เช็กลิสต์ 5 ของกินเกาหลีห้ามพลาด 2568 เมื่อเที่ยวดินแดนกิมจิ

ประเทศเกาหลีถือเป็นอีกดินแดนที่แต่ละปีมีคนไทยเดินทางเที่ยวเป็นอันดับต้น ๆ ด้วยเหตุผลสำคัญมาจากความนิยมของซีรี่ย์เกาหลีในบ้านเรา พอได้เห็นโอปา นูน่าทั้งหลายกินอาหารเกาหลีก็เกิดความอยากแม้ในเมืองไทยมีร้านอาหารเกาหลีหลายแห่งแต่ยังไงก็คงไม่ฟินเท่ากับไปสัมผัสรสชาติแบบออริจินัลด้วยลิ้นของตัวเองอย่างแน่นอน เอาเป็นว่าถ้าใครมีโอกาสได้เที่ยวเกาหลี ต้องไม่พลาดทีเด็ด 5 ของกินเกาหลีรสชาติต้นตำรับแท้ ๆ จากสูตรของอาจุมม่าเด็ดขาด 

5 ของกินเกาหลีต้องโดน เมื่อมีโอกาสไปเที่ยวเกาหลี 

ก่อนอื่นต้องขออธิบายสักนิดว่าของกินเกาหลีไม่ได้ดังแค่กิมจิอย่างเดียวนะ เพราะนั่นคือเครื่องเคียงประจำชาติที่คนเกาหลีต้องมีไว้ไม่ว่าจะกินอาหารอะไรก็ตามถึงขนาดมีคำกล่าวว่า หากพวกเขาไม่ได้กินกิมจิเพียงวันเดียวก็เหมือนขาดอะไรในชีวิต ซึ่งใครที่เดินทางไปเที่ยวเกาหลีแล้วนี่คือ 5 อาหารเกาหลีที่บอกได้แค่ว่า อย่าพลาดด้วยประการทั้งปวง 

ของกินเกาหลี

ไก่ทอดเกาหลี (Korean fried chicken)  

เริ่มด้วยอาหารเกาหลีจานแรกที่แฟน ๆ ไก่ทอดเชื่อว่าต้องเคยลองตอนอยู่เมืองไทย แต่ยังไงก็ฟินถึงใจไม่เท่ากับการได้กินตอนเที่ยวเกาหลีแน่ ภาษาบ้านเขาจะเรียกว่า “ชีคิน” สูตรที่ได้รับความนิยมจะเป็นสูตรออริจินัลและสูตรเผ็ด ต้องเป็นไก่รุ่นอายุน้อยขนาดตัวเล็กถึงกลางไม่ใหญ่เกินไปเพื่อให้เนื้อนุ่มละมุน ไม่เหนียว  

ความพิเศษของไก่ทอดที่นี่คือหลังจากหมักไก่จนได้ที่ด้วยสูตรพิเศษที่มีส่วนผสมของเครื่องเทศ เกลือ น้ำตาล ตัวแป้งจะถูกทำให้กรอบจากนั้นใช้วิธีทอด 2 ครั้ง จึงทำให้รสชาติมีความหนังกรอบนอกแบบกัดแตกกระจาย แต่ไม่มันเยิ้มจนเลี่ยน หลังจากทอดเสร็จมักมีการนำมาทาซอสด้วยแปรงเคลือบจนทั่ว สามารถกินเป็นของทานเล่นก็ได้ แต่ถ้าแบบดั้งเดิมเขาต้องกินคู่กับเบียร์เย็น ๆ รับรองฟินไม่ลืมแน่ 

ของกินเกาหลี

ซัมกเยทัง (Samgyetang) 

มาต่อกันที่อาหารเกาหลีจานต่อไป ใครที่เป็นสายรักสุขภาพ รับรองว่าจะต้องชอบของกินเกาหลีจานนี้แน่นอน ซัมกเยทัง หรือที่คนไทยเรียกว่า ไก่ตุ๋นโสม โดยการนำสมุนไพรต่าง ๆ เช่น รากโสม พุทราจีน ข้าวเหนียว มายัดในไก่และนำไปตุ๋นจนเนื้อไก่เปื่อยนุ่ม ปรุงรสด้วยเกลือ พริกไทย มักเสิร์ฟมาในหม้อหิน 

ส่วนวิธีการทาน จะทานเปล่า ๆ หรือทานคู่กับเครื่องเคียงอย่างกิมจิ กระเทียมฝาน พริกเขียว  หรือบางร้านก็มีน้ำจิ้มมาให้ คนเกาหลีมักจะนิยมทานอาหารเกาหลีนี้ในช่วงฤดูร้อน โดยเชื่อว่าสมุนไพรทั้งหลายจะช่วยปรับสมดุลต่าง ๆ ในร่างกาย บำรุงสุขภาพ รวมถึงคนเกาหลีเชื่อว่าการทานของร้านในช่วงฤดูร้อน เหงื่อจะออก และส่งผลดีต่อสุขภาพ ถ้าได้ไปท่องเที่ยวเกาหลี ก็อย่าพลาดที่จะไปลิ้มลองของกินเกาหลีจานนี้ 

ของกินเกาหลี

ซุนแด (Sundae) 

อาหารเกาหลีจานนี้อาจจะไม่เป็นที่รู้จักของคนไทยมากนัก แต่ถ้าใครได้มีโอกาสได้ไปเที่ยวเกาหลี ก็จะเห็นของกินเกาหลีนี้วางขายอยู่ในร้านอาหารหรือร้านแผงลอยข้างทางทั่วไป ซุนแดที่ว่านี้เป็นไส้กรอกเลือดของเกาหลี ทำจากการนำส่วนประกอบอย่างเลือดหมูหรือเลือดวัว วุ้นเส้นเกาหลี ข้าว และผัก  มาคลุกเคล้ารวมกันก่อนปรุงรส แล้วจึงเอายัดในไส้หมูหรือไส้วัว และนำไปนึ่งจนสุก เมื่อสุกแล้วสีจะดำคล้ำ 

ถึงแม้ว่าอาหารเกาหลีจานนี้จะดูไม่ค่อยน่าทานเท่าไหร่นัก แต่รับรองว่าถ้าได้ชิมแล้วอาจจะติดใจ โดยอาจจะจิ้มกินกับเกลือพริกไทย จิ้มกินกับซอสโคชูจัง หรือจะทานคู่กับซอสต๊อกบกกีก็อร่อยไม่แพ้กัน ถ้ามาเที่ยวเกาหลีแล้ว อย่าพลาดที่จะมาลิ้มลองของกินเกาหลีจานนี้ 

ของกินเกาหลี

ปูดองเกาหลี (Ganjang Gejang) 

ใครเป็นสายของดอง อยากสัมผัสกับรสชาติแสนอร่อยตามแบบฉบับเกาหลีแนะนำให้ลองเมนูนี้ได้เลย นี่คืออาหารเกาหลีที่กำลังเป็นกระแสนเมืองไทยแต่จริง ๆ หากใครเคยไปเยือนมาแล้วจะรู้ว่าได้รับความนิยมมายาวนานมาก วิธีปรุงจะใช้ปูตัวเมียสด ๆ มีไข่อยู่ข้างใน ขนาดตัวกำลังดีที่จับได้จากทะเลไปดองกับเครื่องปรุงและน้ำดองที่มีส่วนผสมของพริกเป็นหลัก บางสูตรอาจเพิ่มแอปเปิล หอมหัวใหญ่ เกลือ และอื่น ๆ จากนั้นจึงนำไปต้มเอาแค่น้ำ 

เมื่อส่วนผสมทุกอย่างลงตัวก็จะนำปูลงไปหมักไว้ในโหล เติมน้ำหมักที่เตรียมลงไปจนทั่ว ทิ้งไว้ประมาณ 2 สัปดาห์ วิธีกินคือต้องนำปูมาหั่นกลางและตัดขาเพื่อให้ได้ทั้งเนื้อและไข่ กินคู่กับข้าวสวยเกาหลีและสาหร่าย แผ่นผ่านไฟให้กรอบ โรยพริก กระเทียมซอย รสชาติจัดว่าเด็ดโดนใจใครก็ต้องหลงรักแน่ 

ของกินเกาหลี

บะหมี่เย็นเกาหลี (Naengmyeon) 

ปิดท้ายกันด้วยของกินเกาหลีอีกประเภทที่มีชื่อเสียงและได้รับความนิยมไม่แพ้กัน เส้นบะหมี่มักทำจากเมล็ดบัควีต สีจึงออกเทา ๆ เล็กน้อย เสิร์ฟในน้ำซุปแบบเย็นมีชื่อเรียกว่า “ซุปทงชิมิ” ทำจากน้ำผักดองที่มีส่วนผสมของไชเท้าดอง สาลี่ พริกเขียว บางเจ้าเพิ่มเมล็ดทับทิมให้ออกเป็นสีชมพูสวย  

มีการเคี่ยวด้วยกระดูกวัวหรือหมู รอให้เย็นแล้วเสิร์ฟ หรือบางร้านอาจใส่น้ำแข็งตามเข้าไปสมชื่อกับความเย็นฉ่ำก็ตามสะดวก ด้านบนท็อปด้วยแตงกวา สาลี่หั่นเส้น ไข่ต้ม และเนื้อสัตว์ตามชอบ โรยงายเป็นอันเสร็จสิ้น เหมือนดูเรียบง่ายแต่แฝงไว้ด้วยความอร่อยและความซับซ้อนของอาหารมากทีเดียว 

ปักหมุด 3 ย่านแนะนำตะลุยชิมของกินเกาหลีแบบจัดเต็ม 

หลังทำความรู้จักกับของกินเกาหลีที่ห้ามพลาดกันแล้ว คำถามต่อไปคือแล้วตอนไปเที่ยวเกาหลีควรต้องตะลุยชิมที่ไหนถึงจะเจอร้านดีร้านเด็ด จึงได้คัดเลือกเอามาฝากกันถึง 3 ย่านเด็ด บอกเลยปักหมุดแล้วพุ่งตรงด่วน ความอร่อยรออยู่เพียบ เก็บไว้ในแพลนเที่ยวของคุณกันตามสะดวก ไม่ผิดหวังแน่ 

ตลาดควางจัง – Gwangjang Market 

ตั้งอยู่ในย่านจองโนกู (Jongno-gu) กรุงโซล เปิดขายมานานมากกว่า 100 ปี เคยถูกทำลายลงในช่วงสงครามเกาหลีก่อนรัฐบาลและภาคประชาชนของประเทศเกาหลีมีการฟื้นฟูกลับมาใหม่อีกครั้ง ภายในตลาดมีของกินเกาหลีทั้งสูตรดั้งเดิม ไปจนถึงเมนูที่มีการดัดแปลงให้เข้ากับยุคสมัยอยู่เยอะมาก จะเรียกเป็นแหล่งรวมสตรีทฟู้ดขึ้นชื่อในเมืองหลวงก็คงไม่ใช่เรื่องผิดเท่าใดนัก แวะชิมต๊อกบกกี ไส้กรอกเลือดหมู ยุกฮเว หรือจะช้อปปิ้งอาหารสดก็ตามสะดวกเลย 

ทงแดมุน – Dongdaemun 

ใครที่ไปเที่ยวเกาหลีแล้วเป็นสายช้อปปิ้งจะต้องมีลิสต์ของย่านนี้อยู่บนแพลนของตนเองแบบไม่ต้องสงสัย พื้นที่การค้าขนาดใหญ่ตั้งอยู่ที่ย่าน Jung-gu กรุงโซล โอบล้อมด้วยทำเลของคอมเพล็กซ์มอลล์ขนาดใหญ่ รวมถึงจุดสตรีทฟู้ดที่มีร้านอาหารตั้งอยู่เรียงราย จึงไม่ใช่แค่การชิมอาหารเกาหลีแสนอร่อยเท่านั้น แต่ยังจัดเต็มเสื้อผ้า สินค้าแฟชั่น ของฝาก และอื่น ๆ กลับไปอีกเพียบ คุณสามารถมีเวลา 1 วันเต็ม ๆ ให้กับย่านนี้ได้เลย 

ตลาดนัมแดมุน – Namdaemun Market 

ปักหมุดที่สุดท้ายสำหรับคนที่อยากสัมผัสความอร่อยกับของกินเกาหลี ตั้งอยู่ในย่าน Jung-gu กรุงโซล เช่นกัน ถือเป็นตลาดขนาดใหญ่ในเมืองหลวงที่เปิดขายกันมาอย่างยาวนาน ยิ่งถ้าเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ผู้คนทั้งชาวเกาหลีและต่างชาติจะหลั่งไหลเข้ามาเดินเลือกซื้อของช้อปปิ้งกันอย่างไม่ขาดสาย และถ้าใครเป็นสายกินหากไปเยือนถึงประเทศเกาหลีแล้วตลาดแห่งนี้ก็มีร้านอาหารอร่อยให้เลือกเยอะมาก เช่น คิมบับสูตรดั้งเดิม เกี๊ยวทอดสไตล์เกาหลี ต๊อกบกกี โมจิ เนื้อหมักย่าง ขนมปังปิ้งถั่วแดง และอีกเพียบ 

สรุป 

เป็นยังไงกันบ้างสำหรับ 5 ของกินเกาหลีที่นำมาฝาก รวมถึง 3 ย่านเด็ดที่ต้องปักหมุดเมื่อไปเที่ยวเกาหลีหากคุณเป็นสายกินตัวจริง อย่างไรก็ตามนอกจากวางแพลนการเดินทางของตนเองแล้ว เรื่องของการซื้อประกันเดินทางต่างประเทศก็สำคัญไม่แพ้กัน หากเจ็บป่วยใด ๆ จะได้สบายใจเรื่องเงินทอง จึงขอแนะนำ ประกันเดินทางไปเกาหลีไปได้ทุกประเทศ ซื้อง่ายดายผ่านช่องทางออนไลน์ เลือกประเภทประกัน ระบุประเทศที่จะเดินทาง แจ้งข้อมวันเดินทางไปกลับ ก็มีแผนประกันน่าสนใจให้เลือกตามชอบ พร้อมบริการให้ความช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมง ดีงามขนาดนี้ไปกินให้ท้องแตกยังไหวเลย

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเดินทางในเกาหลีใต้:

ออฟฟิศซินโดรมคืออะไร? โรคฮิตทำลายสุขภาพที่ไม่ควรมองข้าม

ในปัจจุบันไลฟ์สไตล์ในการทำงานของแต่ละคนเปลี่ยนไปจากในอดีตมาก โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่เป็นมนุษย์เงินเดือนหรือพนักงานออฟฟิศที่วันทั้งวันต้องนั่งทำงานอยู่แต่หน้าจอคอมพิวเตอร์ เสร็จจากงานประจำก็ก้มหน้าก้มตาอยู่กับ
จอมือถือสมาร์ทโฟน เรียกได้ว่าเป็นพฤติกรรมที่ทำซ้ำ ๆ อยู่กับโต๊ะทำงานวันละหลายชั่วโมง ฝืนทำงานไปโดยแทบไม่ได้เปลี่ยนอิริยาบถ เช่น ยืน เดิน หรือเคลื่อนไหวอะไรเลย มารู้ตัวอีกทีก็เริ่มจะรู้สึกปวดเมื่อยเนื้อตัว ปวดคอ บ่า ไหล่ หลัง หรือเกิดอาการชาที่นิ้วและมือเข้าให้แล้ว อาการเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนว่า กำลังเป็นโรคฮิตที่ชื่อว่า ออฟฟิศซินโดรม” แล้วนั่นเอง

หลายคนยังเข้าใจว่าออฟฟิศซินโดรม เป็นเองได้ก็หายเองได้ ไม่รุนแรงอะไร ต้องบอกเลยว่าความคิดนี้อาจไม่ถูกต้องนัก เพราะหากปล่อยไว้จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพโดยรวม จนเป็นสาเหตุของโรคอีกมากมาย วันนี้เราจะพาไปดูสาเหตุต่าง ๆ พร้อมแนวทางการรักษาอย่างถูกวิธี

ออฟฟิศซินโดรม คืออะไร?

ออฟฟิศซินโดรม (Office syndrome) คืออาการปวดตึงบริเวณกล้ามเนื้อ รวมไปถึงอาการปวดหรือชา จากการอักเสบตามเนื้อตามตัว ส่วนใหญ่เกิดขึ้นกับกลุ่มคนวัยทำงานที่พฤติกรรมโดยส่วนใหญ่นั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ หรือใช้มือถือเป็นเวลานาน โดยไม่ค่อยได้เปลี่ยนท่าทางหรือขยับตัว เช่น การนั่งหลังค่อมจะทำให้กล้ามเนื้อต้นคอเกร็งอยู่ตลอดเวลา หรือการจับเมาส์ในท่าเดิมนาน ๆ จนมือชา นิ้วล็อก เกิดการบวมอักเสบ ซึ่งจากสถิติพบว่าคนไทยมากกว่า 80% มีอาการของโรคออฟฟิศซินโดรม ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เป็นคนทำงานออฟฟิศก็ตาม แต่ก็อาจจะเกิดจากการยกของหนัก หรือการนั่งทำงานแบบที่ผิดลักษณะได้ด้วยเช่นกัน แม้ว่าการนวดอาจจะช่วยทำให้อาการออฟฟิศซินโดรมทุเลาได้บ้าง แต่เมื่อผ่านไปสักระยะก็จะกลับมาเป็นอีก และอาจเป็นเรื้อรังมากขึ้น หากไม่รีบดูแลรักษา อาจจะลุกลามจนกลายเป็นโรคไมเกรน เส้นประสาทอักเสบ โรคความผิดปกติของโครงร่างกล้ามเนื้อ หรือโรคเกี่ยวกับระบบกระดูก และกล้ามเนื้อขั้นรุนแรงก็ได้

ออฟฟิศซินโดรม

โรคในกลุ่มออฟฟิศซินโดรมที่พบได้บ่อย

จากพฤติกรรมที่กล่าวไปข้างต้น นอกจากความเสี่ยงในการเป็นออฟฟิศซินโดรมมีสูงมากแล้ว ยังส่งผลต่ออาการต่าง ๆ ได้อีกหลายอาการ โดยเฉพาะโรคเกี่ยวกับระบบกระดูกและกล้ามเนื้ออื่น ๆ เช่น

  • ปวดกล้ามเนื้อและเยื่อพังผืด (Myofascial Pain Syndrome) ที่มักจะพบบริเวณคอ บ่า ไหล่
  • โรคเส้นประสาทข้อมือถูกกดทับ (Carpal Tunnel Syndrome)
  • นิ้วล็อก (Trigger Finger)
  • เอ็นกล้ามเนื้ออักเสบ (Tendinitis)
  • ปวดหลัง (Postural Back Pain)
  • อาการปวดเข่าด้านหน้า (Patellofemoral Syndrome)
  • กล้ามเนื้ออักเสบเรื้อรัง (Myofascial pain syndrome)
  • ความตึงตัวของเส้นประสาท (Nerve tension)
  • กล้ามเนื้อแขนท่อนล่างด้านนอกอักเสบ (tennis elbow)
  • ภาวะกล้ามเนื้อไม่สัมพันธ์กัน (Muscle Imbalance)
  • ปวดศีรษะเรื้อรัง (Chronic Migraine) จากการเกร็งของกล้ามเนื้อรอบศีรษะ
  • หลังยึด (back dysfunction)
  • โรคกระเพาะอาหาร ปวดเสียดท้อง (Dyspepsia)

วิธีป้องกันลดความเสี่ยงในการเป็นออฟฟิศซินโดรม

ในความเป็นจริงภาวะออฟฟิศซินโดรม นอกจากจะเกิดจากการทำงานอยู่ในท่าทางซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน หรืออยู่ในท่าทางการทำงาน ที่ไม่เหมาะสมอย่างต่อเนื่องแล้ว ก็อาจจะเกิดจากปัจจัยอื่น ๆ ได้ด้วยเช่นกัน เช่น ความเครียดจากงาน ร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอหรือแม้กระทั่งการทานอาหารไม่ตรงเวลา ซึ่งอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดออฟฟิศซินโดรม

ออฟฟิศซินโดรม

วิธีป้องกันและดูแลตัวเองในเบื้องต้น เพื่อลดความเสี่ยงในการเป็นออฟฟิศซินโดรม ทำได้ดังนี้

ปรับสภาพแวดล้อมการทำงานให้เหมาะสม

การปรับสภาพแวดล้อมการทำงาน มีส่วนสำคัญในการป้องกัน Office syndrome ได้เป็นอย่างดี บางครั้งการที่ต้องจดจ่ออยู่กับงานประจำ วันละหลาย ๆ ชั่วโมง ทำให้เราลืมปรับเปลี่ยนท่าทางให้อยู่ในท่าที่ผ่อนคลาย หรือการจัดโต๊ะ เก้าอี้อุปกรณ์สำนักงาน ให้ทำงานได้ง่ายโดยไม่ต้องฝืนร่างกาย เช่น

  • บริเวณที่นั่งทำงาน หากมีแสงสว่างเพียงพอ อากาศถ่ายเท หรือที่นั่งตั้งอยู่ใกล้หน้าต่าง สามารถมองเห็นวิวภายนอกได้ ก็จะสามารถเปลี่ยนอิริยาบถในการทำงานได้ง่ายขึ้น ควรจะพักสายตาทุก 15-20 นาที และปรับเปลี่ยนท่าทางจากการทำงานทุก ๆ 1 ชั่วโมง ยืดเส้นคลายกล้ามเนื้อ เพื่อผ่อนคลาย และลดความเครียด

  • การปรับเก้าอี้ทำงาน การนั่งจะส่งแรงกดน้ำหนักตัวลงบนหมอนรองกระดูกสันหลังมากกว่าการยืน การนั่งในท่าที่ถูกต้องตามสรีระ
    จะช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นออฟฟิศซินโดรมได้มาก นอกจากจะต้องนั่งหลังตรง คอตรงแล้ว การปรับเก้าอี้เพื่อให้มีท่านั่งที่ถูกต้อง ก็เป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจ เช่น
    • การปรับที่เท้าแขน การที่เท้าแขนเป็นแบบปรับระดับได้ ควรปรับให้ต่ำกว่าขอบโต๊ะพอประมาณ เวลาเท้าแขนให้อยู่ในลักษณะที่
      ไม่ต้องยกไหล่ จะได้ช่วยพยุงแขนขณะทำงาน
    • พนักพิงหลัง เก้าอี้ทำงานส่วนใหญ่ จะสามารถเอนไปด้านหลังได้ แต่ปัญหาสำคัญคือพนักเก้าอี้ควรจะรองรับหลังของเราได้เป็นอย่างดีด้วย หากรู้สึกว่ายังมีช่องว่างระหว่างหลังกับเก้าอี้ ควรหาเบาะหรือหมอนมารองหลังเพิ่ม จะช่วยลดการเกร็ง และทำให้นั่งหลังตรงได้มากขึ้น
    • ความสูงของเก้าอี้ ระดับความสูงของเก้าอี้ทำงานเป็นอีกเรื่องที่มองข้ามไปไม่ได้เลย การปรับความสูงของเก้าอี้ที่ดีจะทำให้เราไม่ต้องฝืนสรีระร่างกาย ช่วยให้มองจอคอมพิวเตอร์ได้ถนัด ไม่ต้องเงยหรือก้มหน้ามากเกินไป ความสูงของเก้าอี้ที่ดี ข้อศอก
      ขอบโต๊ะ และแขนต้องวางอยู่บนโต๊ะได้โดยไม่ต้องยกไหล่ โดยส่วนล่างคือ สะโพก หัวเข่า และข้อเท้าควรทำมุม 90 องศา
    • เท้าต้องวางติดพื้น การวางเท้าขณะนั่งทำงานให้เหมาะสม จะช่วยปรับสรีระการนั่งทำงานให้ดีขึ้น เพราะถึงแม้เราปรับเก้าอี้ให้พอดีแล้วก็ตาม แต่หากเท้ากลับลอยเหนือพื้นหรือแตะพื้นได้แค่ปลายเท้าก็อาจจะส่งผลต่อภาวะออฟฟิศซินโดรมได้เช่นกัน
      ดังนั้นหากเท้าไม่ถึงพื้นควรหาเก้าอี้ตัวเล็ก ๆ มาวางเป็นที่พักเท้า เพื่อให้ท่าทางการนั่งถูกต้อง


  • โต๊ะทำงานต้องสูงพอดี โต๊ะทำงานที่ดีควรสูงจากพื้นประมาณ 65-70 เซนติเมตร โดยให้ความสูงของที่วางคีย์บอร์ดสูงเท่ากับความสูงของพนักวางแขนเก้าอี้ เวลาทำงานสามารถใช้ข้อศอกรับน้ำหนัก โดยวางข้อศอกอยู่บนพนักวางแขนแบบเป็นธรรมชาติได้ตลอดเวลา โดยไม่ต้องฝืนร่างกายยกศอกขึ้นเวลาทำงาน

  • ความสูงของจอคอมพิวเตอร์ เมื่อปรับโต๊ะเก้าอี้ได้ดีแล้วก็ต้องมาปรับความสูงของจอคอมพิวเตอร์ ให้สัมพันธ์กันด้วยเช่นกัน จอคอมพิวเตอร์ควรปรับให้อยู่ระดับเดียวกันกับสายตา ควรมีระยะห่างประมาณ 12-18 นิ้วเพื่อจะได้ไม่ต้องก้มหรือเงยหน้าขณะมองหน้าจอ และควรปรับความสว่างของหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้พอดี ไม่สว่างหรือมืด เพื่อจะได้ไม่ต้องเพ่งจนเกร็งและเป็นการถนอมสายตาไม่ให้ทำงานหนักเกินไป

โรคออฟฟิศซินโดรมอาจจะป้องกันดูแลรักษาในเบื้องต้นได้ตามเหตุผลที่กล่าวเอาไว้ หากอาการยังไม่รุนแรงก็สามารถรักษาด้วยการออกกำลังกาย หรือทำกายภาพบำบัด

การทำกายภาพบำบัด มีจุดประสงค์ที่จะทำการรักษาอาการที่เป็น หรือ ผู้ป่วย เพื่อให้กลับมาสมบูรณ์และเคลื่อนไหวได้อย่างปกติให้มากที่สุด การทำกายภาพบำบัดบางครั้งใช้เวลาค่อนข้างนาน ในการฟื้นฟู หากอยู่ในกรุงเทพ ทาง LUMA ขอแนะนำ Bangkok Physiotherapy Center ที่พร้อมที่จะทุ่มเท และ ยกระดับของการรักษาอาการด้วยกายภาพบำบัด สำหรับสมาชิกของ LUMA สามารถเลือกแผนประกันสุขภาพที่มีความคุ้มครองของการทำกายภาพบำบัด และ เข้าใช้บริการ ที่ Bangkok Physiotherapy Center โดยไม่ต้องสำรองจ่ายเงิน เพราะ คลินิกนี้อยู่ในเครื่อข่ายของ LUMA

หากรู้ตัวว่าเข้าข่ายเป็นออฟฟิศซินโดรม การไปปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุอาการเป็นทางเลือกที่ดีเป็นสุดเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ที่จะตามมา และการทำประกันสุขภาพก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะช่วยให้ไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล หากวันหนึ่งวันใดเกิดเจ็บป่วยขึ้นมา สำหรับใครที่กำลังมองหาประกันสุขภาพดี ๆ อยู่สักกรมธรรม์ LUMA และผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์พร้อมที่จะให้แนะนำในการเลือกแผนประกันสุขภาพที่เหมาะสมสำหรับคุณและครอบครัวที่คุณรัก

โรคที่เป็นมาก่อน Pre-Existing Conditions คืออะไร?

เพราะประกันสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญที่ช่วยให้เราประหยัดเงิน แถมยังได้รับการรักษาที่ดีที่สุดในกรณีที่มีการเจ็บป่วยที่รุนแรงหรืออุบัติเหตุ  อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะซื้อประกันสุขภาพแผนใดแผนหนึ่ง ต้องแน่ใจว่าโรคไหนประกันสุขภาพคุ้มครองหรือมีข้อยกเว้น  แผนประกันสุขภาพส่วนใหญ่จะครอบคลุมโรคต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นหลังประกันสุขภาพมีผลบังคับใช้ โดยบริษัทประกันจะกำหนดโรคที่มีอยู่ก่อนหน้าที่จะเริ่มต้นเอาประกันว่ามีอะไรบ้าง

สภาพที่เป็นมาก่อนการเอาประกัน (Pre-existing Condition)

คำศัพท์ “ประกันสุขภาพ” หมายถึง การทำประกันภัยที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพของบุคคล โดยประกันสุขภาพนั้นจะคุ้มครองผู้เอาประกันในกรณีที่เกิดการเจ็บป่วย หรือต้องการรักษาพยาบาลเนื่องจากสภาพทางสุขภาพที่ผิดปกติ การเอาประกันสุขภาพส่วนใหญ่จะคุ้มครองค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ เช่น ค่าการตรวจวินิจฉัย ค่ารักษาพยาบาล ค่ายา หรือค่ารักษาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเจ็บป่วยหรือการรักษาสุขภาพของผู้เอาประกัน

ในกรณีที่เกิดการเจ็บป่วยหรือสภาพทางสุขภาพที่ผิดปกติขึ้นกับผู้เอาประกัน ผู้เอาประกันจำเป็นต้องแจ้งให้บริษัทประกันภัยทราบเพื่อเริ่มกระบวนการเรียกร้องค่ารักษา หากผู้เอาประกันไม่แจ้งให้บริษัททราบ บริษัทประกันภัยอาจไม่รับผิดชอบในการคุ้มครองค่ารักษาที่เกิดจากสภาพที่เกี่ยวข้องนั้น

อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่เกิดการเจ็บป่วยหรือสภาพทางสุขภาพที่ผิดปกติขึ้นกับผู้เอาประกันแล้วผู้เอาประกันแจ้งให้บริษัทประกันภัยทราบ และกรมธรรม์ประกันสุขภาพมีผลบังคับมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี บริษัทประกันภัยจะไม่สามารถปฏิเสธความคุ้มครองค่ารักษาที่เกี่ยวข้องกับสภาพที่ระบุได้ โดยไม่ว่าโรคที่เกิดขึ้นจะเป็นโรคเรื้อรังหรือเกี่ยวกับการบาดเจ็บหรือไม่ก็ตาม และไม่ว่าโรคเรื้อรังหรืออาการเจ็บป่วยดังกล่าวจะเคยปรากฏอาการมาก่อนหรือไม่ก็ตาม และไม่ว่าผู้เอาประกันจะเคยปรึกษาแพทย์ในระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมาหรือไม่ก็ตาม กรมธรรม์ประกันสุขภาพยังคงมีผลคุ้มครองค่ารักษาที่เกี่ยวข้องนั้นไว้ตามเดิม

โรคที่มีอยู่ก่อนหน้าที่ประกันสุขภาพส่วนใหญ่กำหนดไว้ และอาจไม่คุ้มครองได้แก่

  1. 1. โรคที่เกิดจากอุบัติเหตุหรือความเจ็บป่วยในอดีตบางโรค เช่น ข้อเท้าหักในวัยเด็ก
  2. 2. โรคที่ไม่เคยได้รับการรักษาหรือได้รับคำปรึกษาทางการแพทย์ เช่น อาการปวด มีก้อนเนื้อมะเร็ง มีเลือดออก ฯลฯ
  3. 3. เป็นโรคหรืออยู่ในสภาพที่กำลังได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง เช่น มีการรักษาด้วยยาตามสั่งแพทย์ หรือการบำบัดอย่างต่อเนื่อง
  4. 4. โรคที่มีอยู่แล้ว แต่ยังตรวจไม่เจอ เช่น เนื้องอกที่กำลังโตในร่างกาย
โรคที่ประกันไม่คุ้มครอง

แจ้งโรคต่าง ๆ ต่อบริษัทประกันทุกครั้งเมื่อทำประกันสุขภาพ

วิธีที่ดีที่สุดที่จะทราบได้ว่า โรคที่มีอยู่ก่อนหน้าของคุณจะได้รับการคุ้มครองหรือไม่ก็เริ่มจากการแจ้งรายละเอียดข้อมูลทางการแพทย์และสอบถามเรื่องเงื่อนไขและข้อตกลงต่าง ๆ เพิ่มเติมเกี่ยวกับโรคที่มีอยู่ก่อนหน้า หรือถ้าจะให้ง่ายขึ้น คุณสามารถสอบถามบริษัทประกันด้วยคำถามดังต่อไป

1. ไปพบแพทย์หนึ่งสัปดาห์หลังจากเริ่มทำประกันสุขภาพจะได้รับความคุ้มครองหรือไม่

ทั้งนี้ มีความเป็นไปได้อยู่ 2 กรณีคือ:

– หากการพบแพทย์นั้นเกี่ยวข้องกับโรคหรืออาการที่เกิดขึ้นก่อนที่จะซื้อประกันสุขภาพ เช่น ไปพบแพทย์ด้วยอาการปวดขาขวาที่เกิดขึ้นก่อนหน้าที่จะซื้อประกัน ก็จะถือว่าเป็นโรคที่มีอยู่ก่อนหน้าแล้ว และแผนประกันสุขภาพส่วนใหญ่จะไม่คุ้มครอง

– ในทางกลับกัน หากไม่มีอาการในวันที่เริ่มแผนประกันสุขภาพ แต่หนึ่งสัปดาห์ต่อมามีการติดเชื้อมาลาเรีย ซึ่งทำให้ต้องรักษาในโรงพยาบาล แผนประกันสุขภาพส่วนใหญ่จะคุ้มครองทันที เนื่องจากไม่ใช่ “โรคที่มีก่อนหน้า”

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ซื้อประกันสุขภาพควรทราบไว้ว่า แผนประกันสุขภาพอาจมีข้อกำหนดระยะเวลารอ (waiting period) สำหรับผลประโยชน์ชดเชยจากการเจ็บป่วยบางอย่าง

2. จะเกิดอะไรขึ้นหากไม่มีโรคหรืออาการใด ๆ ก่อนซื้อประกันสุขภาพ แต่หลังจากนั้น ได้รับการวินิจฉัยว่ามีเนื้องอกในร่างกายมาแล้วหลายเดือนก่อนหน้าที่จะเริ่มแผนประกัน กรณีแบบนี้จะได้รับความคุ้มครองหรือไม่

ในสถานการณ์เช่นนี้ อาจเกิดความเป็นไปได้ 2 กรณี เช่น:

– บริษัทประกันสุขภาพบางแห่งจะถือว่า เนื้องอกนี้เป็นโรคที่มีอยู่ก่อนหน้าแล้ว เพราะเกิดขึ้นก่อนประกันสุขภาพเริ่มมีผล จึงทำให้แผนประกันที่ซื้ออาจไม่คุ้มครอง

– ในทางกลับกัน บริษัทประกันสุขภาพบางที่จะไม่ถือว่าเนื้องอกเป็นโรคที่มีอยู่ก่อนหน้า เนื่องจาก มาทราบภายหลังที่แผนประกันสุขภาพจะเริ่มมีผล

3. หากกำลังรักษาโรคบางอย่างด้วยยาตามแพทย์สั่ง หรือกำลังเข้ารับการรักษาโรคบางโรคอยู่ จะได้รับความคุ้มครองหรือไม่

ในกรณีนี้ แนะนำให้ผู้ที่จะซื้อประกันปรึกษาผู้ให้บริการประกันสุขภาพโดยตรง เพราะประกันสุขภาพส่วนใหญ่จะไม่คุ้มครองการรักษาที่มีมาก่อนและเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม บางบริษัทประกันสุขภาพอาจคิดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมเพื่อให้ครอบคลุมโรคที่เกิดก่อนหน้าหรือสภาพการรักษาที่มีมาแล้วอย่างต่อเนื่อง

4. หากเคยมีอาการเจ็บป่วยหรือได้รับบาดเจ็บในอดีต และรักษาหายดีแล้ว จะได้รับความคุ้มครองหรือไม่ หากโรคนั้นกลับมาอีกครั้ง

– กรณีเช่นนี้จะขึ้นอยู่กับโอกาสของโรคที่จะกลับมาอีก และเงื่อนไขของแต่ละบริษัทประกันว่าจะคุ้มครองหรือไม่

ประกันสุขภาพช่วยประหยัดเงิน

สรุปคือ บริษัทประกันแต่ละแห่งมีเงื่อนไขที่แตกต่างกันในการพิจารณาความคุ้มครองโรคที่มีมาก่อนหน้า หากต้องการทำประกัน แนะนำให้อ่านให้เข้าใจ และแจ้งบริษัทประกันว่า ตัวเองมีโรคใดอยู่บ้าง และถามคำถามกับบริษัทประกันด้วยคำถามที่ตรงประเด็น เพื่อให้แน่ใจว่า คุณเข้าใจเงื่อนไขและข้อตกลงในเรื่องความคุ้มครองโรคต่าง ๆ ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อประกันสุขภาพ

DBD logo

ใบอนุญาตจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

เลขที่ 0105555036794

OIC logo

ใบอนุญาตนายหน้าประกันวินาศภัย เลขที่00008/2555  

ใบอนุญาตนายหน้าประกันภัย เลขที่ ช00012/2564

BOI logo

ได้รับการรับรองจาก BOI 2927/2555

บริษัท ลูม่า แคร์ จำกัด, 57 ปาร์คเวนเชอร์ อีโคเพล็กซ์ ชั้น 9 ยูนิต 912 ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330

Copyright © 2026 lumahealth.com. All Rights Reserved.   นโยบายความเป็นส่วนตัว