วีซ่าเชงเก้นไม่ผ่าน ต้องทำอย่างไร รวมทุกเรื่องที่ควรรู้

สำหรับผู้ที่จะเดินทางไปยังทวีปยุโรปกลุ่มประเทศเชงเก้นทั้ง 26 ประเทศ สามารถเลือกขอ “วีซ่าเชงเก้น” เพื่อการพำนักอาศัยระยะสั้นไม่เกิน 90 วัน ภายใน 180 วัน ด้วยวัตถุประสงค์ด้านการท่องเที่ยว เยี่ยมญาติ อบรมระยะสั้น หรือติดต่อธุรกิจได้โดยไม่ต้องไล่ขอวีซ่าทีละประเทศ แต่ก็มีบางคนเมื่อทำการขอตามขั้นตอนปกติแล้วปรากฏ “วีซ่าเชงเก้นไม่ผ่าน” กลายเป็นคำถามขึ้นมาทันทีว่าแล้วต้องทำยังไงต่อ มีวิธีแก้ไขอะไรบ้าง ลองศึกษาข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับเรื่องนี้กันเลย 

วีซ่าเชงเก้นไม่ผ่าน

ติดตาม ข่าวสาร และ โปรโมชั่นต่างๆ

Rejected Visa คืออะไร 

เมื่อทำการยื่นเอกสารต่าง ๆ ผ่านตัวแทนรับยื่นวีซ่า หรือสถานทูตฯ จะต้องรอผลพิจารณาวีซ่าเชงเก้นตามระยะเวลาที่กำหนดตั้งแต่ 7 วันขึ้นไป จากนั้นสถานทูตฯ จะทำการส่งเอกสารตอบรับกลับมาว่าวีซ่าเขงเก้นของคุณผ่านหรือไม่ ในกรณีที่วีซ่าเชงเก้นไม่ผ่านตัวจดหมายจะระบุเอาไว้ชัดเจนว่า “Rejected Visa” หรือการปฏิเสธรับทำวีซ่า หมายถึง สถานทูตฯ มีการประเมินทั้งจากเอกสารและปัจจัยแวดล้อมอื่น ๆ แล้ว บุคคลดังกล่าวยังไม่มีคุณสมบัติเหมาะสมเพียงพอกับการเดินทางไปยังประเทศกลุ่มเชงเก้น จึงยังไม่อนุมัติในการทำวีซ่านั่นเอง 

เหตุผลที่วีซ่าเชงเก้นไม่ผ่าน เกิดจากอะไรได้บ้าง 

สำหรับเหตุผลที่วีซ่าเชงเก้นไม่ผ่าน สามารถเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัยซึ่งขอสรุปให้เห็นภาพชัดเจนเพื่อจะได้จัดเตรียมทุกอย่างแบบครบถ้วน ลดความเสี่ยงการขอวีซ่าเชงเก้นแล้วเกิดปัญหาตามมาภายหลัง 

  1. 1. เอกสารที่ยื่นไปทั้งหมดยังมีความไม่น่าเชื่อถือในบางจุด เช่น Statement รายการเดินบัญชีย้อนหลังมีเงินเก็บอยู่น้อยเกินไป มีเงินเข้าเป็นรายได้ไม่ชัดเจน มีรายจ่ายบางเดือนมากกว่ารายได้ มีเงินเข้ามายังบัญชีก้อนใหญ่ก่อนขอวีซ่าไม่กี่วัน มีรายได้ไม่สมเหตุสมผลกับเงินเก็บ ฯลฯ
  2. 2. ไม่มีหลักฐานการทำงานที่ชัดเจนในเมืองไทย อายุการทำงานน้อยเกินไป หนังสือรับรองการทำงานระบุข้อมูลไม่ครบถ้วน เช่น วันลางาน ระยะเวลาที่ลางาน ชื่อบริษัท ตำแหน่งภายในบริษัท รายได้ ฯลฯ รวมถึงหลักฐานการศึกษา (กรณีเป็นนักศึกษา) สถานทูตฯ อาจประเมินถึงความเสี่ยงที่จะลักลอบไปเป็นแรงงานผิดกฎหมาย และไม่สามารถเดินทางกลับได้ตามวัน-เวลาที่ระบุ จึงไม่อนุมัติวีซ่าเชงเก้น
  3. 3. หลักฐานด้านความสัมพันธ์ระหว่างผู้ยื่นขอวีซ่ากับสปอนเซอร์ไม่สอดคล้องกัน หรือยังขาดความน่าเชื่อถือ
  4. 4. การกรอกแบบฟอร์มขอวีซ่าไม่ถูกต้อง หรือมีจุดที่ระบุรายละเอียดไม่ชัดเจน เช่น ไม่ระบุวันเดินทางกลับ ลืมใส่ข้อมูลส่วนตัวบางจุด ไม่ระบุวัตถุประสงค์การเดินทางชัดเจน เป็นต้น
  5. 5. ไม่สามารถตอบคำถามกับเจ้าหน้าที่สถานทูตฯ ได้ในกรณีมีการเรียกสัมภาษณ์พูดคุยเพิ่มเติม หรือตอบไม่ตรงคำถาม ตอบคนละข้อมูลกับที่ระบุเอาไว้ในเอกสารการยื่นขอวีซ่าเชงเก้น เป็นต้น
  6. 6. มีการปกปิดข้อมูล หรือพยายามตั้งใจไม่บอกว่าเคยถูกปฏิเสธวีซ่าประเทศอื่น ๆ มาก่อนหน้า แม้บางคนมองว่ามันทำให้ความน่าเชื่อถือลดลง แต่ก็เป็นเรื่องอดีตและเจ้าหน้าที่สถานทูตยังมองถึงความจริงใจ ไม่ปกปิด อีกมุมหนึ่งหากคุณนิ่งเฉย หรือเจ้าหน้าที่สอบถามแล้วบอกว่าไม่เคย ปรากฏมีการค้นข้อมูลแล้วพบว่าเคยถูกปฏิเสธก็มีสิทธิ์ไม่ผ่านได้เช่นกัน

วีซ่าเชงเก้นไม่ผ่านทำยังไง มีคำแนะนำมาบอก 

จากเหตุผลต่าง ๆ ผู้ที่ขอวีซ่าเชงเก้นอาจรู้สึกกังวลใจหากตนเองเป็นหนึ่งในคนที่วีซ่าเขงเก้นไม่ผ่านทำยังไงดี มีวิธีแก้ไขหรือไม่ ต้องบอกแบบนี้ว่าจริงแล้วสถานทูตฯ ก็ไม่ได้ใจร้ายหรือกลั่นแกล้งโดยระบุในเอกสารว่า Rejected Visa แต่ด้วยปัจจัยต่าง ๆ ตามเอกสารที่ระบุไว้ก็อาจมีความเสี่ยงที่ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถประเมินเป็นลักษณะดังกล่าวได้ วิธีแก้ปัญหาเมื่อจดหมายตอบกลับว่าวีซ๋าเชงเก้นไม่ผ่านทำได้ดังนี้ 

  1. การยื่นอุทธรณ์วีซ่าเชงเก้น

เมื่อผู้ขอวีซ่าเชงเก้นถูกปฏิเสธวีซ่า โดนยกเลิก เพิกถอนวีซ่าใด ๆ ก็ตาม ทางสถานทูตฯ จะเปิดโอกาสให้ได้ยื่นอุทธรณ์เพื่อโต้แย้งกับเหตุผลที่ระบุเอาไว้โดยกระทรวงการต่างประเทศจะเข้ามาตรวจสอบข้อมูลทั้งหมดอีกครั้ง ทั้งนี้มีข้อกำหนดว่าต้องทำการยื่นอุทธรณ์ภายใน 30 วัน นับตั้งแต่ผลการพิจารณาวีซ่าเชงเก้นออกมา  

ซึ่งขั้นตอนหลัก ๆ ต้องทำการเขียนจดหมายยื่นอุทธรณ์วีซ่า (Appeal Letter for Visa Refusal) ชี้แจงเหตุผลจากข้อมูลที่สถานทูตระบุไว้ถึงการไม่อนุมัติวีซ่า เมื่อเขียนเรียบร้อยให้แนบพร้อมเอกสารการถูกปฏิเสธวีซ่าส่งไปยังที่อยู่ของสถานทูตฯ หรือใช้การส่งผ่านอีเมลก็ได้เช่นกัน สุดท้ายรอผลการตัดสินประมาณ 30 วัน 

โดยรายละเอียดที่ควรมีอยู่ในจดหมายการยื่นอุทธรณ์วีซ่าเชงเก้น ประกอบด้วย 

  • ชื่อ – สกุล ของผู้ยื่นวีซ่า 
  • หมายเลขพาสปอร์ต 
  • ที่อยู่ปัจจุบัน  
  • อีเมล 
  • เบอร์โทรศัพท์ติดต่อได้ 
  • เชื้อชาติ, สัญชาติ, ประเทศ 
  • วัตถุประสงค์หลักของการเดินทางในครั้งนี้ (กรณีเดินทางเพื่อการท่องเที่ยวแนะนำให้ระบุสถานที่ท่องเที่ยว ระยะเวลาพำนัก และ เหตุผลที่ต้องการเดินทางไปท่องเที่ยวประเทศต่าง ๆ ให้ชัดเจน) 
  • เหตุผลในการร้องขอเพื่อให้ทางสถานทูตพิจารณาเอกสารการยื่นวีซ่าใหม่อีกครั้ง 
  1. การยื่นขอวีซ่าเชงเก้นใหม่อีกครั้ง

อีกวิธีในการแก้ปัญหากรณีได้รับจดหมาย Rejected Visa หรือวีซ่าเชงเก้นไม่ผ่าน นั่นคือการเดินเรื่องขอวีซ่าใหม่ซึ่งขั้นตอนก็เหมือนกับการขอวีซ่าเชงเก้นปกติที่เคยทำเลย แต่ต้องมีการตรวจสอบข้อมูลให้ครบถ้วนโดยเฉพาะรายละเอียดที่ทางสถานทูตฯ ระบุเอาไว้ถึงเหตุผลที่ยังไม่อนุมัติวีซ่า 

วีซ่าเชงเก้นไม่ผ่านเลือกอุทธรณ์หรือขอใหม่ดีกว่ากัน 

จากวิธีแก้ปัญหากรณีผลพิจารณาวีซ่าเชงเก้นไม่ผ่านอาจยังทำให้เกิดข้อสงสัยขึ้นมาอีกเล็กน้อย ควรเลือกวิธีไหนที่เหมาะกับสถานการณ์ของตนเองมากที่สุด ก็ต้องขอแบ่งจุดเด่นและจุดควรพิจารณาของแต่ละทางเลือกเพื่อการตัดสินใจที่ง่ายขึ้นกว่าเดิม 

หากคุณเลือกอุทธรณ์วีซ่าเชงเก้นจะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ เพิ่มเติม แค่ส่งจดหมายชี้แจง ระบุรายละเอียดต่าง ๆ พร้อมเขียนเหตุผลร้องขอให้สถานทูตพิจารณาใหม่ แต่ก็ต้องใช้เวลารอไม่ต่ำกว่า 30 วัน ซึ่งไม่เหมาะกับคนที่เร่งรีบเดินทาง หรือมีเวลาเหลือไม่เพียงพอในการรอพิจารณาวีซ่าเชงเก้น 

ส่วนใครที่เลือกวิธียื่นขอวีซ่าใหม่จะง่ายกว่าตรงที่คุณทำตามขั้นตอนเดิมได้เลย แต่ต้องพิจารณาเหตุผลว่าสถานทูตฯ ไม่อนุมัติวีซ่าเชงเก้นเพราะอะไร แล้วก็เตรียมเอกสารใหม่ให้ครบถ้วน ใช้เวลารอคอยผลไม่เกิน 15 วัน แต่ก็จะแลกมาด้วยค่าใช้จ่ายใหม่ทั้งหมดของการทำวีซ่าเชงเก้นนั่นเอง 

บอกลาปัญหาวีซ่าเชงเก้นไม่ผ่านควรทำอย่างไรบ้าง 

  1. 1. จัดเตรียมเอกสารทั้งหมดให้ครบถ้วน โดยเฉพาะข้อมูลด้านการเงิน เช่น เช็ก Statement ของตนเองย้อนหลังไป 6 เดือนว่ามีโอกาสผ่านหรือไม่ มีเงินเหลือในบัญชีเพียงพอ รายรับมากกว่ารายจ่ายในแต่ละเดือน, ให้บริษัทออกเอกสารรับรองการทำงานโดยเขียนรายละเอียดทุกอย่างครบถ้วน, บริษัทออกหนังสือรับรองเงินเดือนระบุตัวเลขชัดเจน
  2. 2. ซื้อประกันเดินทางเชงเก้นที่มีวงเงินคุ้มครองไม่ต่ำกว่า 30,000 ยูโร หรือ 1.5 ล้านบาท
  3. 3. เอกสารบางอย่าง เช่น หนังสือรับรองการทำงาน หนังสือรับรองเงินเดือน ต้องแปลเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมดทั้งตัวจริงและสำเนา
  4. 4. เช็กรายละเอียดการกรอกแบบฟอร์มขอวีซ่าเชงเก้นให้ถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นเรื่องจริงทั้งหมด หรือในกรณีที่คุณไม่แน่ใจศูนย์รับยื่นวีซ่าเองก็มีบริการดังกล่าวให้เช่นกัน
  5. 5. มีการเตรียมความพร้อมของตนเองในกรณีที่อาจถูกเจ้าหน้าที่สถานทูตฯ เรียกตัวเพื่อสัมภาษณ์พูดคุยเพิ่มเติม

ก่อนยื่นวีซ่าเชงเก้นอย่าลืมซื้อประกันเดินทางเชงเก้นจาก LUMA 

อีกสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ทุกคนได้รับผลพิจารณาวีซ่าเชงเก้นตามที่ตนเองคาดหวังนั่นคือต้องมีประกันเดินทางต่างประเทศที่ผ่านการอนุมัติจากประเทศกลุ่มเชงเก้น จึงขอแนะนำ ประกันเชงเก้นจาก LUMA มีแผนให้เลือกความคุ้มครองได้ตามที่ต้องการ ทุกแผนที่เสนอ ครบตามความต้องการในการยื่นขอวีซ่าเชงเก้น ให้สามารถเดินทางได้อย่างไร้กังวล

ทำไมประกันอาจจะไม่รับ ถ้าเด็กเคยเป็น RSV

เด็กที่เคยมีประวัติติดเชื้อไวรัส Respiratory Syncytial Virus (RSV) มาก่อน ประกันสุขภาพอาจไม่คุ้มครองโรคอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับโรค RSV เพราะต่อให้หายแล้ว เด็กยังมีความเสี่ยงสูงที่จะต้องเข้ารับการรักษาที่เกี่ยวกับทางเดินหายใจ อาจจะมีภาวะแทรกซ้อน และค่าใช้จ่ายในการรักษาค่อนข้างสูง  แต่ละบริษัทมีเงื่อนไขในการรับประกันที่แตกต่างกันออกไป และอาจจะยกเว้นทั้งหมดที่เกี่ยวกับ RSV หรือ ยกเว้นเป็นช่วงระยะเวลา เช่น 2 ปี ถึง 5 ปี และสามารถกลับมาพิจรณาใหม่อีกครั้ง

แม้เป้าหมายของประกันสุขภาพคือการสร้างความมั่นคงทางการเงินเมื่อเกิดเจ็บป่วย แต่ก็มีความซับซ้อนยิ่งขึ้นในกรณีที่บุคคลนั้นเคยติดเชื้อ RSV ซึ่งอาจประสบปัญหาไม่ได้รับความคุ้มครองที่ครอบคลุมอย่างที่ต้องการจากประกันสุขภาพ บทความนี้จะเจาะลึกถึงสาเหตุต่างๆ เบื้องหลังว่าทำไมประกันสุขภาพอาจไม่คุ้มครองบุคคลที่เคยติดเชื้อ RSV รวมถึงแนวทางที่เป็นไปได้เพื่อแก้ไขปัญหานี้

ประกันRSV

ติดตาม ข่าวสาร และ โปรโมชั่นต่างๆ

ถ้าลูกเคยติดเชื้อ RSV สามารถทำประกันเด็กได้หรือไม่?

LUMA ในฐานะผู้ให้บริการด้านประกันสุขภาพ พบว่าบริษัทประกันภัยมักปฏิเสธใบสมัครขอทำประกัน หากผู้สมัครซึ่งเป็นเด็กเพิ่งหายจากการติดเชื้อ RSV การตัดสินใจปฏิเสธใบสมัครของบริษัทประกันนี้ มักมีสาเหตุจากภาวะหรืออาการที่ซับซ้อนหลายประการซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับผลกระทบของเชื้อ RSV ที่มีต่อระบบทางเดินหายใจ ผู้ที่เพิ่งหายป่วยจากการติดเชื้อ RSV ระบบภูมิคุ้มกันอาจยังอยู่ในสภาวะที่อ่อนแอ ทำให้เจ็บป่วยและมีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจได้ง่าย ผู้ให้บริการประกันภัยจึงตัดสินใจที่จะไม่ให้ความคุ้มครอง เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงกว่า

แม้ว่าผู้ให้บริการประกันสุขภาพบางแห่งจะพิจารณาให้ความคุ้มครองแก่บุคคลที่เพิ่งหายจากการติดเชื้อ RSV แต่สิ่งสำคัญที่ต้องตระหนักคือ ประกันมักระบุข้อยกเว้นความคุ้มครองเฉพาะเจาะจงไว้ในกรมธรรม์ด้วยเช่นกัน ซึ่งโดยทั่วไปข้อยกเว้นเหล่านี้จะเกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจ นั่นหมายถึง อาการ ความเจ็บป่วย หรือภาวะผิดปกติใดๆ ก็ตามที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจ ประกันอาจไม่ครอบคลุม

ต่อไปนี้คือรายชื่อโรคและภาวะผิดปกติในระบบทางเดินหายใจที่โดยทั่วไปมักไม่รวมอยู่ในความคุ้มครอง:

  • โรคหอบหืด (Asthma)
  • โรคหวัด (Acute Rhinopharyngitis)
  • ไข้หวัดใหญ่ (Influenza)
  • โรคคออักเสบเฉียบพลัน (Acute Pharyngitis) 
  • หลอดลมอักเสบเฉียบพลัน (Acute Bronchitis) 
  • โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (Chronic Obstructive Pulmonary Disease – COPD)
  • โรคปอดอักเสบ ปอดบวม (Pneumonia)
  • วัณโรค (Tuberculosis)
  • โรคซิสติกไฟโปรซิส (Cystic Fibrosis)
  • ภาวะน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอด (Pleural Effusion)

แม้จะมีข้อยกเว้นเหล่านี้ แต่ก็เป็นที่น่าสนใจว่าบริษัทประกันบางแห่งเปิดโอกาสให้มีการพิจารณายกเลิกข้อยกเว้นความคุ้มครอง ซึ่งมักจะมีระยะเวลาตั้งแต่ 2 ถึง 5 ปีหลังติดเชื้อ RSV ขั้นวิกฤติ ในระหว่างนี้ หากพบว่าบุคคลนั้นมีสุขภาพดีและไม่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ สามารถขอลบข้อยกเว้นที่เกี่ยวข้องกับอาการทางระบบทางเดินหายใจได้ กระบวนการนี้ช่วยให้สามารถประเมินสถานะสุขภาพของแต่ละบุคคลได้อีกครั้ง และอาจนำไปสู่กรมธรรม์ประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองที่ครอบคลุมมากขึ้นได้ในอนาคต

ประกันRSV

สรุป

RSV คือโรคติดเชื้อที่มักระบาดในหมู่เด็กเล็ก ซึ่งนำไปสู่คำถามที่ว่า หากเคยเป็นโรคนี้มาก่อน จะทำประกันได้ไหม หรือประกันจะคุ้มครองหรือไม่ หากคุณเคยติดเชื้อ RSV คุณยังคงสามารถทำประกันได้ แต่อาจมีข้อยกเว้นที่เกี่ยวข้องกับโรคหรือภาวะผิดปกติที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจซึ่งประกันไม่คุ้มครอง อย่างไรก็ตาม ข้อยกเว้นเหล่านี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้ หากไม่มีปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจในระหว่างนี้ สามารถพิจารณายกเลิกข้อยกเว้นความคุ้มครองเหล่านี้ได้

ดังนั้นเราจึงควรทำประกันสุขภาพตั้งแต่อายุยังและยังมีสุขภาพดี หรือทำประกันให้ลูกตั้งแต่ก่อนที่ลูกจะคลอด เพื่อผลประโยชน์สูงสุดและหลีกเลี่ยงข้อยกเว้นความคุ้มครองที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต เพื่อจะได้มั่นใจว่าจะได้รับความคุ้มครองที่ครอบคลุม

LUMA ผู้เชี่ยวชาญด้านประกันสุขภาพเด็ก สามารถจัดหาแผนประกันที่เหมาะกับทุกครอบครัว ไม่ว่าคุณจะอยู่ในขั้นตอนไหนของการวางแผนครอบครัว LUMA ก็สามารถนำเสนอประกันสุขภาพที่ตอบโจทย์ตวามต้องการทั้งหมดได้ ติดต่อ LUMA เพื่อรับคำปรึกษาและวางแผนการประกันสุขภาพเด็กสำหรับคุณและคนที่คุณรักได้แล้ววันนี้

อ่านเพิ่มเติม:

  • RSV – เชื้อไวรัสในเด็กเล็กที่พบบ่อย พร้อมแผนประกันสุขภาพช่วยลดความกังวลของผู้ปกครอง

อัพเดทล่าสุด!! ขอวีซ่าเชงเก้น เข้าได้กี่ประเทศ ปี 2025

สำหรับการเดินทางไปเที่ยวประเทศแถบยุโรป ยังจำเป็นต้องขอวีซ่าหรือใบอนุญาตเข้าประเทศก่อน แต่ก็มีความสะดวกมากขึ้นกว่าเดิม เพราะเราสามารถขอวีซ่าเชงเก้น หรือ Schengen Visa ได้แล้ว วีซ่าเชงเก้นจะช่วยให้เราเดินทางเข้าประเทศต่าง ๆ เข้าได้ 26 ประเทศ อย่างสะดวกสบาย วันนี้เรามีข้อมูลดี ๆ มาฝากกันกับ อัพเดทล่าสุด!! 2025  ขอวีซ่าแชงเก้น เข้าได้กี่ประเทศ

ประเทศเชงเก้น

วีซ่าเชงเก้น (Schengen Visa) คืออะไร ใช้ประโยชน์อย่างไร

วีซ่าเชงเก้น คือ ใบอนุญาตเข้าเมืองที่ทำให้เราสามารถเดินทางเข้าสู่ประเทศต่าง ๆ ในโซนทวีปยุโรป ได้สะดวกรวดเร็ว เพราะการเดินทางไปเที่ยวยุโรปในแต่ละครั้ง เราอาจจะเดินทางไปหลายประเทศ หากต้องขอวีซ่าทุก ๆ ประเทศเหมือนในอดีต ก็เป็นเรื่องยุ่งยากมาก สำหรับการทำวีซ่าเชงเก้นสามารถทำเพียงครั้งเดียว ก็ใช้เดินทางไปยังกลุ่มประเทศยุโรปได้มากมาย โดยวีซ่าชนิดนี้จะมีอายุใช้งานไม่เกิน 90 วัน ในการเดินทางเข้าประเทศในกลุ่มเชงเก้นทั้งหมด หากเดินทางไปหลายประเทศ ให้ยื่นขอวีซ่ากับประเทศที่จะเดินทางไปเป็นประเทศแรก

รู้จักที่มาของวีซ่าเชงเก้น (Schengen Visa)

ที่มาของวีซ่าเชงเก้นเกิดขึ้นจากการทำข้อตกลงร่วมกัน ของประเทศในกลุ่มสมาชิกสหภาพยุโรป (EU – European Union) และยังรวมไปถึงประเทศที่ไม่ใช่สมาชิกอีกหลาย ๆ ประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้คนสามารถเดินทางข้ามประเทศ เพื่อไปมาหาสู่กันได้โดยไม่ต้องขอวีซ่าเป็นรายประเทศ ซึ่งมติที่ประชุมร่วมครั้งนี้ได้มีขึ้นครั้งแรก ณ เมืองเชงเก้น ประเทศลักเซมเบิร์ก จนกลายเป็นที่มาของคำว่า วีซ่าเชงเก้นนั่นเอง

อัพเดทล่าสุด 2025 กลุ่มประเทศวีซ่าเชงเก้น มีประเทศอะไรบ้าง

และยังมีประเทศที่ไม่ได้รวมอยู่ในกลุ่มประเทศ EU แต่เป็นสมาชิกกลุ่มสมาคมการค้าเสรียุโรป (EFTA) ที่เข้าร่วมด้วยอีก 3 ประเทศ ด้วยกัน คือ

และยังครอบคลุมไปถึงรัฐในยุโรปอีก 3 รัฐ ที่ไม่ได้เป็นประเทศกลุ่มสมาชิก EU แต่ถูกล้อมรอบด้วยประเทศยุโรป จึงเป็นส่วนหนึ่งของเขตเชงเก้นไปด้วยเช่นเดียวกัน คือ รัฐโมนาโก ซานมาริโน และนครวาติกัน

เตรียมกระเป๋าเดินทางเชงเก้น

สิ่งที่ต้องเตรียมพร้อมเพื่อแสดง สำหรับการเดินทางท่องเที่ยว

การเดินทางไปยังต่างประเทศนั้นในสถานการณ์โรคระบาดที่ยังเพียงแค่เบาบางลง ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางท่องเที่ยว หรือเดินทางเพื่อวัตถุประสงค์ใดก็ตาม แนะนำให้ศึกษารายละเอียดของประเทศจุดหมายปลายทางให้ชัดเจนว่า แต่ละประเทศมีข้อจำกัดอะไรบ้าง โดยสามารถหาข้อมูลได้จากเว็บไซต์ของสถานทูตประเทศนั้น ๆ หรือจากเว็บไซต์กระทรวงการต่างประเทศของไทย สำหรับสิ่งที่ต้องเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางมีดังนี้:

ความสำคัญของประกันการเดินทางกับการขอวีซ่าเชงเก้น

สำหรับบางประเทศ ได้ระบุการทำประกันการเดินทางไว้ ในเงื่อนไขการขอวีซ่าสำหรับนักท่องเที่ยว การทำประกันการเดินทางจึงมีความจำเป็นต้องทำ เพราะหากไม่ทำก็อาจโดนปฏิเสธการขอวีซ่าเข้าประเทศได้ กลุ่มประเทศที่ต้องทำประกันการเดินทาง โดยเฉพาะกลุ่มประเทศโซนยุโรป เช่น นอร์เวย์ สวีเดน เบลเยี่ยม ออสเตรีย ไอซ์แลนด์ ฟินแลนด์ เดนมาร์ก โปรตุเกส กรีซ เนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส อิตาลี ลักแซมเบิร์ก สเปน และอิตาลี

 

ทาง LUMA เอง อยากแนะนำประกันเดินทางเชงเก้น ด้วยความคุ้มครอง 2,000,000 บาท ที่สูงกว่าข้อกำหนดของเชงเก้น  คุ้มครองทั้งการเดินทางไปประเทศในกลุ่มเชงเก้น และประเทศในสหภาพยุโรป รวมถึงสหราชอาณาจักร ยอมรับโดย สถานทูตฯ ทั่วโลก โดยมีให้เลือกทั้งแบบรายเที่ยวและรายปี สามารถสมัครเองได้ง่าย  ๆ ผ่านทางออนไลน์ และรอรับหนังสือรับรองประกันภัยผ่านอีเมลได้เลย ราคาเริ่มต้นเพียง 385 บาท และหากวีซ่าไม่ผ่านไม่ว่าด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตาม LUMA ยินดีคืนเงินให้ 100%

LUMA ได้เป็นหนึ่งในบริษัทประกันเดินทางที่ได้รับการอนุมัติสำหรับการยื่นขอวีซ่าเชงเก้น สามารถพบ LUMA ตามเว็บไซต์ต่างๆ ของสถานทูตฯ

DBD logo

ใบอนุญาตจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

เลขที่ 0105555036794

OIC logo

ใบอนุญาตนายหน้าประกันวินาศภัย เลขที่00008/2555  

ใบอนุญาตนายหน้าประกันภัย เลขที่ ช00012/2564

BOI logo

ได้รับการรับรองจาก BOI 2927/2555

บริษัท ลูม่า แคร์ จำกัด, 57 ปาร์คเวนเชอร์ อีโคเพล็กซ์ ชั้น 9 ยูนิต 912 ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330

Copyright © 2026 lumahealth.com. All Rights Reserved.   นโยบายความเป็นส่วนตัว