เดินทางเข้าญี่ปุ่น ต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้าง ปี 2025

อัพเดทข้อมูลล่าสุด: 

หากพูดถึงประเทศที่คนไทยเดินทางไปเยอะเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก ชื่อของ “ญี่ปุ่น” ต้องติดอันดับท็อปทรีแบบไม่มีข้อสงสัยใด ๆ ทั้งสิ้น แม้ในช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมาจะมีการปิดประเทศแต่พอทุกอย่างเริ่มกลับมาปกติและเปิดประเทศอีกครั้ง จุดมุ่งหมายในการเที่ยวญี่ปุ่นของคนไทยก็ไม่เคยห่างหายและจองตั๋วกันจนแน่นแทบทุกสายการบิน บวกกับค่าเงินเยนอ่อนตัวยิ่งทำให้ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ถูกลงกว่าเดิม ซึ่งใครที่วางแผนเตรียมตัวไปญี่ปุ่นมาดูเลยว่าต้องใช้เอกสารและมีขั้นตอนอะไรบ้าง 

Japan temple

วางแผนเที่ยวญี่ปุ่น 2025 ต้องเตรียมอะไรบ้าง 

สำหรับคนที่วางแผนการเดินทางไปท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่น การเตรียมตนเองให้พร้อมคือสิ่งสำคัญเพื่อจะได้ไม่ต้องมีปัญหาเมื่อไปถึงสนามบินปลายทาง ลดความเสี่ยงถูกส่งตัวกลับนอกจากอดเที่ยวแล้วยังเสียเงินก้อนโตโดยใช้เหตุอีกต่างหาก มาเช็กลิสต์กันทีละสเต็ปเลยว่าสิ่งที่ต้องทำมีอะไรบ้าง 

พาสปอร์ต 

ของสิ่งแรกในการเดินทางไปประเทศญี่ปุ่นและทุกประเทศบนโลกใบนี้ซึ่งนักเดินทางต้องมีติดตัวนั่นคือ “พาสปอร์ต” หรือหนังสือเดินทาง เปรียบได้กับบัตรประชาชนของแต่ละบุคคล ซึ่งต้องมีอายุเล่มไม่น้อยกว่า 6 เดือน การแสดงพาสปอร์ตของทุกคนจะเริ่มตั้งแต่ซื้อตั๋วเครื่องบิน (กรอกรายละเอียด) แสดงก่อนขึ้นเครื่องบิน และจุดสำคัญคือการแสดงให้กับเจ้าหน้าที่ ณ ด่านตรวจคนเข้าเมืองปลายทางในขั้นตอนของการตรวจคนเข้าทางนั่นเอง 

ตั๋วเครื่องบิน 

อีกสิ่งที่ขาดไม่ได้เด็ดขาดนั่นคือ “ตั๋วเครื่องบิน” สำหรับการไปเที่ยวญี่ปุ่น ไม่ใช่แค่การซื้อเพื่อให้ตนเองเดินทางไปกลับได้เท่านั้น แต่ตั๋วยังใช้สำหรับแสดงให้เจ้าหน้าที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองเห็นว่าคุณมีระยะเวลาในการพำนักอาศัยชัดเจน มีตั๋วสำหรับเดินทางกลับประเทศ ไม่ลักลอบอยู่ต่อแบบผิดกฎหมาย 

ลงทะเบียน Visit Japan Web 

มาถึงข้อสำคัญของคนที่อยากเที่ยวญี่ปุ่น นอกจากคุณจะวางแผนการเดินทางของตนเองเพื่อไปยังสถานที่เที่ยวต่าง ๆ ที่ลิสต์เอาไว้แล้ว หลังการกลับมาเปิดประเทศอีกครั้งนับจากสถานการณ์โควิด-19 ทางญี่ปุ่นได้มีข้อกำหนดระบุออกมาโดยชาวต่างชาติที่ต้องการเดินทางเข้าญี่ปุ่นนั่นคือการลงทะเบียน Visit Japan Web เป็นบริการให้ผู้ที่เดินทางทุกคนต้องยื่นข้อมูลผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ในการตรวจคนเข้าเมือง การตรวจศุลกากร และการกักตัว หลังถึงสนามบินปลายทางผ่านการแสดง QR Code กับทางเจ้าหน้าที่  

 

ซึ่งการลงทะเบียนมีเอกสารที่ต้องใช้ได้แก่ เล่มพาสปอร์ตที่ยังไม่หมดอายุ (มีอายุเกิน 6 เดือนก่อนวันหมดอายุ) และเป็นเล่มที่จะใช้จริงในการเดินทาง  

 

ขณะที่เอกสารใบรับรองการฉีดวัคซีน 3 เข็ม และผลตรวจ RT-CPR ในปัจจุบันไม่ต้องกรอกเอกสารแล้วตั้งแต่วันที่ 29 เมษายน 2566 ที่ผ่านมา เนื่องจากทางญี่ปุ่นได้จัดประเภทของโรคโควิด-19 ให้อยู่ประเภท 5 กลุ่มเดียวกับโรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล นั่นเท่ากับถ้าตอนนี้เหลือเพียงการกรอกข้อมูลในส่วน ตม. (Immigration) และ ข้อมูลศุลกากร (Declaration) ผ่าน Visit Japan Web เท่านั้น ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้ 

การลงทะเบียน

การกรอกข้อมูล Preparation for Immigration Clearance สำหรับการตรวจคนเข้าเมือง

ตอบคำถามตามที่เว็บสอบถาม ประกอบด้วย

Preparation for Customs Declaration สำหรับศุลกากร

ตอบคำถามซึ่งมีเป็น 3 ข้อใหญ่ ได้แก่ 

 

คุณได้นำสิ่งเหล่านี้เข้ามาในญี่ปุ่นด้วยหรือไม่?

(1)  สิ่งของต้องห้ามนำเข้าญี่ปุ่น เช่น ยาเสพติด อาวุธปืน ระเบิด 

(2)  วัตถุควบคุม เช่น เนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ สัตว์และพืช 

(3)  ทองคำแท่งหรือผลิตภัณฑ์ทองคำ 

(4)  สินค้า (ของซื้อ ของฝาก ของขวัญ) ที่เกินจากการได้รับยกเว้นภาษี 

(5)  สินค้าเชิงพาณิชย์ หรือตัวอย่างสินค้า 

(6)  สิ่งของอื่นใดที่ได้รับการร้องขอจากผู้อื่นให้นำเข้ามาในญี่ปุ่น 

 

คุณนำเงินสด เช็ค หลักทรัพย์ที่มีมูลค่าเกิน 1 ล้านเยน หรือโลหะมีค่าน้ำหนักเกิน 1 กิโลกรัม เข้ามาด้วยหรือไม่?

 

คุณมีสัมภาระต่างหากที่แยกส่งทางไปรษณีย์ รวมถึงแพ็คเกจขนย้ายสินค้าหรือไม่?

 

หลังจากลงทะเบียนเสร็จสิ้นและผ่านการอนุมัติเรียบร้อย คุณจะได้รับ QR Code เพื่อนำไปแสดงกับเจ้าหน้าที่ปลายทางของญี่ปุ่นในลำดับถัดไป (แนะนำให้แคปเก็บเอาไว้เลย) 

ติดตาม ข่าวสาร และ โปรโมชั่นต่างๆ

เดินทางเข้าญี่ปุ่น

ขั้นตอนการใช้งาน Visit Japan Web เมื่อถึงปลายทาง 

หลังผ่านขั้นตอนการกรอกข้อมูลผ่าน Visit Japan Web และได้รับอนุมัติเรียบร้อย ก็พร้อมสำหรับการเที่ยวญี่ปุ่นกันได้เลย ซึ่งปกติหากเป็นช่วงก่อนโควิดคุณต้องทำการกรอกข้อมูลผ่านเอกสารตรวจคนเข้าเมืองและตรวจศุลกากร แต่เมื่อญี่ปุ่นได้กำหนดกฎเกณฑ์ใหม่ให้ลงทะเบียนกับ Visit Japan Web เมื่อเดินออกจากประตูเครื่องบินไปตามเส้นทางที่กำหนด จะมีเจ้าหน้าที่ขอตรวจสอบทีละขั้นตอน เริ่มจากเมื่อถึงด่านตรวจคนเข้าเมืองก็โชว์ QR Code จากขั้นตอน Preparation for Immigration Clearance และเมื่อถึงด่านเจ้าหน้าที่ศุลกากรก็ให้โชว์ QR Code จากขั้นตอน Preparation for Customs Declaration หากไม่มีปัญหาใดก็ผ่านฉลุย เตรียมลุยดินแดนอาทิตย์อุทัยกันได้เลย 

คนไทยต้องทำการขอวีซ่าเดินทางเข้าญี่ปุ่นหรือไม่ 

ปัจจุบันทางหน่วยงานรัฐบาลของประเทศญี่ปุ่นยังคงทำการยกเลิกวีซ่าให้กับคนไทยที่อยู่ในกลุ่มผู้ถือหนังสือเดินทางแบบที่มี IC ชิพ และผู้ที่เดินทางท่องเที่ยวระยะสั้นพำนักอาศัยในประเทศไม่เกิน 15 วัน ดังนั้นหากคุณเดินทางเข้าญี่ปุ่นเพื่อเที่ยวไม่เกินระยะเวลาที่กำหนดก็ไม่ต้องขอวีซ่าให้ยุ่งยาก แต่สำหรับใครที่อยู่เกินกว่านั้นด้วยเหตุผลต่าง ๆ จะต้องดำเนินการขอวีซ่าตามประเภทที่ตนเองพำนักอาศัย  

tokyo-japan

สรุป 

จากข้อมูลทั้งหมดสำหรับคนที่ต้องการเดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่นจะเห็นว่ามีการปรับจากเดิมก่อนช่วงโควิดระบาดอยู่พอสมควร โดยเฉพาะเรื่องของการกรอกข้อมูลผ่าน Visit Japan Web และแสดง QR Code ให้กับเจ้าหน้าที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง และเจ้าหน้าที่ด่านศุลกากร แต่ไม่ถึงกับยุ่งยากมากนักสามารถทำตามวิธีที่บอกไว้ทั้งหมดได้เลย ไม่ต้องขอวีซ่าใด ๆ หากคุณพำนักอาศัยไม่เกิน 15 วัน  

และสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้เมื่อต้องไปญี่ปุ่นหรือประเทศใดก็ตามนั่นคือ ประกันเดินทางไปญี่ปุ่น  ซึ่งขอแนะนำประกันเดินทาง LUMA GO จาก LUMA สะดวกกว่าด้วยการซื้ออันแสนง่ายดายผ่านช่องทางออนไลน์ แค่เลือกประเภทประกัน ระบุประเทศที่เดินทาง พร้อมแจ้งวันเดินทางไปกลับ ก็มีแผนประกันน่าสนใจพร้อมความคุ้มครองดี ๆ ให้เลือกตามที่คุณต้องการ พร้อมบริการให้ความช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมง คุ้มครองการติดเชื้อโควิด-19 สบายใจพร้อมออกลุยทุกจุดที่คุณอยากสัมผัสได้เลย

อ่านเพิ่มเติม:

แพ้นมวัว แพ้แลคโตส คืออะไรกันแน่?

การพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องคนเอเชียและคนไทยที่แพ้แลคโตสเป็นเรื่องที่ค่อนข้างซับซ้อนและสามารถมีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้องกัน โดยปกติแล้วคนในภูมิภาคเอเชียและคนไทยมีความแตกต่างทางพันธุกรรม ระบบการย่อยอาหาร และวัยรุ่นแต่ละบุคคลก็ย่อมมีความคลาดเคลื่อนทางพันธุกรรมอีกด้วย

คนเอเชียและคนไทยมีการแพ้แลคโตสที่สูงกว่าคนในภูมิภาคอื่น ๆ เช่น คนยุโรป เป็นต้น ซึ่งอาจมีหลายปัจจัยที่มีผลมาก่อน อย่างเช่น พันธุกรรม เนื่องจากคนเอเชียและคนไทยมักมีพันธุกรรมที่ทำให้ระบบภูมิต้านทานและระบบย่อยอาหารแตกต่างจากคนยุโรป นอกจากนี้ยังมีปัจจัยสภาพแวดล้อม เช่น รูปแบบอาหารที่บริโภค วัฒนธรรมการบริโภคอาหาร และปัจจัยสุขภาพอื่น ๆ ที่มีผลต่อการพัฒนาระบบภูมิต้านทาน

แลคโตส คืออะไร?

แลคโตส (Lactose) เป็นน้ำตาลที่พบในนมและผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากนม เช่น นมวัว นมควาย นมแพะ เป็นต้น แลคโตสเป็นแหล่งพลังงานหลักสำหรับเด็กในช่วงเป็นทารก ซึ่งจะถูกย่อยและย่อยสลายด้วยเอนไซม์ที่เรียกว่าแลคเตส (lactase) ที่อยู่ภายในลำไส้เล็ก โดยแลคเตสจะแยกและย่อยแลคโตสให้เป็นกลุ่มสารประกอบที่เรียกว่ากลูโคส (glucose) และกาแลกโตส (galactose) เพื่อให้ร่างกายสามารถดูดซึมและนำไปใช้ประโยชน์ได้

แต่ในบางคนที่มีปัญหาในการผลิตแลคเตสไม่เพียงพอหรือไม่สามารถผลิตแคร์เอนไซม์แลคเตสได้อย่างเพียงพอ จะทำให้แลคโตสไม่ถูกย่อยและย่อยสลายในร่างกายได้ ทำให้เกิดอาการแพ้แลคโตส (lactose intolerance) ซึ่งอาการที่พบบ่อยคือ อาเจียน  อุจจาระร่วง คลื่นไส้อาเจียน และแน่นท้อง

การแพ้แลคโตสนั้นสามารถเกิดขึ้นในขั้นตอนต่าง ๆ ภายในร่างกาย เช่น การลดลงของเอนไซม์แลคเตส การลดลงของการส่งต่อแคร์เอนไซม์แลคเตส หรือความไม่สามารถดูดซึมแลคโตสเข้าสู่ลำไส้เล็กได้ เป็นต้น

การแพ้แลคโตสไม่ใช่การแพ้แบบแพ้ภูมิต้านทาน (allergic reaction) แต่เป็นสภาวะที่แลคโตสไม่สามารถย่อยและดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ การแพ้แลคโตสนั้นสามารถจัดการได้โดยการลดการบริโภคอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีแลคโตส เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีแคร์เอนไซม์แลคเตสเสริม  (lactase supplement) หรือเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีแลคโตสเป็นส่วนประกอบ อย่างเช่น นมถั่วเหลือง หรือนมพืช แต่สำหรับผู้ที่มีอาการรุนแรงควรปรึกษาแพทย์เพื่อการวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสม

Lactose infographic

การแพ้แลคโตสมีผลอย่างไรกับร่างกาย?

การแพ้แลคโตสสามารถมีผลอย่างไรกับร่างกาย ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของการแพ้แลคโตสและปริมาณแลคโตสที่บริโภค อาการที่พบบ่อยคือ:

ผื่นแพ้ผิวหนัง: ผื่นคันและแดงบริเวณผิวหนังเป็นอาการที่พบบ่อยเมื่อร่างกายไม่สามารถย่อยและดูดซึมแลคโตสได้เพียงพอ อาจมีผื่นรุนแรงและกระจายไปทั่วร่างกายหรือเกิดบริเวณบางส่วนของร่างกายเท่านั้น

อาการทางเดินอาหาร: การแพ้แลคโตสอาจส่งผลให้เกิดอาการอุจจาระร่วง เช่น ท้องเสีย แสบร้อนในท้อง คลื่นไส้อาเจียน และบวมท้อง อาการเหล่านี้เกิดเนื่องจากแลคโตสที่ไม่ถูกย่อยและดูดซึมเข้าสู่ลำไส้เล็ก เมื่อถึงในลำไส้ใหญ่แล้ว แลคโตสที่ยังไม่ถูกย่อยจะต้องถูกแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ย่อยและเกิดปฏิกิริยาที่ส่งผลให้เกิดอาการรบกวนทางเดินอาหาร

อาการทางระบบทางเดินหายใจ: บางคนที่แพ้แลคโตสรุนแรงอาจมีอาการหายใจเหนื่อย แน่นหน้าอก หายใจเบาหวาน หรือหายใจมีเสียงดัง เกิดจากการปล่อยสารฮิสตามีน (histamine) และปฏิกิริยาอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นในทางเดินหายใจเมื่อมีการสัมผัสแลคโตส

อาการแพ้แลคโตสจะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล และอาจมีความรุนแรงตั้งแต่เล็กน้อยจนถึงระดับรุนแรง หากมีอาการข้างต้นหลังการบริโภคแลคโตส แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เพื่อการวินิจฉัยและการจัดการอย่างถูกต้อง แพทย์อาจแนะนำให้ลดการบริโภคแลคโตสหรือเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีแลคโตส และในบางกรณีอาจให้ใช้แคร์แลคเตส (lactase supplement) เพื่อช่วยย่อยและดูดซึมแลคโตสในร่างกายได้ดีขึ้น

อาหารที่มีแลคโตส

อาหารที่กินแทนได้ สำหรับคนแพ้แลคโตส

การแพ้แลคโตส สิ่งที่คนมักจะเป็นห่วงที่สุดคือเรื่องขาดแคลเซียม แต่ไม่ต้องห่วง คุณยังสามารถใช้ชีวิตได้ปกติและเสริมแคลเซียมเข้าร่างกายโดยทาน

• ผักที่มีสีเขียวเข้ม เช่น ผักโขม ผักกาดเขียว ผักกวางตุ้ง ผักคะน้า ปวยเล้ง ใบชะพลู
• ผลไม้ โดยเฉพาะ ส้ม
• ธัญพืช
• นมถั่วเหลือง
• ถั่วแอลมอนด์

นมทางเลือกสำหรับคนแพ้แลคโตส

สมัยนี้มีการผลิตและจำหน่ายนมแบบไม่มีแลคโตสให้เลือกมากมาย ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ที่มีปัญหาความไม่ทนแลคโตสหรือแพ้อาหารที่มีแลคโตส นมแบบไม่มีแลคโตสมักจะผ่านกระบวนการย่อยและปรับสภาพแลคโตสให้ถูกต้อง โดยใช้เอนไซม์แลคเตสเสริมหรือกลไกการกรองเพื่อลดปริมาณแลคโตสในนม

นมที่แลคโตสฟรี มีอะไรบ้าง:

  • นมอัลมอนด์
  • กะทิ
  • เม็ดมะม่วงหิมพานต์
  • นมถั่วเหลือง
  • น้ำนมข้าว
  • นมเฮเซลนัท
  • นมข้าวโอ๊ต
  • นมพิสตาซิโอ

นมแบบไม่มีแลคโตสมักมีรสชาติและคุณสมบัติที่คล้ายกับนมธรรมชาติ และสามารถใช้ทดแทนนมทั่วไปในอาหารและเครื่องดื่มได้ นอกจากนมแบบไม่มีแลคโตสแล้วยังมีผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่ผ่านกระบวนการแยกแลคโตสออก เช่น ชีสแบบไม่มีแลคโตส ไอศกรีมแบบไม่มีแลคโตส หรือเครื่องดื่มที่ใช้นมแบบไม่มีแลคโตสเป็นส่วนประกอบ

สรุปบทความ

การแพ้แลคโตสเป็นสภาวะที่ร่างกายไม่สามารถย่อยและดูดซึมแลคโตสได้เพียงพอ สาเหตุสำคัญของการแพ้แลคโตสคือ ร่างกายขาดการผลิตเอนไซม์แลคเตสหรือไม่สามารถผลิตแคร์เอนไซม์แลคเตสได้อย่างเพียงพอ ผลกระทบของการแพ้แลคโตสอาจเกิดทันทีหรือล่าช้าขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการแพ้แลคโตสและปริมาณแลคโตสที่บริโภค อาการที่พบบ่อยได้แก่ผื่นแพ้ผิวหนัง โดยอาการทางเดินอาหาร เช่น อุจจาระร่วงและผู่เบิ้ล และอาการทางระบบทางเดินหายใจ เช่น หายใจเหนื่อยและแน่นหน้าอก หากมีอาการข้างต้นหลังการบริโภคแลคโตส ควรปรึกษาแพทย์เพื่อการวินิจฉัยและการจัดการอย่างถูกต้อง อย่างไรก็ตาม การมีประกันสุขภาพที่ครอบคลุมและมีการคุ้มครองสูง สามารถทำให้อุ่นใจได้ ไม่ว่าเกิดเหตุอะไร สามารถมั่นใจว่าได้เข้าถึงมือแพทย์และปลอดภัยอย่างแน่นอน

อ่านเพิ่มเติม:

  • Plant-based food – ทำความรู้จักอาหารจากพืชและประโยชน์ที่ไม่ควรมองข้าม

อัปเดต 2025 รวมประเทศคนไทยไปเที่ยว ไม่ต้องขอวีซ่า สะดวกมาก!

ปี 2025 สถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ก็ลดลงอย่างต่อเนื่อง นั่นจึงเป็นเหตุผลให้หลาย ๆ ประเทศเริ่มทยอยเปิดรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเพื่อกระตุ้นพร้อมฟื้นฟูเศรษฐกิจของตนเองกันอีกครั้ง ซึ่งคนไทยถือเป็นอีกชนชาติที่เหล่าบรรดาสายเที่ยวเตรียมพร้อมกลับไปตะลุยเปิดประสบการณ์ใหม่เช่นกัน แต่ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยก่อนเที่ยวต่างประเทศทุกครั้งก็ยังคงแนะนำให้ซื้อประกันเดินทางต่างประเทศเอาไว้ หากมีเหตุฉุกเฉินทั้งบาดเจ็บ เจ็บป่วย จะได้ไม่ต้องกังวลค่ารักษาพยาบาล แล้วจะมีประเทศไหนคนไทยไปเที่ยว ไม่ต้องขอวีซ่าได้บ้าง ตามมาทางนี้เลย!!! 

พาสพอร์ตไทย

เช็กลิสต์ 36 ประเทศ คนไทยไปเที่ยว ไม่ต้องขอวีซ่า 

หลังห่างหายจากการเดินทางออกนอกประเทศไม่ต่ำกว่า 2-3 ปี คงมีนักท่องเที่ยวชาวไทยจำนวนมากเตรียมตัวเพื่อการออกไปผจญภัยกันอยู่พอสมควร ทั้งนี้เข้าใจดีว่าหลายคนยังไม่อยากยุ่งยากเรื่องการขอวีซ่า จึงได้คัดมาให้เน้น ๆ ถึง 36 ประเทศไม่ขอวีซ่า คนไทยเดินทางเข้าและพำนักอาศัยอยู่ได้ตามระยะเวลาที่กำหนด อัปเดตล่าสุดจากข้อมูลของกรมการกงสุล วันที่ 6 มีนาคม 2568 ประกอบไปด้วย 

  • อาร์เจนติน่า พำนักอาศัยได้ 90 วัน 
  • บาห์เรน พำนักอาศัยได้ 14 วัน  
  • บราซิล พำนักอาศัยได้ 90 วัน  
  • บรูไน พำนักอาศัยได้ 14 วัน  
  • กัมพูชา พำนักอาศัยได้ 14 วัน  
  • ชิลี พำนักอาศัยได้ 90 วัน  
  • เอกวาดอร์ พำนักอาศัยได้ 90 วัน 
  • จอร์เจีย พำนักอาศัยได้ 365 วัน 
  • ฮ่องกง พำนักอาศัยได้ 30 วัน  
  • อินโดนีเซีย พำนักอาศัยได้ 30 วัน  
  • แอลเบเนีย  พำนักอาศัยได้ 90 วัน
  • ญี่ปุ่น พำนักอาศัยได้ 15 วัน  
  • คาซัคสถาน พำนักอาศัยได้ 30 วัน  
  • สาธารณรัฐเกาหลี พำนักอาศัยได้ 90 วัน  
  • คีร์กีซ พำนักอาศัยได้ 60 วัน    
  • ลาว พำนักอาศัยได้ 30 วัน  
  • มาเก๊า พำนักอาศัยได้ 30 วัน  
  • มองโกเลีย พำนักอาศัยได้ 30 วัน 
  • มาเลเซีย พำนักอาศัยได้ 30 วัน  
  • มัลดีฟส์ พำนักอาศัยได้ 30 วัน  
  • เมียนมาร์ พำนักอาศัยได้ 14 วัน   
  • ปานามา พำนักอาศัยได้ 180 วัน  
  • เปรู พำนักอาศัยได้ 90 วัน  
  • ฟิลิปปินส์ พำนักอาศัยได้ 30 วัน  
  • กาตาร์ พำนักอาศัยได้ 30 วัน  
  • รัสเซีย พำนักอาศัยได้ 30 วัน 
  • เซเชลล์ พำนักอาศัยได้ 30 วัน  
  • สิงคโปร์ พำนักอาศัยได้ 30 วัน  
  • สาธารณรัฐประชาชนจีน พำนักอาศัยได้ 30 วัน
  • ศรีลังกา พำนักอาศัยได้ 30 วัน
  • แอฟริกาใต้ พำนักอาศัยได้ 30 วัน  
  • ไต้หวัน พำนักอาศัยได้ 14 วัน  
  • ทาจิกิสถาน พำนักอาศัยได้ 30 วัน  
  • ตุรกี พำนักอาศัยได้ 30 วัน  
  • วานูอาตู พำนักอาศัยได้ 30 วัน  
  • เวียดนาม พำนักอาศัยได้ 30 วัน 
ผู้หญิงที่สนามบิน

ลิสต์ประเทศที่คนไทยสามารถขอ Visa on Arrival (VOA) ได้ 

นอกจาก 36 ประเทศด้านบนที่คนไทยไม่ต้องขอวีซ่าล่วงหน้าให้ยุ่งยากแล้วก็ยังมีอีกบางประเทศหากคนไทยอยากเดินทางไปจะสามารถขอ Visa on Arrival (VOA) ได้ คำถามคือวีซ่าประเภทนี้คืออะไร แล้วมีประเทศไหนที่คนไทยสามารถดำเนินการได้บ้าง มาเช็กข้อมูลด้วยกันเลย 

Visa on Arrival (VOA) คืออะไร 

สำหรับ Visa on Arrival หรือ VOA คือ ประเภทของวีซ่าสำหรับผู้ที่เดินทางเข้าประเทศนั้น ๆ สามารถทำการขอได้จากช่องทางอนุญาตด่านตรวจคนเข้าเมืองในประเทศดังกล่าว มีเงื่อนไขเพื่อการท่องเที่ยวและพำนักอาศัยไม่เกินจำนวนวันที่กำหนด อธิบายง่าย ๆ หากคุณเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศที่มีเงื่อนไขเหล่านี้กับประเทศไทยก็ไม่จำเป็นต้องทำวีซ่าที่เมืองไทยล่วงหน้าแต่สามารถดำเนินการผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองของสนามบินปลายทาง สะดวก รวดเร็วขึ้นกว่าเดิม 

ประเทศที่คนไทยสามารถขอ Visa on Arrival (VOA) ได้ 

หลังทำความเข้าใจกับ Visa on Arrival (VOA) กันเรียบร้อย คราวนี้มาเช็กลิสต์กันดีกว่ามีประเทศไหนที่นักท่องเที่ยวชาวไทยไม่ต้องรีบร้อนขอวีซ่าจากบ้านเรา จากนั้นค่อยไปดำเนินการที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองปลายทาง โดยได้ทำการรวมข้อมูลจากกรมการกงสุล อัปเดตล่าสุดวันที่ 15 กรกฏาคม 2567 มีทั้งหมด 23 ประเทศ ดังนี้ 

 

  • โบลิเวีย พำนักอาศัยได้ 30 วัน ค่าใช้จ่าย 135 USD (เฉพาะวีซ่าประเภทท่องเที่ยว) 
  • บาห์เรน พำนักอาศัยได้ 14 วัน
  • ฟิจิ พำนักอาศัยได้ 4 เดือน ไม่มีค่าธรรมเนียม  
  • จอร์แดน พำนักอาศัยได้ 30 วัน ค่าธรรมเนียม 40 JOD (ดีนาร์จอร์แดน)  
  • คีร์กีซสถาน พำนักอาศัย 15 วัน ค่าธรรมเนียม 50 USD และ พำนักอาศัย 1 เดือน ค่าธรรมเนียม 60 USD  
  • เคนยา พำนักอาศัยได้ 90 วัน
  • เนปาล พำนักอาศัย 15 วัน ค่าธรรมเนียม 25 USD พำนักอาศัย 30 วัน ค่าธรรมเนียม 40 USD และพำนักอาศัย  90 วัน ค่าธรรมเนียม 100 USD  
  • นามิเบีย พำนักอาศัยได้ 90 วัน
  • นีอูเอ พำนักอาศัยได้ 30 วัน ไม่มีค่าธรรมเนียม  
  • ปาปัวนิวกินี พำนักอาศัยได้ 60 วัน
  • โอมาน พำนักอาศัยได้ 30 วัน ค่าธรรมเนียม 20 OMR (เรียลโอมาน)  
  • อาร์มีเนีย พำนักอาศัยได้ 120 วัน
  • เอธิโอเปีย พำนักอาศัยได้ 90 วัน
  • อิหร่าน พำนักอาศัยได้ 30 วัน
  • โซมาเลีย พำนักอาศัยได้ 30 วัน
  • หมู่เกาะโซโลมอน พำนักอาศัยได้ 3    เดือน  ไม่มีค่าธรรมเนียม  
  • แทนซาเนีย พำนักอาศัยได้ 90 วัน 
  • โตโก พำนักอาศัยได้ 7 วัน
  • ตูวาลู พำนักอาศัยได้ 30 วัน
  • ติมอร์เลสเต พำนักอาศัยได้ 30 วัน ค่าธรรมเนียม 30 USD 
  • ยูกันดา พำนักอาศัยได้ 90 วัน
  • แซมเบีย พำนักอาศัย 90 วัน
นักเดินทาง

แนะนำประเทศไม่ต้องขอวีซ่า ที่คนไทยนิยมไปเที่ยว 

จากลิสต์ประเทศเที่ยวไม่ต้องใช้วีซ่าของคนไทยที่ระบุมาถือว่าเยอะมาก ขณะที่บางประเทศใช้แค่ VOA ก็สามารถเดินทางได้อย่างง่ายดาย อย่างไรก็ตามขอแนะนำประเทศไม่ต้องขอวีซ่าซึ่งคนไทยจำนวนมากนิยมไปเที่ยว ชอบประเทศไหนวางแผนแล้วเตรียมลุยได้เลย แต่ย้ำกันอีกครั้งไม่ว่าเดินทางไปชาติใดยังไงก็ควรมีประกันเดินทางต่างประเทศติดไว้เสมอ 

จอร์เจีย (เที่ยวได้ 365 วัน) 

นี่คือประเทศที่กำลังเป็นกระแสในเมืองไทยอย่างมากจากภูมิประเทศอันแสนแตกต่างด้านหนึ่งคือภูเขาสูงอันเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาคอเคซัส ขณะที่อีกด้านภูมิอากาศแบบชายทะเล แม้ตัวประเทศจะอยู่ในเอเชียแต่สถาปัตยกรรมและวัฒนธรรมที่มีประวัติยาวนานกว่า 2,500 ปี มักใกล้เคียงกับฝั่งทวีปยุโรปมากกว่า ส่วนใหญ่คนไทยนิยมเที่ยวต่างประเทศที่นี่ช่วงเดือนธันวาคม – กุมภาพันธ์ เนื่องจากสภาพอากาศหนาวเย็น จุดเที่ยวยอดฮิต เช่น โบสถ์เกอร์เกติ (Gergeti Trinity Church) สัมผัสวิวเทือกเขาคอเคซัสและโบสถ์ที่ถูกสร้างตั้งแต่ศตวรรษที่ 14 หรืออย่างเมืองถ้ำอุพลิสชิเค่ (Uplistsikhe) ซึ่งองค์การยูเนสโกยกให้เป็นมรดกโลกก็ดีงามมาก 

ญี่ปุ่น (เที่ยวได้ 15 วัน) 

ประเทศไม่ขอวีซ่าที่เชื่อว่าคนไทยอยากเดินทางไปมากที่สุด โดดเด่นทั้งเรื่องวัฒนธรรม อาหาร อัธยาศัยผู้คน สถาปัตยกรรม และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทุกอย่างมันดีงามไปหมด ซึ่งเมืองยอดนิยม เช่น กรุงโตเกียว ศูนย์รวมทุกสิ่งอย่าง สะดวกสบาย เมืองโอซาก้า เน้นเทคโนโลยี ความก้าวล้ำ แต่ยังผสานความคลาสสิกได้อย่างไม่เสื่อมคลาย เมืองเกียวโตจะเน้นวัฒนธรรม สถาปัตยกรรมโบราณ สถานที่เที่ยวตามธรรมชาติสวย ๆ ขณะที่เมืองซัปโปโรเหมาะกับช่วงฤดูหนาวแล้วไปเล่นหิมะ สกีรีสอร์ต แช่ออนเซนกลางหุบเขา ชอบแบบไหนจัดเลย 

สิงคโปร์ (เที่ยวได้ 30 วัน) 

อยากเที่ยวต่างประเทศใกล้ ๆ เดินทางแค่ 2 ชั่วโมง แถมไม่ต้องขอวีซ่า สิงคโปร์คือตัวเลือกชั้นยอด ไปชิมอาหารรสเลิศระดับมิชลินสตาร์หลายร้าน และสถานที่เที่ยวน่าสนใจซึ่งส่วนใหญ่สร้างด้วยฝีมือมนุษย์ รวมถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีก็ไม่เป็นสองรองใครด้วย สภาพอากาศจะคล้ายบ้านเราจึงไม่ต้องเตรียมเสื้อผ้าหนา ๆ ไปให้หนัก ไฮไลต์ที่เที่ยวยอดฮิต เช่น ถ่ายรูปกับเมอร์ไลอ้อน สิงโตพ่นน้ำสัญลักษณ์ของประเทศ สนุกกับ Universal Studio เครื่องเล่นสุดหรรษา และอื่น ๆ อีกเพียบ 

มาเลเซีย (เที่ยวได้ 30 วัน) 

ประเทศเพื่อนบ้านทางตอนใต้จึงนับว่าเดินทางง่าย เป็นประเทศไม่ขอวีซ่าที่คนไทยไปเที่ยวกันเยอะ จะโดยสารเครื่องบิน นั่งรถไฟ รถตู้ ก็ตามสะดวก วัฒนธรรมจะคล้ายกับพี่น้องภาคใต้ นับถือศาสนาอิสลามเป็นหลัก สภาพอากาศร้อนสลับฝน มีเวลาน้อยแค่ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ก็สามารถออกเที่ยวได้สบายมาก รวมถึงยังมีทะเลสวย ๆ ให้ได้สัมผัสกันด้วย ที่เที่ยวยอดนิยม เช่น เกาะปีนัง เกนติ้ง ตึกแฝดเปโตรนาส ย่านจอร์จทาวน์ ถ้ำบาตู เป็นต้น จะไปคนเดียว ไปกับแฟน หรือครอบครัวก็ไม่มีอะไรให้ต้องกังวลใจ 

ฮ่องกง (เที่ยวได้ 30 วัน) 

ปิดท้ายด้วยจุดหมายปลายทางที่คนไทยนิยมไปเที่ยวต่างประเทศโดยเฉพาะสายช้อปปิ้ง อัดแน่นด้วยย่านเศรษฐกิจ ร้านค้า ห้างสรรพสินค้าให้ใช้เงินซื้อของแบรนด์เนมราคาถูก และสินค้าอื่น ๆ อีกเพียบ จุดเที่ยวทางธรรมชาติก็ดีงาม ที่สำคัญอาหารอร่อยมาก ร้านระดับมิชลินไกด์ตั้งอยู่เยอะ ซึ่งไฮไลต์แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม เช่น วิคตอเรีย พีค กระเช้านองปิง ย่านจิมซาจุุ่ย วัดหวังต้าเซียน ฮ่องกง ดิสนีย์แลนด์ ศาลเจ้าแม่กวนอิม รีพัลส์เบย์ และอีกเพียบ จัดกระเป๋าเตรียมลุยได้เลย 

เที่ยวจอร์เจีย

สรุป 

นี่คือทั้งหมดของดินแดนที่คนไทยสามารถเที่ยวต่างประเทศได้แบบไม่ต้องขอวีซ่า แค่มีพาสปอร์ตก่อนหมดอายุ 6 เดือน และเตรียมพร้อมทั้งการเช่าโรงแรม จองตั๋วเครื่องบิน ก็สามารถไปเปิดประสบการณ์กันได้ เหนือสิ่งอื่นใดทุกครั้งที่เดินทางไปต่างประเทศอย่าลืมซื้อประกันเดินทางต่างประเทศเอาไว้เสมอ และถ้ายังไม่รู้จะเลือกซื้อกับเจ้าไหนดีขอแนะนำ ประกันเดินทาง จาก LUMA มีให้หลากหลายแผน สามารถเลือกประเทศที่จะเดินทางพร้อมแผนประกันที่เหมาะสมกับตนเองได้ผ่านช่องทางออนไลน์ ซื้อง่ายภายในไม่กี่นาที พร้อมบริการช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมง เดินทางอย่างมั่นใจ เที่ยวให้เต็มที่กันเลย 

การเลือกประเทศที่ไม่ต้องขอวีซ่าจะทำให้การเดินทางของคุณสะดวกและรวดเร็วขึ้น

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเดินทางไปยังประเทศที่ไม่ต้องขอวีซ่า:

DBD logo

ใบอนุญาตจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

เลขที่ 0105555036794

OIC logo

ใบอนุญาตนายหน้าประกันวินาศภัย เลขที่00008/2555  

ใบอนุญาตนายหน้าประกันภัย เลขที่ ช00012/2564

BOI logo

ได้รับการรับรองจาก BOI 2927/2555

บริษัท ลูม่า แคร์ จำกัด, 57 ปาร์คเวนเชอร์ อีโคเพล็กซ์ ชั้น 9 ยูนิต 912 ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330

Copyright © 2026 lumahealth.com. All Rights Reserved.   นโยบายความเป็นส่วนตัว