ลดหย่อนภาษีรายได้ส่วนตัว ด้วยแผนประกันสุขภาพ

รู้หรือไม้ ว่า ประกันสุขภาพ สามารถนำมา ลดหย่อนภาษีได้ สูงสุด 25,000 บาทต่อปี 

 

มีความหมายว่าอย่างไร? วันนี้มาทำความเข้าใจกัน

 

เมื่อมีงานทำ มีรายได้เป็นของตนเอง หนึ่งในหน้าที่สำคัญของคนไทยและจำเป็นต้องปฏิบัติตามกฎหมายนั่นคือ “การยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา” ซึ่งปกติจะต้องยื่นปีละ 1 ครั้ง ยกเว้นคนบางอาชีพ เช่น ผู้รับเหมา วิชาชีพอิสระ รายได้จากการให้เช่าทรัพย์สิน ต้องทำการยื่นภาษีเงินได้กลางปีด้วย โดยจำนวนเงินที่จะต้องชำระหรือได้รับการยกเว้นภาษีก็มีเกณฑ์ที่ภาครัฐกำหนดเอาไว้ชัดเจน รวมถึงตัวช่วยลดหย่อนภาษีเพื่อให้คุณจ่ายค่าภาษีดังกล่าวน้อยลงกว่าเดิม และหนึ่งในผู้ช่วยที่อยากแนะนำนั่นคือ การทำ “ประกันสุขภาพลดหย่อนภาษี” ใม่ใช่แค่เซฟเงินค่าภาษี แต่ยังมีประโยชน์ดี ๆ หลายต่อ!

อธิบายให้ชัด การลดหย่อนภาษี คืออะไร

การลดหย่อนภาษี คือ วิธีที่ภาครัฐได้กำหนดเอาไว้เพื่อให้ผู้ที่ต้องยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสามารถนำเอาไปหักออกจากเงินได้หลังหักค่าใช้จ่าย เพื่อให้จำนวนเงินการชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาน้อยลงกว่าเดิม หรือได้รับภาษีคืนเนื่องจากภาษีที่ถูกหักไว้ระหว่างปีสูงกว่าเงินภาษีที่ต้องชำระจริง โดยมีสูตรเบื้องต้นของการคำนวณ ดังนี้

เงินได้สุทธิ = รายได้ (ต่อปี) – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน

เงินภาษีที่ต้องจ่าย = เงินได้สุทธิ x อัตราภาษี

ลดหย่อนภาษี

ประกันสุขภาพลดหย่อนภาษีได้อย่างไรบ้าง

ปกติแล้วการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจะแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลักให้ผู้เสียภาษีตรวจสอบว่าตนเองสามารถลดหย่อนเรื่องใดได้บ้าง ประกอบไปด้วย

  • ค่าลดหย่อนพื้นฐาน เช่น ค่าลดหย่อนส่วนตัว ค่าลดหย่อนบิดา – มารดา ค่าลดหย่อนคู่สมรส ค่าลดหย่อนบุตร ค่าลดหย่อนบุคคลทุพพลภาพ
  • ค่าลดหย่อน / ค่ายกเว้นด้านเงินออมและลงทุน เช่น ประกันสังคม ประกันสะสมทรัพย์ เงินลงทุนกับกองทุนสำรองเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) เงินลงทุนกับกองทุนรวมเพื่อการออม (LMF) เงินกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (เงิน กบข.)
  • ค่าลดหย่อนตามมาตรการเกี่ยวกับการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ (แต่ละปีมักแตกต่างกันออกไป)
  • ค่าลดหย่อนเงินบริจาค เช่น บริจาคกับโรงพยาบาล บริจาคกับโรงเรียน เงินบริจาคพรรการเมือง

ซึ่งประกันสุขภาพจะถูกจัดอยู่ในกลุ่มของ “ค่าลดหย่อน / ค่ายกเว้นด้านเงินออมและลงทุน” โดยเบี้ยประกันที่จ่ายไปทั้งหมดสามารถนำไปลดหย่อนได้ไม่เกิน 25,000 บาท และเมื่อรวมกับเบี้ยประกันชีวิตต้องไม่เกิน 100,000 บาท (เบี้ยประกันชีวิตหักลดหย่อนได้สูงสุด 100,000 บาท)

ตัวอย่างเช่น เบี้ยประกันสุขภาพปีภาษีล่าสุดคุณชำระไปทั้งสิ้น 30,000 บาท จะสามารถหักลดหย่อนภาษีได้ 25,000 บาท

อย่างไรก็ตามประกันสุขภาพลดหย่อนภาษีไม่ใช่แค่ของตัวผู้มีเงินได้และต้องยื่นภาษีบุคคลธรรมดาเท่านั้น แต่ยังสามารถนำเบี้ยชำระประกันสุขภาพที่จ่ายให้กับพ่อแม่มาเป็นอีกส่วนของการลดหย่อนได้ด้วย สามารถลดหย่อนได้สูงสุดไม่เกินคนละ 15,000 บาท โดยมีเงื่อนไขว่าพ่อและแม่ต้องไม่มีเงินได้ หรือมีเงินได้ต่อปีไม่เกิน 30,000 บาท รวมถึงกรณีคู่สมรสไม่มีรายได้ก็สามารถนำเบี้ยประกันสุขภาพของพ่อแม่คู่สมรสหักลดหย่อนได้ตามมูลค่าและเงื่อนไขแบบเดียวกัน

ทั้งนี้หากมีพี่น้องพ่อแม่เดียวกันต้องการหักลดหย่อนภาษีหมวดนี้ก็ต้องนำมูลค่าเบี้ยประกันรวมของพ่อแม่หารจำนวนพี่น้องที่จะขอหักลดหย่อน เช่น มีพี่น้อง 3 คน ต้องการนำเบี้ยประกันสุขภาพของพ่อแม่จำนวน 30,000 บาท ไปลดหย่อนทั้ง 3 คน ก็จะลดหย่อนได้คนละ 10,000 บาท เป็นต้น

ส่วนคู่สมรสที่มีการจดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมายจะสามารถใช้สิทธิลดหย่อนเบี้ยประกันสุขภาพของอีกฝ่ายในปีถัดไปได้ไม่เกิน 10,000 บาท (เนื่องจากปีที่จดทะเบียนยังไม่ถือเป็นการใช้ชีวิตคู่ร่วมกันตามกฎหมาย) เงื่อนไขคือต้องยื่นภาษีร่วมกันและคู่สมรสไม่มีรายได้ตลอดปีภาษีนั้น ๆ

ความสำคัญของการมีประกันสุขภาพ

ประกันสุขภาพ คือ หนึ่งในประเภทของการประกันภัยที่จะช่วยความคุ้มครองผู้เอาประกันกรณีเกิดโรคหรือการเจ็บป่วยทุกประเภทที่ตรงกับเงื่อนไขกรมธรรม์ มีตั้งแต่การเป็นผู้ป่วยแบบ OPD ไม่ต้องนอนโรงพยาบาลแค่ตรวจรักษา รับยา หรือกายภาพบำบัดแล้วกลับบ้านได้ในวันนั้น ผู้ป่วยแบบ IPD หรือผู้ป่วยใน ต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาล รวมถึงการให้ความคุ้มครองโรคร้ายแรงต่าง ๆ เช่น โรคมะเร็ง

เมื่อถามว่าประกันสุขภาพมีความสำคัญอย่างไรก็ต้องแบ่งออกเป็นด้านของการให้ความคุ้มครองค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล ด้วยโลกยุคนี้มีความเสี่ยงที่อาจทำให้คุณเจ็บป่วยแบบไม่คาดฝัน เช่น สภาพแวดล้อม สภาพอากาศ อาหารที่ทาน การอุบัติขึ้นของเชื้อโรคหรือโรคภัยใหม่ ๆ เป็นต้น เมื่อบวกกับการรักษาพยาบาลแต่ละครั้งราคาไม่ใช่ถูก ๆ อย่างน้อยที่สุดการมีประกันสุขภาพจะช่วยให้เซฟเงินในส่วนนี้ได้เยอะมาก เฉลี่ยแล้วบางคนจ่ายแค่ปีละหลักหมื่น แต่ให้ความคุ้มครองสูงสุดถึงหลักล้านเลยทีเดียว

ขณะที่เรื่องของการลดหย่อนภาษีก็เป็นประโยชน์การเงินอีกด้านที่ประกันประเภทนี้จะช่วยประหยัดเงินภาษีลงได้พอสมควรทีเดียว ด้วยการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของเมืองไทยยังเป็นแบบขั้นบันไดโดยมีอัตรา ดังนี้

ประกันสุขภาพ ลดหย่อนภาษี

สมมุติคุณคำนวณเงินได้สุทธิต่อปีอยู่ที่ 760,000 บาท จะต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในอัตรา 20% แต่ถ้าคุณซื้อประกันสุขภาพลดหย่อนภาษีก็ยังลดหย่อนได้สูงสุดอีก 25,000 บาท ขั้นบันไดในการคำนวณสำหรับเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาก็มีสิทธิ์อยู่แค่ 15% ค่าภาษีที่ต้องจ่ายจึงลดลงเยอะมากทีเดียว

มั่นใจว่าสุขภาพดี ประกันสุขภาพคุ้มค่ากับการลงทุนหรือไม่?

มาถึงตรงนี้หลายคนอาจยังลังเลใจว่าประกันสุขภาพลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 25,000 บาท แต่ค่าเบี้ยประกันที่ต้องจ่ายส่วนมากมักเกินกว่ามูลค่าดังกล่าว บวกกับตนเองเป็นคนสุขภาพดีแบบนี้การลงทุนซื้อประกันสุขภาพลดหย่อนภาษีจะคุ้มค่าจริงหรือไม่?

 

ต้องขออธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับความคุ้มครองพื้นฐานของประกันดังกล่าวไม่ใช่แค่ประโยชน์การเงินด้านภาษีเท่านั้น แต่อนาคตเป็นสิ่งที่ไม่สามารถกำหนดได้ คุณอาจเกิดโรคหรือเจ็บป่วยแบบไม่คาดคิด อย่างน้อยที่สุดหากโรคหรืออาการเจ็บป่วยดังกล่าวเข้าเงื่อนไขที่กรมธรรม์ให้ความคุ้มครองก็สามารถเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ เพิ่มเติม หรืออาจจ่ายเพิ่มแค่บางส่วนแต่ก็น้อยมากเมื่อเทียบกับต้องจ่ายเองทั้งหมด

 

ปัจจุบันการเข้ารักษาโรงพยาบาลเอกชนกรณีต้องพักรักษาตัวอย่างน้อย 5-7 คืน ค่าใช้จ่ายอาจมีได้ตั้งแต่หลักหลายหมื่นไปจนถึงหลักแสน เมื่อเทียบมูลค่าเบี้ยประกันที่จ่ายเฉลี่ยประมาณหลักหมื่นกับความคุ้มครองตั้งแต่หลักแสนจนถึงหลักล้าน ยังไม่นับกับเงินชดเชยอื่น ๆ เช่น ทุพพลภาพ โรคร้ายแรง ฯลฯ มองยังไงก็คุ้มค่ากว่าแน่ แถมยังเอาไว้ลดหย่อนได้อีก 25,000 บาท นี่คือประโยชน์หลายต่อที่ทุกคนจะได้รับกลับไป ต่อให้คุณมีสุขภาพดีแค่ไหนการทำประกันสุขภาพไว้สักฉบับจึงเป็นคำแนะนำที่น่าสนใจมาก

สรุป

จะเห็นว่าการนำ ประกันสุขภาพ มาลดหย่อนภาษี เป็นอีกสิ่งที่น่าสนใจมาก ๆ สำหรับผู้มีรายได้ทุกคน แต่การซื้อประกันสุขภาพไม่ได้มองในมุมของการนำไปใช้เพื่อลดหย่อนภาษีเท่านั้น แต่ยังอยากให้เห็นถึงความคุ้มค่าเมื่อคุณเจ็บป่วยและต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลด้วย อย่างไรก็ตามต้องเลือกแผนประกันที่เหมาะกับตนเองโดยประเมินจากมูลค่าเบี้ยที่ต้องจ่ายแต่ละปี มูลค่าความคุ้มครองและลักษณะความคุ้มครองที่ได้รับทั้งหมด แล้วการซื้อประกันสุขภาพของทุกคนจะเป็นประโยชน์การเงินหลายต่อที่ได้รับกลับไปอย่างแน่นอน

อ่านเพิ่มเติม:

9 วิธีเลือกประกันสุขภาพแบบไหนให้เหมาะกับตัวเอง

9 วิธีเลือกประกันสุขภาพ

  1. ประเมินความเสี่ยง
  2. สวัสดิการที่มีอยู่แล้ว
  3. เลือกค่ารักษาแบบแยกจ่าย
  4. เลือกค่ารักษาแบบเหมาจ่าย
  5. เครือข่ายโรงพยาบาลและการสำรองจ่าย
  6. ปีะเมินระยะเวลารอคอย
  7. เบี้ยประกันและงบประมาณที่มี
  8. แบบมีความรักผิดชอบส่วนแรก (Deductible)
  9. ชื่อเสียงของบริษัทประกันภัย

ประกันสุขภาพ คือ รูปแบบการประกันภัยประเภทหนึ่งให้ความคุ้มครองเกี่ยวกับค่ารักษาพยาบาลเมื่อผู้เอาประกันต้องเข้ารับการรักษาพยาบาลทั้งแบบผู้ป่วยนอก (OPD) ผู้ป่วยใน (IPD) ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ ปัจจัยสำคัญจึงไม่ใช่แค่การมีประกันตัวนี้ไว้เท่านั้น แต่ต้องรู้จักวิธีเลือกประกันสุขภาพให้เหมาะกับตนเอง เพื่อจะได้รับความคุ้มครองได้อย่างคุ้มค่าที่สุด เสียประกันปีละหลักหมื่นแต่ผลประโยชน์หลักล้าน ลองมาศึกษาเทคนิคที่จะช่วยให้การเลือกประกันสุขภาพเป็นเรื่องง่ายกว่าเดิมได้เลย 

เลือกประกันสุขภาพแบบไหน

แนะนำ วิธีเลือกประกันสุขภาพให้เหมาะกับตนเอง 

  1. ประเมินความเสี่ยงของผู้ซื้อ

วิธีเลือกประกันสุขภาพลำดับแรกต้องประเมินความเสี่ยงของผู้ซื้อก่อนว่ามีโอกาสเจ็บป่วยจากโรคต่าง ๆ ได้มากน้อยแค่ไหน แล้วโรคชนิดใดที่อาจเกิดขึ้นกับตนเองบ้าง ซึ่งการประเมินดังกล่าวพิจารณาได้จากปัจจัยรอบตัว เช่น พันธุกรรมหรือกรรมพันธุ์ มีพ่อแม่ ญาติพี่น้อง เคยป่วยด้วยโรคอะไรบ้าง พฤติกรรมการใช้ชีวิตทั้งการทานอาหาร เครื่องดื่ม สูบบุหรี่ ปาร์ตี้สังสรรค์ สภาพอากาศ สภาพแวดล้อมที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ประจำ ความเครียดในแต่ละวัน ลักษณะการเดินทางประจำ ฯลฯ เมื่อรู้ว่าตนเองมีความเสี่ยงแบบไหนก็จะทำให้เลือกประกันสุขภาพได้ตรงจุด คุ้มค่ากับเบี้ยประกันที่จ่ายหากเกิดโรคเหล่านั้นขึ้น 

  1. สวัสดิการที่ตนเองมี

การซื้อประกันสุขภาพถือเป็นตัวช่วยเรื่องค่าใช้จ่ายเมื่อต้องเข้ารับการรักษาพยาบาล แต่ในความเป็นจริงไม่จำเป็นต้องซื้อให้ครอบคลุมหมดทุกความคุ้มครองเพราะยิ่งคุ้มครองเยอะเบี้ยประกันก็สูงขึ้นเป็นเรื่องปกติ ลองเช็กสวัสดิการที่ตนเองมีดูก็ได้ว่าสิ่งไหนไม่จำเป็นต้องมีอยู่ในประกันฉบับนี้ก็ตัดออกเพื่อเซฟงบในแต่ละปีที่ต้องจ่าย เช่น มีประกันสังคมอยู่ การเลือกความคุ้มครองค่าห้องก็ไม่ต้องสูงมากนัก มีประกันอุบัติเหตุกลุ่มจากบริษัทก็ไม่จำเป็นต้องซื้อแผนประกันที่รวมประกันอุบัติเหตุ ประกันสุขภาพกลุ่มจากบริษัท เทียบดูว่าคุ้มครองด้านไหน วงเงินเท่าไหร่ แล้วเลือกทำเพิ่มเติมเฉพาะสิ่งที่ไม่ได้คุ้มครอง เป็นต้น 

  1. เลือกค่ารักษาแบบแยกจ่าย

ค่ารักษาแบบแยกจ่าย หมายถึง การเลือกประกันสุขภาพที่คุณสามารถกำหนดวงเงินในแต่ละความคุ้มครองด้วยตนเองได้ให้พอเหมาะกับงบที่ตนเองพร้อมจ่ายแต่ละปี หรือไม่ทับซ้อนกับสวัสดิการที่มีอยู่แล้ว เช่น ค่าห้อง ค่าทำหัตถการ ค่าวิสัญญีแพทย์ ค่าตรวจเยี่ยมแพทย์คนไข้ ค่าใช้อุปกรณ์พิเศษทางการรักษา เป็นต้น ซึ่งข้อดีของวิธีเลือกประกันสุขภาพแบบนี้ช่วยเซฟงบลงได้เยอะมาก ไม่ต้องจ่ายซ้ำกับสิทธิของตนเอง แต่ก็ต้องมั่นใจเรื่องการประเมินความเสี่ยงเกี่ยวกับสุขภาพของตนเองในระดับหนึ่ง เพราะกรณีคุณเข้ารักษาแล้วมีค่าใช้จ่ายเกินจากวงเงินคุ้มครอง ส่วนต่างที่เหลือผู้เอาประกันต้องรับผิดชอบด้วยตนเองทั้งหมด 

เลือกประกันสุขภาพแบบไหน

เลือกค่ารักษาแบบเหมาจ่าย 

การเลือกค่ารักษาพยาบาลแบบเหมาจ่าย หมายถึง การซื้อประกันสุขภาพโดยบริษัทประกันได้กำหนดวงเงินรวมในการรักษาพยาบาลทุกกรณีเอาไว้แบบชัดเจน อาจกำหนดเป็นรายครั้งต่อการรักษา หรือรายปีขึ้นอยู่กับเงื่อนไข เช่น เหมาจ่ายค่ารักษาตลอดปีกรมธรรม์ 3 ล้านบาท เหมาจ่ายค่ารักษาในการเข้ารักษาตัวต่อครั้ง 5 แสนบาท เป็นต้น ข้อดีของการเลือกประกันสุขภาพแบบนี้จะทำให้คุณไม่ต้องกังวลใจเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะส่วนใหญ่วงเงินที่บริษัทประกันกำหนดก็เพียงพอต่อการรักษาอยู่แล้วแต่จะแลกมาด้วยการต้องเสียค่าเบี้ยประกันสูงมากกว่าแบบแยกจ่าย จึงเหมาะกับคนที่มั่นใจว่ามีเงินเพียงพอในการจ่ายเบี้ยแต่ละปี หรือคนที่มีความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วย 

  1. เครือข่ายโรงพยาบาลและการสำรองจ่าย

ข้อนี้เป็นอีกสิ่งสำคัญที่ต้องใส่ใจมาก ๆ ก่อนตัดสินใจซื้อประกันสุขภาพที่ไหนก็ตาม เหตุเพราะในการเข้ารักษาตัวแต่ละครั้งทุกคนย่อมคาดหวังที่จะได้รักษาที่โรงพยาบาลดี ๆ หรือโรงพยาบาลชั้นนำที่มีความเก่งกาจเกี่ยวกับโรคที่ตนเองเจ็บป่วยอยู่ ซึ่งการที่บริษัทประกันเป็นเครือข่ายของโรงพยาบาลหลายแห่งย่อมส่งผลดีทั้งด้านบริการ ส่วนลดเพิ่มเติมกรณีมีเงินส่วนต่างที่ต้องจ่ายเอง รวมถึงการสำรองจ่ายซึ่งเป็นเรื่องที่หลายคนมักกังวลใจ ด้วยการรักษายุคนี้หากเป็นโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำ การนอนโรงพยาบาลเพียงแค่ 4-5 วัน ก็มีสิทธิ์ค่าใช้จ่ายพุ่งสู่หลักแสนเอาง่าย ๆ การมีประกันโดยไม่ต้องสำรองจ่ายเพราะเป็นโรงพยาบาลเครือข่ายจึงช่วยลดความวุ่นวายส่วนนี้ได้เยอะมาก 

  1. ประเมินระยะเวลารอคอย

ระยะเวลารอคอย คือ ช่วงระยะเวลาหนึ่งหลังจากทำประกันสุขภาพเรียบร้อยแต่กรมธรรม์ดังกล่าวยังไม่ให้ความคุ้มครองจนกว่าจะถึงช่วงเวลาที่กำหนดเอาไว้ เพื่อประเมินว่าผู้เอากรมธรรม์อาจเจ็บป่วยมาก่อนหน้าการทำประกันฉบับนั้น ๆ อธิบายแบบเข้าใจง่ายคือ บริษัทประกันเองก็ขอรอดูว่าผู้เอาประกันเจ็บป่วยอะไรมาก่อนหรือไม่ เพราะถ้ามีความเสี่ยงหรือป่วยก่อน แล้วอาการป่วยดังกล่าวแสดงออกก่อนถึงกำหนด นอกจากกรมธรรม์ไม่คุ้มครองยังอาจหมายถึงการทำประกันเป็นโมฆียะ หรือโมฆะได้เลย แต่ในอีกมุมหนึ่งหากคุณคือคนที่จะซื้อประกันก็สามารถนำเอาข้อมูลระยะเวลารอคอยมาประเมินเพื่อตัดสินใจซื้อได้เช่นกัน ปกติแล้วมักอยู่ราว ๆ 90 – 180 วัน ซึ่งไม่ควรเกินมากกว่านี้ เพราะบางคนอาจเจ็บป่วยจากโรคที่มีสาเหตุอยู่ในช่วงระยะเวลารอคอย ไม่ได้เกิดก่อนหน้าทำประกัน ก็เท่ากับไม่สามารถใช้ความคุ้มครองได้เช่นกัน 

เลือกประกันสุขภาพแบบไหน

เบี้ยประกันที่ต้องจ่ายและงบประมาณที่มี 

นี่คือสิ่งสำคัญมากในการเลือกประกันสุขภาพ เพราะต่อให้คุณอยากทำประกันดีที่สุดแค่ไหนทว่าสุดท้ายก็ต้องประเมินเบี้ยประกันที่ต้องจ่ายในแต่ละปีเหมาะกับงบที่ตนเองวางเอาไว้หรือไม่ สมมุติมีบริษัทประกัน 2 แห่ง ให้ความคุ้มครองแบบเดียวกันหมด แต่บริษัทแรกค่าเบี้ยถูกกว่าเล็กน้อยแบบนี้ก็นับเป็นตัวเลือกน่าสนใจ กับอีกมุมหากคุณรู้ว่าตนเองสามารถจ่ายเบี้ยประกันแต่ละปีไหวที่กี่บาทก็สามารถบอกกับตัวแทนเพื่อให้ผู้ขายเลือกแผนประกันที่เหมาะสมได้เลย และอย่าลืมว่าเบี้ยประกันในแต่ละปีมีโอกาสสูงขึ้นทั้งจากอายุที่มากขึ้น หรือความถี่ในการเคลม จึงต้องประเมินจุดนี้ให้ดีด้วย 

  1. เลือกประกันสุขภาพแบบมีความรับผิดชอบส่วนแรก (Deductible)

อีกวิธีเลือกประกันสุขภาพที่จะช่วยเซฟเงินค่าเบี้ยประกันในแต่ละปีได้พอสมควรต้องยกให้กับการเลือกประเภทประกันสุขภาพแบบมีความรับผิดชอบส่วนแรก หรือ Deductible หมายถึง การที่ผู้เอาประกันต้องจ่ายค่ารักษาในส่วนแรกด้วยตนเองก่อน และถ้าหากค่าใช้จ่ายดังกล่าวเกินจากจำนวนเงินที่ตกลงความรับผิดชอบส่วนแรกเอาไว้ ทางบริษัทประกันก็จะจ่ายส่วนที่เหลือให้ เช่น คุณทำ Deductible ไว้ที่ 40,000 บาท หากค่ารักษาไม่เกิน 40,000 บาท ผู้เอาประกันก็ต้องจ่ายเองทั้งหมด แต่ถ้าค่ารักษาสรุปที่ 60,000 บาท อีก 20,000 บาท บริษัทประกันจะเป็นผู้จ่ายให้ ทั้งนี้การจ่ายเงินของบริษัทประกันก็จะจ่ายไม่เกินวงเงินคุ้มครองทั้งหมดเหมือนกับประกันสุขภาพปกติ 

  1. ชื่อเสียงของบริษัทประกันภัย

วิธีเลือกประกันสุขภาพข้อสุดท้ายอย่าลืมประเมินเรื่องชื่อเสียงของบริษัทประกันภัยที่จะซื้อด้วย เพื่อสร้างความมั่นใจในกรณีที่ต้องเคลมค่ารักษาแล้วจะไม่มีปัญหาอื่นตามมาภายหลัง เช่น บริษัทเบี้ยวไม่จ่ายค่ารักษา ต้องสำรองจ่ายเองแล้วได้รับเงินคืนไม่ครบ เดินเรื่องยากมาก ใช้เวลารับเรื่องและพิจารณาเคลมนาน เป็นต้น ซึ่งพื้นฐานของการเช็กชื่อเสียงบริษัทที่คุณจะซื้อประกันก็ดูจากความคุ้นชิน การได้รับคำแนะนำจากคนใกล้ชิด อ่านรีวิวข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต ศึกษาข้อมูลของบริษัทนั้น ๆ อย่างละเอียด เป็นต้น 

สรุป 

ทั้งหมดนี้คือ 9 วิธีเลือกประกันสุขภาพให้เหมาะสมกับตนเองมากที่สุด แม้ทุกคนรู้ดีว่าการมีประกันสุขภาพจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้เยอะมากเมื่อต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล แต่ถ้าเลือกประกันสุขภาพได้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของตนเองนอกจากความสบายใจเมื่อต้องเข้าโรงพยาบาลแล้วยังช่วยประหยัดเงินได้อีกเยอะมาก ที่สำคัญอย่าลืมเลือกบริษัทประกันที่น่าเชื่อถือ ไว้ใจได้ มีแผนประกันหลากหลาย และเปรียบเทียบกันหลายแห่งจนได้แผนประกันที่ดีที่สุด คุ้มครองแบบครอบคลุมอย่างคุ้มค่า แต่ไม่ทับซ้อนกับสิทธิที่ตนเองมีอยู่ก่อนหน้า 

LUMA ผู้เชี่ยวชาญเรื่องประกัน พร้อมดูแลทุกท่าน สามารถเลือกและเปรียบเทียบแผนประกันสุขภาพได้อย่างครอบคลุม ประกันสุขภาพ มีให้เลือกหลายแบบ หลายงบ และความคุ้มครองหลากหลาย ทาง LUMA ยินดีดูแลทุกท่าน อย่างเต็มที่

อ่านเพิ่มเติม:

เจาะลึกขั้นตอนการขอ Tax Refund เมื่อเดินทางไปเที่ยวยุโรป

การมีโอกาสไปเที่ยวไม่ว่าประเทศใดก็ตามอีกกิจกรรมสุดฮิตต้องยกให้กับการช้อปปิ้ง เลือกซื้อของฝาก ของใช้ เสื้อผ้า ขนมต่าง ๆ กลับมายังเมืองไทย ด้วยเหตุผลสำคัญคือนักท่องเที่ยวสามารถทำ Tax Refund คืนภาษีได้ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายสินค้าเหล่านั้นถูกกว่าในเมืองไทย ซึ่งใครที่วางแผนกำลังจะไปเที่ยวยุโรปพร้อมเป้าหมายในการช้อปปิ้งแบบมันสะใจ ลองมาเจาะลึกวิธีขอ Tax Refund ของประเทศในกลุ่มเชงเก้น พร้อมข้อมูลต่าง ๆ ที่น่าสนใจ เอาไว้ใช้เป็นแนวทางที่ถูกต้องกันดีกว่า

Tax Refund ยุโรป

ติดตาม ข่าวสาร และ โปรโมชั่นต่างๆ

ทำความเข้าใจ Tax Refund คืออะไร

Tax Refund คือ การขอคืนภาษีสำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปยังประเทศต่าง ๆ แล้วทำการซื้อสินค้าที่วางขายในประเทศเหล่านั้น ซึ่งปกติสินค้าแทบทุกชิ้นจะมีการบวกภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เข้าไปอยู่แล้ว โดยภาษีดังกล่าวจะถูกนำไปใช้เพื่อพัฒนาประเทศในด้านต่าง ๆ ดังนั้นนักท่องเที่ยวผู้ที่ไม่ได้เป็นพลเมืองหรือประชากรของประเทศจึงมีสิทธิ์ได้รับภาษีที่ตนเองต้องจ่ายจากการซื้อของกลับคืนมานั่นเอง อย่างไรก็ตามแต่ละประเทศก็จะมีเงื่อนไขในการขอ Tax Refund แตกต่างกันออกไป เช่น การกำหนดมูลค่าขั้นต่ำเมื่อซื้อสินค้า สกุลเงินที่จะได้รับคืน เป็นต้น

รายละเอียดการขอ Tax Refund กับกลุ่มประเทศเชงเก้น

กลุ่มประเทศเชงเก้นทั้ง 26 ประเทศ จะมีเงื่อนไขในการขอ Tax Refund สำหรับนักท่องเที่ยวแตกต่างกันออกไปบ้างตามมูลค่าการซื้อสินค้า โดยสามารถสรุปยอดเงินและอัตราการขอคืนภาษีได้ ดังนี้

  • ขอ Tax Refund ที่ฝรั่งเศส ต้องซื้อสินค้าขั้นต่ำ 175.01 ยูโร (เครดิตการ์ดขอคืนได้ 12% / เงินสดขอคืน 10.08%)
  • ขอ Tax Refund ที่อิตาลี ต้องซื้อสินค้าขั้นต่ำ 154.94 ยูโร (ขอคืนได้สูงสุด 15.50%)
  • ขอ Tax Refund ที่สเปน ขอคืนได้ตั้งแต่ 1 ยูโรแรก (ตั้งแต่ 4% – 21% ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า)
  • ขอ Tax Refund ที่เยอรมนี ต้องซื้อสินค้าขั้นต่ำ 25 ยูโร (ขอคืนได้ตั้งแต่ 10% – 14.50% ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า)
  • ขอ Tax Refund ที่เนเธอร์แลนด์ ต้องซื้อสินค้าขั้นต่ำ 50 ยูโร (ขอคืนได้ตั้งแต่10% – 16% ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า)
  • ขอ Tax Refund ที่เดนมาร์ก ต้องซื้อสินค้าขั้นต่ำ 300 DKK (ขอคืนได้ 25%)
  • ขอ Tax Refund ที่สาธารณรัฐเช็ก ต้องซื้อสินค้าขั้นต่ำ 2001 CZK (ขอคืนได้ตั้งแต่ 12% – 17% ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า)
  • ขอ Tax Refund ที่เบลเยียม ต้องซื้อสินค้าขั้นต่ำ 125.01 ยูโร (ขอคืนได้ตั้งแต่ 6% – 21% ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า)
  • ขอ Tax Refund โปรตุเกส ต้องซื้อสินค้าขั้นต่ำ 53 – 61.50 ยูโร (ขอคืนได้ตั้งแต่ 6% – 23% ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า)
  • ขอ Tax Refund ที่ออสเตรีย ต้องซื้อสินค้าขั้นต่ำ 75.01 ยูโร (ขอคืนได้ตั้งแต่ 10% – 15% ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า)
  • ขอ Tax Refund ที่ฮังการี ต้องซื้อสินค้าขั้นต่ำ 54,001 HUF (ขอคืนได้ตั้งแต่ 13% – 19% ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า)
  • ขอ Tax Refund ที่โครเอเชีย ต้องซื้อสินค้าขั้นต่ำ 740 HRK (ขอคืนได้ตั้งแต่ 5% – 25% ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า)
  • ขอ Tax Refund ที่กรีซ ต้องซื้อสินค้าขั้นต่ำ 50 ยูโร (ขอคืนได้ตั้งแต่ 17% – 24% ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า)
  • ขอ Tax Refund ที่ไอซ์แลนด์ ต้องซื้อสินค้าขั้นต่ำ 4,000 ISK (ขอคืนได้ตั้งแต่ 7% – 25.50% ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า)
  • ขอ Tax Refund ที่โปแลนด์ ต้องซื้อสินค้าขั้นต่ำ 200 PLN (ขอคืนได้ตั้งแต่ 5% – 23% ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า)
  • ขอ Tax Refund ที่มอลตา ต้องซื้อสินค้าขั้นต่ำ 100 ยูโร (ขอคืนได้ 11%)
  • ขอ Tax Refund ที่สวิตเซอร์แลนด์ ต้องซื้อสินค้าขั้นต่ำ 300 CHF (ขอคืนได้ 7.70%)
  • ขอ Tax Refund ที่นอร์เวย์ หากเป็นอาหารต้องซื้อขั้นต่ำ 290 NOK (ขอคืนได้ 15%) ส่วนสินค้าทั่วไป ต้องซื้อขั้นต่ำ 315 NOK (ขอคืนได้ 25%)
  • ขอ Tax Refund ที่ลัตเวีย ต้องซื้อสินค้าขั้นต่ำ 44 ยูโร (ขอคืนได้ 21%)
  • ขอ Tax Refund ที่สโลวาเกีย ต้องซื้อสินค้าขั้นต่ำ 175.01 ยูโร (ขอคืนได้ 20%)
  • ขอ Tax Refund ที่สโลวีเนีย ต้องซื้อสินค้าขั้นต่ำ 50.01 ยูโร (ขอคืนได้ 22%)
  • ขอ Tax Refund ที่ลิทัวเนีย ต้องซื้อสินค้าขั้นต่ำ 200 LTL (ขอคืนได้ 21%)
  • ขอ Tax Refund ที่ลักเซมเบิร์ก ต้องซื้อสินค้าขั้นต่ำ 74 ยูโร (ขอคืนได้ 15%)
  • ขอ Tax Refund ที่เอสโตเนีย ต้องซื้อสินค้าขั้นต่ำ 38.01 ยูโร (ขอคืนได้ 20%)
  • ขอ Tax Refund ที่ฟินแลนด์ ต้องซื้อสินค้าขั้นต่ำ 40 ยูโร (ขอคืนได้ 24%)
  • ขอ Tax Refund ที่ลิกเตนสไตน์ ต้องซื้อสินค้าขั้นต่ำ 500 CHF (ขอคืนได้ 8%)
Tax Refund ยุโรป

ขั้นตอนการขอ Tax Refund ที่ยุโรป ทำอย่างไรบ้าง

มาถึงเรื่องสำคัญของทุกคนที่เดินทางไปเที่ยวในประเทศแถบยุโรปและต้องการขอ Tax Refund ต้องบอกว่าขั้นตอนการขอ Tax Refund ที่ยุโรปแทบทุกประเภทมีความใกล้เคียงกัน สามารถทำตามคำแนะนำเหล่านี้ได้เลย

  1. แจ้งพนักงานในร้านว่าต้องการขอ Tax Refund จากนั้นนำพาสปอร์ตของผู้ที่ต้องการขอยื่นให้กับพนักงาน
  2. พนักงานจะให้เอกสารเพื่อกรอกข้อมูล ซึ่งไม่ได้มีอะไรยุ่งยาก หลัก ๆ แล้วต้องกรอกชื่อ – นามสกุล หมายเลขพาสปอร์ต ที่อยู่ปัจจุบัน ประเทศ อีเมล เบอร์โทรศัพท์ พร้อมลายเซ็นของผู้ขอ Tax Refund ที่ยุโรป
  3. พนักงานจะทำการออกใบเสร็จสำหรับใช้ขอ Tax Refund ใส่ซองมาพร้อมกับเอกสารที่คุณกรอกไปก่อนหน้านี้
  4. ทุกร้านที่ต้องการขอ Tax Refund ให้ทำแบบเดียวกันทั้งหมด
  5. นำเอกสารจากร้านค้า ได้แก่ ใบเสร็จและแบบฟอร์ม Tax Refund ที่กรอกไว้มายื่นกับเคาน์เตอร์สนามบินที่จะทำการเช็กอิน ระหว่างเจ้าหน้าที่ออก Boarding Pass ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ว่าต้องการขอ Tax Refund
  6. นำ Boarding Pass, Passport, ใบเสร็จ และฟอร์ม Tax Refund ไปยังด่านศุลกากร (Custom) ของสนามบิน เพื่อรับการแสตมป์ประทับตรา (กรณีเจ้าหน้าที่ขอดูสิ่งของก็ต้องสำแดงให้ดูด้วย) หากไม่มีปัญหาอะไรของในกระเป๋าก็จะถูกลำเลียงขึ้นสายพานเพื่อนำไปโหลดใต้ท้องเครื่อง
  7. นำเอกสาร Tax Refund ที่ได้มายังหน้า Gate ทางเข้า จากนั้นก็ไปรับเงินคืนซึ่งจะมีผู้ให้บริการ Tax Refund ในสนามบินหลัก ๆ 2 เจ้า ได้แก่ Premier Tax Free และ Global Blue เท่านี้ก็เป็นอันเรียบร้อย

ข้อควรรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการขอ Tax Refund ที่ยุโรป

  1. ในการขอ Tax Refund ที่ฝรั่งเศส อิตาลี สเปน หรือที่ใดก็ตามในยุโรปจะต้องมียอดค่าใช้จ่ายขั้นต่ำต่อ 1 บิล ตามที่กำหนดเอาไว้
  2. แนะนำให้ซื้อเฉพาะกับร้านที่มีสัญลักษณ์ Tax Free หรือร้านที่ระบุว่าขอ Tax Refund ได้
  3. ในห้างสรรพสินค้า หรือร้านค้าขนาดใหญ่บางแห่งคุณสามารถขอ Tax Refund คืนได้โดยไม่ต้องดำเนินการที่สนามบิน
  4. สามารถขอ Tax Refund ที่ยุโรปคืนได้ทั้งเป็นเงินสด หรือคืนผ่านบัตรเครดิต (อัตราที่ได้รับอาจแตกต่างกันออกไป)
  5. กรณีขอ Tax Refund เป็นเงินสดจากห้างหรือร้านค้าต้องเดินทางออกจากยุโรปภายใน 15 – 21 วัน นับตั้งแต่วันดำเนินการ
  6. ในการขอ Tax Refund ตามปกติ จะได้รับการคืนเป็นสกุลเงินยูโร หรือสกุลเงินตามที่ประเทศเหล่านั้นใช้งาน ซึ่งกรณีขอคืนผ่านบัตรเครดิตจะได้รับเงินเข้าสู่บัตรตั้งแต่ 1 – 4 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ
  7. ปัจจุบันการขอ Tax Refund ที่อังกฤษ ไม่สามารถดำเนินการได้แล้วตามนโยบายของรัฐบาลอังกฤษ
  8. ในการขอ Tax Refund ที่สวิตเซอร์แลนด์ ลิกเตนสไตน์ นอร์เวย์ และไอซ์แลนด์ จะต้องทำการขอก่อนเดินทางออกจากประเทศเท่านั้น เนื่องจากเป็นประเทศเชงเก้นนอกกลุ่ม EU ส่วนกรณีที่คุณเดินทางระหว่างประเทศในกลุ่ม EU จะสามารถขอ Tax Refund ที่ประเทศปลายทางก่อนบินกลับเมืองไทยในครั้งเดียวได้เลย เช่น ซื้อสินค้าจากเยอรมนีแล้วไปขอ Tax Refund ที่อิตาลี แบบนี้สามารถทำได้โดยไม่ต้องขอจากเยอรมนีก่อน (ทั้งนี้หากจะเดินทางจากประเทศกลุ่ม EU เพื่อไปต่อยังประเทศนอกกลุ่ม EU ก็ต้องขอที่สนามบินก่อนออกจากประเทศกลุ่ม EU ให้เรียบร้อย)
  9. สินค้าปลอดภาษี ไม่ต้องขอ Tax Refund เช่น ยา อาหาร เครื่องสำอาง ต้องถูกเก็บอย่างมิดชิดและมีสภาพสมบูรณ์ห้ามมีการแกะใช้งานเด็ดขาด
  10. สนามบินบางแห่งมีตู้อัตโนมัติในการทำ Tax Refund จึงช่วยเพิ่มความสะดวกและความรวดเร็วกับนักท่องเที่ยวได้มากขึ้น

สรุป

การขอ Tax Refund ที่ยุโรปหลัก ๆ แล้วมีขั้นตอนดำเนินการใกล้เคียงกันสามารถทำตามคำแนะนำได้เลย มากไปกว่านั้นก่อนจะเดินทางไปเที่ยวยุโรปหรือเที่ยวกลุ่มประเทศเชงเก้น อย่าลืมเลือกซื้อประกันเชงเก้น  จาก LUMA มีแผนให้เลือกเยอะ และตรงตามความต้องการในการยื่นวีซ่าเชงเก้น ที่คุ้มครองขั้นต่ำ 30,000 Euro หรือ 1,500,000 บาท

ลิงก์ที่เกี่ยวข้อง:

DBD logo

ใบอนุญาตจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

เลขที่ 0105555036794

OIC logo

ใบอนุญาตนายหน้าประกันวินาศภัย เลขที่00008/2555  

ใบอนุญาตนายหน้าประกันภัย เลขที่ ช00012/2564

BOI logo

ได้รับการรับรองจาก BOI 2927/2555

บริษัท ลูม่า แคร์ จำกัด, 57 ปาร์คเวนเชอร์ อีโคเพล็กซ์ ชั้น 9 ยูนิต 912 ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330

Copyright © 2026 lumahealth.com. All Rights Reserved.   นโยบายความเป็นส่วนตัว