10 ประโยคที่ใช้บ่อยเมื่อไปเที่ยวสเปน

สิ่งสำคัญสำหรับเที่ยวสเปน ก็คือข้าวของเครื่องใช้จำเป็น และที่ขาดไม่ได้ก็ต้องเป็นประกันเดินทางสเปน แต่นอกจากนี้การจดจำประโยคสื่อสารต่างๆ ภาษาสเปน ก็สำคัญไม่แพ้กัน เพื่อช่วยให้การเดินทางนั้นราบรื่นยิ่งขึ้น เพราะถึงแม้ภาษาอังกฤษจะเป็นภาษาที่ใช้กันในสากล แต่การติดคลังศัพท์ภาษาท้องถิ่นเอาไว้ก็เป็นเรื่องที่ดีกว่า เน้นการจดจำคำที่ใช้บ่อย บอกเลยว่าการจำคำเหล่านั้น ช่วยเพิ่มความสะดวกและสำคัญไม่น้อยไปกว่าการทำประกันเดินทางต่างประเทศเลย

คุณพูดภาษาอังกฤษไหม?

ประโยคแรกที่น่าจดไว้ในกระดาษหรือบันทึกโน๊ตเอาไว้ในมือถือ และถูกใช้บ่อยมากเมื่อต้องเที่ยวสเปน ก็คือการถามคู่สนทนาว่าคุณพูดภาษาอังกฤษไหม? โดยในภาษาสเปนจะใช้คำว่า ¿Hablas ínglés? (อา-บลัส-อิง-เกล้ส) สามารถใช้เริ่มต้นบทสนทนาได้ เพราะถ้าหากเจอคนที่พูดภาษาอังกฤษได้ จะได้ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารกัน แต่ถ้าคู่สนทนาไม่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้ ก็จะได้เลือกใช้ภาษาสเปนที่บันทึกไว้ในการสนทนาต่อไป หรือถ้าหากไม่สะดวกที่จะใช้คำสเปนจริงๆ ก็อาจจะเปลี่ยนคู่สนทนาไปเลยก็ได้

ประโยคนี้สามารถใช้ได้ในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการขอความช่วยเหลือ หรืออยู่ในสถานการณ์ที่ต้องการคำตอบ กำลังซื้อของ กำลังหาห้องน้ำ ฯลฯ เรียกว่าเป็นประโยคเปิดการสนทนาที่น่าจำไว้ให้แม่น และถ้าหากระหว่างเที่ยวสเปนเจอคนสเปนเข้ามาพูดภาษาสเปนใส่ ก็สามารถตอบกลับไปด้วยประโยคที่ว่า No hablo español (โน-อา-โบล-เอส-ปัน-ญอล) ได้ ซึ่งแปลว่า ฉันไม่พูดภาษาสเปน

ขอโทษ

เชื่อว่าในการเดินทางไม่ว่าจะเที่ยวไทย เที่ยวต่างประเทศ เที่ยวเอเชียหรือว่าเที่ยวยุโรป การพูดขอโทษถือเป็นคำที่แทบจะขาดไม่ได้ เพราะไม่ว่าจะเกิดอุบัติเหตุเล็กน้อย เช่น เดินชน เหยียบเท้า หรือการเข้าประโยคขอความช่วยเหลือ รวมถึงการพูดขอทาง ย่อมต้องใช้คำว่าขอโทษนำ

โดยในการพูดขอโทษจะแบ่งออกเป็น 2 กรณี คือขอโทษเพื่อขอความช่วยเหลือ อย่างในภาษาอังกฤษจะพูดว่า Excuse me แต่ในภาษาสเปนต้องพูดว่า Perdón (เปร-ด้น) ส่วนคำว่าขอโทษที่แสดงออกในกรณีที่เกิดความผิดพลาดหรืออุบัติเหตุเล็กน้อย หากในภาษาอังกฤษใช้คำว่า Sorry ภาษาสเปนจะใช้ว่า Lo siento (โล-เซียน-โต้) แทน

สวัสดี

หากจะต้องจดจำคำที่ใช้บ่อยเพื่อเดินทางไปเที่ยวสเปน อย่าลืมคำทักทายที่หมายถึงการสวัสดี โดยชาวสเปนมักจะพึงพอใจเมื่อชาวต่างชาติพยายามพูดภาษาของเขา ซึ่งในสเปนก็มีคำสวัสดีที่เป็นเอกลักษณ์ นั่นก็คือคำว่า Hola (โอ๊-ลา) เป็นการทักทายง่ายๆ สามารถใช้ได้ทั่วไปในทุกๆ โอกาส แต่นอกจากคำว่า Hola ก็ยังมีการสวัสดีที่เป็นทางการด้วย โดยจะเป็นการทักทาย 3 ช่วงเวลา คือการสวัสดีตอนเช้า สวัสดีตอนกลางวัน และสวัสดีตอนกลางคืนหรือที่เรียกว่าราตรีสวัสดิ์นั่นเอง

ภาษาสเปนคือ Buenos días (บูเอ-โนส-ดี้-อัส) สวัสดีตอนเช้า Buenas tardes (บูเอ-นัส-ตาร-เดส) สวัสดีตอนกลางวัน และ Buenas noches (บูเอ-นัส-โน-เชส) สวัสดีตอนกลางคืนหรือราตรีสวัสดิ์

ขอบคุณ

 เมื่อมีคำว่าสวัสดีไปแล้ว คำขอโทษก็พูดถึงไปแล้ว อีกคำหนึ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือคำว่าขอบคุณ ถึงแม้คำว่า Thank you จะค่อนข้างเป็นสากลและทั่วโลกก็น่าจะเข้าใจคำนี้ดี แต่ถ้าหากไปเที่ยวสเปนทั้งที หัดคำสเปนสั้นๆ ไว้สักหน่อยก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจ โดยคำขอบคุณในภาษาสเปนจะพูดว่า Gracias (กรา-เซียส) แต่การขอบคุณก็มีหลายระดับ และถ้าหากต้องการขอบคุณมากๆ สามารถใช้วลีที่ว่า Muchas gracias (มุ-ชัส-กรา-เซียส) ได้ นอกจากนี้ถ้าหากเป็นการแสดงความขอบคุณที่ได้รับความช่วยเหลือ สามารถพูดว่า Gracias por tu ayuda (กรา-เซียส-ปอร-ตู-อา-ยู-ด้า) ได้ สรุปคือ

  • Gracias (กรา-เซียส) = ขอบคุณ
  • Muchas gracias (มุ-ชัส-กรา-เซียส) = ขอบคุณมากๆ
  • Gracias por tu ayuda (กรา-เซียส-ปอร-ตู-อา-ยู-ด้า) = ขอบคุณ (กรณีที่ได้รับความช่วยเหลือ)

 

อาหารภาษาสเปน

ราคาเท่าไร?

อีกหนึ่งประโยคสำคัญสำหรับการท่องเที่ยวไม่ว่าจะเที่ยวที่ไหน จะเที่ยวเอเชีย เที่ยวยุโรป รวมถึงเที่ยวสเปน แน่นอนว่านักท่องเที่ยวทั้งหลาย จะต้องเจอกับบริบทของการจับจ่ายใช้สอย หนึ่งคำสำคัญก็คือการถามว่าราคาเท่าไร? หากไปท่องเที่ยวสเปน และต้องการถามคำถามนี้เป็นภาษาสเปนต้องพูดว่า ¿Cuánto cuesta esto? (กวัน-โต้-เกวส-ตา-เอส-โต้) ซึ่งจะหมายความว่า อันนี้ราคาเท่าไร แต่ถ้าจะถามราคาเท่าไรแบบไม่เจาะจงว่าเป็นชิ้นนั้นให้พูดว่า ¿Cuánto cuesta? (กวัน-โต้-เกวส-ตา)

ใช่/ไม่ใช่ 

คำที่ใช้บ่อยเวลาเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศ ก็คือคำว่าใช่หรือไม่ใช่ ที่ถ้าหากเป็นภาษาอังกฤษ ก็สามารถพูดได้ง่ายๆ ว่า Yes หรือ No แต่ถ้าหากไปเที่ยวสเปนและอยากพูดเป็นภาษาสเปน ก็สามารถพูดได้ง่ายๆ นั่นก็คือคำว่า Si (สิ) ที่แปลว่า ใช่ ส่วนถ้าจะปฏิเสธ สามารถใช้คำว่า No (โน) เหมือนภาษาอังกฤษเลย

อยู่ที่ไหน?

ในสถานการณ์ที่กำลังหาเส้นทาง มีคำถามหนึ่งที่จำเป็นต้องรู้นั่นก็คือถามว่าปลายทางนั้นอยู่ที่ไหน? เช่น ห้องน้ำอยู่ที่ไหน? ร้านอาหารอยู่ที่ไหน? ร้านเสื้อผ้าอยู่ที่ไหน? ร้านสะดวกซื้ออยู่ที่ไหน? เป็นต้น โดยในการถามว่าสถานที่ที่ต้องการไปนั้นอยู่ที่ไหน คือ ¿Dónde está…? (ดอน-เด้-เอส-ต้า…) แล้วต่อด้วยสถานที่ เช่น ¿Dónde está el baño? (ดอน-เด้-เอส-ต้า-เอล-บา-โญ่) ที่แปลว่า ห้องน้ำอยู่ที่ไหนครับ/คะ ¿Dónde está estación de autobuses (ดอน-เด้-เอส-ต้า-เอส-ตา-ซี-อ็อน-เด-เอา-โต-บุ๊ส-เส็ส) ที่แปลว่า สถานีรถประจำทางอยู่ที่ไหนครับ/ค่ะ ¿Dónde está ​​consigna (ดอน-เด้-เอส-ต้า-เอส-ตา-ก่อน-ซิก-หนะ) ที่แปลว่า จุดฝากสัมภาระอยู่ที่ไหนครับ/ค่ะ เป็นต้น

นักท่องเที่ยวในสเปน

ฉันอยากได้

เมื่อต้องเดินทางไปต่างประเทศ ประโยคที่มักใช้บ่อยอีกหนึ่งประโยคก็คือฉันอยากได้ ไม่ว่าจะไปร้านอาหาร ไปห้างสรรพสินค้า หรือใช้บริการอื่นๆ คำว่าฉันอยากได้ถือเป็นคำที่ใช้บ่อยทีเดียว และสำหรับภาษาสเปนคำว่าฉันอยากได้ พูดว่า Quiero (เกีย-โร่) แล้วตามด้วยสิ่งที่ต้องการได้เลย เช่น Quiero un bistec, por favor (เกีย-โร่-อุน-บิส-เตก-ปอร-ฟา-บอร) = ฉันอยากกินสเต็ก Quiero tomar el sol (เกีย-โร่-โต-ม้า-เอล-โซล) = ฉันอยากอาบแดด Quiero ir a navegar (เกีย-โร่-อี้-อาร์-นา-เว-ก้า) = ฉันอยากไปพายเรือ Quiero un seguro de viaje (เกีย-โร่-อูน-เซ-กู-โร่-เด-วี-อาร์-เค) = ฉันอยากทำประกันเดินทาง เป็นต้น

ลาก่อน

คำว่าลาก่อนเป็นอีกคำที่มักใช้บ่อย เมื่อต้องเดินทางไปยังต่างประเทศอย่างประเทศสเปน ก็อาจต้องการใช้คำบอกลาเป็นภาษาสเปน สามารถพูดได้ว่า Adiós (อา-ดิ-โอส) ซึ่งแปลว่าลาก่อน แต่ถ้าเป็นการบอกลาเพื่อที่จะกลับมาใหม่ ทำนองว่าเอาไว้เจอกันใหม่คราวหน้า สามารถพูดได้ว่า Hasta luego (อัส-ต้า-ลูเอ-โก้) แต่ถ้าหากเป็นการบอกลาเพื่อเจอกันใหม่ในวันรุ่งขึ้น สามารถพูดคำว่า Hasta mañana (อัส-ต้า-มา-ญา-น่า) ได้ ซึ่งแปลว่า เจอกันใหม่พรุ่งนี้

ยินดีที่รู้จัก

สำหรับนักท่องเที่ยวสาย Make friends ที่ชอบทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ อาจต้องการคำพูดแสดงความยินดีกับความสัมพันธ์ใหม่ หากเป็นภาษาอังกฤษก็มักจะพูดว่า Nice to meet you แต่ถ้าเป็นภาษาสเปน สามารถพูดได้ว่า Fue un placer conocerte (เวล-อูน-ปลา-เซ-ระ-เด-กอ-นอ-เซ-ระ-เต) โดยให้พูดปิดท้ายหลังจบการแนะนำตัวกับเพื่อนใหม่

ผ่านไปแล้วกับ 10 ประโยคที่ใช้บ่อยเมื่อไปเที่ยวสเปน แต่เรื่องสำคัญในการเดินทาง ไม่ได้มีแค่ประโยคในการสื่อสารเท่านั้น แต่ยังมีข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็น และ ควรมีประกันเดินทางสเปน ติดไว้ แม้หลายคนจะมองข้ามเรื่องนี้ไป แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการทำประกันเดินทางต่างประเทศเป็นเรื่องที่สำคัญมาก แนะนำบริการประกันเดินทางครบครันที่ครอบคลุมประกันเชงเก้น ประกันเดินทางสเปน และประกันเดินทางอื่นๆ หลากหลายที่นี่

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเดินทางในสเปน:

ช็อคโกแลตสวิตเซอร์แลนด์ มาทำความรู้จักกับช็อคโกแลตที่ดังทั่วโลก

เที่ยวสวิสเซอร์แลนด์ ดินแดนสวรรค์ของคนที่หลงใหลในช็อกโกแลต  

สำหรับใครมีความฝันหรือวางแผนให้กับตนเองว่าในอนาคตอันใกล้ต้องมีโอกาส “เที่ยวยุโรป” ให้ได้สักครั้ง “สวิสเซอร์แลนด์” ถือเป็นอีกประเทศที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง ทั้งเรื่องของความสวยงามของสถานที่ต่าง ๆ สภาพอากาศโดนใจคนไทย และเหนือสิ่งอื่นใดหากคุณคือหนึ่งในคนที่หลงใหลช็อกโกแลต การเที่ยวสวิสเซอร์แลนด์แล้วมีโอกาสได้ชิมความอร่อยจากต้นตำรับแท้ ๆ คงเป็นอีกสิ่งที่ Complete ชีวิต ดินแดนสวรรค์สำหรับชาว Chocolate Lover พันธุ์แท้เลยทีเดียวว 

ประวัติน่าสนใจของช็อกโกแลตสวิสเซอร์แลนด์ 

ช็อกโกแลตคือขนมประเภทหนึ่งที่ผลิตขึ้นโดยมีส่วนประกอบสำคัญอย่าง “เมล็ดโกโก้” ก่อนจะผ่านการแปรรูปด้วยกรรมวิธีต่าง ๆ มีส่วนผสมวัตถุดิบอื่นเพิ่มเติมจนได้รสชาติอันแสนอร่อยที่ทุกคนทานกัน ซึ่งในสวิสเองก็มีการทำภายในครัวเรือนและวางขายอยู่บ้างแล้ว กระทั่งช่วงปี ค.ศ. 1819 François-Louis Cailler ได้เปิดโรงงานผลิตช็อกโกแลตที่มีการนำเอาเครื่องจักรเข้ามาใช้เป็นเจ้าแรกในเมือง Vevey โดยใช้โรงสีเก่าดัดแปลงให้เป็นโรงงานช็อกโกแลตจนแบรนด์ช็อกโกแลต “Cailler” กลายเป็นแบรนด์ที่เก่าแก่มากสุดของสวิส  

นับตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 19 ช็อกโกแลตสวิสได้มีการถือกำเนิดโรงงานผลิตและแบรนด์ต่าง ๆ มากมาย เช่น ในปี ค.ศ. 1826 Philippe Suchard เปิดโรงงานใน Serrières ปีเดียวกัน Jacques Foulquier ก็มีการเปิดในกรุงเจนีวา ปี ค.ศ. 1830 Charles-Amédée Kohler มีการเปิดโรงงานช็อกโกแลตในเมือง Lausanne ปี ค.ศ. 1845 Rudolf Sprüngli มีการเปิดโรงงานใน Zurich ปี ค.ศ. 1899 Jean Tobler เปิดโรงงานใน Bern เป็นต้น หรืออย่างในปี ค.ศ. 1875 Daniel Peter มีการผลิตช็อกโกแลตแบบแท่งเป็นครั้งแรก 

ความนิยมของช็อกโกแลตในประเทศสวิสยังคงสูงอย่างต่อเนื่อง ในปี ค.ศ. 1901 มีการจัดตั้ง “สหภาพเสรีของผู้ผลิตช็อกโกแลตสวิส” (Union libre des fabricants suisses de chocolat) แม้ในเวลาต่อมาจะมีการแยกออกไปเป็นชื่ออื่นและปิดตัวลงในที่สุด แต่ก็บ่งบอกได้ถึงการให้ความสำคัญต่ออุตสาหกรรมช็อกโกแลตอย่างดี  

หลังช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ช็อกโกแลตสวิสได้เริ่มแผ่ขยายออกไปในยุโรป จากนั้นจึงค่อย ๆ ออกไปสร้างชื่อเสียงทั่วโลก ปัจจุบันคนสวิสยังคงนิยมชมชอบในการทานขนมชนิดนี้เป็นชีวิตจิตใจ ขณะที่นักท่องเที่ยวจำนวนมากเมื่อมีโอกาสได้เที่ยวสวิสเซอร์แลนด์ก็ต้องไม่พลาดในการแวะซื้อช็อกโกแลตกลับไปเป็นของฝาก 

เที่ยวสวิสเซอร์แลนด์ทั้งที ต้องแวะร้านช็อกโกแลตชื่อดังด้วย 

หากมีโอกาสเดินทางไปเที่ยวสวิสเซอร์แลนด์ทั้งทีตามที่บอกว่าสิ่งห้ามพลาดคือการแวะลองชิม ลองทาน และซื้อช็อกโกแลตกลับเมืองไทยไม่ว่าจะเป็นของฝากคนรู้จักหรือซื้อเอาไว้ทานเองก็ตาม โดยจะขอแนะนำร้านยอดนิยม ดังนี้ 

1. Laderach 

ร้านชื่อดังที่มีสาขาตั้งอยู่ในหลายแห่งตามเมืองใหญ่ของประเทศ รวมถึงสถานีรถไฟหลักก็มีอยู่พอสมควร ก่อตั้งมาตั้งแต่ ค.ศ. 1962 แถมยังกระจายสาขาออกไปทั่วโลกกว่า 50 แห่ง จุดเด่นสำคัญต้องยกให้กับการมีช็อกโกแลตแผ่นหลากสไตล์ หลายประเภท ให้ได้เลือกสรรกันแบบจุใจ แถมวัตถุดิบที่ใส่ก็อัดแน่นด้วยคุณภาพพร้อมปริมาณคุ้มค่าไม่ว่าจะเป็นอัลมอนด์ แมคคาเดเมีย เฮเซลนัท และอื่น ๆ หรือใครอยากซื้อแบบห่อมีแพ็คเกจสวย ๆ ก็ตามชอบเลย 

ช็อกโกแลต Laderach
Laderach Chocolate
ช็อคโกแลตสวิตเซอร์แลนด์

ขอบคุณรูปภาพประกอบ จาก Facebook – House of Laderach

2. Confiserie Sprüngli

ร้านนี้จะมีทั้งขนมหวานและช็อกโกแลตให้เลือกซื้อเยอะมาก เปิดมายาวนานมากกว่า 180 ปี (ก่อตั้งปี ค.ศ. 1836) มีสาขาอยู่เยอะมากตามเมืองท่องเที่ยวใหญ่ ๆ เมื่อเข้าไปแล้วจะพบกับความละลานตาของทั้งขนมหลากชนิด เช่น มาการอง เค้ก และไฮไลท์อย่างช็อกโกแลตสวิส การันตีความอร่อย หอมหวานจากจำนวนผู้คนที่มักเข้าไปซื้อกลับบ้านกันแบบไม่ขาดสายเลยทีเดียว

3. Cailler Chocolate Factory

สำหรับร้านนี้ต้องบอกก่อนว่าออกแนวกึ่งสถานที่ท่องเที่ยวไปในตัว เพราะนอกจากจะได้เลือกชิมช็อกโกแลตของแบรนด์ Cailler ที่คุณชอบแล้ว ยังมีบางส่วนเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้ได้เข้าไปเยี่ยมชมความประวัติต่าง ๆ ก่อนจะกลายเป็นแบรนด์ช็อกโกแลตสวิสเก่าแก่มากสุดในโลก เรียนรู้ขั้นตอนการทำช็อกโกแลตตั้งแต่แรกเริ่ม และของที่ระลึกสวย ๆ ที่ไม่ควรพลาดเป็นอันขาด

 

4. Du Rhône Chocolatier

ร้านช็อกโกแลตอีกแห่งที่เปิดให้บริการมายาวนานตั้งแต่ปี ค.ศ. 1875 ในเมือง Geneva จุดเด่นสำคัญคือช็อกโกแลตภายในร้านจะเลือกใช้เมล็ดโกโก้จากอเมริกาใต้และแอฟริกาตะวันตกเท่านั้น มีผลิตภัณฑ์ให้ได้ช้อปกันแบบจุใจ หลายสไตล์แพ็คเกจ หลากรสชาติความอร่อย ยืนยันว่าคุณจะรู้สึกเพลินไปกับการเดินซื้อจนไม่อยากออกจากร้านกันเลยทีเดียว 

ช็อกโกแลต Du Rhone

ขอบคุณรูปภาพประกอบจาก Facebook – Du Rhone Chocolatier

แนะนำแบรนด์ช็อกโกแลตสวิสชื่อดัง ใครได้ทานต่างก็หลงรัก

1. Callier

แบรนด์ช็อกโกแลตเก่าแก่ที่สุดของสวิส ก่อตั้งมาในปี ค.ศ. 1819 มีหลากสไตล์ หลายรสชาติให้ได้เลือกสรร และยังคงเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ได้รับความนิยมสูงสุดจากทั้งคนในประเทศเองและนักท่องเที่ยวต่างชาติ เนื้อสัมผัสเข้มข้นทานแล้วประทับใจไม่รู้ลืม

2. Stella Bernrain

เริ่มผลิตมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1925 พร้อมแนวคิดการเปลี่ยนขนมทั่วไปสู่แบรนด์ความอร่อยระดับ Hi-End คุณภาพทั้งการผลิตและวัตถุดิบที่ใช้จึงมั่นใจได้แบบเต็มร้อย มาพร้อมกับความใส่ใจในทุกมิติ จนได้ออกมาเป็นขนมแสนอร่อยที่คนทั่วโลกต่างยอมรับ

3. Ovomaltine

หลายคนคุ้นเคยกันดีเพราะไม่ใช่แค่ช็อกโกแลตแต่ยังมีผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ด้วย จุดเริ่มต้นของแบรนด์เกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1865 Dr. Georg Wander มีการพัฒนาสารสกัดจากมอลต์พร้อมใส่วัตถุดิบอื่นลงไปจนท้ายที่สุดก็ได้รับความนิยมมาจนถึงปัจจุบัน 

ขอบคุณรูปภาพประกอบ จากเว็บไซต์ www.https://www.ovomaltine.com

4. Lindt 

อีกแบรนด์ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานมาตั้งแต่ ค.ศ. 1845 พัฒนาและคิดค้นจนได้สูตรดีที่สุด เนื้อสัมผัสเข้มข้นจากส่วนผสมคุณภาพสูง เลือกสรรได้ตามชอบไม่ว่าจะเป็นช็อกโกแลตนม เฮเซลนัทช็อกโกแลต ดาร์กช็อกโกแลต ฯลฯ ได้ลองชิมแล้วไม่ผิดหวัง

5. Toblerone

โดดเด่นด้วยการออกแบบผลิตภัณฑ์ลักษณะภูเขาที่เรียงตัวติดกัน ซึ่งต้นแบบคือภูเขา Matterhorn มาพร้อมกับรสชาติสุดลงตัว ใครได้ทานต่างก็ต้องหลงรัก ไม่แปลกที่จะเป็นอีกแบรนด์ยอดฮิตและทั่วโลกยอมรับในคุณภาพชั้นสูง

6. Frey 

แบรนด์ที่เปิดขายมายาวนานกว่า 130 ปี (เริ่มต้นในปี ค.ศ. 1887) จากการพัฒนาของ 2 พี่น้อง Robert และ Max Frey โดดเด่นด้วยการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ให้ได้เลือกมากกว่า 50 ชนิด จัดเต็มไส้ต่าง ๆ จุใจ ความอร่อยไม่ต้องพูดถึงเลย

7. Favarger

ก่อตั้งในปี ค.ศ. 1826 โดย Jacques Foulquier ใส่ใจกับทุกขั้นตอนตั้งแต่เรื่องของการคัดสรรวัตถุดิบ การผลิต มีการคงมาตรฐานของสูตรดั้งเดิมเพื่อให้ทุกคนได้สัมผัสกันแบบไม่ลืมเลือน ตอบโจทย์เหล่าบรรดา Chocolate Lover ขนานแท้ ได้ลองแล้วต้องหลงรักแน่

8. Teuscher

แบรนด์ช็อกโกแลตตังของสวิสเปิดวางจำหน่ายตั้งแต่ปี ค.ศ. 1932 จากความคิดและการลงมือทำของ Dolf Teuscher จุดเด่นสำคัญของแบรนด์นี้ต้องยกให้กับการผลิตในลักษณะของช็อกโกแลตบอลด้านในสอดไส้แยมหลากรสชาติ อร่อยโดนใจ แถมแพ็กเกจก็หรูหรา เหมาะกับการเป็นของฝากอย่างยิ่ง

9. Munz

 เชื่อว่าคนไทยคงคุ้นเคยกับแบรนด์ช็อกโกแลตนี้กันพอสมควร มีต้นกำเนิดอยู่ที่สวิสผลิตโดย Maestrani ความพิเศษคือมีประเภทของสินค้าให้เลือกสรรกันแบบจัดเต็มมาก มาพร้อมการดีไซน์แพ็กเกจ การพัฒนารสชาติอย่างต่อเนื่อง ช่วยเพิ่มความแปลกใหม่ไม่น่าเบื่ออยู่เสมอ

10. Kagi

เริ่มต้นการผลิตในปี ค.ศ. 1958 โดย Otto Kägi เน้นการใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ และยังคงผลิตตามสูตรดั้งเดิมที่การันตีความอร่อยมาอย่างยาวนานเกิน 50 ปี โดยเฉพาะการทำเวเฟอร์เคลือบช็อกโกแลตอันถือเป็น Signature เด็ด กัดคำแรกแทบละลายในปาก อร่อยบอกต่อเลยทีเดียว 

Kagi ช็อกโกแลต

ใครไปเที่ยวสวิสเซอร์แลนด์อย่าพลาดในการซื้อกลับมาเป็นอันขาด ดินแดนสวรรค์สำหรับคอช็อกโกแลตพันธุ์แท้ อย่างไรก็ตามทุกครั้งที่คุณเดินทางเที่ยวยุโรปการทำ ประกันเดินทางต่างประเทศ หรือ ประกันเดินทางยุโรป เป็นสิ่งสำคัญมาก ซึ่งทาง LUMA เองก็มีประกันเดินทางสวิส มาบอกต่อ ความคุ้มครองสูงถึง 5 ล้านบาท กับราคาเริ่มเพียง 199 บาท ใช้เพื่อยื่นของวีซ่าเชงเก้นง่าย คุ้มครองการรักษาพยาบาลจากโควิด-19 แถมยังสมัครผ่านออนไลน์ได้เพิ่มความสะดวกไปอีกระดับ มีประกันเดินทางสวิสเซอร์แลนด์นี้ไว้อุ่นใจกว่าแน่นอน คุ้มครองกันตลอดทริป เที่ยวได้อย่างมีความสุขทุกวัน 

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเดินทางในสวิตเซอร์แลนด์:

เที่ยวจอร์เจีย 2025 ทำไมคนไทยชอบไปเที่ยวจอร์เจีย ?

หากย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้ว หลายคนอาจไม่เคยได้ยินหรือไม่รู้จัก ประเทศจอร์เจียเนื่องจากสถานที่คนส่วนใหญ่นิยมไปเที่ยวฝั่งยุโรป เช่นประเทศฝรั่งเศส เยอรมัน อิตาลี สวิสเซอร์แลนด์ หรืออังกฤษซะมากกว่า แต่ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมานี้ ชื่อประเทศจอร์เจียมักจะขึ้นมาในหมุดหมายของนักท่องเที่ยวอยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่นักท่องเที่ยววัยรุ่น วัยทำงานที่นิยมไปกันเป็นกลุ่ม เป็นแก็งค์ จากที่เห็นผ่านโซเชียลมีเดียต่าง ๆ เพราะมีทั้งธรรมชาติ ป่า เขา แม่น้ำที่สวยงาม และยังมีศิลปะวัฒนธรรม อาหารที่หลากหลาย บอกเลยว่าต้องได้ไปจอร์เจียซักครั้งในชีวิต 

 
ประเทศจอร์เจียหรือชื่ออย่างเป็นทางการว่า สาธารณรัฐจอร์เจีย นั้นตั้งอยู่สุดขอบทวีปเอเชียหรือเรียกว่าเป็นประเทศแนวเขตดินแดนสองทวีป (Transcontinental) มีประชากร 4-5 ล้านคนโดยประมาณ โดยภูมิประเทศของที่นี่จะทอดตัวตามแนวยาวของเทือกเขาคอเคซัส (Caucasus) ที่เป็นพรมแดนแบ่งระหว่างทวีปยุโรปและเอเชีย ทำให้หลาย เมืองของที่นี่ปกคลุมไปด้วยธรรมชาติ และป่าเขา มีประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ ประเทศรัสเซียในด้านทิศเหนือและตะวันออก ประเทศตุรกีทางทิศใต้ และติดกับทะเลดำฝั่งทิศตะวันตก ส่วนเมืองหลวงของจอร์เจียก็คือ เมืองทบลิซี (Tbilisi)  และมีเมืองบาทูมิ (Batumi) เป็นเมืองท่า และประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศนี้นับถือศาสนาคริสต์นิกายออร์โธดอกซ์ (Orthodox)  
 
พอจะรู้จักประเทศจอร์เจียกันแบบคร่าว แล้ว มาดูเหตุผลที่หลาย คนอยากไปประเทศจอร์เจียกันบ้างดีกว่า 

 

ภูมิประเทศที่สวยงาม

อย่างที่เล่าไปตอนต้นว่าภูมิประเทศจอร์เจียนั้นเป็นแนวป่าเขาซะส่วนใหญ่ ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถสัมผัสธรรมชาติได้อย่างเต็มที่แบบไม่มีวันเบื่อ ! ถึงแม้จะเป็นประเทศเล็ก แต่ก็มีกิจกรรมให้ลองทำมากมาย ยกตัวอย่างเช่น ปีนเขา ล่องแก่ง ชมทะเลดำ เล่นสกี เดินป่า หรือชมดอกไม้แบบครบรส บอกเลยว่านักท่องเที่ยวสายผจญภัยจะต้องหลงรักจอร์เจียอย่างแน่นอน ! 

เที่ยวจอร์เจีย

ไวน์ที่เลื่องลือ

จอร์เจียถือว่าเป็นอีกหนึ่งประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องการทำไวน์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ยาวนานถึงเมื่อประมาณ 8,000 ปีที่แล้ว โดยใช้เทคนิคการทำไวน์แบบดั้งเดิมหรือที่เรียกว่า Qvevri เป็นการหมักไวน์ในไหดิน จากนั้นฝังอยู่ใต้ดินและหมักตามระยะเวลาที่กำหนด ทำให้ได้รสชาติของจากหมักจากธรรมชาติอย่างแท้จริงและมีสีที่เข้มข้น และที่สำคัญอีกอย่างนึงคือไวน์ที่จอร์เจียมีราคาที่จับต้องได้ โดยเริ่มที่ราคาเพียงขวดละ 5-7 ลารี หรือประมาณ 150- 200 บาท ไปจนถึงขวดละ 20-40 ลารี หรือประมาณ 250-400 บาท ถือว่าราคาดีมาก ๆ เทียบกับคุณภาพของการได้ลิ้มลองไวน์รสชาติดั้งเดิม  

เที่ยวจอร์เจีย
เที่ยวจอร์เจีย

ฟรีวีซ่า 1 ปี! และไม่ต้องกักตัว 

การเดินทางไปเที่ยวจอร์เจียนั้นไม่ต้องทำวีซ่าให้ยุ่งยาก ถือว่าโชคดีมากสำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยอย่างเรา ได้เที่ยวยาว ไปเลย นานถึง 365 วัน พาสปอร์ตเล่มเดียวก็เที่ยวได้ และนอกจากนี้ยังไม่ต้องกักตัวอีกด้วย เพียงแค่แสดงหลักฐานการฉีดวัคซีนโควิด 19 ก็สามารถเข้าประเทศได้แล้ว 

ค่าครองชีพถูกแสนถูก 

จอร์เจียนั้นใช้สกุลเงิน ลารีจอร์เจีย (Lari Georgia) 1 ลารี มีค่าประมาณ 13 บาทไทย (ข้อมูล วันที่ 23 มี.ค. 2566) แต่ว่าต้องแลกเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) หรือ ยูโร (EUR) เนื่องจากปัจจุบันยังไม่สามารถแลกเงินลารีไปจากประเทศไทยได้ จอร์เจียถือเป็นประเทศที่ค่าครองชีพค่อนข้างต่ำ ถ้าเทียบกับเมืองท่องเที่ยวอื่น คุณสามารถหาที่พักในราคาคืนละ 1,000 กว่าบาทได้ แถมค่าอาหารแต่ละมื้อยังตกคนละประมาณ 200 – 300 บาท น้ำขวดละ 10 – 20 บาท การเดินทางและค่ารถโดยสารก็ราคาถูก เรียกได้ว่าราคาพอ กับการอยู่อาศัยในกรุงเทพหรือเผลอ ๆ อาจจะถูกกว่าด้วยซ้ำ และสถานที่ท่องเที่ยวส่วนมากในจอร์เจียมักจะเปิดให้เข้าชมฟรีอีกด้วย  

อาหารพื้นเมืองที่หลากหลาย

 
อาหารจอร์เจียส่วใหญ่จะประกอบไปด้วยแป้ง ชีส และมะเขือเทศเป็นหลัก และส่วนใหญ่มีรสชาติที่ค่อนข้างเค็ม เมนูอาหารประจำชาติของที่นี่คือพิซซ่าชีส หรือ Khachapuri และ Khinkali ลักษณะคล้าย ๆ เสี่ยวหลงเปา และนอกจากนี้ยังมีเมนูอาหารมากมายที่เกิดจากการผสมผสานระหว่างฝั่งยุโรปและเอเชียทำให้เกิดเมนูรสชาติใหม่ ๆ ที่แปลกตาสำหรับนักท่องเที่ยวอย่างเรา  

อาหารที่จอร์เจีย
อาหารที่จอร์เจีย

สถาปัตยกรรมทางประวัติศาสตร์อันยาวนาน

ครั้งนึงในอดีต จอร์เจียนั้นเคยอยู่ภายใต้การปกครองของสหภาพโซเวียต ทำให้ในปัจจุบันยังคงมีร่องรอย และซากปรักหักพังของสิ่งปลูกสร้าง อาคารบ้านเรือนที่ได้รับอิทธิพลในช่วงนั้น นอกจากนี้ยังมีสถาปัตยกรรมมากมายที่เป็นสไตล์ยุโรป ไม่ว่าจะเป็นโบสถ์ ปราสาท หอคอย ราชวังต่าง ๆ สถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงยกตัวอย่างเช่นโบสถ์เกอเกติ (Gergeti Trinity Church) สร้างด้วยหินแกรนิตขนาดใหญ่ ที่มีการออกแบบประตูและหน้าต่างอย่างโดดเด่น และมหาวิหารศักดิ์สิทธิ์แห่งทบลิซี (Holy Trinity Cathedral of Tbilisi) เป็นโบสถ์ที่ประดับด้วยหลังคาสีทองสไตล์ไบแซนไทน์ (Byzantine) อันสวยงาม อีกทั้งยังเป็นโบสถ์ออร์โธดอกซ์ที่มีความสูงเป็น อันดับที่ 3 ของโลกอีกด้วย และแลนด์มาร์คอีกแห่งก็คืออนุสาวรีย์ประวัติศาสตร์จอร์เจีย (The Chronicle of Georgia) ก่อสร้างด้วยแท่งหินสีดำขนาดใหญ่ แกะสลักเป็นรูปต่าง ๆ บอกเล่าเรื่องราวของ ศาสนาคริสต์ ข้าราชการชั้นสูง และเหตุการณ์สำคัญในประเทศ

เที่ยวจอร์เจีย
เที่ยวจอร์เจีย
เที่ยวจอร์เจีย

ไปเที่ยวได้ตลอดทั้งปี

ต้องบอกเลยว่าประเทศจอร์เจียเป็นประเทศที่เที่ยวได้ตลอดทั้งปี ขึ้นอยู่กับว่าชอบบรรยากาศแบบไหน 
ถ้าอยากเจออากาศหนาว หิมะตก เล่นสกี แนะนำว่าให้ไปช่วงเดือนธันวาคมกุมภาพันธ์ อุณหภูมิจะอยู่ที่ประมาณ -5 ถึง 10 องศาเซลเซียส 
อยากชมดอกไม้นานาชนิดในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ให้ไปในช่วงเดือนมีนาคมพฤษภาคม อุณหภูมิจะอยู่ที่ประมาณ 10 – 25 องศาเซลเซียส เป็นช่วงที่เที่ยวได้แบบสบาย ๆ  

อยากชมป่าเขา ต้นไม้เขียว ร่มรื่น ดอกไม้บานเต็มต้น ให้ไปในช่วงเดือนมิถุนายนสิงหาคม อุณหภูมิจะอยู่ที่ 16 – 30 องศาเซลเซียสถือว่าเป็นฤดูร้อน ค่อนข้างมีแดดแรง 
อยากชมใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วง อากาศเย็น ๆ ให้ไปช่วงเดือนกันยายนพฤศจิกายน โดยอุณหภูมิจะอยู่ที่ประมาณ 5 – 20 องศาเซลเซียส 

 

การต้อนรับจากเจ้าบ้าน

คนส่วนใหญ่ที่จอร์เจียจะยิ้มแย้มและอัธยาศัยดีการดำเนินชีวิตของผู้คนที่นี่จะเป็นแบบเรียบง่าย สบาย ๆ  ไม่ค่อยเร่งรีบ และด้วยวิถีการดำเนินชีวิตเหล่านั้นเองก็ส่งผลมาถึงนักท่องเที่ยวด้วย เช่น ไม่ว่าจะแวะไปร้านขายของใด ๆ พ่อค้าแม่ค้าจะมีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส พร้อมต้อนรับเราเสมอ หรือแม้กระทั่งผู้คนที่เดินผ่านไปมา ถือว่าเป็นไลฟ์สไตล์ที่น่ารักและน่าไปสัมผัสมาก ๆ เลยทีเดียว 

การเดินทาง  

การเดินทางไปจอร์เจีย ณ ปัจจุบันยังไม่มีเที่ยวบินที่บินตรงจากกรุงเทพฯ โดยจะต้องเดินทางไปต่อเครื่องที่ประเทศใกล้เคียง เช่น ที่เมืองดูไบ (Dubai) ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เมืองอัลมาตี้ (Almaty) ประเทศคาซัคสถาน หรือเมืองอิสตันบูล (Istanbul) ประเทศตุรกี แล้วถึงค่อยไปลงที่สนามบินทบลิซี (Tbilisi International Airport) ระยะเวลาในการเดินทางจะอยู่ที่ประมาณ 11-12 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับสายการบินโดยเวลาประเทศจอร์เจียจะช้ากว่าประเทศไทยประมาณ 3 ชั่วโมง 

 
สำหรับใครที่อ่านมาถึงตรงนี้แล้วเกิดอยากจะไปเที่ยวหรือว่ากำลังวางแผนไปเที่ยวต่างประเทศอยู่ ทางลูม่าขอฝากประเทศจอร์เจียและประกันเดินทางต่างประเทศไว้ในทริปต่อ ๆ ไปด้วยนะคะ เพราะถึงแม้ว่าประเทศจอร์เจียจะไม่ได้อยู่ในรายชื่อประเทศกลุ่มเชงเก้น และการเดินทางเข้าประเทศจอร์เจียไม่ต้องสมัครวีซ่าเชงเก้น ประกันเดินทางต่างประเทศของเราก็คุ้มครองการเดินทางไปเที่ยวที่ประเทศจอร์เจีย  
เมื่อพูดถึงเรื่องอุบัติเหตุแล้ว เป็นสิ่งที่ใคร ๆ ก็ไม่อยากให้เกิดขึ้นกับตัวเองทั้งนั้น ถึงแม้ว่าบางคนอาจจะซื้อประกันเดินทางไปทุกทริปแต่ไม่เคยได้ใช้เลย คิดว่าไปเที่ยวรอบนี้คงไม่จำเป็นต้องซื้อ คงไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น แต่นั่นเป็นสิ่งที่ไม่มีใครคาดเดาได้ และเมื่อเกิดเหตุดังกล่าวขึ้นมาแล้วมักจะตามมาด้วยภาระค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง และการติดต่อที่มากมายหลายขั้นตอน สิ่งที่จะตามมาก็คือ รู้งี้น่าจะทำประกันก่อนมาเที่ยวเพราะฉะนั้นแล้วการมีประกันเดินทางเพื่อไปเที่ยวในทุก ๆ ทริป จะทำให้คุณมีความอุ่นใจ สบายใจ ไม่ต้องกังวลหากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดขึ้นมา ประกันเดินทางจอร์เจีย จากลูม่าให้ความคุ้มครองสูงสุดถึง 5 ล้านบาท เบี้ยเริ่มต้นเพียงแค่ 199 บาท เท่านั้น ! 

อ่านเพิ่มเติม:

DBD logo

ใบอนุญาตจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

เลขที่ 0105555036794

OIC logo

ใบอนุญาตนายหน้าประกันวินาศภัย เลขที่00008/2555  

ใบอนุญาตนายหน้าประกันภัย เลขที่ ช00012/2564

BOI logo

ได้รับการรับรองจาก BOI 2927/2555

บริษัท ลูม่า แคร์ จำกัด, 57 ปาร์คเวนเชอร์ อีโคเพล็กซ์ ชั้น 9 ยูนิต 912 ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330

Copyright © 2026 lumahealth.com. All Rights Reserved.   นโยบายความเป็นส่วนตัว