เตรียมพร้อม 10 ประโยคภาษาญี่ปุ่นสำหรับนักท่องเที่ยว

้าพูดถึงประเทศที่คนไทยนิยมไปท่องเที่ยวกันแล้ว ก็คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าคนไทยนั้นชอบไปเที่ยวญี่ปุ่น มากที่สุดประเทศหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นด้วยเหตุผลที่ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีบรรยากาศและทัศนียภาพที่สวยงาม อาหารญี่ปุ่นก็เป็นอาหารอีกชาติหนึ่งที่คนไทยชื่นชอบ รวมไปถึงกระแสวัฒนธรรมต่างจากญี่ปุ่นอย่างเพลง การ์ตูนญี่ปุ่นต่างทั้งมังงะและอนิเมะก็เป็นที่รู้จักของใครหลายคน รวมไปถึงประเทศญี่ปุ่น ยังเป็นหนึ่งในประเทศที่คนไทยสามารถไปท่องเที่ยวได้โดยไม่จำเป็นต้องขอวีซ่าเข้าประเทศ (เที่ยวไม่เกิน 15 วัน) หลายคนก็คงวางแพลนที่จะไปเที่ยวญี่ปุ่นสักครั้งในชีวิต ดังนั้น เรามาดูกันเลยว่าประโยคภาษาญี่ปุ่นสำหรับนักท่องเที่ยว ที่คุณควรรู้ติดตัวไว้เมื่อไปเที่ยวญี่ปุ่นนั้นมีอะไรบ้าง 

ภาษาญี่ปุ่น

ภาษาญี่ปุ่นเป็นอย่างไร 

ภาษาญี่ปุ่นนั้น เป็นภาษาที่การเรียงประโยคจะแตกต่างภาษาไทย โดยที่จะเรียงเป็น ประธาน กรรม และกริยา รวมถึงยังมีการใช้อักษรถึงสามแบบ ได้แก่ อักษรคันจิ ซึ่งเป็นตัวอักษรที่ยืมยมาจากภาษาจีน อักษรฮิรางานะ ที่ใช้เขียนคำทั่วไป และอักษรคาตาคานะ ที่มักใช้เขียนคำทับศัพท์จากภาษาอื่น อย่างไรก็ตาม ภาษาญี่ปุ่นนั้นก็ถือว่าไม่ได้ออกเสียงยากมากนักสำหรับคนไทย หากคุณมีเวลาฝึกฝนสักนิด ก็ไม่ยากเกินความสามารถแน่นอน  

10 ประโยคหรือคำพูดพื้นฐาน ควรรู้เมื่อไปเที่ยวญี่ปุ่น 

หลังจากที่ได้รู้ข้อมูลภาษาญี่ปุ่นเบื้องต้นกันไปแล้วว่าเป็นอย่างไร ถึงเวลามาเรียนรู้ภาษาญี่ปุ่นพื้นฐาน สำหรับนักท่องเที่ยว 10 ประโยคที่คุณควรรู้ติดตัวไว้เมื่อเตรียมตัวไปเที่ยวญี่ปุ่นกันว่ามีประโยคไหนกันบ้าง 

สวัสดี / ทักทาย 

ประโยคแรกสำหรับนักท่องเที่ยวที่อาจจะได้มีโอกาสพูดบ่อยมากที่สุด นั่นก็คือคำว่า สวัสดี ซึ่งคำว่าสวัสดีในภาษาญี่ปุ่นนั้น จะมีการแบ่งพูดตามช่วงเวลา หากเป็นการสวัสดีในช่วงเช้า จะพูดว่า おはようございます Ohayo gozaimasu (โอฮาโย โกะไซมัส) ถ้าสวัสดีในช่วงบ่าย ภาษาญี่ปุ่นจะพูดว่า こんにちは Konnichiwa (คอนนิจิวะ,คนนิจิวะ) ส่วนสวัสดีในตอนเย็น ก็ให้คุณพูดว่า こんばんは  Kombanwa (คอมบังวะ, คมบังวะ) 

ยินดีที่ได้รู้จัก 

หลังจากที่เรียนรู้คำทักทายกันไปแล้ว ประโยคภาษาญี่ปุ่นถัดมาที่คุณอาจจะได้พูดหลังจากพูดทักทาย นั่นก็คือคำว่า ยินดีที่ได้รู้จัก ซึ่งในภาษาญี่ปุ่น คุณสามารถพูดได้ว่า はじめまして Hajimemashite (ฮาจิเมมาชิเตะ 

ขอบคุณ 

อีกหนึ่งประโยคที่คุณน่าจะมีโอกาสใช้บ่อย ๆ เมื่อไปเที่ยวญี่ปุ่นนั้น ก็น่าจะเป็นการกล่าวขอบคุณ ซึ่งคุณสามารถกล่าวขอบคุณเป็นภาษาญี่ปุ่นได้ว่า ありがとうございます Arigatou gozaimasu (อาริกาโตะ โกไซมัส) ที่จะแปลว่า ขอบคุณค่ะ ขอบคุณครับ อย่าลืมที่จะกล่าวขอบคุณทุกครั้งที่มีคนมาช่วยเหลือคุณ หรือแม้กระทั่งหลังจากพนักงานมาบริการคุณก็ สามารถพูดขอบคุณได้เหมือนกัน 

japan-garden

ขอโทษ / ขออภัย 

นี่ก็เป็นอีกหนึ่งประโยคพื้นฐานที่นักท่องเที่ยวควรจะต้องรู้ไว้ หากคุณต้องการที่จะกล่าวขอโทษหรือ ขออภัยนั้น ในภาษาญี่ปุ่นจะสามารถกล่าวได้ว่า ごめんなさい Gomennasai (โกเมนนาไซ) แต่ถ้าคุณต้องการจะพูดว่า ขอโทษนะคะ นะครับ ในลักษณะเหมือนกับ Excuse me  นัั้น ให้พูดว่า すみません」 Sumimasen (ซุมิมาเซน 

ด้วยความยินดี / ไม่เป็นไร 

สำหรับคำว่า  ด้วยความยินดี นั้น ภาษาญี่ปุ่นจะพูดว่า とんでもありません Tondemo arimasen (ตอนเดโมะ/ตนเดโมะ อาริมาเซน) ส่วนคำว่า ไม่เป็นไร ก็ให้คุณกล่าวเป็นภาษาญี่ปุ่นว่า 恐縮です Kyōshukudesu (เคียวชูกุเดสุ) 

ฉันต้องการ… 

ถ้าหากคุณต้องการที่จะสั่งของเมื่ออยู่ในร้านค้า หรือสั่งอาหารเมื่ออยู่ในร้านอาหารเป็นภาษาญี่ปุ่นนั้น คุณก็สามารถพูดเป็นภาษาญี่ปุ่นได้ว่า (私は) ….  がほしいです (Watashi wa) …… ga hoshii desu (วาตาชิ วา ….. กา โฮชิอิ เดสุ) ที่แปลได้ว่า ฉันต้องการ….ยกตัวอย่างเช่น (私は) 本 がほしいです (Watashi wa) hon ga hoshii desu (วาตาชิ วา  ฮน กา โฮชิอิ เดสุ)   แปลได้ว่า ฉันต้องการหนังสือ 

ภาษาญี่ปุ่นไปเที่ยว

ราคาเท่าไหร่ 

นอกจากจะกล่าวว่าคุณต้องการอะไรแล้ว ประโยคที่คุณอาจจะได้มีโอกาสพูดถัดมานั่นก็คือคำว่า ราคาเท่าไหร่ ซึ่งในภาษาญี่ปุ่นคุณก็สามารถกล่าวได้เลยว่า いくらですか Ikura desu ka (อิคุระ เดสุ ก๊ะ 

รับรองถ้าจำประโยคเหล่านี้ได้ การซื้อของเมื่อไปเที่ยวญี่ปุ่นก็ไม่ยากอีกต่อไปแน่นอน 

…อยู่ที่ไหน? 

ถ้าหากว่าคุณกำลังท่องเที่ยวอยู่ในประเทศญี่ปุ่น และต้องการถามเส้นทางหรือถามตำแหน่งของสถานที่ แห่งใดแห่งหนึ่ง ก็ให้คุณพูดเป็นภาษาญี่ปุ่นว่า ….. はどこですか? …..Wa doko desu ka (… วา โดโก เดสก๊ะ) พร้อมกับใส่สถานที่ไปด้านหน้า เช่น トイレはどこですか?Toire wa doko desu ka? (โทอิเระ วา โดโก เดสก๊ะ)  ซึ่งจะแปลว่า ห้องน้ำอยู่ที่ไหน 

 
พูดภาษาอังกฤษได้ไหม? 

ถึงแม้ว่าคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่นั้นจะไม่สื่อสารเป็นภาษาอังกฤษ แต่ถึงกระนั้นก็อาจมีบางคนที่สามารถสื่อสารเป็น อังกฤษได้ ดังนั้น หากคุณต้องการจะถามว่า คุณพูดภาษาอังกฤษไ้ด้ไหม เป็นภาษาญี่ปุ่น จะพูดได้ว่า  英語を話せますか?Eigo o hanasemasu ka? (เอโก โอ ฮานาเซมาสุ ก๊ะ 

 ลาก่อน 

และประโยคภาษาญี่ปุ่นสำหรับนักท่องเที่ยวประโยคสุดท้ายที่ควรรู้ไว้ นั่นก็คือคำว่า ลาก่อน ซึ่งภาษาญี่ปุ่น ก็ให้คุณกล่าวว่า さようなら Sayonara (ซาโยนาระ) หรือจะพูดทับศัพท์เป็นภาษาอังกฤษว่า バイバイ Bai bai (บ๊ายบาย) เลยก็ได้  

 

ไปเที่ยวญี่ปุ่น มีมารยาทอะไรที่ควรปฏิบัติไหม 

นอกจากการเรียนรู้ภาษาญี่ปุ่นแล้ว การเรียนรู้มารยาทต่าง ๆ ที่ควรปฏิบัติเมื่อไปเที่ยวญี่ปุ่นนั้น ก็เป็นเรื่องที่สำคัญเช่นเดียวกัน เพื่อที่จะได้ไม่เกิดปัญหา หรือทำให้เจ้าบ้านเกิดความขุ่นข้องใจได้ มาดูกันเลยว่ามารยาทพื้นฐานที่คุณควรรู้เมื่อไปเที่ยวญี่ปุ่นมีอะไรบ้าง 

  • เมื่อคุณอยู่บนขนส่งสาธารณะ โดยเฉพาะรถไฟ ให้เลี่ยงการใช้เสียงใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยกันหรือคุยโทรศัพท์ก็ตาม เพราะคนญี่ปุ่นจะมองว่าการใช้เสียงบนรถไฟเป็นเรื่องเสียมารยาท 
  • พยายามอย่าไปปฏิสัมพันธ์ทางร่างกายอย่างเช่น การกอด การจับมือ กับคนญี่ปุ่นที่ไม่รู้จัก เพราะคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่นั้นค่อนข้างหวงตัวทีเดียว การกอด จูบ ในที่สาธารณะเองก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยถูกยอมรับมากนักเช่นเดียวกัน 
  • ในการทานอาหารนั้น โดยเฉพาะอาหารประเภทเส้นอย่าง ราเมง อย่าตกใจถ้าหากคุณจะได้ยินเสียงคนญี่ปุ่นสูดเส้นดัง ๆ เพราะนั้นถือเป็นเรื่องปกติในญี่ปุ่น คุณจะลองทำดูก็ไม่เสียหายเหมือนกัน 
  • พยายามอย่าเดินไปกินไป คนญี่ปุ่นจะมองว่าเป็นมารยาทที่ไม่ค่อยดีนัก  
  • เรื่องการทิ้งขยะที่ญี่ปุ่นนั้น ค่อนข้างเป็นสำคัญ โดยเฉพาะการแยกขยะ ดังนั้นก่อนจะทิ้งขยะก่อนควรดูให้ดีว่าทิ้งลงถังขยะถูกประเภท 

 

สรุปบทความ 

และนี่ก็คือประโยคภาษาญี่ปุ่นสำหรับนักท่องเที่ยวที่ไปเที่ยวญี่ปุ่น และมารยาทพื้นฐานที่คุณควรปฏิบัติ เมื่ออยู่ในประเทศญี่ปุ่น เชื่อว่าหากคุณจำสิ่งเหล่านี้ การเที่ยวญี่ปุ่นของคุณก็ดำเนินไปได้อย่างราบรื่นแน่นอน และอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กับการเรียนรู้ภาษาญี่ปุ่นพื้นฐานและมารยาทเมื่อไปเที่ยว นั่นก็คือการมีประกัน เดินทางต่างประเทศติดตัวไปด้วย เพราะการมีประกันเดินทางต่างประเทศไปญี่ปุ่นติดตัวไปด้วยตอนเที่ยวนั้น คุณก็ไม่จำเป็นต้องกังวลหากคุณการเกิดเจ็บป่วย อุบัติเหตุต่าง ๆ สิ่งของสูญหาย หรือแม้กระทั่ง    เที่ยวบินล่าช้าหรือถูกยกเลิก รับรองว่าถ้ามีประกันเดินทางต่างประเทศติดตัวไปด้วยแล้ว รับรองว่าตลอดการเดินทางคุณ สามารถอุ่นใจได้แน่นอน 

อ่านเพิ่มเติม:

เที่ยวญี่ปุ่นกับเด็กเล็ก: เตรียมตัวยังไงไปเที่ยวให้สนุก

เวลาท่องเที่ยวและเดินทางเป็นช่วงเวลาที่ทั้งน่าตื่นเต้นและท้าทาย เราที่ LUMA เองมีความชอบในการเดินทางและค้นหาประสบการณ์ใหม่ๆ อยู่เสมอ และเราต้องการแบ่งปันความรู้ ข้อแนะนำ ประสบการณ์ และขั้นตอนต่างๆ ใน LUMA Travel Series เพื่อให้ทุกคนได้รับประสบการณ์ท่องเที่ยวที่ดีและน่าจดจำ

เที่ยวญี่ปุ่นกับเด็กเล็ก

สวัสดีครับ วันนี้ผมจะมาเล่าถึงประสบการณ์เที่ยวญี่ปุ่นกับเด็กเล็ก (ช่วงอายุ 1-3 ขวบ) จากประสบการณ์ส่วนตัวของผมในปี 2566 นี้ครับ 

อย่างที่หลายคนอาจจะทราบประเทศญี่ปุ่นสำหรับคนไทยเป็นอีกหนึ่งประเทศที่สามารถเดินทางไปเที่ยวได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า คนไทยจึงนิยมไปเที่ยวญี่ปุ่นเป็นจำนวนมาก ถ้าตามสถิติแล้วนักท่องเที่ยวของประเทศญี่ปุ่นที่มาจากประเทศไทยแล้ว ประเทศไทยเป็นอันดับที่ 5 เลยของปีนี้(อ้างจากข้อมูล ณ เวลาที่เขียนก็คือจากเดือนมกราคมถึงเดือนมิถุนายน 2566) ณ ตอนนี้ก็เฉียด 500,000 คนแล้วที่ได้เดินทางไปญี่ปุ่นในปีนี้

เที่ยวญี่ปุ่นกับเด็กเล็ก

ผมคิดว่าหลายๆท่านที่เดินทางไปญี่ปุ่นก็คงมีเหตุผลคล้ายๆกับผม ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่สวยงาม ปลอดภัย อาหารอร่อย ผู้คนเป็นมิตรกับนักท่องเที่ยว แถมมีที่ให้ไปเที่ยวเป็นจำนวนมากและยากที่จะเบื่อเพราะความหลากหลายของการท่องเที่ยวในประเทศ ตัวผมเองก็ได้ไปประเทศญี่ปุ่น 5 ครั้งแล้วในระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา 

วันนี้ผมอยากจะมาแชร์ให้ฟังถึงประสบการณ์ของการเที่ยวญี่ปุ่นกับเด็กเล็ก และวิธีวางแผนการเดินทางสำหรับการเตรียมตัวไปเที่ยวญี่ปุ่นครับ

ตัวผมเองไม่ได้เป็นผู้เชียวชาญเรื่องประเทศญี่ปุ่นแต่อย่างใด แต่หวังว่าเนื้อหาและข้อมูลในวันนี้จะเป็นประโยชน์ให้กับทุกท่านครับ

ทำไมถึงต้องเตรียมตัวให้มากขึ้นเมื่อพาลูกไปเที่ยวด้วย

พ่อแม่ทุกคนคงทราบดีว่าแค่ไปเที่ยวนอกบ้านกับเด็กแล้ว ยังต้องมีการวางแผนล่วงหน้าขนาดไหน เพราะฉะนั้น ในเมื่อเราตัดสินใจเดินทางไปต่างประเทศกับเด็กเล็ก ต้องวางแผนดีๆครับถ้าอยากจะเดินทางกับเด็กเล็กแบบไม่ปวดหัวและสนุก

พ่อแม่หลายคนอาจจะมองว่าการเดินทางไปต่างประเทศนั้นเป็นสิ่งที่ยากถ้ามีลูกเล็กจึงหลายท่านจึงไม่พาลูกไปเที่ยวเลยแต่สำหรับผมแล้ว ว่าการได้พาลูกไปเที่ยวเป็นประสบการณ์ที่เราจะสร้างความทรงจำที่ดีให้กับครอบครัวของผม และเปิดโอกาสให้ลูกได้ทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน มีผลในการพัฒนาของเขาค่อนข้างเยอะโดยที่เขาไม่รู้ตัว เรื่องที่ต้องเตรียมอย่างละเอียด วันนี้อยากจะมาแนะนำ 5 เรื่อง ที่จะทำให้การเดินทางกับเด็กเล็ก ง่าย และ สนุก ยิ่งขึ้น

1. เลือกจุดหมายให้เหมาะกับการเดินทางของเรา

2. วางแผนการเดินทางดีๆเพื่อให้ราบรื่น

3. หาที่พักยังไงให้เหมาะสม

4. ควรจะเตรียมตัวอย่างไร กับเรื่องอาหารและการกิน

5. สิ่งที่ขาดไม่ได้มีอะไรบ้าง

เลือกจุดหมายให้เหมาะสมสำหรับเที่ยวญี่ปุ่นกับเด็กเล็ก

ข้อแรกที่ผมอยากแนะนำคือให้เลือกจุดหมายหรือสถานที่เที่ยว ทั้งในเรื่องการเดินทางไป และสภาพอากาศที่ไป เพราะอย่าลืมนะครับ เรามีเด็กน้อยไปกับเราด้วยครับ 

ควรจะศึกษาว่าเดือนที่อยากจะเดินทางไปญี่ปุ่นครั้งนี้ อากาศเป็นแบบไหน อยู่ในช่วงฤดูไหน และสภาพอากาสเหมาะสำหรับเด็กเล็กไหม เพราะถ้าหนาวไปหรือร้อนไปหรือฝนเยอะก็จะทำให้เที่ยวได้ลำบากครับ

เช่นหน้าร้อนอาจจะฟังดูดีแต่หน้าร้อนจริงๆแล้วก็มีความเสี่ยงในเรื่องของไต้ฝุ่นและอากาศจะร้อนมาก  แต่ถ้าไปเที่ยวทางใต้ของประเทศญี่ปุ่นเช่น ไปเกาะโอกินาว่าหรือเกาะอิชิคากิ ก็สามารถไปเที่ยวได้และจะเจอทะเลที่สวยมาก แต่หน้าหนาวก็อาจจะมีหิมะตกซึ่งถ้าเด็กที่อายุเกิน 1.5 ขวบก็อาจจะเริ่มเล่นกับหิมะได้แล้ว แต่ต้องแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าที่อุ่นพอและถุงมือ ลูกเราก็อาจจะสนุกกับประสปการ์ณใหม่ครับ ได้เปิดสิ่งใหม่ๆ เนื้อสัมผัสใหม่ๆ ให้กับลูกครับ

โดยส่วนตัวผมเลือกจุดหมายที่มีธรรมชาติสวยงามครับเพราะลูกผมชอบสูดอากาศบริสุทธิ์และได้วิ่งเล่นอยู่ข้างนอก ผมเลือกที่จะเดินทางไปโตเกียวในทริปที่เพิ่งผ่านมาครับ เพราะถือว่าเป็นที่เดินทางไปง่ายสุดจากกรุงเทพฯ แล้วก็ได้ไปเมืองฮาโกเนะ กับทะเลสาบฟูจิกาวาโกะ ซึ่งทั้ง 2 ที่อยู่ใกล้ๆโตเกียวครับ เพียงขับรถไปเพียงแค่ 1 ชั่วโมงครึ่งครับ ฮาโกเนะเดินทางไปง่ายและมีธรรมชาติที่สวยงามมากครับ ลูกผมก็สนุกมากกับการได้วิ่งเล่นในธรรมชาติ นอกจากนี้ ยังได้เห็นภูเขาฟูจิด้วย ถ้าถามผมตอนนี้ ผมเข้าใจครับ ว่าลูกยังเล็ก ยังไม่เข้าใจว่าภูเขาฟูจิคืออะไร น่าสนใจตรงไหน แต่อีกหนึ่งอย่างที่ผมได้มาคือความทรงจำของผมเองครับ ได้เห็นภาพที่ลูกวิ่งเล่นและมองภูเขาฟูจิ สำหรับเด็กเล็ก ผมอยากแนะนำฮาโกเน่มากๆครับ มีธรรมชาติที่สวยและอากาสที่ดีสำหรับเด็กเล็กได้วิ่งเล่นปล่อยพลัง

ทริปล่าสุดของผม ผมพาลูกไปเที่ยวญี่ปุ่นเดือน พฤษภาคม 2566 ที่ผ่านมา เป็นชาวงเวลาที่คนยังเที่ยวไม่เยอะครับ ทำให้เดินทางกับเด็กสะดวกและปลอดภัยครับ

เที่ยวญี่ปุ่นกับเด็กเล็ก

วางแผนการเดินทางดีๆเพื่อให้ชีวิตราบรื่น

การเดินทางกับเด็กเล็กนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ง่ายนัก คุณพ่อคุณแม่คงทราบดีตรงนี้เเพราะฉะนั้นในการเลือกเที่ยวบินไปญี่ปุ่นควรจะเลือกบินตรงถ้าเป็นไปได้

ส่วนตัวผมเลือกที่จะให้ลูกบินตอนกลางวันเพราะว่าการบินมันแค่ 6 ชั่วโมงซึ่งถ้าเป็นตอนกลางคืน จะกลายเป็นว่าต้องปลุกลูกขึ้นมาแล้วมีผลต่อการนอนของเขา สำหรับผม การนอนของลูกสำคัญต่อการเติบโตมากๆ หากเป็นไปได้ ผมจะเลี่ยงทุกสถานการณ์ที่จะไปกระทบตารางนอนของเขา 

บนเครื่องบินก็ควรจะเตรียมของเล่นให้เยอะๆที่เหมาะที่จะเอาขึ้นเครื่องบิน เช่นสมุดสติ๊กเกอร์ ลูกผมชอบมากเล่นได้เกือบ 6 ชั่วโมงเลย พ่อแม่คงต้องเตรียมใจไว้เลยว่าจะต้องเล่นกับลูกตลอด อาจจะมีเพียง 30 นาที -1 ชั่วโมงที่ลูกหลับไปเท่านั้นเอง

พอไปถึงที่ญี่ปุ่นก็คือควรจะเลือกที่พักให้อยู่ใกล้ๆกับสถานที่ที่อยากจะไป ถึงแม้ว่าระบบการเดินทางของญี่ปุ่นดีไม่ว่าจะเป็นระบบรถไฟใต้ดินในโตเกียวแต่พอมีเด็กเล็ก ไม่ว่าจะเป็นการอุ้ม หรือ จูง หรือเข็นรถ ก็ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด

เที่ยวญี่ปุ่นกับเด็กเล็ก

หาที่พักยังไงให้เหมาะสม

ที่พักที่ญี่ปุ่นมีให้เลือกทั้งโรงแรมหรือผ่าน Airbnb เป็นอพาร์ทเม้นท์ให้เช่าก็ได้ ที่ผมได้ไปมาล่าสุดผมเลือกพักโรงแรมเพราะคิดว่าจะง่ายสุด โดยเฉพาะที่โรงแรมมีอาหารเช้าให้ ไม่ต้องกังวลไป 1 เรื่อง แต่ปรากฏว่าหลายๆโรงแรมไม่ได้รวมอาหารเช้าด้วย ตรงนี้ผมยอมรับเลยครับ ผมเช็คไม่ละเอียดเอง แต่ก็ใช่ว่าจะแย่ไปหมด เพราะถึงทานอาหารเช้าได้เนื่องจากลูกผมแพ้อาหารหลายประเภทก็เลยทานไม่ได้อยู่ดี

ข้อเสียอีกอย่างของประเทศญี่ปุ่นก็คือที่พักค่อนข้างเล็กโดยเฉพาะในเมืองหลวง แต่หากออกนอกเมืองมาหน่อย ขนาดห้องจะใหญ่ขึ้นอันนี้ก็ต้องคำนึงดูนะครับเพราะว่าลูกต้องมีพื้นที่ในการเดินไม่งั้นนอกจากความอึกอัด ยังต้องมองถึงความปลอดภัยของลูกครับ เดินชนนู้นชนนี้นะครับ

อีกอย่างที่ต้องคำนึงถึงก็คือต้องดูด้วยว่าที่พักมีที่นอนที่เหมาะสมกับสำหรับลูกหรือเปล่าไม่ว่าจะเป็นที่กั้นเตียงหรือถ้าเด็กเล็กมากๆ ก็ต้องมีเตียงเด็ก หรือที่เรียกกันว่า Baby Cot เท่าที่ผมเห็นแล้วทุกโรงแรมมี Baby Cot ให้เช่าหรืออาจจะมีแถมให้ฟรีและหลายๆที่ก็มีฉากกั้นที่เสียบกับเตียงเพื่อไม่ให้เด็กตกลงมา ประเทศญี่ปุ่นเป็นอีกหนึ่งประเทศที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของเด็กเล็กครับ ผมขอชื่นชมตรงนี้ครับ

ถ้าผมย้อนเวลาไปผมอาจจะหาศึกษาทางเลือก ที่เป็นอพาร์ทเม้นท์ใน Airbnb มากขึ้นครับโดยเฉพาะอยู่นอกโตเกียวเพราะในโตเกียว Airbnb ดูแล้วไม่ค่อยเหมาะเท่าไหร่แต่ว่าถ้าอยู่นอกเมืองจะมี Option ให้เลือกมากขึ้นและจะดีขึ้นเนื่องจากพื้นที่จะค่อนข้างใหญ่และราคาก็ค่อนข้างดีด้วยแถมจะมีห้องครัวทำอาหารอะไรให้ลูกได้อีก

ควรจะเตรียมตัวอะไรไปบ้างเรื่องการกิน

เรื่องการกินเป็นเรื่องที่ต้องวางแผนเป็นอย่างมากเวลาไปเที่ยวญี่ปุ่น ผมแนะนำให้หาข้อมูลเรื่องร้านอาหารต่างๆที่อยากจะไปทานตั้งแต่ที่ไทยเลยครับ

สิ่งที่ต้องคำนึงคือ 1 ถ้าลูกคุณแพ้อาหารอย่างลูกผม ก็ควรจะหาร้านอาหารที่มีเมนู หรือ อาหารที่เขาจะทานได้ และต้องดูอย่างละเอียดเรื่องการปนเปื้อนด้วยครับ อันนี้ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการแพ้ของแต่ละคนนะครับ

โดยส่วนใหญ่แล้วที่ผมเจอในญี่ปุ่นร้านอาหารจะไม่ค่อยมีเก้าอี้เด็ก เพราะฉะนั้นก็ควรตรวจสอบก่อนไปถึงร้าน ว่ามีเก้าอี้เด็กให้หรือเปล่า การที่ร้านมีเก้าอี้เด็กทำให้ชีวิตของพ่อแม่ทั้งสองดีขึ้นเลยครับ จะได้มีความทรงจำดีๆทั้งคู่ ไม่ใช่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนะครับ อีกอย่างที่ผมอยากจะแนะนำ ควรจองร้านอาหารล่วงหน้าครับ เพราะแต่ละที่มีพื้นที่จำกัด การที่เรามีเด็กเล็กไปด้วยบางทีอาจจะไม่สะดวกที่ต้องรอคิวนานครับ

อย่างไรก็ตาม เกือบทุกร้านที่เกี่ยวกับ การปิ้งย่าง หรือ เทปันยากิส่วนมาก จะมีเก้าอี้เด็กครับ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับการเลือกร้านอาหารที่เหมาะกับครอบครัว หรือ  Family Friendly ครับ

เรื่องของกินเล่น หรือ การบำรุงลูก ไม่ต้องเป็นห่วงเลยครับ ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ทรัพยากรดีมากมีอาหารครบถ้วนไม่ว่าจะเป็นนมคุณภาพสูง หรือผลไม้ต่างๆนานา เพราะฉะนั้นในเรื่องของขนมทานเล่น ในช่วงเวลา Snack ของลูกน้อย ไม่ต้องห่วงครับ

เที่ยวญี่ปุ่นกับเด็กเล็ก

สิ่งที่ขาดไม่ได้มีอะไรบ้าง

สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ Stroller หรือ รถเข็นเด็กนะครับ เพราะต่อให้ลูกคุณเดินคล่องแล้ว เมื่อไรที่เหนื่อย เบื่อ หรือง่วงแล้ว อย่าหวังเลยนะครับ ว่าการเดินทางจะราบรื่น การมีรถเข็นติดตัว จะช่วยทั้งให้ลูกได้พักผ่อนเวลาเดินทางเยอะและมีประโยชน์ตอนช่วงเวลาที่ต้องนอนกลางวันครับ

อีกอย่างที่ต้องเตรียมก็คือเสื้อผ้าของลูกต้องเตรียมให้เหมาะกับอากาศ เพราะอากาศในวันนึงอาจจะเปลี่ยนจากร้อนไปหนาวได้ ผมเลยอยากแนะนำให้ เตรียมพร้อมไว้เสมอ

เรื่องยาเป็นอีกเรื่องหนึ่งเรื่องที่ควรมีเตรียมไว้ติดตัว โดยเฉพาะกับเด็กเล็ก บางครั้งเราไปที่ประเทศอื่น ยาบางชนิดหาไม่ได้ หรือ การป้อนยาที่ขนาดเท่าไรก็เป็นภาษาอื่น อาจจะเกิดอันตรายได้ครับ

ของเล่นและหนังสือก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับเด็กเล็กเพราะจะทำให้เด็กไม่เบื่อและช่วยในการกล่อมให้นอนหลับ

หนึ่งบทเรียนที่ผมได้มา คือต้องเตรียมผ้าอ้อม ไปให้พอ นอกจากพอแล้ว ต้องเกินพอ เพราะเตรียมไปเท่าไรไม่เคยพอเลยครับ จริงๆตอนแรกเห็นยี่ห้อที่มีในเมืองไทยเป็นยี่ห้อญี่ปุ่นทั้งนั้นก็นึกว่าจะหาง่ายแต่ญี่ปุ่นไม่ได้มีขาย ผ้าอ้อม ในร้านสะดวกซื้อเหมือนในเมืองไทย ผมเลยเสียเวลาเยอะพอสมควรในการเดินหาผ้าอ้อม จนสุดท้ายต้องยอมซื้อกล่องใหญ่แล้วก็ได้ขนกลับมาเมืองไทยด้วย เพราะของมันต้องใช้

สิ่งสุดท้ายที่ผมอยากจะแนะนำในการเดินทางกับเด็กเล็ก ที่ขาดไม่ได้เลย คือประกันเดินทางไปญี่ปุ่นสำหรับประเทศญี่ปุ่นครับ การไปต่างประเทศกับเด็กเล็กมีความเสี่ยงมากมายการมีประกันเดินทางติดตัวไปด้วยก็จะช่วยเพิ่มความอุ่นใจให้กับคุณพ่อคุณแม่ ไม่ต้องกังวลถึงค่ารักษาเมื่อเจ็บป่วยในต่างแดน ของสูญหาย หรือเที่ยวบินถูกยกเลิก ราคาประกันเดินทางน้อยนิด เทียบไม่ได้เลยครับ หากเกิดเหตุอะไรที่ต่างประเทศ ค่าบริการ ค่าหมอ ค่าครองชีพต่างๆที่ญี่ปุ่นสูงกว่าไทยเยอะครับ สำหรับผมแล้ว ลืมอะไร ลืมได้ แต่ลืมประกันเดินทางญี่ปุ่นไม่ได้จริงๆครับ

อ่านเพิ่มเติม:

จะยื่นวีซ่าเกาหลีเพื่อไปเที่ยว ต้องทำยังไงบ้าง ฉบับปี 2025

เกาหลีใต้ ประเทศที่แทบทุกคนต้องอยากไปด้วยชื่อเสียงอันโด่งดัง ไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติที่สวยงาม ฤดูใบไม้เปลี่ยนสี ของกินสุดอร่อย บรรยากาศที่โรแมนติก หรือสถานที่ท่องเที่ยวอันเป็นเอกลักษณ์มากมาย แต่ในอีกด้านหนึ่ง ประเทศเกาหลีเองก็มีชื่อเสียงเกี่ยวกับความยากในการเข้าประเทศ เนื่องจากมีผู้คนประสบปัญหาไม่ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองเกาหลีอยู่บ่อยครั้ง ดังนั้นวิธีที่จะช่วยให้การเข้าประเทศเกาหลีสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น คือ การเลือกทำ “K-ETA” หรือ “วีซ่าเกาหลี” ซึ่ง K-ETA คืออะไร เหมือนหรือแตกต่างจากวีซ่าเกาหลียังไง รวมถึงมีวิธีการขอยังไงเพื่อให้ได้เข้าเกาหลี วันนี้ LUMA จะมาอธิบายให้ฟัง

วีซ่าเกาหลี

K-ETA และ วีซ่าเกาหลีคืออะไร แตกต่างกันยังไง

K-ETA หรือ Korea Electronic Travel Authorization เป็นระบบขออนุญาตเพื่อเดินทางเข้าประเทศเกาหลีสำหรับชาวต่างชาติโดยไม่จำเป็นต้องขอวีซ่า ซึ่งระบบนี้ถูกใช้โดยกระทรวงยุติธรรมของเกาหลีใต้เพื่อแก้ปัญหาการโดนปฏิเสธของนักท่องเที่ยวที่มากขึ้นในทุกปีเนื่องจากข้อจำกัดในด้านจำนวนการเปิดรับคนเข้าประเทศ รวมถึงแก้ปัญหาการลักลอบเข้าประเทศเกาหลีมาทำงานอย่างผิดกฏหมายซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศเกาหลีอีกด้วย

 

ส่วน วีซ่าท่องเที่ยวเกาหลี หรือ วีซ่า C-3-9 คือ หนึ่งในประเภทของวีซ่าสำหรับคนที่ต้องการเดินทางมาเที่ยวเกาหลี สำหรับคนไทยหากยื่นขอวีซ่าเกาหลีประเภทนี้จะสามารถท่องเที่ยวและพำนักอาศัยได้ไม่เกิน 90 วัน อย่างไรก็ตามการขอวีซ่าท่องเที่ยวของเกาหลีจะถูกกำหนดไว้ว่า “หากประเทศที่สมัคร K-ETA ได้ ทางสถานทูตฯ จะรับสมัครวีซ่าเฉพาะผู้ที่ไม่ผ่านการอนุมัติ K-ETA เท่านั้น” หรือก็คือ สามารถสมัครวีซ่าได้ตั้งแต่ผลปฏิเสธ K-ETA ครั้งที่ 1

 

ดังนั้นแล้ว K-ETA และวีซ่าท่องเที่ยวเกาหลี ต่างก็เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องใช้ในการเข้าประเทศเกาหลีเหมือนกัน แต่จะแตกต่างกันในเรื่องของลำดับความสำคัญที่ K-ETA จะถือว่ามีความสำคัญในลำดับแรก ควรที่จะขอเป็นอันดับแรก และ วีซ่าท่องเที่ยวเกาหลีมีความสำคัญรองลงมา หรือก็คือควรขอหลังจากที่ขอ K-ETA ไม่ผ่านนั่นเอง

 

คุณสมบัติของผู้ที่ต้องการขอ K-ETA และวีซ่าท่องเที่ยวเกาหลี

สำหรับคุณสมบัติเบื้องต้นของผู้ที่ต้องการขอ K-ETA และวีซ่าท่องเที่ยวเกาหลีนั้นเหมือนกัน นั่นคือต้องมีอาชีพหน้าที่การงานของตนเองที่ชัดเจน (มีเอกสารยืนยันการทำงานจากบริษัท หรือกรณีเป็นเจ้าของธุรกิจต้องมีหนังสือรับรองบริษัทที่มีชื่อของตนเอง) ไม่เป็นผู้ที่มีประวัติทางอาชญากรรม หรือเป็นบุคคลถูกสั่งห้ามออกนอกประเทศ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถือเป็นพื้นฐานของการยื่นเข้าประเทศเกาหลีให้ผ่านง่ายขึ้นกว่าเดิม

เที่ยวเกาหลี

ขั้นตอนและรายละเอียดการยื่นขอ K-ETA

เอกสารและสิ่งจำเป็นในการสมัคร K-ETA

  • หนังสือเดินทาง หรือ พาสปอร์ต (passport)
  • รูปถ่ายหน้าตรง แบบทางการ
  • เอกสารการจองที่พักอาศัยในประเทศเกาหลี
  • บัตรเครดิตสำหรับหักค่าธรรมเนียม 10,000 วอน (ประมาณ 250-280 บาท)

 

จะเห็นได้ว่าตั๋วเครื่องบินไม่จำเป็นในการขอ K-ETA จึงสามารถจองได้เมื่อได้รับอนุญาตให้เข้าประเทศเกาหลีแล้ว แต่ก็จำเป็นต้องจองที่พักอาศัยไว้ก่อน เพื่อใช้เป็นเอกสารประกอบการขอ K-ETA ดังนั้นจึงควรเลือกที่พักที่สามารถยกเลิกการจองได้ เผื่อสำรองในกรณีที่ขอ K-ETA ไม่ผ่านนั่นเอง

ขั้นตอนการสมัคร K-ETA

  1. สมัครได้ที่เว็บไซต์ www.k-eta.go.kr หรือ โมบายแอพพลิเคชั่น K-ETA ซึ่งจำเป็นต้องสมัครอย่างน้อย 24 ชั่วโมง ก่อนเดินทางไปประเทศเกาหลี
  2. กรอกอีเมลที่ต้องการรับผลการอนุญาตในการเข้าประเทศของ K-ETA
  3. กรอกข้อมูลรายละเอียดหนังสือเดินทาง หรือ พาสปอร์ต (passport) และถ่ายหน้าหนังสือเดินทางเข้าสู่ระบบ
  4. กรอกเหตุผลหรือเป้าหมายในการเดินทาง การพักอาศัยในประเทศเกาหลี และอื่นๆ พร้อมทั้งแนบรูปถ่ายหน้าตรงแบบทางการ
  5. ชำระค่าธรรมเนียม 10,000 วอน หรือประมาณ 280 บาท (ไม่รวมค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมอื่นๆ)  เพื่อยืนยันการสมัคร K-ETA นอกจากนี้ยังสามารถสมัครให้คนอื่นได้สูงสุดถึง 30 คน และจ่ายค่าธรรมเนียมพร้อมกันได้ในครั้งเดียว
  6. สามารถตรวจสอบผลการอนุญาตเดินทางไปประเทศเกาหลี จากกระทรวงยุติธรรมของสาธารณรัฐเกาหลี ได้ภายใน 24 ชั่วโมงผ่านอีเมลที่กรอกเข้าไปในระบบ นอกจากนี้ K-ETA ยังมีอายุการใช้ 2 ปี มีระยะพำนักในเกาหลีครั้งละไม่เกิน 90 วัน และสามารถเข้าเกาหลีได้โดยไม่จำกัดจำนวนครั้ง

ติดตาม ข่าวสาร และ โปรโมชั่นต่างๆ

soeul-tower bridge

ขั้นตอนและรายละเอียดการยื่นขอวีซ่าท่องเที่ยวเกาหลี

เอกสารและสิ่งจำเป็นในการสมัครวีซ่าท่องเที่ยวเกาหลี

  1. แบบฟอร์มกรอกรายละเอียดการขอวีซ่า ติดรูปถ่ายขนาด 1.5 นิ้ว 1 รูป (รูปถ่ายจำเป็นต้องเป็นพื้นหลังสีขาว อายุไม่เกิน 6 เดือน)
  2. หนังสือเดินทางตัวจริง และหนังสือเดินทาง 1 ฉบับ
  3. ประวัติหนังสือเดินทาง (สามารถขอเอกสารได้ที่กรมการกงสุล กระทรวงต่างประเทศ)
  4. หลักฐานการปฏิเสธ K-ETA เฉพาะผู้ที่ไม่ได้รับอนุมัติ (จากที่ได้กล่าวไปข้างต้น วีซ่าท่องเที่ยวเกาหลีสามารถสมัครได้หลังจากได้รับการปฏิเสธจาก K-ETA)
  5. หนังสือรับรองการทำงานเป็นภาษาอังกฤษ ระบุทั้งตำแหน่งและเงินเดือน (กรณีเป็นเจ้าของธุรกิจให้แนบเป็นหนังสือรับรองจดทะเบียนบริษัท ฉบับภาษาอังกฤษ และได้รับการรับรองจากกรมการกงสุล) ทั้งนี้หากใครไม่มีหนังสือรับรองการทำงาน หรือไม่มีหนังสือรับรองจดทะเบียนบริษัท ต้องเขียน Explanation Letter เพื่ออธิบายลักษณะงานหรือธุรกิจของตนเอง แหล่งที่มารายได้ (ทั้งหมดเป็นภาษาอังกฤษ) พร้อมลงวันที่และลายมือชื่อ
  6. รายการเดินบัญชีออมทรัพย์ส่วนบุคคล (Statement) ย้อนหลัง 6 เดือนล่าสุด โดยนับจากวันที่สมัครไม่เกิน 2 สัปดาห์
  7. เอกสารหลักฐานการจองโรงแรมที่พักระหว่างอยู่ในประเทศเกาหลี
  8. แผนการท่องเที่ยว กำหนดการต่าง ๆ ในแต่ละวัน (ฉบับภาษาอังกฤษ)
  9. หลักฐานการจองตั๋วเครื่องบินเดินทางไป-กลับ หรือเดินทางต่อไปยังประเทศอื่น
  10. ค่าธรรมเนียม 1,020 บาท (อาจมีการเปลี่ยนแปลงตามข้อกำหนดของทางสถานทูตได้)

ขั้นตอนการสมัครวีซ่าท่องเที่ยวเกาหลี

นำเอกสารทั้งหมดที่เตรียมไว้ไปยื่นกับทางสถานทูตเกาหลีระหว่างเวลา 08.30 – 11.00 น. (ไม่ต้องจองคิวล่วงหน้า) 

ปล.กรณีส่งผู้แทนไปยื่นขอวีซ่าต้องมีใบมอบอำนาจตามแบบฟอร์มที่ทางสถานทูตฯ กำหนด พร้อมสำเนาบัตรประชาชนหรือสำเนาพาสปอร์ตของผู้รับมอบอำนาจ 

  1. เมื่อไปถึงให้กดคิวเบอร์ 0 สำหรับวีซ่าท่องเที่ยว
  2. พอถึงคิวของตนเองให้ทำการยื่นเอกสารทุกอย่างให้ครบทั้งหมด ทางสถานทูตฯ จะตรวจสอบความเรียบร้อยของเอกสารจากนั้นจึงชำระค่าธรรมเนียม เป็นอันเสร็จวิธีขอวีซ่าเกาหลี โดยผู้สมัครต้องทำการรอผลพิจารณาต่อไป
  3. กรณีต้องยื่นเอกสารเพิ่มเติม (หากได้รับการติดต่อจากทางสถานทูตฯ) สามารถเข้ามายื่นได้ระหว่างเวลา 13.30 – 15.00 น. โดยไม่ต้องจองคิวล่วงหน้า เมื่อมาถึงให้กดคิวเบอร์ 1 แล้วรอเรียกได้เลย ทั้งนี้สามารถให้ผู้อื่นมายื่นเอกสารเพิ่มเติมแทนได้แต่ต้องนำใบรับผลวีซ่าตัวจริงมายืนยันด้วย
  4. หลังจากยื่นเอกสารทั้งหมดตามขั้นตอนต่างๆ ที่ได้กล่าวไปแล้ว ให้รอผลจากทางสถานทูตฯ 4 สัปดาห์ (เวลาทำการ) ซึ่งหากวีซ่าของคุณผ่านการอนุมัติต้องเดินทางมารับผลด้วยตนเอง ทางสถานทูตฯ จะคืนเล่มหนังสือเดินทางให้ระหว่างเวลา 13.30 – 15.00 น. (ยกเว้นวันเสาร์ – อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์) แต่หากวีซ่าท่องเที่ยวเกาหลีถูกปฏิเสธจะไม่สามารถยื่นอุทธรณ์ได้ และถ้าหากสมัครทำวีซ่าเกาหลีใหม่อีกครั้งจะต้องทิ้งระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 2 เดือน นับตั้งแต่วันประกาศผล
อาหารเกาหลี

สถานที่ในการขอวีซ่าท่องเที่ยวเกาหลี

ปัจจุบัน หากต้องการทำวีซ่าท่องเที่ยวเกาหลีในประเทศไทยสามารถทำได้แค่ที่เดียวเท่านั้น นั่นคือสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย

ที่อยู่: 23 ถนน เทียมร่วมมิตร รัชดาภิเษก ห้วยขวาง กรุงเทพฯ 10310  

ทั้งนี้ในกรณีต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำวีซ่าเกาหลี ทางสถานทูตฯ จะมีช่องทางติดต่อวิธีเดียวนั่นคือ ส่งข้อมูลผ่านอีเมล [email protected] ไม่สามารถติดต่อสอบถามผ่านเบอร์โทรศัพท์ใด ๆ ได้ทั้งสิ้น

ข้อควรรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับวีซ่าท่องเที่ยวเกาหลี

เมื่อวีซ่าท่องเที่ยวเกาหลีของคุณได้รับการอนุมัติเป็นที่เรียบร้อย ก็สามารถเดินทางไปเที่ยวเกาหลีได้ทุกพื้นที่ตามความต้องการของตนเองไม่ว่าจะเป็นเมืองท่องเที่ยวหลักๆ อย่าง กรุงโซล เมืองหลวงของประเทศโดดเด่นในด้านความทันสมัย เทคโนโลยี ความสะดวกสบาย เกาะเชจู เกาะตอนใต้ของประเทศ ได้ชื่อว่าเป็นพื้นที่ที่น้ำทะเลสวยสุดในเกาหลี เมืองปูซาน เมืองท่าทางตอนใต้ที่มักมีเทศกาลพิเศษจัดขึ้นตลอด เมืองอินชอน ประตูสู่เกาหลียุคใหม่ ศูนย์กลางด้านการคมนาคม เป็นต้น 

จากข้อมูลต่างๆ ในการยื่นวีซ่าเกาหลีจริงแล้วไม่ใช่เรื่องยุ่งยาก (ไม่ต่างกับการยื่นวีซ่าเข้าประเทศอื่น) ทั้งนี้หากใครยังกังวลใจอยู่ก็อยากแนะนำให้ซื้อประกันเดินทางต่างประเทศเอาไว้ด้วยเพื่อเป็นอีกข้อยืนยันการเข้าประเทศเกาหลีอีกด้วย

 

เที่ยวตลาดกลางคืนเกาหลี

สรุป 

นี่คือข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับวิธีขออนุญาตเพื่อเข้าประเทศเกาหลีฉบับปี 2024 ทั้ง K-ETA และวีซ่าท่องเที่ยวเกาหลี ขอย้ำว่าคนที่จะไปเที่ยวเกาหลีควรขอ K-ETA เป็นอันดับแรกก่อน และหากไม่ผ่านการอนุมัติจากระบบ K-ETA ก็ต้องทำการขอวีซ่าท่องเที่ยวเกาหลีตามขั้นตอนที่ระบุเอาไว้ และเมื่อขอวีซ่าผ่านเรียบร้อย เตรียมพร้อมสำหรับการตะลุยดินแดนกิมจิแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่ห้ามลืมเด็ดขาดนั่นคือ การซื้อ ประกันเดินทางเกาหลี เพื่อความอุ่นใจทางการเงินหากเกิดเหตุไม่คาดฝัน ซึ่งประกันเดินทางที่อยากแนะนำคือ ประกันเดินทางต่างประเทศ จาก LUMA แค่เลือกประเทศที่จะเดินทางก็มีแผนประกันที่เหมาะสมระบุเอาไว้ให้ครบถ้วน ซื้อง่ายผ่านออนไลน์ภายในไม่กี่นาที มีบริการช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมง ทริปหาอปป้าคราวนี้ฟินยิ่งกว่าเดิม

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเดินทางในเกาหลีใต้:

DBD logo

ใบอนุญาตจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

เลขที่ 0105555036794

OIC logo

ใบอนุญาตนายหน้าประกันวินาศภัย เลขที่00008/2555  

ใบอนุญาตนายหน้าประกันภัย เลขที่ ช00012/2564

BOI logo

ได้รับการรับรองจาก BOI 2927/2555

บริษัท ลูม่า แคร์ จำกัด, 57 ปาร์คเวนเชอร์ อีโคเพล็กซ์ ชั้น 9 ยูนิต 912 ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330

Copyright © 2026 lumahealth.com. All Rights Reserved.   นโยบายความเป็นส่วนตัว