ซีเอ็มวี (CMV): สิ่งที่พ่อแม่ต้องรู้เกี่ยวกับเชื้อไซโตเมกาโลไวรัส

เชื้อไซโตเมกาโลไวรัส (CMV) เป็นเชื้อไวรัสที่มีอยู่ปกติทั่วไปแต่ไม่ได้รับการรู้จักทั้งจากคนทั่วไปหรือพ่อแม่มากมายนัก เพราะโดยปกติจะพบในผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องเช่นผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผู้ปลูกถ่ายอวัยวะ ผู้ป่วยถ่ายไขกระดูก รวมไปถึงหญิงตั้งครรภ์ หากเกิดจากการติดเชื้อซีเอ็มวี (CMV) ในระหว่างที่ตั้งครรภ์อาจส่งผลให้เกิดการแพร่เชื้อไวรัสไปสู่เด็กในครรภ์ได้ซึ่งจะทำให้เกิดการติดเชื้อแต่กำเนิดในทารกได้ (Congenital CMV infection)

โดยอัตราติดเชื้อซีเอ็มวี (CMV) นั้นเกิดขึ้นสูงกว่าถึง 20 เท่าของโรคท็อกโซพลาสโมซิส(โรคไข้ขี้แมว)ที่เป็นอีกหนึ่งข้อกังวลทางการแพทย์ในช่วงเวลาตั้งครรภ์

ประกันสุขภาพเด็ก

ซีเอ็มวี (CMV) คืออะไร

เชื้อไซโตเมกาโลไวรัส (Cytomegalovirus) คือ เชื้อไวรัสที่อยู่ในจำพวกตระกูลเริม ไวรัสส่วนใหญ่ที่ติดต่อผ่านทางเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี เชื้อไวรัสนี้จะแพร่กระจายผ่านทางสารคัดหลั่งที่ขับออกจากร่างกาย เช่น น้ำลาย น้ำตา และปัสสาวะ โดยปกติเชื้อไวรัสพวกนี้ส่วนใหญ่มักไม่เป็นอันตราย 

ถึงอย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลงจากโรคเรื้อรัง หรือจากการรักษาด้วยยาฆ่าเชื้อต่าง ๆ ยาเป็นประจำก็จะมีความเสี่ยงสูงกว่าคนปกติที่ทั่วไปที่จะเกิดอาการรุนแรงจากการติดเชื้อไวรัสซีเอ็มวี (CMV)

อาการแสดงของการติดเชื้อซีเอ็มวี (CMV) เป็นอย่างไร

อาการแสดงของการติดเชื้อซีเอ็มวี (CMV) สำหรับหญิงตั้งครรภ์เป็นอย่างไร

อาการโดยปกติอาจพบ การอักเสบของระบบทางเดินอาหาร เช่นมีการกลืนเจ็บ กลืนลำบาก ถ่ายอุจจาระเหลวร่วมกับอาการไข้ ปอดอักเสบ เป็นต้น

ผลกของการติดเชื้อซีเอ็มวี (CMV) สำหรับหญิงที่ตั้งครรภ์นั้นมักมีอาการไม่รุนแรง

อาการแสดงของการติดเชื้อซีเอ็มวี (CMV) ที่พบในทารก

ทารกในครรภ์ที่ติดเชื้อซีเอ็มวี (CMV) มีความเสี่ยงที่จะมีอาการต่าง ๆ ตั้งแต่แรกเกิด เช่น น้ำหนักตัวน้อยจากการคลอดก่อนกำหนด ตัวเหลือ ตับม้ามโต และระหว่างการเจริญเติบโต รวมถึงอาจเกิดความพิการทางสมอง ศีรษะเล็ก ซึม ตัวอ่อนปวกเปียก ดูดนมได้ไม่ดี รวมไปถึง ปัญหาทางการได้ยิน หรือแม้กระทั่งอาการหูหนวกได้

 

การติดเชื้อซีเอ็มวี (CMV) แต่กำเนิด

เมื่อทารกเกิดมาพร้อมกับเชื้อซีเอ็มวี (CMV) จะเรียกว่า การติดเชื้อซีเอ็มวี (CMV) แต่กำเนิด โดยที่ทารกบางคนอาจมีปัญหาสุขภาพตั้งแต่แรกเกิด ในขณะที่ทารกบางคนอาจแสดงอาการออกมาในภายหลังช่วงระหว่างการเจริญเติบโต

ศูนย์ควบคุมโรคติดต่อสหรัฐหรือ CDC ได้ออกมาประกาศในเดือนพฤษภาคม 2022 ว่า การติดเชื้อซีเอ็มวี (CMV) เป็นการติดเชื้อที่เป็นสาเหตุของความพิการแต่กำเนิดที่พบมากที่สุดในสหรัฐอเมริกา โดยทารก 1 ใน 200 คนนั้นจะเกิดมาพร้อมกับเชื้อซีเอ็มวี (CMV) แต่กำเนิด และ 1 ใน 5 ของทารกที่มีเชื้อซีเอ็มวี (CMV) แต่กำเนิดจะมีอาการหรือปัญหาสุขภาพในระยะยาว เช่น การสูญเสียการได้ยิน

 

การติดเชื้อซีเอ็มวี (CMV) แต่กำเนิดตั้งแต่แรกเกิด อาจรวมถึงอาการเหล่านี้แต่ไม่ได้จำกัดแค่เพียงเท่านี้:

  • การคลอดก่อนกำหนด
  • มีน้ำหนักแรกเกิดต่ำและมีภาวะทารกโตช้าในครรภ์ (IUGR) (ทารกอาจมีการเจริญเติบโตที่บกพร่องในครรภ์ทำห้มีขนาดตัวเล็กกว่าที่คาดการณ์ไว้)
  • ผื่น
  • ดีซ่าน
  • ภาวะศีรษะเล็ก (Microcephaly)
  • ภาวะตับและม้ามโตกว่าปกติ (Hepatosplenomegaly)
  • จอประสาทตาอักเสบ (Retinitis)
  • อาการชัก

 

การติดเชื้อซีเอ็มวี (CMV) แต่กำเนิดในช่วงระหว่างการเจริญเติบโตของทารก อาจรวมถึงอาการเหล่านี้แต่ไม่ได้จำกัดแค่เพียงเท่านี้ ยังรวมไปถึง:

  • ร่างกายตัวอ่อนปวกเปียกหรืออ่อนแอ
  • ภาวะบกพร่องทางสติปัญญา
  • การสูญเสียการได้ยิน
  • การสูญเสียการมองเห็น
  • ภาวะศีรษะเล็ก (Microcephaly)
  • อาการชัก 
ภาพคู่รักโดยที่ภรรยาตั้งครรภ์

การติดเชื้อซีเอ็มวี (CMV) เป็นโรคติดต่อหรือไม่ และเชื้อซีเอ็มวี (CMV) แพร่กระจายอย่างไร

เชื้อซีเอ็มวี (CMV) สามารถแพร่กระจายได้ผ่านช่องทางต่าง ๆ ดังนี้

  • การสัมผัสโดยตรงกับของเหลวจากร่างกายที่ติดเชื้อ เช่น น้ำตา น้ำลาย น้ำปัสสาวะ หรือเลือด
  • จากแม่สู่ลูกในท้อง เชื้อซีเอ็มวี (CMV) จะสามารถแพร่ผ่านรกและทำให้ทารกที่กำลังเติบโตในครรภ์ติดเชื้อได้
  • จากแม่สู่ลูกโดยผ่านทางเวลาที่แม่ให้นมลูก

สถานการณ์บางอย่างที่มีความเสี่ยงสูงต่อการสัมผัสเชื้อไวรัสซีเอ็มวี (CMV)

  • เด็กอายุต่ำกว่า 6 ปีจะมีโอกาสสูงที่จะแพร่เชื้อไวรัสโดยไม่รู้ตัวในขณะเล่น จูบ หรือกอด และส่งต่อเชื้อไปยังผู้ปกครอง
  • การดูแลทารก เช่น ในระหว่างเปลี่ยนผ้าอ้อม จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อซีเอ็มวี (CMV)
  • ประชากรกลุ่มเสี่ยง คือ ผู้ที่ดูแลเด็กและพ่อแม่ที่มีลูกกำลังเข้าเรียนโรงเรียนเตรียมอนุบาล ในขณะที่พ่อแม่กำลังวางแผนตั้งครรภ์ใหม่ไปด้วย

การติดเชื้อซีเอ็มวี (CMV) มักจะไม่แสดงอาการหรือผลกระทบใด ๆ สำหรับผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรง และนอกจากทารกในครรภ์แล้ว การติดเชื้อซีเอ็มวี (CMV) ยังมีความเสี่ยงสูงสำหรับผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง

อาการของการติดเชื้อซีเอ็มวี (CMV) เป็นอย่างไร

การตรวจหาการติดเชื้อซีเอ็มวี (CMV) นั้นเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก เนื่องจากอาการของการติดเชื้อไวรัสนี้มักจะคล้ายกับโรคไข้หวัด ร่วมกับอาการคลื่นไส้ ซึ่งเป็นอาการที่สามารถพบได้บ่อยในระหว่างการตั้งครรภ์

เราจะสามารถวินิจฉัยซีเอ็มวี (CMV) ได้อย่างไร

เชื้อซีเอ็มวี (CMV) จะสามารถตรวจพบได้ด้วยการตรวจเลือดที่จะมีการตรวจหาแอนติบอดี2 ประเภท ได้แก่

  • แอนติบอดีIgM ที่ร่างกายจะผลิตขึ้นเพื่อตอบสนองต่อการติดเชื้อซีเอ็มวี (CMV) อย่างเฉียบพลัน การตรวจหาแอนติบอดีIgM จะสามารถบ่งชี้ได้ว่ามีเพิ่งการติดเชื้อหรือกำลังติดเชื้อซีเอ็มวี (CMV) อยู่หรือไม่
  • แอนติบอดีIgG ที่ร่างกายจะผลิตขึ้นหลังจากติดเชื้อและเชื้ออยู่ในกระแสเลือดเป็นเวลานาน การตรวจหาแอนติบอดีIgG จะสามารถบ่งชี้ถึงการสัมผัส/การติดเชื้อซีเอ็มวี (CMV) ในอดีตได้

หากการตรวจเลือดก่อนการตั้งครรภ์ตรวจพบแอนติบอดีIgG อาจหมายความว่าร่างกายมีแอนติบอดีเพียงพอที่จะป้องกันทั้งแม่และลูกในครรภ์ในระหว่างการตั้งครรภ์

หากการตรวจเลือดในระหว่างการตั้งครรภ์ไม่พบแอนติบอดีIgM หรือ IgG นานถึง 12 สัปดาห์โดยทั่วไปจะถือว่าเป็นผลที่น่าเชื่อถือ

การติดเชื้อซีเอ็มวี (CMV) จะรักษาได้อย่างไร และจะป้องกันตนเองจากการติดเชื้อซีเอ็มวี (CMV) ได้อย่างไร

ในปัจจุบัน ยังไม่มีวัคซีนหรือวิธีการรักษาการติดเชื้อซีเอ็มวี (CMV) อย่างไรก็ตามในปัจจุบันก็มีการรักษาที่ช่วยลดความรุนแรงของอาการและภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากเชื้อไวรัสซีเอ็มวี(CMV)

โดยสิ่งที่สำคัญคือจะต้องปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพเพื่อขอคำแนะนำและการจัดการกับอาการที่เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อซีเอ็มวี (CMV) อย่างเหมาะสม

เนื่องจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจะสามารถให้ข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับการรักษาและอาการแทรกซ้อนได้

วิธีการป้องกันการติดเชื้อซีเอ็มวี (CMV)

จากการวิจัยเมื่อเร็ว ๆ นี้ ชี้ให้เห็นว่าช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงมากที่สุดต่อการติดเชื้อซีเอ็มวี (CMV) สำหรับมารดาหรือผู้ที่กำลังจะวางแผนการตั้งครรภ์คือภายในสองเดือนก่อนการตั้งครรภ์และตลอดสามเดือนแรกของการตั้งครรภ์

ในช่วงเวลานี้เราจึงขอแนะนำให้ผู้ปกครองจำกัดการสัมผัสกับของเหลวจากร่างกายของเด็ก ดังนี้

  • เวลาปลอบเด็ก หลีกเลี่ยงการให้ปากของท่านสัมผัสกับน้ำตาของเด็ก แทนที่จะจูบแก้ม ให้จูบที่ศีรษะแทน
  • ล้างมือให้สะอาดหลังจากเปลี่ยนผ้าอ้อมทารกหรือทุกครั้งที่สัมผัสกับปัสสาวะหรืออุจจาระ
  • หลีกเลี่ยงการแบ่งปันอาหารกับทารก อย่าใช้แก้วหรือช้อนส้อมใบเดียวกัน และงดเว้นการทานอาหารเหลือจากทารก

เราเข้าใจดีว่าคำแนะนำเหล่านี้อาจจะฟังดูยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ปกครองของเด็กเล็ก อย่างไรก็ตาม

นี่ก็เป็นเพียงแค่ชั่วคราวเท่านั้นจนกว่าช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงมากที่สุดที่จะติดเชื้อซีเอ็มวี (CMV) จะหมดไป

Methinee Chinmetheephithak

ผู้ตรวจสอบความถูกต้องของบทความทางการแพทย์ Luma’s Medical Team

CMV คือ

“ฉันเคยติดเชื้อซีเอ็มวี ตอนที่อยู่ประเทศจีน แต่ยังโชคดีที่ตอนนั้นฉันไม่ได้ท้อง ฉันคิดว่าน่าจะติดจากลูกชายฉัน เพราะตอนนั้นเขาอายุแค่ 4 ขวบ และเด็กๆเป็นกันเยอะ จริงๆตอนแรก ฉันไม่เคยคิดว่าตัวเองจะติดเชื้อ ซีเอ็มวี ไม่เคยนึกถึงโรคนี้เลย รวมถึงแพทย์หลายๆท่านที่ประเทศจีน ตอนนั้นไม่มีใครคิดจะตรวจหาเชื้อซีเอ็มวี 

หลังจากตรวจแล้วตรวจอีก ทุกอย่างปกติดี ยกเว้นการทำงานของตับ พอดีฉันรู้จักกับแพทย์ท่านหนึ่งที่เป็นคนฝรั่งเศษด้วยกันเขาแนะนำให้ลองตรวจหาเชื้อซีเอ็มวี เพราะได้ข่าวมาว่า มีเด็กและผู้ปกครอง ที่โรงเรียนฝรั่งเศษที่จีน ติดเชื้อนี้ ฉันก็เลยลองตรวจดู

ตรวจครั้งแรก ไม่เจออะไร เลยลองดูไปก่อน อีก 2 สัปดาห์กลับมาตรวจอีกครั้ง เจอเชื้อซีเอ็มวีค่ะ 

พอรู้ตัวว่าติดเชื้อซีเอ็มวี ตกใจมากค่ะ แต่คุณหมอไม่ได้ให้ทานยาอะไร อธิบายว่าเชื้อมันจะหายเองและ ให้ปรับการกินค่ะ ฉันเลยปรับการใช้ชีวิต การเลือกกิน ไม่กินไขมัน น้ำมัน ของทอด งดเนื้อสัตว์ กินแต่พักนึ่งกับข้าว เป็นเวลาหนึ่งเดือน

พอครบหนึ่งเดือน ฉันกลับไปตรวจกับคุณหมออีกครั้ง เชื้อหายหมดแล้ว การทำงานของตับปกติดี คุณหมอยังตกใจในผลที่ออกมา เพราะใช้เวลาเพียงแค่หนึ่งเดือน และปรับการกิน ทำให้หายสนิท คุณหมอเองยังพูดเลย ว่าไม่เคยเจอคนไข้หายเร็วขนาดนี้!”

Fred, ทีมผู้บริหาร

อ่านเพิ่มเติม:

  • ภูมิแพ้ – โรคที่พ่อแม่ต้องใส่ใจ พร้อมวางแผนป้องกันด้วยประกันสุขภาพที่ครอบคลุม
  • RSV -มาทำความรู้จักกับโรค RSV โรคยอดฮิตของเด็ก

การขออนุมัติล่วงหน้า (Pre-Authorization) คืออะไร?

การอนุญาตล่วงหน้า เป็นกระบวนการที่ผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพ เช่น โรงพยาบาล ต้องได้รับการอนุมัติจากบริษัทประกันภัยก่อนที่จะให้บริการหรือขั้นตอนบางอย่าง โดยทั่วไปสิ่งนี้ใช้กับบริการทางการแพทย์ การรักษา การใช้ยา หรือขั้นตอนต่างๆ ทั้งที่เป็นการผ่าตัดเล็ก ผ่าตัดใหญ่ การรักษาแบบแพทย์ทางเลือก หรือ การรักษาที่มีราคาสูง หรือมีราคาแพง



โดยพื้นฐานแล้วทำหน้าที่เป็นจุดตรวจเพื่อให้แน่ใจว่าการรักษาที่เสนอมีความจำเป็นทางการแพทย์และตรงตามเกณฑ์ที่ผู้ให้บริการประกันภัยกำหนด โดยเกี่ยวข้องกับการส่งข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เช่น การวินิจฉัย แผนการรักษาที่เสนอราคาประเมินของหัตถการ และประวัติทางการแพทย์ เพื่อตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ของบริษัทประกันภัย

การขออนุมัติล่วงหน้า ใช้อย่างไร?

กระบวนการขออนุมัติล่วงหน้าเริ่มต้นเมื่อผู้ให้บริการด้านการแพทย์แนะนำการรักษาหรือขั้นตอนที่อยู่ภายใต้ข้อกำหนดการขออนุมัติล่วงหน้า จากนั้นผู้ให้บริการจะส่งคำขออนุมัติล่วงหน้าไปยังบริษัทประกันภัยของผู้ป่วย โดยระบุรายละเอียดแนวทางปฏิบัติที่เสนอและเอกสารประกอบทางการแพทย์

 

บริษัทประกันภัยจะประเมินคำขอโดยพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ รวมถึงความจำเป็นทางการแพทย์ ความคุ้มทุน และการปฏิบัติตามแนวนโยบาย เมื่อได้รับการอนุมัติแล้ว บริษัทประกันภัยจะมอหนังสือรับรองค่าใช้จ่ายเบื้องต้น (Initial Letter of Guarantee)เพื่อระบุว่าการรักษาที่เสนอนั้นครอบคลุมอยู่ภายใต้แผนประกันของผู้ป่วย

ประโยชน์ของการขออนุญาตล่วงหน้า

การควบคุมต้นทุน:

การอนุมัติล่วงหน้าช่วยให้บริษัทประกันภัยจัดการต้นทุนโดยทำให้มั่นใจว่าทรัพยากรได้รับการจัดสรรอย่างเหมาะสม ด้วยการทบทวนวิธีการรักษาที่เสนอไว้ล่วงหน้า ผู้ประกันตนสามารถระบุทางเลือกที่คุ้มค่าหรือป้องกันขั้นตอนที่ไม่จำเป็น ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลได้ในที่สุด

 

การประกันคุณภาพ:

กระบวนการอนุมัติล่วงหน้าส่งเสริมการประกันคุณภาพโดยทำให้มั่นใจว่าผู้ป่วยได้รับการดูแลที่เหมาะสมและมีหลักฐานเชิงประจักษ์ บริษัทประกันจะทบทวนแผนการรักษาเพื่อตรวจสอบว่าสอดคล้องกับมาตรฐานและแนวปฏิบัติทางการแพทย์ที่กำหนดไว้ ดังนั้นจึงปกป้องผู้ป่วยจากการแทรกแซงที่ไม่จำเป็นหรืออาจเป็นอันตราย

 

ความโปร่งใส:

สำหรับผู้ป่วย การขออนุมัติล่วงหน้าให้ความโปร่งใสเกี่ยวกับการประกันและค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้น เมื่อทราบล่วงหน้าว่าการรักษาที่เสนอมานั้นครอบคลุมอยู่ในแผนประกันหรือไม่ ผู้ป่วยจึงสามารถตัดสินใจโดยมีข้อมูลรอบด้านเกี่ยวกับทางเลือกการรักษาพยาบาลและข้อผูกพันทางการเงิน

การขออนุมัติล่วงหน้า Pre-authorization

สรุป

การขออนุมัติล่วงหน้าในประกันสุขภาพคือกระบวนการที่ผู้เอาประกันต้องได้รับการอนุมัติจากบริษัทประกันก่อนที่จะเข้ารับบริการทางการแพทย์บางประเภท เช่น การผ่าตัด การรักษาทางเคมีบำบัด หรือการใช้ยาบางชนิด การขออนุมัติล่วงหน้านี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้บริษัทประกันสามารถตรวจสอบว่าการรักษาที่ผู้เอาประกันต้องการได้รับนั้นมีความจำเป็นทางการแพทย์และอยู่ในขอบเขตของความคุ้มครองตามกรมธรรม์หรือไม่ 

 

จึงเป็นเรื่องสำคัญ ี่ผู้เอาประกันควรได้รับการอนุมัติก่อนที่จะเข้ารับการรักษา โดยเฉพาะหากการรักษามีค่าใช้จ่ายที่สูง จะได้มั่นใจ และ อุ่นใจ ว่าประกันคุ้มครองแน่นอน การรักษาและฟื้นตัวจะได้เป็นไปอย่างราบรื่น

ประกันสุขภาพเหมาจ่าย ที่ไหนดี 2568 เลือกที่ใช่ ยังไงก็คุ้ม!

ในปัจจุบันมีตัวเลือกมากมายสำหรับประกันสุขภาพเหมาจ่าย ซึ่งแต่ละบริษัทต่างก็มีสิทธิประโยชน์ที่คล้ายกันหรือแตกต่างกันไป จึงเกิดคำถามว่า “จะเลือกซื้อ ประกันสุขภาพเหมาจ่าย ที่ไหนดี” ทำให้ผู้ที่มองหาประกันจำเป็นต้องศึกษาข้อมูลและรายละเอียดอย่างถี่ถ้วนเพื่อให้ได้ประกันที่เหมาะสม คุ้มค่ามากที่สุด วันนี้ LUMA ได้เตรียมข้อมูลสำหรับคนที่สงสัยว่าควรทำ ประกันสุขภาพเหมาจ่าย ที่ไหนดี 2568 ไว้ให้แล้ว

ประกันสุขภาพเหมาจ่าย ที่ไหนดี

LUMA ประกันสุขภาพเหมาจ่าย

เริ่มต้นกันที่ LUMA บริษัทประกันสุขภาพและการเดินทาง ที่มีผู้เชี่ยวชาญและทีมแพทย์ด้านสุขภาพ โดยเฉพาะโรคร้ายแรงอย่างมะเร็งในการให้คำปรึกษาและ Second Medical Opinion หรือ ความคิดเห็นที่สองทางการแพทย์ ซึ่งทาง LUMA ได้ร่วมมือกันโรงพยาบาลกรุงเทพวัฒโนสถพลิกโฉมการรักษาและดูแลผู้ป่วยมะเร็ง มั่นใจได้ว่าจะได้รับการดูแลแบบครบวงจร ไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายด้วยความคุ้มครองที่คุ้มค่าและพอเพียงสำหรับการเข้ารักษาในโรงพยาบาล ร่วมทั้งโรคอื่นๆ เช่นเดียวกัน LUMA ยังมีเครือข่ายทีมแพทย์จากโรงพยาบาลชั้นนำทั้งในไทยและต่างประเทศอีกด้วย

LUMA ประกันสุขภาพเหมาจ่าย มีจุดเด่นอะไรบ้าง

นอกจากความคุ้มครองที่น่าสนใจ LUMA ยังสามารถมอบส่วนลดให้ ไม่ว่าจะเป็นการลดค่าเบี้ยด้วย Deductible หรือค่าใช้จ่ายส่วนแรก แลกส่วนลดได้สูงสุด 45% หรือ สมัครเป็นครอบครัวลดสูงถึง 20% แผนประกันสุขภาพเหมาจ่าย แบบ Hi5 หรือ PRIME จาก LUMA สามารถมอบความคุ้มครองให้กับทุกท่าน

 

LUMA มีสำนักงานทั่วเอเชียและยุโรปคอยดูแลผู้เอาประกันทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ พร้อมช่องทางการชำระเงินที่สะดวก รวดเร็ว  สามารถแบ่งชำระเป็นรายปีหรือรายเดือน

 

หากสนใจรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อ LUMA โดยตรงได้เลย

AXA ประกันสุขภาพเหมาจ่าย

AXA หรือแอกซ่า บริษัทประกันที่ดั้งเดิมมากจากประเทศฝรั่งเศส และค่อยพัฒนาเติบโตขึ้นจนมีเครือข่ายกว่า 57 ประเทศและสำนักงานทั่วโลก มีประกันครอบคลุมหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น ประกันอุบัติเหตุ ประกันภัยรถยนต์ ประกันสุขภาพเหมาจ่ายเป็นต้น ซึ่งประกันเหมาจ่ายเป็นประกันที่เป็นที่รู้จักเป็นอย่างมาก ด้วยความคุ้มครองสูงถึง 100 ล้านบาทต่อปีและเครือข่ายโรงพยาบาลกว่า 400 แห่ง

 

จุดเด่นของประกันสุขภาพเหมาจ่ายจาก AXA มีดังนี้

สำหรับใครที่กำลังมองประกันสุขภาพเหมาจ่ายจาก AXA และ อายุไม่เกิน 40 ปี ยังสามารถลดค่าเบี้ยประกันด้วยการใช้ค่ารับผิดชอบส่วนแรก (Deductible) มีทั้งแบบ รายปี และ ทุกครั้งที่เข้ารับการรักษา ขึ้นอยู่กับแผนประกันที่เลือก

MTL ประกันสุขภาพเหมาจ่าย

เชื่อว่าในที่นี้คงไม่มีใครไม่รู้จักบริษัท MTL หรือ เมืองไทยประกันชีวิต เพราะที่มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 โดยมุ่งเน้นสร้างหลักประกันที่มั่นคงให้กับครอบครัวคนไทย ด้วยแผนประกันหลายแบบ หลายสไตล์ ตามความต้องการ เช่นประกันสุขภาพโรคร้ายแรง ประกันเพื่อออมเงินลดหย่อนภาษี หรือประกันเพื่อการลงทุน

จุดเด่นของประกันสุขภาพเหมาจ่ายจาก MTL มีดังนี้ 

ด้วยเบี้ยประกันที่เริ่มต้นไม่ถึง 20,000 บาท เป็นอีกหนึ่งบริษัทที่หลายคนสนใจ แต่สำหรับประกันสุขภาพเหมาจ่ายจาก MTL จำเป็นต้องมีประกันชีวิตคู่ 1 กรมธรรม์ ซึ่งอาจปรึกษากับตัวแทนเพื่อเลือกแผนที่ตอบโจทย์มากที่สุด

LMG ประกันสุขภาพเหมาจ่าย

บริษัทแอลเอ็มจี ประกันภัย จำกัด (มหาชน) เดิมชื่อ บริษัท นารายณ์สากลประกันภัย ก่อตั้งตั้งแต่ 2518 ครอบคลุมหลายประเทศ โดยมีสาขาทั้งหมด 12 แห่งทั่วโลก แบ่งเป็น 7 สาขาในภูมิภาคเอเชีย 2 สาขาในยุโรป และ 3 สาขาในลาตินอเมริกา

 

จุดเด่นของประกันสุขภาพเหมาจ่ายจาก LMG มีดังนี้

สำหรับใครที่กำลังสนใจแผนประกันสุขภาพเหมาจ่าย จาก LMG สามารถเลือกความคุ้มครองที่ค่อนข้างกว้าง และ ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ นอกจากนี้ ยังสามารถเลือกเพิ่มค่าใช้จ่ายส่วนแรก หรือ Deductible เพื่อลดค่าเบี้ยประกันได้

 

สำหรับแผนประกันสุขภาพเหมาจ่ายของ LMG จะมีชำระแบบรายปีเท่านั้น

ประกันสุขภาพเหมาจ่าย ที่ไหนดี

Pacific Cross ประกันสุขภาพเหมาจ่าย

Pacific Cross บริษัทที่จัดตั้งขึ้นในประเทศไทยตั้งแต่ 2539 ดูแลให้บริการลูกค้าในด้านประกันภัย ประกันสขภาพมามากกว่า 50 ประเทศทั่วโลก ซึ่งมีโรงพยาบาลในเครือกว่า 450 แห่ง รวมถึงมีการส่วนลดเบี้ยประกันในกรณีที่ไม่มีการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนอีกด้วย

จุดเด่นของประกันสุขภาพเหมาจ่าย จาก Pacific Cross มีดังนี้

เป็นอีกหนึ่งทางเลือก สำหรับหลายๆท่านที่กำลังมองหาความคุ้มครองเพิ่มเติม ด้วยเบี้ยราคาสบายกระเป๋า ตั้งแต่ ไม่ถึงหมื่น จนถึง หมื่นต้นๆ ทำให้ตอบโจทย์หลายๆ ท่าน แถมยังมีความคุ้มครองกรณีฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมงทั่วโลก สามารถสบายใจได้เลย

Allianz Ayudhya ประกันสุขภาพเหมาจ่าย

เชื่อว่าหลายๆ คนคงคุ้นหูกับบริษัทประกัน Allianz Ayudhya ที่ก่อตั้งและดูแลคนไทยมาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 2494 ซึ่งบริษัทประกันภัยอลิอันซ์  มีแผนประกันพร้อมความคุ้มครองให้เลือกมากมายพร้อมสาขากว่า 100 สาขาทั่วประเทศไทย

จุดเด่นของแผนประกันสุขภาพเหมาจ่าย จาก Allianz Ayudhya มีดังนี้

สำหรับแผนประกันสุขภาพเหมาจ่ายของ Allianz Ayudhya สามารถชำระค่าประกันได้ผ่านบัตรเครดิตเท่านั้น โดยสามารถผ่อนชำระทั้งรายปี และ รายเดือน โดยส่วนมาก ผู้เอาประกันจะต้องอายุระหว่าง 18 – 65 ปี และหากอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป จะต้องมีใบรับรองแพทย์ หรือมีประวัติโรคประจำตัวในการสมัคร

วิริยะประกันภัย ประกันสุขภาพเหมาจ่าย

วิริยะประกันภัย บริษัทประกันสัญชาติไทยที่ดำเนินการในประเทศไทยมากว่า 77 ปี เรียกได้ว่าสร้างความเชื่อมั่นให้กับคนไทยมาอย่างยาวนาน มีกระบวนการที่รวดเร็ว ทันสมัย พร้อมศูนย์รวมและสาขา 160 แห่ง ยิ่งไปกว่านั้นยังมีสถานพยาบาลคู่สัญญา 579 แห่งในประเทศไทยอีกด้วย

จุดเด่นของแผนประกันสุขภาพเหมาจ่าย จาก วิริยะประกันภัย มีดังนี้

สำหรับแผนประกันจากวิริยะ สามารถสมัครได้ตั้งแต่อายุ 15 วัน ถึง 65 ปี สำหรับผู้ที่เอาประกันอายุ 61-65 ปี จะสามารถต่ออายุได้ถึง 70 ปี แต่ถ้าผู้เอาประกันอายุยังไม่ถึง 60 ปี สามารถต่ออายุประกันได้ถึง 100 ปี ในส่วนของการชำระค่าเบี้ยประกันของวิริยะประกันภัย สามารถชำระทั้งรายปี และ รายเดือน โดยจะต้องแบ่งชำระผ่านบัตรเครติดเท่าน้ัน

ประกันสุขภาพเหมาจ่าย ที่ไหนดี

April ประกันสุขภาพเหมาจ่าย

April บริษัทประกันที่ริเริ่มจากการเป็นโบรกเกอร์ประเทศฝรั่งเศสด้วยเครือข่าย 15,000 แห่ง และดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องใน 18 ประเทศรวมทั้งประเทศไทย สำหรับชาวต่างชาติไม่ว่าจะเป็นนักเรียน วัยทำงานหรือวัยสูงอายุ สามารถเลือกประกันที่ยืดหยุ่นได้ตามความต้องการ

จุดเด่นของแผนประกันสุขภาพเหมาจ่าย จาก April มีดังนี้

April เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจมากสำหรับประกันสุขภาพ ด้วยความคุ้มครองที่ครอบคลุม และชื่อเสียงด้านกลุ่มประกันครอบครัว สามารถติดต่อบริษัทประกันล่วงหน้าเพื่อประสานงานกับโรงพยาบาล โดยไม่ต้องสำรองจ่ายค่ารักษา แต่ในกรณีที่แบ่งชำระค่าเบี้ยประกัน ผู้เอาประกันจะต้องสำรองจ่ายแล้วนำมาเบิกก่อน จนกว่าบริษัทประกันจะได้รับค่าเบี้ยครบล้วนำมาเบิกก่อน จนกว่าบริษัทประกันจะได้รับค่าเบี้ยครบ

Falcon ประกันสุขภาพเหมาจ่าย

บริษัท ฟอลคอนประกันภัย จำกัด ดำเนินธุรกิจประกันภัยตั้งแต่ปี 2007 ภายใต้บริษัท Fairfax ที่ดูแลด้านประกันภัย Property และ Casualty รายใหญ่ จากประเทศแคนาดา โดยดำเนินธุรกิจประกันวินาศภัยในเอเชียหลายประเทศ ซึ่งในประเทศ Falcon เป็นที่รู้จักกันดีสำหรับประกันสุขภาพเหมาจ่าย เนื่องจากตัวเลือกหลากหลาย มีโรงพยาบาลในเครือข่ายกว่า 280 แห่งทั่วประเทศไทย

จุดเด่นของแผนประกันสุขภาพเหมาจ่าย จาก Falcon มีดังนี้

สำหรับผู้ที่สนใจประกันสุขภาพเหมาจ่ายจาก Falcon ผู้เอาประกันจะต้องมีอายุ 5 ปี ถึง 70 ปี และสามารถต่ออายุได้ถึง 80 ปี

เลือก ประกันสุขภาพเหมาจ่าย ที่ไหนดี

การที่จะเลือกว่าซื้อ ประกันสุขภาพเหมาจ่าย ที่ไหนดี มีรายละเอียดหลายๆ องประกอบที่ควรจะนำไปพิจราณาพร้อมๆ กัน ไม่ว่าเป็นเรื่องของบริษัทประกันภัย แผนและวงเงินที่เหมาะสม หรือ บริการเพิ่มเติมจากแต่ละบริษัทที่จะทำให้การใช้งานประกันสุขภาพเมื่อจำเป็นราบรื่นขึ้น หากสนใจดูการเปรียบเทียบประกันสุขภาพเหมาจ่าย เพิ่มเติม เพื่อเทียบแผนต่อแผนอย่างละเอียอด สามารถติดต่อ LUMA และขอข้อมูลเพิ่มเติม

ปัจจัยในการเลือกประกันเหมาจ่าย

1. วงเงินความคุ้มครอง

วงเงินคุ้มครองถือเป็นปัจจัยที่สำคัญในการพิจารณาซื้อแผนประกัน เนื่องจาก วงเงินเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงขอบเขตและปริมาณการรักษาที่เราจะได้รับ หากมีวงเงินเยอะก็สามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายในการรักษาได้เยอะ แต่ในทางกลับกันวงเงินที่สูงก็จำเป็นต้องจ่ายค่าเบี้ยประกันที่สูงตามไปด้วย

2. เบี้ยประกัน

เบี้ยประกันคือเงินที่เราต้องจ่ายตามรอบเดือนหรือรอบปีที่ตกลงกันในสัญญา เพื่อใช้สิทธิประกันในการรักษาหรือชำระค่าใช้จ่ายจากทางโรงพยาบาล ซึ่งจากที่ได้กล่าวไปข้างต้นนั้น เบี้ยประกันจะมีความเกี่ยวข้องกับวงเงินที่จะได้รับ ดังนั้นจึงควรเลือกแผนประกันที่ได้วงเงินคุ้มครองเหมาะสมกับเบี้ยประกันที่จ่ายไป

3. เครือข่ายสถานพยาบาล

การตัดสินใจเลือกซื้อประกันสุขภาพเหมาจ่าย ควรคำนึงถึงจำนวนโรงพยาบาลในเครือข่ายที่สามารถไปใช้บริการได้ รวมถึงระยะทางของโรงพยาบาลที่ใกล้บ้านเราที่สุด เผื่อในกรณีที่เราป่วยหรือไม่สบายหนัก จะได้ประหยัดเวลา และเดินทางสะดวกสบายในการไปใช้บริการ

4. ความคุ้มครองเพิ่มเติม

นอกเหนือจากความคุ้มครองหลักแล้ว ควรพิจารณาในส่วนของความคุ้มครองเพิ่มเติมที่ได้รับจากแผนประกันด้วย ซึ่งความคุ้มครองเพิ่มเติมก็จะแตกต่างกันไปตามแต่ละบริษัท ตัวอย่างเช่น สิทธิการตรวจสุขภาพสายตา สิทธิการทำทันตกรรม หรือการครอบคลุมค่ากายภาพบำบัด เป็นต้น

5. ข้อกำหนดและเงื่อนไขของกรมธรรม์

ข้อกำหนดและเงื่อนไขของกรมธรรม์เป็นขอบเขตที่บ่งบอกถึงความครอบคลุมและความคุ้มครองของแผนประกันนั้น ดังนั้นจึงจำเป็นต้องศึกษารายละเอียดให้ครบถ้วนก่อนการสมัครประกันแต่ละแผน รวมถึงควรศึกษาในส่วนของสิ่งที่คุ้มครองได้และไม่คุ้มครองในแผนประกันนั้นๆ

6. ความน่าเชื่อถือของบริษัทประกัน

ควรศึกษาในส่วนของประวัติและชื่อเสียงของบริษัทประกันแต่ละบริษัท รวมถึงความมั่นคงในด้านการเงินของบริษัท อีกทั้ง สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้คือ บริการหลังการขาย และระยะเวลาในการเคลมประกัน

อ่านเพิ่มเติม:

เลือกแผนประกันจากบริษัทที่น่าเชื่อถือ

Luma insurance logo
Pacific cross insurance
ประกัน axa
april insurance
mtl
Allianz Ayudhya insurance
Viriya insurance
LMG Insurance
DBD logo

ใบอนุญาตจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

เลขที่ 0105555036794

OIC logo

ใบอนุญาตนายหน้าประกันวินาศภัย เลขที่00008/2555  

ใบอนุญาตนายหน้าประกันภัย เลขที่ ช00012/2564

BOI logo

ได้รับการรับรองจาก BOI 2927/2555

บริษัท ลูม่า แคร์ จำกัด, 57 ปาร์คเวนเชอร์ อีโคเพล็กซ์ ชั้น 9 ยูนิต 912 ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330

Copyright © 2026 lumahealth.com. All Rights Reserved.   นโยบายความเป็นส่วนตัว