกันเคลมโดยไม่มีความจำเป็นทางการแพทย์ 
  3. 3. ผู้เอาประกันเรียกร้องค่าชดเชยรายได้เกินรายได้ที่แท้จริง

3. หลักเกณฑ์เกี่ยวกับการปรับเบี้ยประกัน

ข้อกำหนดของการปรับเบี้ยประกันของมาตรฐานประกันสุขภาพแบบใหม่จะขึ้นอยู่กับ 2 เงื่อนไข ได้แก่

  1. 1. อายุ และขั้นอาชีพของบุคคลนั้น ๆ
  2. 2. หากค่ารักษาพยาบาลสูงขึ้น รวมถึงการจ่ายค่าสินไหมทดแทนโดยรวมการพอร์ตนั้น ๆ โดยทางบริษัทจะต้องแจ้งให้กับผู้เอาประกันทราบไม่น้อยกว่า 30 วัน ในรูปแบบของลายลักษณ์อักษร และอัตราที่มีการปรับขึ้นต้องได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียนด้วย

4. หลักเกณฑ์เกี่ยวกับการบอกเลิกสัญญา

บริษัทประกันสามารถบอกเลิกสัญญาได้ในกรณีที่ผู้เอาประกันฉ้อฉลเท่านั้น รวมถึงมาตรฐานประกันสุขภาพแบบเก่าจะสามารถบอกเลิกสัญญาได้ตลอด แต่มาตรฐานประกันสุขภาพแบบใหม่จะไม่สามารถบอกเลิกสัญญาได้หลังจากผ่านไป 2 ปี 

New Health Standard คืออะไร

13 หมวดความคุ้มครองหลัก ได้แก่

 

ผลประโยชน์ถูกแบ่งออกเป็น 13 หมวดมาตรฐาน โดยแบ่งตามการเข้ารักษา ดังนี้

 

ผลประโยชน์กรณีผู้ป่วยใน

 

หมวด 1: ค่าห้องพัก ค่าอาหาร และค่าบริการทั่วไป

หมวด 2: ค่าบริการทางการแพทย์ เพื่อวินิจฉัยโรค

หมวด 3: ค่าตรวจรักษาของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม (แพทย์)

หมวด 4: ค่ารักษาโดยการผ่าตัดและหัตถการ

หมวด 5: การผ่าตัดใหญ่แต่ไม่ได้เข้าพักเป็นผู้ป่วยใน (Day Surgery)

 

ผลประโยชน์กรณีไม่ได้รักษาตัวเป็นผู้ป่วยใน

 

หมวด 6: ค่าบริการการแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยที่เกี่ยวข้องโดยตรง ทั้งก่อนและหลังการพักรักษาตัว

หมวด 7: ค่ารักษากรณีบาดเจ็บเป็นผู้ป่วยนอกจากอุบัติเหตุภายใน 24 ชั่วโมง

หมวด 8: ค่าเวชศาสตร์ฟื้นฟูหลังการเข้ารักษาเป็นผู้ป่วยใน

หมวด 9: ค่าบริการการแพทย์เพื่อรักษาโรคไตวายเรื้อรัง

หมวด 10: ค่าบริการการแพทย์เพื่อรักษามะเร็ง โดยรังสีรักษา

หมวด 11: ค่าบริการการแพทย์เพื่อรักษามะเร็ง โดยเคมีบำบัด

หมวด 12: ค่าใช้จ่ายสำหรับรถพยาบาลฉุกเฉิน

หมวด 13: ค่ารักษาพยาบาล การผ่าตัดเล็ก

คำนิยามที่มีการเพิ่มและเปลี่ยนแปลงใน New Health Standard

คำนิยามที่มีการเพิ่มเข้ามา

 

  1. 1. ฉ้อฉลประกันภัย หมายถึง การกระทำของผู้เอาประกันหรือบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องกับสัญญาประกันภัย ที่จงใจกระทำการเพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ ไม่ว่าจะเป็นการแจ้งข้อมูลเท็จ การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเกินจริง การแกล้งทำร้ายตัวเอง หรือการร่วมมือกับบุคคลอื่นเพื่อฉ้อฉลเอาประกันภัย

 

  1. 2. เบี้ยประกันภัยในการต่ออายุ หมายถึง เงินที่ผู้เอาประกันภัยต้องชำระให้กับบริษัทประกันภัย เพื่อต่ออายุความคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันภัยต่อไปอีก 1 ปี และจะไม่มีการนำเงื่อนไขหรือส่วนลดเบี้ยประกันใดมาใช้เพื่อให้เกิดค่าใช้จ่ายร่วม หรือเพื่อกำหนดเบี้ยประกันใด เมื่อครบรอบปีกรมธรรม์หรือกรมธรรม์สิ้นผลบังคับใช้ 

 

คำนิยามที่มีการเปลี่ยนแปลง

 

  1. โรงพยาบาล หมายถึง สถานพยาบาลที่ให้บริการ 24 ชั่วโมง ครอบคลุมโรงพยาบาลขนาดเล็กและโรงพยาบาลเฉพาะทาง
  2. การรักษาตัวครั้งหนึ่งครั้งใด หมายถึง การเข้ารักษาตัวเป็นผู้ป่วยใน หรือได้รับการผ่าตัดใหญ่แบบไม่นอนโรงพยาบาลแต่ละครั้ง แล้วรักษาไม่หาย ต้องรักษาต่อเนื่องใน 90 วัน นับจากวันออกจากโรงพยาบาลครั้งสุดท้าย จะถือว่าเป็นการรักษาครั้งเดียวกัน
  3. ผ่าตัด โดยจะมีการแบ่งรูปแบบการผ่าตัดออกเป็น 3 แบบ ได้แก่ การผ่าตัดใหญ่ การผ่าตัดเล็ก การผ่าตัดใหญ่แบบไม่นอนโรงพยาบาล (Day Surgery) 

ติดตาม ข่าวสาร และ โปรโมชั่นต่างๆ

คนที่มีประกันสุขภาพอยู่แล้ว ต้องทำยังไง?

 

ผู้ที่มีประกันสุขภาพอยู่แล้ว สามารถพิจารณาได้ว่าอยากจะถือประกันสุขภาพแบบเดิมหรือเปลี่ยนใหม่ เนื่องจากประกันสุขภาพแบบ New Health Standard อาจมีเบี้ยประกันสุขภาพสูงกว่าแบบเดิม เพราะแลกมากับความคุ้มครองที่ครอบคลุมมากขึ้น ดังนั้นหากคุณพึงพอใจกับความคุ้มครองและเบี้ยประกันที่ต้องจ่ายอยู่แล้วก็สามารถถือประกันฉบับเดิมได้ แต่ถ้าหากต้องการเปลี่ยน สามารถติดต่อบริษัทประกันเพื่อขอปรับเปลี่ยนเป็น New Health Standard ได้ ทั้งนี้ทั้งนั้น โดยส่วนใหญ่บริษัทมักมีจดหมายหรือมีการปรับให้โดยอัตโนมัติอยู่แล้ว

 

ข้อควรระวัง

ก่อนตัดสินใจปิดประกันสุขภาพแบบเก่า ควรพิจารณาประเด็นเหล่านี้ก่อนเสมอ

  1. สิทธิลดหย่อนภาษี

ประกันสุขภาพแบบใหม่สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 25,000 บาทต่อปี ดังนั้นหากปิดประกันเก่า จะเสียสิทธิ์ลดหย่อนภาษีเต็มจำนวนตามมาตรฐานเก่า

  1. ระยะเวลารอคอย

ประกันสุขภาพแบบใหม่มีระยะเวลารอคอยสูงสุด 120 วัน หากปิดประกันเก่าไปแล้ว อาจไม่มีความคุ้มครองในระหว่างที่ต้องรอประกันใหม่มีผลบังคับใช้

  1. โรคประจำตัว

ประกันสุขภาพ (ทั้งแบบเก่าและใหม่) ไม่คุ้มครองโรคที่เป็นมาก่อนการเอาประกัน ดังนั้นหากปิดประกันเก่าที่เราทำตอนสุขภาพดีอยู่ แล้วในปัจจุบันเรามีโรคประจำตัวแล้ว อาจทำให้ไม่สามารถทำประกันได้อีก

Community Rating คืออะไร?

Community Rating เป็นหลักการที่ใช้ในการกำหนดระดับค่าเบี้ยประกันหรือค่าบริการทางด้านการแพทย์โดยไม่คำนึงถึงประวัติการเป็นโรคหรือสภาพสุขของบุคคลแต่ละคนในกลุ่มที่เข้าร่วมโปรแกรมประกันสุขภาพ เพื่อง่ายต่อการเข้าถึงการรักษาและประกันสุขภาพสำหรับทุกคนในกลุ่มนั้น โดยทั่วไปการเสนอราคาหรือการเสนอประกันในระบบ Community Rating จะไม่พิจารณาข้อมูลส่วนบุคคลเช่น อายุหรือประวัติการเป็นโรคของผู้เอาประกัน ทำให้ค่าเบี้ยหรือค่าบริการมีความเท่าเทียมกันหรือใกล้เคียงสำหรับทุกคนในกลุ่มนั้นๆ แม้ว่าบางบุคคลอาจมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมากกว่าบางคนในกลุ่มก็ตาม หรือบางคนอาจมีอาการเรื้อรังที่ต้องการการรักษาบ่อยมากกว่าคนอื่น แต่ค่าเบี้ยหรือค่าบริการยังคงเท่าเทียมกันสำหรับทุกคนในกลุ่มนั้นๆ

 

หลักการ Community Rating มีจุดประสงค์เพื่อให้มีความยุติธรรมและเสมอภาคต่อทุกคนในการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพโดยไม่สนใจสถานะสุขภาพหรือความสามารถในการจ่ายเงินของบุคคลแต่ละคนในกลุ่มนั้น ๆ โดยมักจะใช้ในระบบประกันสุขภาพของประเทศหรือระบบที่เปิดให้กับสาธารณชนทั่วไปให้เข้าถึงได้ง่าย ๆ ตามหลักการสวัสดิการสาธารณะ

มีการใช้ระบบ Community Rating ในประเทศไทยไหม?

ในประเทศไทย ยังไม่มีการใช้ระบบ Community Rating อย่างเป็นทางการ แต่มีการนำมาใช้ในบางโครงการ เช่น

 

ประกันสุขภาพถ้วนหน้า (30 บาทรักษาทุกโรค, บัตรทอง) 

โครงการนี้ใช้ระบบ Community Rating ในการจัดสรรเงินงบประมาณให้กับโรงพยาบาล หมายความว่า เงินงบประมาณจะถูกกระจายไปยังโรงพยาบาลต่าง ๆ โดยไม่คำนึงถึงจำนวนผู้ป่วย หรือความยากง่ายของโรค และประชาชนจะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาเหมือนกัน ยกเว้นกรณีที่มีการใช้ยานอกบัญชี หรือเป็นการรักษาที่ไม่ใช่เหตุอันสมควร เช่น การศัลยกรรมเพื่อความงาม ซึ่งอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

 

สิทธิประกันสังคม

เป็นระบบสวัสดิการสังคมที่ช่วยเหลือผู้ประกันตนเมื่อเกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ เช่น เจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ ว่างงาน และเสียชีวิต โดยที่โครงการนี้ใช้ระบบ community rating ในแง่ของการแบ่งกลุ่มบุคคลออกตามมาตรา และผู้ที่มีเงื่อนไขตามมาตราใด ก็ให้ชำระเงินสมทบกองทุนประกันสังคมตามมาตรานั้น ๆ โดยเท่า ๆ กัน

 

สิทธิข้าราชการ

เป็นสิทธิที่ทางราชการมีให้กับข้าราชการนอกเหนือจากเงินเดือน โดยทางข้าราชการจะถูกหักเงินบางส่วนจากเงินเดือนเพื่อนำไปสมทบทุนกองทุนนี้ มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับจำนวนเงินเดือนที่ได้รับ และทุกคนที่เป็นข้าราชการจะได้รับสิทธิรักษาพยาบาลเบิกจ่ายตรงเหมือนกันทุกคน

community-rating คือ

ติดตาม ข่าวสาร และ โปรโมชั่นต่างๆ

ข้อดีของการใช้ Community Rating

การใช้หลักการ Community Rating มีข้อดีหลายประการ เช่น:

 

ความยุติธรรมและเสมอภาค: การให้บริการทางการแพทย์และประกันสุขภาพโดยไม่คำนึงถึงสถานะสุขภาพหรือความสามารถในการจ่ายเงินของบุคคลแต่ละคน เช่น อายุหรือประวัติการเป็นโรค เป็นการเพิ่มความยุติธรรมและเสมอภาคในการเข้าถึงบริการสุขภาพของทุกคนในกลุ่มนั้นๆ

 

ลดความเสี่ยงของผู้ให้บริการ: การทำให้มีความเท่าเทียมกันในค่าเบี้ยหรือค่าบริการสามารถช่วยลดความเสี่ยงทางการเงินของบริษัทประกันหรือผู้ให้บริการทางการแพทย์ เนื่องจากไม่มีความต้องการในการประเมินความเสี่ยงของแต่ละบุคคลในกลุ่มนั้นๆ

 

กระตุ้นให้มีการดูแลสุขภาพ: หลักการ Community Rating อาจกระตุ้นให้ผู้ใช้บริการรักษาสุขภาพของตนเองได้อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากการรักษาและการป้องกันโรคสามารถเข้าถึงได้อย่างง่ายดายและมีความเท่าเทียมกันในกลุ่ม

 

เข้าถึงการรักษาเมื่อจำเป็น: เปิดโอกาสให้ทุกคนได้เข้าถึงการรักษาและมือแพทย์เมื่อจำเป็น โดยไม่ต้องกังวลว่าค่าเบี้ยประกันในปีถัดไปจะเพิ่มขึ้นตามการเคลม

 

การใช้หลักการ Community Rating มีประโยชน์สำคัญในการสร้างระบบประกันสุขภาพที่มีความยุติธรรมและเสมอภาคต่อทุกคนในสังคม