ประกันค่าคลอดบุตรและตั้งครรภ์ที่ไหนดี 2569 แนะนำสำหรับเหล่าคุณแม่

ประกันค่าคลอดบุตรและตั้งครรภ์ที่ไหนดี?

ปัจจุบัน มีหลายบริษัทนำเสนอแผนประกันค่าคลอดบุตรและตั้งครรภ์ หรือที่เรียกสั้นๆว่า ประกันคลอดบุตร สำหรับเหล่าว่าที่คุณแม่ จนเกิดคำถามว่าจะซื้อ ประกันคลอดบุตร ที่ไหนดี วันนี้ ทาง  LUMA ได้รวบรวมข้อมูลไว้ให้แล้วว่า จะเลือกซื้อ ประกันคลอดบุตร ที่ไหนดี หรือควรเลือกซื้อประกันค่าคลอดบุตรและตั้งครรภ์จากที่ไหน

  • LUMA
    • April
    • Pacific cross
    • Allianz Ayudhya
    • AXA
    • LMG Insurance.

หนึ่งสิ่งที่ควรรับรู้ไว้ก่อนก็คือ ประกันค่าคลอดบุตรและตั้งครรภ์นี้ สามารถทำได้ก่อนการตั้งครรภ์ เนื่องจากจะต้องมีระยะเวลารอคอยอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 9 เดือน ดังนั้น สำหรับคนที่อยากจะซื้อ ประกันคลอดบุตร นี้ จะต้องมีการวางแผนให้ดี รวมถึงยังต้องเลือกซื้ออย่างรอบคอบ ทำความเข้าใจกับความคุ้มครองต่าง ๆ และอ่านกรมธรรม์ให้ละเอียดครบถ้วน

LUMA ประกันค่าคลอดบุตร

LUMA ผู้เชี่ยวชาญด้านประกันสุขภาพ นำเสนอแผนประกันค่าคลอดบุตรและตั้งครรภ์ โดดเด่นด้วยความคุ้มค่าแบบครบถ้วน

แผน LUMA Hi5 และ PRIME

  •  ความคุ้มครองผู้ป่วยในสูง ตั้งแต่ 5 ล้านบาท ถึง 50 ล้านบาท
  •  ความคุ้มครองผู้ป่วยนอก 40,000 บาท (ส่วนร่วมค่าใช้จ่าย 50%) และ 200,000 บาทต่อปี
  •  ความคุ้มครองการตรวจประจำเดือนและค่าคลอดบุตร 200,000 – 300,000 บาท
  • ความคุ้มครองภาวะแทรกซ้อน 1,000,000 บาท
  • ความคุ้มครองการดูแลเด็กทารกแรกเกิด 20,000 – 30,0000 บาท (สำหรับ 25 วันแรก)
  • บริการพิเศษให้แก่เหล่าคุณแม่ ได้แก่
    • ความคิดเห็นทางการแพทย์ที่สอง
    • MTB – บริการดูแลการรักษามะเร็ง
    • ไม่ต้องสำรองจ่าย
    • บริการส่งต่อโรงพยาบาล
    • การเรียกร้องสินไหมแบบไร้กระดาษ รวมถึงมีแอปพลิเคชั่น ดูแผนปละการคุ้มครอง ยื่นเคลมผ่านแอปพลิเคชั่นได้เลย
  • สามารถผ่อนรายเดือนโดยไม่มีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม
  • ทั้งสองแผน มีระยะเวลารอคอย 10 เดือน

 

สามารถดูการเปรียบเทียบประกันค่าคลอดบุตรและตั้งครรภ์ได้เพิ่มเติมได้ที่ LUMA เปรียบเทียบประกันค่าคลอดบุตรและตั้งครรภ์ ปี 2569 รวบรวมแผนประกันสุขภาพ และเปรียบเทียบรายละเอียดผลประโยชน์ ตามความคุ้มครอง งบประมาณ

ประกันสังคมคลอดบุตร

April ประกันค่าคลอดบุตร

April

บริษัทดังจากต่างประเทศที่มีบริษัทจดทะเบียนที่ประเทศไทย April นำเสนอแผนประกันค่าคลอดบุตรและตั้งครรภ์ มอบความคุ้มครองการตรวจประจำเดือนและค่าคลอดบุตร ภาวะแทรกซ้อน การดูแลเด็กทารกแรกเกิด 163,000 – 491,000 บาท และมีระยะเวลารอคอย 366 วัน

Pacific cross ประกันค่าคลอดบุตร

Pacific Cross

Pacific Cross ก็เป็นอีกหนึ่งบริษัทที่กำลังเป็นที่น่าสนใจ นำเสนอแผนประกันค่าคลอดบุตรและตั้งครรภ์ มอบความคุ้มครองการตรวจประจำเดือนและค่าคลอดบุตร 30,000 – 200,000 บาท มีระยะเวลารอคอย 280 วัน แต่จะไม่คุ้มครองถึงภาวะแทรกซ้อน และการดูแลเด็กทารกแรกเกิด

Allianz Ayudhya ประกันค่าคลอดบุตร

Allianz Ayudhya

Allianz Ayudhya นำเสนอแผนประกันค่าคลอดบุตรและตั้งครรภ์ มอบความคุ้มครองการตรวจประจำเดือนและค่าคลอดบุตร 40,000 – 120,000 บาท คุ้มครองภาวะแทรกซ้อน สูงสุด 240,000 บาท (ตามเงื่อนไข) มีระยะเวลารอคอย 280 วัน แต่ไม่คุ้มครองการดูแลเด็กทารกแรกเกิด

AXA ประกันค่าคลอดบุตร

AXA

AXA หนึ่งในบริษัทประกันภัยที่คนไทยรู้จักกัน นำเสนอแผนประกันค่าคลอดบุตรและตั้งครรภ์ มอบความคุ้มครองการตรวจประจำเดือนและค่าคลอดบุตร 15,000 – 120,000 บาท คุ้มครองภาวะแทรกซ้อน 480,000 บาท (เฉพาะแผนสูงสุด) มีระยะเวลารอคอย 10 เดือน แต่ไม่คุ้มครองการดูแลเด็กทารกแรกเกิด

LMG Insurance. ประกันค่าคลอดบุตร

LMG Insurance

LMG Insurance นำเสนอแผนประกันค่าคลอดบุตรและตั้งครรภ์ มอบความคุ้มครองการตรวจประจำเดือนและค่าคลอดบุตร 100,000 – 150,000 บาท บาท มีระยะเวลารอคอย 280 วัน แต่ไม่คุ้มครองถึงภาวะแทรกซ้อน และการดูแลเด็กทารกแรกเกิด

ประกันค่าคลอดบุตร สำคัญอย่างไรกับคุณแม่?

การวางแผนครอบครัวในปัจจุบันนั้นถือเป็นเรื่องสำคัญ และต้องมีความรอบคอบ ดังนั้น การซื้อประกันค่าคลอดบุตรและตั้งครรภ์ จะช่วยมอบความอุ่นใจให้กับตัวคุณแม่และตัวลูกน้อย เพราะในช่วงระหว่างการตั้งครรภ์นั้น คุณแม่จะเป็นที่จะต้องระมัดระวังตัวเป็นพิเศษ รวมถึงยังต้องดูแลรักษาสุขภาพของตัวเองให้ดี เพราะถ้าหากเกิดการเจ็บป่วย นอกจากจะมีความเสี่ยงสูงกว่าคนปกติแล้ว ค่ารักษาพยาบาลขณะต้องครรภ์ยังค่อนข้างสูงกว่า แต่ถ้าทำประกันค่าคลอดบุตรและตั้งครรภ์เอาไว้ ก็ไม่ต้องกังวลในเรื่องเหล่านี้

แนะนำแนวทางในการเลือกซื้อประกันค่าคลอดบุตร

สรุป

หลาย ๆ คนได้ดูกันไปแล้วว่าจะเลือกซื้อประกันค่าคลอดบุตรและตั้งครรภ์ ที่ไหนดี ให้ตอบโจทย์ตัวเองมากที่สุด แต่ก็อย่าลืมว่า ก่อนที่เลือกซื้อประกันใด ๆ ก็ตาม ควรที่จะอ่านรายละเอียดกรมธรรม์ของประกันแผนนั้น ๆ ให้ละเอียดก่อนซื้อ รวมไปถึงเลือกทำประกันกับบริษัทประกันที่สามารถเชื่อถือได้ เพื่อที่จะได้มั่นใจว่าจะสามารถเคลมประกันได้เมื่อถึงเวลา

อ่านเพิ่มเติม:

ประกันสุขภาพเหมาจ่ายคืออะไร? รู้ไว้ก่อนเลือกซื้อ

ประกันสุขภาพเหมาจ่ายคืออะไร

ในปัจจุบัน การทำประกันสุขภาพ กลายมาเป็นเรื่องที่สำคัญ เนื่องจากสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ทำให้เสี่ยงเกิดการเจ็บป่วยได้ง่าย รวมถึงค่ารักษาพยาบาลก็ค่อนข้างสูง ดังนั้น การทำประกันสุขภาพจึงต้องศึกษาและเลือกอย่างรอบคอบ  

หลาย ๆ คนก็คงจะได้ยินมากันแล้วว่าประกันสุขภาพนั้น มีอยู่ 2 ประเภท คือ

  • ประกันแบบแยกจ่าย
  • ประกันแบบเหมาจ่าย

แต่จะแตกต่างกันอย่างไรนั้น วันนี้ LUMA ก็ได้รวบรวมถึงข้อมูลมาให้แล้ว ตามมาอ่านกันได้เลย       

ประกันสุขภาพเหมาจ่ายคืออะไร

ติดตาม ข่าวสาร และ โปรโมชั่นต่างๆ

ประกันสุขภาพเหมาจ่ายคืออะไร ต่างจากแบบแยกจ่ายอย่างไร 

ประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย 

จะมีค่าเบี้ยแพงกว่าแบบแยกจ่าย มีการกำหนดวงเงินสูง  ความคุ้มครองหลากหลาย โดยครอบคลุมการรักษามากกว่าประกันสุขภาพแบบแยกจ่าย เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการมีประกันสุขภาพคุ้มครองแบบอุ่นใจ ไม่ต้องคอยกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมภายหลัง 

ประกันสุขภาพแบบแยกจ่าย 

จะมีค่าเบี้ยถูกกว่าแบบเหมาจ่าย ความคุ้มครองที่ได้จึงน้อยกว่าแบบเหมาจ่าย มีการกำหนดวงเงินรักษาพยาบาล เช่นค่ารักษาพยาบาลต่อการเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาล (IPD) ไม่เกิน 50,000 บาท/ครั้ง/โรค เหมาะสำหรับผู้ที่มีงบทำประกันน้อย 

ประกันสุขภาพเหมาจ่ายคืออะไร

การเลือกซื้อประกันสุขภาพ เลือกยังไงดี 

การมีประกันสุขภาพจะช่วยให้มั่นใจได้ว่าหากคุณเจ็บป่วยขึ้นมา ประกันที่คุณตัดสินใจซื้อจะเป็นตัวช่วยชั้นดี นอกจากนี้หากมีครอบครัว ประกันสุขภาพนี้จะช่วยแบ่งเบาภาระทางการเงินไปได้มาก โดยการเลือกแบบประกันสุขภาพที่เหมาะกับคุณที่สุด สามารถพิจารณาได้จากปัจจัยเหล่านี้

ทบทวนกับตัวเองว่าต้องการประกันสุขภาพแบบไหน

ขั้นตอนแรก ลองทบทวนกับตัวเองดูก่อนว่าประกันสุขภาพแบบไหนจะเหมาะกับเราที่สุด ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณที่ตนเองมี ศึกษาประกันดูความคุ้มครองว่าคุ้มครองอะไรบ้าง และอย่าลืมคำนึงถึง สุขภาพของตัวเองโดยรวมด้วย

เลือกหาแผนประกันสุขภาพที่ตรงใจเรา

ประกันสุขภาพนั้นมีหลากหลายแบบ ดังนั้นเมื่อทบทวนความต้องการของตนเอง รวมถึงศึกษาถึงรายละเอียดความคุ้มครองต่าง ๆ ของแผนประกันแล้ว ก็สามารถเลือกหาแผนประกันที่เหมาะกับคุณที่สุดได้

ศึกษาเงื่อนไขกรมธรรม์ก่อนซื้อ

ก่อนจะซื้อประกันใด ๆ ก็อย่าลืมศึกษาเงื่อนไขและรายละเอียดต่าง ๆ ในกรมธรรม์ก่อนซื้อ เพื่อให้ได้รับการคุ้มครองที่ตรงกับความต้องการของเรามากที่สุด

ติดต่อบริษัทประกันเพื่อขอทราบรายละเอียดเบี้ยประกัน

ขั้นตอนสุดท้ายก็คือการติดต่อขอใบเสนอราคากับบริษัทประกันเพื่อทราบอัตราเบี้ยประกันของคุณ เพราะอัตราค่าเบี้ยประกันของแต่ละคนนั้นจะแตกต่างกันออกไปตามปัจจัยต่าง ๆ ของแต่ละบุคคล เช่น เพศ อายุ น้ำหนัก เป็นต้น 

สรุป  

สุดท้ายก็ที่ได้รู้กันไปแล้วว่าประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายแตกต่างจากแบบแยกจ่ายอย่างไร อย่างไรก็ดี ก่อนที่จะเลือกทำประกันสุขภาพใด ๆ ควรอ่านรายละเอียดในกรมธรรม์ของแผนประกันนั้น ๆ อย่างละเอียด รวมถึงยังควรเลือกทำประกันกับบริษัทประกันภัยที่มีความมั่นคง น่าเชื่อถือ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องมานั่งกังวลในภายหลังตอนที่จะเคลมประกัน 

อ่านเพิ่มเติม:

ประกันสุขภาพมีกี่แบบ แล้วจะเลือกแบบไหนให้เหมาะกับตัวเองดี

ประกันสุขภาพมี 2 แบบ

  1. ประกันสุขภาพกลุ่ม
  2. ประกันสุขภาพส่วนบุคคล

และยังสามารถมี สัญญาเพิ่มเติม เช่น

  1. สัญญาเพิ่มเติมประกันชดเชยรายได้
  2. สัญญาเพิ่มเติมประกันโรคร้าย

นอกจากการดูแลใส่ใจสุขภาพร่างกายของตนเองแล้ว การมี “ประกันสุขภาพ” ติดตัวไว้สักฉบับก็ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามเด็ดขาด ด้วยยุคนี้ความเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดโรคมีเยอะมาก บวกกับค่ารักษาพยาบาลแต่ละครั้งก็หนักใช่เล่น อย่างน้อยที่สุดประกันตัวนี้จะช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบาเรื่องค่าใช้จ่ายแบบไม่ต้องกังวลใจ แต่คงมีหลายคนยังสงสัยอยู่พอสมควรว่าสรุปแล้วประกันสุขภาพมีกี่แบบ? ควรเลือกแบบไหนให้เหมาะกับตนเองมากที่สุด มาหาข้อมูลกันเลย 

ประกันสุขภาพมีกี่แบบ

ติดตาม ข่าวสาร และ โปรโมชั่นต่างๆ

ประกันสุขภาพ คืออะไร? 

ประกันสุขภาพคือ หนึ่งในรูปแบบของการประกันภัยโดยบริษัทประกันจะให้ความคุ้มครองเกี่ยวกับค่ารักษาพยาบาลแก่ผู้เอาประกันภัยตามเงื่อนไขที่ได้ระบุไว้ในกรมธรรม์เมื่อผู้เอาประกันภัยเกิดการเจ็บป่วยและต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ไม่ว่าจะเป็นการเจ็บป่วยเล็กน้อย แค่พบแพทย์ รับยา กายภาพบำบัด การเจ็บป่วยหนักต้องพักรักษาตัวนอนในโรงพยาบาล หรือแม้แต่ได้รับบาดเจ็บจากการเกิดอุบัติเหตุ 

ประกันสุขภาพมีกี่แบบ? 

ก่อนจะตัดสินใจว่าควรเลือกซื้อประกันสุขภาพแบบไหนดี ก็ควรต้องรู้ว่าประกันสุขภาพมีกี่แบบ ซึ่งปัจจุบันจะสามารถแบ่งออกได้ 2 แบบหลัก ๆ ดังนี้ 

1. ประกันสุขภาพกลุ่ม (Group Health Insurance)

ประกันสุขภาพกลุ่ม คือ รูปแบบของประกันที่ให้ความคุ้มครองด้านค่ารักษาพยาบาลด้านสุขภาพกับคนกลุ่มใหญ่ ส่วนมากองค์กรมักซื้อเอาไว้เพื่อเป็นสวัสดิการกับพนักงาน หรือเป็นหลักประกันเบื้องต้นหากเจ็บป่วยก็สามารถรักษาได้ตามวงเงินและรายละเอียดที่ระบุไว้ การซื้อจะถูกซื้อในกรมธรรม์เดียวครอบคลุมทุกคนที่ทำงานอยู่ในองค์กรดังกล่าว อย่างไรก็ตามลักษณะการคุ้มครองอาจแตกต่างออกไป เช่น ลักษณะของโรค วงเงินที่สามารถใช้ได้ การสำรองจ่าย เป็นต้น อย่างไรก็ตามข้อดีของประกันสุขภาพกลุ่มจะมีอัตราเบี้ยประกันเฉลี่ยต่อคนถูกมากเพราะใช้วิธีคำนวณแบบอัตราเดียวเหมารวม 

2. ประกันสุขภาพส่วนบุคคล (Individual Health Insurance)

หรือในแวดวงการประกันภัยมักเรียกว่า “ประกันรายเดี่ยว” จะเป็นลักษณะของประกันสุขภาพที่ให้ความคุ้มครองกับบุคคลเพียงผู้เดียวซึ่งถูกระบุเอาไว้ในกรมธรรม์ชัดเจน เลือกประเภท ลักษณะความคุ้มครอง จำนวนวงเงินคุ้มครอง ความเสี่ยง และอื่น ๆ ได้ตามที่ผู้ซื้อต้องการ จุดเด่นสำคัญต้องยกให้กับความครอบคลุมที่จะคุ้มครองผู้เอาประกัน มีอิสระเลือกได้เต็มที่ตามงบที่ตนเองมี อัตราเบี้ยประกันมักมีการนำอายุและเพศมาเป็นตัวคำนวณด้วย เช่น หากอายุยังน้อยอัตราเบี้ยจะต่ำกว่าคนอายุมากหากเทียบกับการซื้อรูปแบบความคุ้มครองเดียวกันทั้งหมด ที่สำคัญยังสามารถนำไปใช้เป็นสิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ด้วย (ไม่เกิน 25,000 บาท) เป็นรูปแบบประกันสุขภาพที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน ทั้งนี้ประกันสุขภาพส่วนบุคคลยังสามารถแยกย่อยเพิ่มเติม ดังนี้ 

2.1 ประกันสุขภาพเหมาจ่าย

การให้ความคุ้มครองผู้เอาแก่ประกันภัยด้านค่ารักษาพยาบาลตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ไม่ว่าจะเป็นอาการเจ็บป่วยหรือได้รับบาดเจ็บใด ๆ ก็ตามในลักษณะของการกำหนดวงเงินรวมต่อปีกรมธรรม์ หรือต่อครั้งเอาไว้ชัดเจน เช่น เหมาะจ่ายไม่เกินปีละ 5 ล้านบาท เหมาะจ่ายไม่เกินครั้งละ 200,000 บาท เป็นต้น แต่ส่วนใหญ่วงเงินดังกล่าวก็มักครอบคลุมค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง 

2.2 ประกันสุขภาพแยกค่าใช้จ่าย

การให้ความคุ้มครองแก่ผู้เอาประกันภัยที่ถูกกำหนดไว้ในแต่ละเรื่อง เช่น ค่าห้องพัก ค่าทำหัตถการ ค่าวิสัญญีแพทย์ ค่าตรวจเยี่ยมอาการของแพทย์ เป็นต้น โดยผู้ซื้อประกันสามารถเลือกแผนประกันได้ตามงบหรือตามการคาดเดาด้านสุขภาพของตนเอง เช่น เลือกความคุ้มครองค่าห้องพักไม่เกิน 3,000 บาท ค่าเบี้ยประกันก็จะถูกกว่าการเลือกความคุ้มครองค่าห้องพัก 5,000 บาท และกรณีต้องเข้าพักรักษาตัวจริง หากค่าใช้จ่ายเกินจากวงเงินคุ้มครองที่กำหนดผู้เอาประกันภัยจะต้องชำระเพิ่มเติมด้วยตนเอง 

2.3 ประกันอุบัติเหตุ 

การให้ความคุ้มครองแก่ผู้เอาประกันภัยที่ต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลอันมีสาเหตุจากอุบัติเหตุทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นมีดบาด ตกบันได รถชน สัตว์มีพิษกัดต่อย แมวข่วน สุนัขกัด ลื่นล้ม และอื่น ๆ ซึ่งวงเงินค่ารักษาจะเป็นไปตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ (ลักษณะความคุ้มครองไม่ต่างจากการซื้อประกันอุบัติเหตุ หรือ PA ทั่วไป) 

ประกันสุขภาพมีกี่แบบ

สัญญาเพิ่มเติมหรือแนบท้ายสัญญาเพื่อรับผลประโยชน์เพิ่มเติม 

อย่างที่ทุกคนรู้กันไม่ว่าจะซื้อประกันสุขภาพแบบไหนดีก็ตาม ความคุ้มครองพื้นฐานก็มีทั้งการรักษาตัวแบบผู้ป่วยนอก (Out-patient department หรือ OPD) เช่น การตรวจรักษาจากแพทย์ เอกซเรย์ กายภาพบำบัด ฉีดยา ให้ยาทาน การทำแผล และการรักษาตัวแบบผู้ป่วยใน (In-patient department หรือ IPD) หมายถึง ต้องมีการนอนโรงพยาบาลอย่างน้อย 1 วัน  

แต่อีกสิ่งที่คนขายประกันมักเสนอเพิ่มเติมเพื่อให้ความคุ้มครองของกรมธรรม์ครอบคลุมแบบครบวงจรจะมีสิ่งที่เรียกว่า “สัญญาเพิ่มเติม” หรือ “แนบท้ายสัญญา” ซึ่งส่วนใหญ่มักแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ประกันชดเชยรายได้ และ ประกันโรคร้าย 

1. สัญญาเพิ่มเติมประกันชดเชยรายได้ (Hospital Income protection หรือ HIP)

คือ ลักษณะสัญญาเพิ่มเติมที่จะให้ความคุ้มครองเกี่ยวกับเงินรายได้ที่ต้องสูญเสียไประหว่างพักรักษาตัวในโรงพยาบาล หรือสถานพยาบาลต่าง ๆ โดยไม่สามารถกลับไปทำงานได้ตามปกติ วงเงินความคุ้มครองจะคำนวณเป็นรายวันตามจำนวนวันที่พักรักษาตัวจริงแต่ไม่เกินจำนวนวันสูงสุดที่กำหนดไว้ ยิ่งค่าชดเชยสูง เบี้ยประกันก็จะสูงตามด้วย ประกันชดเชยรายได้นี้เหมาะกับคนที่ทำงานประจำ รวมถึงทำงานอิสระ งานฟรีแลนซ์หากต้องนอนพักในโรงพยาบาลแล้วรายได้หลักหายไปก็ยังมีเงินส่วนดังกล่าวชดเชยให้ 

2. สัญญาเพิ่มเติมประกันโรคร้าย (Critical illness Rider)

คือ ลักษณะสัญญาเพิ่มเติมที่จะให้ความคุ้มครองในกรณีที่ผู้เอาประกันภัยเกิดโรคร้ายขึ้นกับตนเองตามเงื่อนไขที่กรมธรรม์ระบุเอาไว้ มีทั้งการให้แบบเจอ จ่าย จบ หมายถึง จ่ายครั้งเดียวตามวงเงินที่ระบุเอาไว้แล้วกรมธรรม์ดังกล่าวถือว่าสิ้นสุดทันที และการจ่ายค่ารักษาพยาบาลทุกครั้งเมื่อต้องเข้ารักษาตัวจากโรคดังกล่าวจนกว่าจะครบวงเงินที่กำหนด รวมถึงการทุพพลภาพหรือเสียชีวิตจากโรค  

ซึ่งโรคร้ายที่มักถูกจัดอยู่ในประกันดังกล่าว เช่น มะเร็ง ไตวาย ตับวาย กล้ามเนื้อหัวใจวายเฉียบพลัน เป็นต้น สังเกตว่าโรคเหล่านี้ลำพังแค่วงเงินคุ้มครองจากกรมธรรม์สุขภาพทั่วไปอาจไม่เพียงพอ เพราะมีการรักษาต่อเนื่อง ยาวนาน หรืออาจจำเป็นต้องใช้เงินก้อนใหญ่เพื่อดูแลตนเอง เงินสำหรับดูแลคนข้างหลังกรณีเสียชีวิตจากโรคนั้น ๆ ทั้งนี้ประกันโรคร้ายจะเหมาะกับคนที่ประเมินแล้วว่าตนเองมีความเสี่ยงที่อาจเกิดโรคที่ระบุไว้ในรายละเอียดกรมธรรม์ สาเหตุอาจเป็นได้ทั้งจากกรรมพันธุ์ พฤติกรรมการใช้ชีวิต  

ซื้อประกันสุขภาพแบบไหนดีให้ตอบโจทย์มากที่สุด 

เมื่อรู้กันครบถ้วนแล้วว่าประกันสุขภาพมีกี่แบบ แต่ละแบบเป็นยังไงบ้าง ก็มาถึงอีกคำถามที่ยังมีข้อสงสัยสรุปแล้วควรซื้อประกันสุขภาพแบบไหนดีให้ตอบโจทย์กับตนเองมากที่สุด หลัก ๆ ก็ต้องประเมินจากเงื่อนไขดังนี้เลย 

1. งบประมาณที่เหมาะสมในการจ่ายเบี้ยประกัน

อย่างที่รู้ว่ายิ่งวงเงินคุ้มครองสูง ค่าเบี้ยประกันย่อมแพงตามไปด้วย สิ่งแรกจึงต้องประเมินจากงบที่เหมาะสมในการจ่ายค่าเบี้ยแต่ละปีว่าไหวมากน้อยแค่ไหน เพราะการซื้อประกันสุขภาพเป็นวิธีรับมือในกรณีเกิดโรคหรือเกิดอุบัติเหตุ แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะได้ใช้ หากซื้อแพงเกินไปก็อาจไม่คุ้มค่านัก 

2. ความเสี่ยงในการเกิดโรคของตนเอง

ลองประเมินสุขภาพร่างกาย เช็กประวัติพันธุกรรมหรือกรรมพันธุ์ของคนในครอบครัวว่ามีใครเคยป่วยด้วยโรคอะไรบ้าง สังเกตพฤติกรรมการใช้ชีวิต อาหาร เครื่องดื่มที่ทานแต่ละวัน สภาพแวดล้อม การออกกำลังกาย ความเครียด ฯลฯ  

3. เงินชดเชยเมื่อขาดรายได้

หากคุณไม่ได้เดือดร้อนว่าต้องมีเงินเข้าระหว่างพักรักษาตัว ประกันชดเชยรายได้ก็อาจไม่ต้องทำ แต่ถ้าใครมองแล้วว่าเงินส่วนนี้จะช่วยให้ตนเองนำไปใช้อย่างอื่นเพิ่มเติม หรือเอาไว้ใช้ค่ารักษาพยาบาลส่วนที่เกินจากวงเงินคุ้มครองปกติจะทำไว้ก็ไม่เสียหาย 

สรุป 

ประกันสุขภาพยังคงเป็นหัวใจสำคัญของการวางแผนรับมือกับโรค อาการเจ็บป่วย หรืออุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้เสมอในช่วงชีวิตของคนหนึ่งคน แต่การจะเลือกซื้อนอกจากประเมินให้เหมาะกับตนเองแล้วยังต้องใส่ใจเรื่องของรายละเอียดความคุ้มครองต่าง ๆ ซื้อกับบริษัทที่น่าเชื่อถือ เพียงเท่านี้แม้คุณต้องเจ็บป่วยและรักษาตัวกับโรงพยาบาลในทุกกรณีอย่างน้อยที่สุดก็เบาใจเรื่องเงินทองได้เลยหากทุกอย่างเป็นไปตามเงื่อนไขกรมธรรม์ที่ระบุไว้ 

อ่านเพิ่มเติม:

DBD logo

ใบอนุญาตจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

เลขที่ 0105555036794

OIC logo

ใบอนุญาตนายหน้าประกันวินาศภัย เลขที่00008/2555  

ใบอนุญาตนายหน้าประกันภัย เลขที่ ช00012/2564

BOI logo

ได้รับการรับรองจาก BOI 2927/2555

บริษัท ลูม่า แคร์ จำกัด, 57 ปาร์คเวนเชอร์ อีโคเพล็กซ์ ชั้น 9 ยูนิต 912 ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330

Copyright © 2026 lumahealth.com. All Rights Reserved.   นโยบายความเป็นส่วนตัว