Plant-based food คืออะไร? ทำไมสุขภาพดีแถมช่วยลดโลกร้อน?

อาหาร plant based คืออะไร

เมื่อโลกสมัยใหม่มนุษย์เรามีอาหารหลากหลายชนิด อาหารจากพืช หรือ Plantbased food” ก็เป็นอาหารประเภทหนึ่งที่เริ่มมีการพูดถึงเพื่อสนับสนุนเหตุผลทางด้านสุขภาพ หรือเหตุผลทางด้านสิ่งแวดล้อม ถึงแม้ค่านิยมดั้งเดิมในการรับประทานอาหารของมนุษย์คือ “กินเพื่ออยู่” แต่ในโลกสมัยใหม่ การกินมีเหตุผลมากกว่าการกินเพื่อดำรงชีวิต อย่างไรก็ตามเทรนด์การรับประทานอาหารที่เน้นพืชเป็นหลัก ไม่ได้เพิ่งถือกำเนิดในช่วงทศวรรษปีมานี้ แต่เกิดขึ้นมานานแล้ว ไม่ว่าจะเป็น วีแกน มังสวิรัติ และอาหารเจ สำหรับอาหารจากพืช (Plant-based food) เป็นอาหารทางเลือกใหม่ที่เข้ามาเปิดประตูการรับประทานเพื่อสุขภาพ

Plant-based food และ plant-based diet คืออะไรกันแน่? 

Plant-based diet คือระเบียบการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ โดยการเน้นรับประทานอาหารจากพืช (Plant-based food) ยกตัวอย่างเช่น ผัก ผลไม้ ธัญพืช ถั่ว และเนื้อสัตว์จำลองที่ทำจากพืช 100 เปอร์เซ็นต์ การเริ่มต้นรับประทาน Plant-based diet เป็นการปรับมื้ออาหารให้มีพืชเป็นองค์ประกอบเยอะขึ้น รับประทานโปรตีนจากพืชแทนเนื้อสัตว์ ลดเกลือ น้ำตาล และเลือกใช้ไขมันจากพืชที่ดีต่อสุขภาพเช่น น้ำมันมะพร้าว น้ำมันมะกอก เป็นต้น 

ความเหมือนและความต่างของ อาหารจากพืช วีแกน มังสวิรัติ และ เจ   

ทั้งอาหารจากพืช (Plant-based food) วีแกน มังสวิรัติ และ เจ ล้วนเป็นลักษณะการรับประทานอาหารที่เน้นการรับประทานทานพืชเป็นองค์ประกอบหลัก แต่การทานอาหารทั้ง ประเภทมีรายละเอียดในแง่ของการเลือกบริโภคผลิตภัณฑ์บางชนิดและคตินิยมที่แตกต่างกัน ดังนั้นมาทำความรู้จัก วีแกน มังสวิรัติ และเจกันก่อนดีกว่า 

  • วีแกน (Vegan)

    เป็นการรับประทานอาหารที่ละเว้น ผลิตภัณฑ์จากสัตว์ทุกชนิด ทั้งเนื้อสัตว์ ผลิตภัณฑ์จากสัตว์จำพวกไข่และนม รวมไปถึงการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช่อาหารอย่างเสื้อผ้า เนื่องจากการรับประทานแบบวีแกนมีปรัชญาที่ต้องการหลีกเลี่ยง ลดทอน กีดกันการทารุณกรรมสัตว์และการแสวงหาผลประโยชน์จากสัตว์ 

  • มังสวิรัติ (Vegetarian)

    เป็นการรับประทานอาหารจากพืชที่มีการแบ่งชนิดและสิ่งที่รับประทานได้หลากหลายประเภท ตามจุดประสงค์ของแต่ละบุคคล  การรับประทานอาหารแบบมังสวิรัติมีปรัญชาที่ใกล้เคียงกับวีแกน แต่มังสวิรัติบางประเภทก็อนุญาตให้ทานไข่และปลาได้ ส่วนบางประเภทก็อนุญาตให้รับประทานผลิตภัณฑ์จำพวก นม เนย และชีสได้

  • เจ

    เป็นการรับประทานอาหารที่ละเว้นเนื้อสัตว์ตามคติความเชื่อดั้งเดิมของชาวไทยเชื้อสายจีน ซึ่งเราอาจคุ้นเคยกับการทานอาหารประเภทนี้ช่วงเทศกาลถือศีลกินเจทุกปี อย่างไรก็ตามเจถูกจัดอยู่ในการกินแบบมังสวิรัติ แต่ก็มีข้อปฏิบัติที่ยึดโยงกับศาสนาอยู่ด้วยส่วนหนึ่ง 

จะเห็นได้ว่าการรับประทานอาหารทั้ง 3 ประเภทมีพืชเป็นองค์ประกอบหลัก อาหารจากพืช (Plant-based food) จึงเป็นคำจำกัดความประเภทอาหารของ วีแกน มังสวิรัติ และ เจ แต่การรับประทานที่เน้นอาหารจากพืช (Plant-based diet) เป็นการเลือกรับประทานเพื่อประโยชน์ด้านสุขภาพ จึงยังไม่มีคตินิยมและกฏเกณฑ์ที่ชัดเจนเหมือน วีแกน ส่วนการตระหนักรู้ถึง การทารุณกรรมสัตว์และสิ่งแวดล้อม เป็นผลพลอยได้จากการรับประทานอาหารจากพืช ซึ่งผู้ที่รับประทานอาหารจากพืชสามารถผันตัวเข้าสู่การรับประทานแบบวีแกน หรือมังสวิรัติในภายหลังได้เช่นกัน 

 

อาหารจากพืช

นวัตกรรมเนื้อจากพืช (Plant-based meat) ตัวเลือกของคนชอบทานเนื้อสัตว์  

การรับประทานอาหารจากพืชอาจจะฟังดูไกลตัวสำหรับคนทั่วไปที่ทานอาหารหลากหลายทั้ง เนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ เนื้อจากพืชจึงเป็นนวัตกรรมที่เข้ามาช่วยให้การทาน Plant-based food ง่ายขึ้น เพราะเทคโนโลยีสมัยใหม่ไม่เพียงแต่ทำให้เนื้อจากพืช (Plant-based meat) มีหน้าตาดูเหมือนเนื้อสัตว์อย่างเดียว แต่ยังมีรสชาติที่ใกล้เคียงอีกด้วย นวัตกรรมนี้ทำให้อาหารจากพืชมีรสชาติที่อร่อยและเข้าถึงง่ายขึ้น โดยปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์หลายแบบให้เลือกสรร ทั้งหมู เนื้อ ไก่ กุ้ง  แฮม เบคอน ไปจนถึงเมนูสำเร็จรูป จึงทำให้การรับประทานอาหารจากพืชไม่ใช่เรื่องยากหรือไกลตัวอย่างที่คิด  

ประโยชน์ของ อาหารจากพืช (Plant-based food) เอกลักษณ์ที่ไม่ควรมองข้าม  

เนื่องจากการลดการบริโภคเนื้อสัตว์ทำให้เกิดการลดไขมันจากเนื้อสัตว์ ซึ่งจะส่งผลดีต่อร่างกายดังนี้ 

  • ระบบขับถ่ายดีขึ้น

    เนื่องจากไฟเบอร์เป็นเส้นใยอาหารพบได้มากในพืชที่ยังไม่ผ่านการแปรรูป การรับประทานอาหารจากพืช (Plant-based food) จึงช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบขับถ่ายได้เป็นอย่างดี 

  • ลดน้ำหนัก 

    ธัญพืชและผักไม่ขัดสีส่วนใหญ่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำและมีไฟเบอร์สูง ทำให้ร่างกายย่อยได้ช้าและรู้สึกอิ่มท้องนาน  

  • ดีต่อหัวใจและระบบไหลเวียนโลหิต

    เนื่องจากพืชเป็นสิ่งที่ไม่มีคอเรสเตอรอล และมีไขมันอิ่มตัวบางชนิดเท่านั้น จึงมีส่วนช่วยการทำงานของหัวใจและระบบไหลเวียนโลหิตดีขึ้นดังนี้ 

    • รักษาระดับคอเรสตอรอล 

      เมื่อระดับคอเรสเตอรอลไม่สูงจนเกินไป ความเสี่ยงที่ทำให้เกิดการสะสมของไขมันในเลือดก็จะลดลง ระบบไหลเวียนเลือดทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ้มากขึ้น ลดความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันและโรคหลอดเลือดสมอง  

    • ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ

      เนื้อสัตว์เป็นอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวอยู่มาก ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาต่อหัวใจและระบบไหลเวียนโลหิตหากรับประทานมากเกินไป ในวารสารที่ตีพิมพ์โดย สมาคมโรคหัวใจ ประเทศสหรัฐอเมริกา ในปี 2019 ระบุว่าการรับประทานพืชเป็นส่วนประกอบหลักช่วยให้ลดความเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจได้ถึงร้อยละ 16  

  • ป้องกันโรคเบาหวาน  

จากการศึกษาของ PLos Medicine ในปี 2016 พบว่า อาหารจากพืช (Plant-based food) ช่วยป้องกันโรคเบาหวานประเภท 2 ได้ถึงร้อยละ 34 และยังเป็นอาหารที่ผู้ป่วยโรคเบาหวานสามารถรับประทานได้หากเลือกวัตถุดิบอย่างถูกต้อง 

โทสต์อโวคาโด

Plant-based food มากกว่าสุขภาพดีคือการได้ช่วยลดโลกร้อน  

การลดการบริโภคเนื้อสัตว์จะทำให้พื้นที่เกษตรกรรมเพื่อปศุสัตว์ พื้นที่ปศุสัตว์ อุตสาหกรรมผลิตเนื้อสัตว์และนมลดลงไปด้วย เนื่องจากอุตสาหกรรมดังกล่าวมีพื้นที่กว้างขวางและมีการขยายพื้นที่มากขึ้นเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของประชากรในโลกที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกปี นำไปสู่การถางพื้นที่ป่าเพื่ออุตสาหกรรมดังกล่าว ซึ่งส่งผลเสียต่อดิน น้ำ การสูญเสียที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า และการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ  

จากรายงานของ Nature food ประเทศสหราชอาณาจักร เกษตรกรรมผลิตอาหารเพื่อปศุสัตว์ และปศุสัตว์แบบปล่อยทุ่งผลิตก๊าซเรือนกระจกมากถึงร้อยละ 57 การผลิตอาหารจากพืช (Plant-based food) จึงเป็นอุตสาหกรรมที่ช่วยลดโลกร้อนได้ เพราะระบบผลิตอาหารจำพวกผัก ผลไม้ และเบอรี่ ไม่มีการปล่อยก๊าซมีเทนจากมูลสัตว์ ซึ่งก๊าซมีเทนเป็นก๊าซเรือนกระจกประเภทหนึ่ง ดังนั้นการรับประทานอาหารจากพืช จึงมีส่วนช่วยในการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อนได้ 

สรุป  

ปัจจุบันเรามีอาหารจากพืช (Plant-based food) เป็นตัวเลือกในการรับประทานอาหาร แต่เนื้อสัตว์ก็ยังเป็นโภชนาการพื้นฐานของมนุษย์อยู่ การลดพื้นที่ปศุสัตว์จึงยังเกิดขึ้นได้น้อยในปัจจุบัน แต่วิทยาการอาหารจากพืชยังพัฒนาต่อไปเพื่อที่สักวันอาหารจากพืชอาจจะเข้ามาแก้ปัญหาโลกร้อนได้มากขึ้น อย่างไรก็ตามประโยชน์ด้านสุขภาพก็เป็นสิ่งที่คนในปัจจุบันมองหา อาหารจากพืชจึงเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะมีให้เลือกหลายหลายและยังดีต่อสุขภาพ 

อ่านเพิ่มเติม:

สรุปทุกขั้นตอนการขอวีซ่าไอซ์แลนด์ประเภทท่องเที่ยวปี 2025

“ไอซ์แลนด์” ดินแดนที่หลายคนต่างยกย่องให้เป็นพื้นที่แห่งการล่าแสงเหนือพร้อมสัมผัสกับอากาศอันแสนหนาวเย็นแบบสุดขั้ว เป็นเหตุผลที่ทำให้คนไทยจำนวนไม่น้อยอยากมีโอกาสไปเที่ยวไอซ์แลนด์สักครั้ง ซึ่งการที่คุณจะเดินทางไปยังประเทศแห่งนี้ “วีซ่าไอซ์แลนด์” คือสิ่งสำคัญไม่แพ้กับแผนเดินทางและเงินในกระเป๋า สำหรับใครอยากรู้ว่าวิธีขอวีซ่าท่องเที่ยวไอซ์แลนด์ต้องทำยังไงบ้าง ตามมาศึกษากันอย่างละเอียดได้เลย 

ข้อมูลควรรู้เกี่ยวกับการขอวีซ่าไอซ์แลนด์ประเภทท่องเที่ยว 

ก่อนไปทำความเข้าใจวิธีขอวีซ่าไอซ์แลนด์ประเภทท่องเที่ยวต้องขออธิบายก่อนว่าใครวางแผนเดินทางไปที่นี่การขอวีซ่าไอซ์แลนด์ดังกล่าวถูกจัดอยู่ในกลุ่มของวีซ่าเชงเก้น แต่ด้วยความที่ไอซ์แลนด์เคยเป็นดินแดนของประเทศเดนมาร์ก แม้ปัจจุบันจะประกาศเอกราชแล้วแต่ก็ยังคงมีความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน ดังนั้นสถานทูตเดนมาร์กประจำประเทศไทยจึงเป็นผู้ตรวจสอบและอนุมัติเอกสารทั้งหมด หากได้วีซ่าจะสามารถท่องเที่ยวและพำนักอาศัยในไอซ์แลนด์ได้ไม่เกิน 90 วัน ภายใน 180 วัน 

วีซ่าไอซ์แลนด์

เอกสารที่ต้องใช้ในการขอวีซ่าไอซ์แลนด์ประเภทท่องเที่ยว 

อย่างที่อธิบายไปว่าการยื่นวีซ่าไอซ์แลนด์จะมีสถานทูตเดนมาร์กเป็นผู้ตรวจสอบและอนุมัติ ดังนั้นเอกสารที่ต้องใช้ขอวีซ่าไอซ์แลนด์จึงมีรูปแบบเดียวกันกับการขอวีซ่าเดนมาร์กทั้งหมด มาเช็กลิสต์กันทีละข้อเลยว่ามีอะไรกันบ้าง 

  1. Cover Letter ผู้ขอวีซ่าต้องกรอกข้อมูลของตัวผู้ขอวีซ่าผ่านระบบออนไลน์ตามหัวกระดาษเดนมาร์ก  จากนั้นก็ปริ้นท์ออกมาแนบไว้ในวันยื่นเอกสาร ทั้งนี้ต้องแนบเอกสาร เพื่อระบุประเภทเอกสารทุกอย่างให้ครบพร้อมเซ็นลายเซ็นผู้ขอ
  2. หนังสือเดินทาง (Passport) ตัวจริงฉบับปัจจุบัน มีอายุไม่น้อยกว่า 3 เดือน นับจากวันที่จะเดินทางออกจากไอซ์แลนด์ มีหน้าว่างเหลืออย่างน้อย 2 หน้า ถ่ายสำเนาหน้าแรก และหากหน้าไหนมีการแก้ไข หรือมีวีซ่าเข้าประเทศกลุ่มเชงเก้น อังกฤษ หรือสหรัฐฯ ก็ถ่ายสำเนาแนบมาด้วยพร้อมพาสปอร์ตเล่มเก่า (ถ้ามี)
  3. รูปถ่ายสีหน้าตรง พื้นหลังสีอ่อน ขนาดกว้าง 3.5 ซม. สูง 4.5 ซม. ไม่สวมแว่นตาดำ หมวก หรืออุปกรณ์ปิดบังใบหน้า ยกเว้นแต่งตัวตามหลักทางศาสนา มองเห็นตั้งแต่ศีรษะถึงหัวไหล่ ไม่ยิ้มเห็นฟัน 1 รูป
  4. เอกสารยืนยันการทำงานของผู้ขอวีซ่าตามลักษณะอาชีพของแต่ละบุคคล ทุกฉบับต้องแปลเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด ดังนี้
  • พนักงานบริษัท ต้องยื่นจดหมายรับรองการทำงานจากองค์กรที่ตนเองสังกัด ระบุจำนวนวันและระยะเวลาในการลาระหว่างทริปให้ชัดเจน 
  • เจ้าของธุรกิจ ต้องยื่นหนังสือจดทะเบียนธุรกิจ หรือหนังสือจดทะเบียนพาณิชย์อย่างใดอย่างหนึ่ง 
  • นักเรียน นักศึกษา ต้องยื่นจดหมายรับรองการเป็นนักเรียน นักศึกษา ออกโดยสถาบันที่ตนเองกำลังศึกษา 
  1. ประกันเดินทางต่างประเทศ ระบุคุ้มครองครอบคลุมทั้งการเจ็บป่วยและอุบัติเหตุวงเงินไม่ต่ำกว่า 30,000 EUR หรือ 1.5 ล้านบาท (เวลายื่นเอกสาร ใช้ทั้ง กรมธรรม์ประกันภัย และ ตารางผลประโยชน์)
  2. เอกสารสถานะด้านการเงิน เช่น สมุดบัญชีออมทรัพย์มีรายการเดินบัญชีย้อนหลัง (Statement) 3 เดือนขึ้นไป
  3. เอกสารการจองตั๋วเครื่องบินไป-กลับ
  4. เอกสารการจองโรงแรมตลอดระยะเวลาพำนักในไอซ์แลนด์
  5. แผนการเดินทางทั้งหมดระหว่างอยู่ในไอซ์แลนด์อย่างละเอียด
  6. เอกสารการเปลี่ยนชื่อ-สกุล (ถ้ามี
  7. กรณีเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี เดินทางคนเดียว ต้องมีสูติบัตร และเอกสารยืนยันจากพ่อแม่ผู้ปกครองออกให้โดยอำเภอเป็นภาษาอังกฤษ ขณะที่เด็กเดินทางกับพ่อหรือแม่แค่คนเดียวต้องมีเอกสารยืนยันจากอีกฝ่าย โดยเอกสารทั้งหมดต้องใช้ทั้งตัวจริง (ยื่นขอวีซ่า) และสำเนา (ยื่นแสดง ตม. ปลายทาง)
วีซ่าไอซแลนด์

ค่าธรรมเนียมการขอวีซ่าไอซ์แลนด์ประเภทท่องเที่ยว 

เมื่อการขอวีซ่าไอซ์แลนด์ประเภทท่องเที่ยวดำเนินการโดยสถานทูตเดนมาร์ก ดังนั้นค่าธรรมเนียมสำหรับยื่นวีซ่าไอซ์แลนด์ก็มีราคาเท่ากันด้วยนั่นเอง แบ่งออกเป็น 

  • ค่าธรรมเนียมวีซ่า ผู้ใหญ่ 80 EUR หรือประมาณ 3,200 บาท 
  • ค่าธรรมเนียมวีซ่า เด็กอายุ 6-12 ปี 40 EUR หรือประมาณ 1,600 บาท 
  • เด็กอายุ 0-11 ปี ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมวีซ่า 
  • ค่าบริการของศูนย์รับยื่นวีซ่า VFS Global ท่านละ 520 บาท 

นอกจากค่าบริการปกติแล้วเพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับผู้ขอวีซ่าทุกคน ทางศูนย์ฯ จึงมีบริการพิเศษให้ตามเหมาะสม ได้แก่ 

  • บริการส่ง SMS เพื่อแจ้งเตือนผลหรือสถานะล่าสุดของวีซ่า 80 บาท 
  • บริการส่งเอกสารคืนผ่าน EMS 592 บาท  
  • บริการถ่ายเอกสารแผ่นละ 8 บาท 
  • บริการถ่ายรูป 280 บาท / ชุด 
  • บริการปริ้นท์เอกสาร 25 บาท / แผ่น 
  • บริการยื่นเอกสารนอกเวลาทำการปกติ 2,400 บาท  

ขั้นตอนวิธีขอวีซ่าท่องเที่ยวไอซ์แลนด์ ต้องทำอย่างไรบ้าง 

เข้าสู่ขั้นตอนที่หลายคนอยากรู้มากที่สุดกับวิธีขอวีซ่าท่องเที่ยวไอซ์แลนด์ ซึ่งต้องบอกว่าไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่กังวลใจ ยิ่งใครเคยขอวีซ่าของประเทศเดนมาร์กด้วยแล้วจะใช้รูปแบบเดียวกันทั้งหมด ยกเว้นประเทศที่ระบุเป็นไอซ์แลนด์เท่านั้น  

วิธีขอวีซ่าท่องเที่ยวไอซ์แลนด์ ทำตามนี้ได้เลย 

  1. ขั้นตอนแรกสำหรับวิธีขอวีซ่าท่องเที่ยวไอซ์แลนด์เริ่มจากทำการนัดหมายกับ VFS Global  ใครยังไม่ลงทะเบียนจัดการให้เรียบร้อย ล็อกอินอีกครั้งแล้วเลือกวัน-เวลาที่ตนเองสะดวกได้เลย
  2. เมื่อถึงกำหนดตามนัดหมายให้เดินทางไปยังศูนย์ยื่นวีซ่าฯ รับบัตรคิว รอการเรียกคิวแล้วยื่นเอกสารทั้งหมดให้กับเจ้าหน้าที่เพื่อตรวจสอบ ต่อด้วยการชำระเงินตามจำนวนที่ระบุเอาไว้ด้านบน (เลือกชำระได้ทั้งเงินสดและบัตรเครดิต) ขั้นตอนสุดท้ายทำการตรวจอัตลักษณ์ส่วนบุคคล (สแกนลายนิ้วมือและสแกนใบหน้า) เฉพาะคนที่ยังไม่เคยทำวีซ่ามาก่อน
  3. ทางศูนย์รับยื่นฯ ดำเนินการส่งเอกสารและข้อมูลไปยังสถานทูตเดนมาร์ก ซึ่งทางสถานทูตมีสิทธิ์ขอเรียกสัมภาษณ์เพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม เมื่อมีการคืนเอกสารกลับมายังศูนย์ฯ เจ้าหน้าที่ศูนย์จะส่ง EMS คืนกลับไปให้กับผู้ขอเป็นอันเสร็จสิ้นวิธีขอวีซ่าไอซ์แลนด์ เหลือแค่รอผลอนุมัติเท่านั้น
วีซ่าไอซ์แลนด์

วีซ่าท่องเที่ยวไอซ์แลนด์ขอได้ที่ไหน 

ย้ำกันอีกครั้งจากหัวข้อวิธีขอวีซ่าไอซ์แลนด์ ใครที่จะยื่นวีซ่าไอซ์แลนด์ประเภทท่องเที่ยว สามารถดำเนินการได้กับทางศูนย์รับยื่นคำร้องวีซ่าเดนมาร์ก VFS Global ทางศูนย์ฯ จะดำเนินการไปยังสถานทูตเดนมาร์กเพื่อให้พิจารณาวีซ่าไอซ์แลนด์ในลำดับต่อไป 

ศูนย์รับยื่นคำร้องขอวีซ่าเดนมาร์ก VFS 

ที่อยู่: เลขที่ 10/104-106 ชั้น 8 อาคารเดอะเทรนดี้ สุขุมวิท ซอย 13 คลองเตยเหนือ วัฒนา กรุงเทพ 10110 

โทรศัพท์: 02-460-7056 

อีเมล: [email protected] 

เว็บไซต์: visa.vfsglobal.com/ 

วัน-เวลาเปิดทำการ: วันจันทร์ – วันศุกร์ (ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์) เวลาสำหรับยื่นวีซ่าตั้งแต่ 08.00 – 12.00 น. และ 13.00 – 14.30 น. 

ระยะเวลายื่นขอวีซ่าท่องเที่ยวไอซ์แลนด์ 

ในการยื่นวีซ่าไอซ์แลนด์ประเภทท่องเที่ยว สำหรับคนที่วางแผนไปเที่ยวไอซ์แลนด์ล่าแสงเหนือจะใช้ระยะเวลาพิจารณาประมาณ 15 วันทำการ ทั้งนี้อาจมีการเพิ่มหรือลดตามความเหมาะสมและความคิดเห็นจากสถานทูต โดยผู้ขอวีซ่าไอซ์แลนด์สามารถดำเนินการได้ล่วงหน้าไม่เกิน 180 วัน ก่อนถึงวันเดินทาง 

มีวีซ่าท่องเที่ยวไอซ์แลนด์ เดินทางไปจุดไหนได้บ้าง 

เมื่อคุณทำวีซ่าไอซ์แลนด์ผ่านเรียบร้อย การไปล่าแสงเหนือหรือตะลุยเที่ยวไอซ์แลนด์ก็ไม่ใช่เรื่องน่ากังวลใจอีกต่อไป สามารถเดินทางได้ทุกพื้นที่ของประเทศ ซึ่งจุดปักหมุดแนะนำห้ามพลาดสำหรับสายเที่ยวตัวจริง เช่น กรุงเรคยาวิก (Reykjavík), คาบสมุทรเรคยาเนส (Reykjanes), ถ้ำน้ำแข็ง Skaftafell Ice Cave, ภูเขาเคิร์กจูเฟล (Kirkjufell), สวีนาเฟลล์โจกุล (Svinafellsjokull), หมู่เกาะแวสต์มานาเอย์ยาร์ (Vestmannaeyjar), เมืองอคูเรย์รี่ (Akureyri) และอื่น ๆ การันตีบรรยากาศดีมากจนแทบไม่อยากกลับเลยทีเดียว 

สรุป 

นี่คือข้อมูลอันน่าสนใจเกี่ยวกับวิธีขอวีซ่าไอซ์แลนด์ ย้ำกันอีกครั้งว่าใครจะเที่ยวไอซ์แลนด์ต้องขอวีซ่าผ่านทางศูนย์รับยื่นของเดนมาร์กเท่านั้น และอีกสิ่งที่ต้องเตรียมให้พร้อมก็คือ “ประกันเดินทางต่างประเทศ” ไม่ใช่แค่เอาไว้คุ้มครองยามเจ็บป่วยหรืออุบัติเหตุแต่ยังมีผลต่อการขอวีซ่าอีกต่างหาก ซึ่งใครยังไม่รู้จะเลือกซื้อที่ไหนดี ขอแนะนำ “ประกันเดินทางไอซ์แลนด์” สนุกกับทุกทริปทั่วโลกได้อย่างสบายใจ จ่ายราคาเบา ๆ เริ่มต้นเพียง 199 บาท แต่ให้ความคุ้มครองสูงสุดถึง 5 ล้านบาท ใช้ยื่นวีซ่าได้ทั่วโลก ให้ความคุ้มครองโควิด-19 มี สมัครง่ายผ่านออนไลน์แล้วรับเอกสารทันที ยินดีช่วยเหลือตลอด 24 ชม. ตัวเลือกที่มีผู้ไว้วางใจมากกว่า 60,000 ราย 

สมองล้า ภาวะที่สมองประมวลผลได้ช้าลง หนึ่งในอาการหลังติดโควิด – 19

สมองล้า

เคยเป็นไหม อาการหลง ๆ ลืม ๆ จำอะไรไม่ค่อยได้ ตัดสินใจอะไรก็ช้าลงกว่าปกติ หากคุณมีอาการเหล่านี้อาจจะเข้าข่ายภาวะสมองล้า โดยภาวะที่เรียกว่าสมองล้า เป็นภาวะที่เกี่ยวข้องกับความทรงจำและการรับรู้ มีสาเหตุมาจากปัจจัยที่ไม่แน่นอน และพบมากในกลุ่มคนที่เคยป่วยโควิด – 19 มาก่อน ซึ่งสมองล้าเป็นหนึ่งในอาการของลองโควิด (Long Covid) นั่นเอง   

สมองล้าคืออะไร  

สมองล้า (Brain Fog) เป็นหนึ่งในอาการของภาวะโพสต์โควิด (Post – COVID 19 Condition) หรือที่รู้จักกันในอีกชื่อว่าลองโควิด (Long Covid) ภาวะดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย เช่น จากงานวิจัยพบว่า 43% ของกลุ่มผู้ป่วยโควิด – 19 บางส่วนมีภาวะสมองล้า โดยงานวิจัยพบว่าการป่วยโควิด – 19 ส่งผลต่อระบบสมองและระบบประสาทในกลุ่มผู้ป่วยบางส่วน

คำว่า “สมองล้า” เป็นคำที่ไม่ได้ถูกบัญญัติให้เป็นคำศัพท์ทางการแพทย์โดยตรง แต่สมองล้าเป็นคำอธิบายอาการที่เกี่ยวข้องกับความทรงจำ และการรับรู้ต่าง ๆ เช่น มีปัญหาเกี่ยวกับความทรงจำ รู้สึกงงงวยสับสนบ่อยครั้ง รวมไปถึงกระบวนการคิดและตัดสินใจได้ช้าลง และภาวะสมองล้ายังมีอาการที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับความแตกต่างของปัจจัยต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น อายุ เพศ หรือสุขภาพ เป็นต้น 

สมองล้า

สมองล้า อาการเป็นอย่างไรบ้าง  

อาการของภาวะสมองล้าอาจจะแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับปัจจัยทางด้านสุขภาพและปัจจัยด้านอื่น ๆ ของแต่ละบุคคล โดยทั่วไปแล้ว ภาวะสมองล้าสามารถแบ่งอาการออกได้ ดังนี้  

  • รู้สึกเหนื่อยอยู่ตลอดเวลา  
  • ทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ช้าลง  
  • สมองประมวลผลและสั่งการได้ช้าลง 
  • ไม่ค่อยมีสมาธิ โฟกัสได้ช้าลง  
  • นึกคำศัพท์ที่ใช้สื่อสารในชีวิตประจำวันไม่ค่อยออก  

สาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะสมองล้า   

สมองล้าเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ แต่ไม่มีสาเหตุที่ชี้ชัดอย่างชัดเจนว่าภาวะสมองล้ามาจากสาเหตุใด โดยสมองล้ามีสาเหตุมาจากปัจจัยเหล่านี้   

  • ลองโควิด (Long COVID) – การทดลองในงานวิจัยของนักวิจัยชาวเยอรมันพบว่า ผู้ที่เคยป่วยเป็นโควิด – 19 ที่ไม่ได้มีอาการหนักมาก หรือตามการจำแนกของกรมการแพทย์กระทรวงสาธารณสุขเรียกว่าเป็นผู้ป่วยระดับสีเขียว โดยผู้ป่วยเหล่านี้ไม่ได้เป็นผู้ที่มีอาการความบกพร่องสมรรถนะทางสมอง (Cognitive Impairment) แต่เมื่อกลุ่มตัวอย่างหายจากการติดเชื้อโควิด – 19 กลุ่มตัวอย่างมีความจำแย่ลงและระบบการคิดหรือตัดสินใจสามารถทำได้ช้าลง ขณะที่ติดเชื้อโควิด – 19 อวัยวะต่าง ๆ ภายในร่างกายได้รับผลกระทบ รวมไปถึงส่งผลกระทบต่อระบบประสาทและสมอง ที่เป็นอาการตีบของเส้นเลือดในสมองที่ส่งผลกระทบต่อระบบประสาท เมื่อร่างกายหายจากอาการดังกล่าว ผู้ป่วยบางรายจึงมีอาการลองโควิดที่แตกต่างกันออกไป บางรายมีอาการไอบ่อยขึ้น เหนื่อยง่ายขึ้น และหนึ่งในนั้นคือการเกิดขึ้นของภาวะสมองล้า เนื่องจากอาการตีบของเส้นเลือดในสมองยังไม่สามารถหายได้อย่างถาวร หรือฟื้นฟูร่างกายให้กลับไปมีสภาพเหมือนก่อนติดโควิดได้อย่างสมบูรณ์ 

  • ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ – เมื่ออยู่ในภาวะที่อินซูลินในเลือดและน้ำตาลไม่สมดุลกัน จะส่งผลให้เกิดภาวะสมองล้าได้ง่าย 

  • โรคประจำตัวต่าง ๆ  – ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว เช่น ผู้ป่วยโรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง
    โรคสมองเสื่อม 
    ฯลฯ บางรายจะมีอาการสมองล้าร่วมด้วย 

  • ร่างกายขาดสารอาหาร  – เมื่อร่างกายได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน จะทำให้สมองไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ เพราะไม่มีสารอาหารไปหล่อเลี้ยงสมองอย่างเพียงพอ จึงมีแนวโน้มที่จะทำให้เกิดภาวะสมองล้าได้ เช่น ร่างกายขาดวิตามิน B12 หรือร่างกาย ขาดแคลเซียม เป็นต้น  

  • การพักผ่อนไม่เพียงพอ – การไม่ได้รับการพักผ่อนอย่างไม่เพียงพอ จะส่งให้สมองไม่ได้รับการฟื้นฟูอย่างเต็มที่
    มีแนวโน้มที่จะส่งให้เกิดภาวะสมองล้าได้

  • ความเครียดและอารมณ์ – ความเครียดเรื้อรังเป็นหนึ่งสาเหตุที่ส่งผลต่อสมองล้า โดยความเครียดเป็นปัจจัยนำที่ส่งผลให้เกิดภาวะสมองล้า เมื่อสมองถูกความเครียดกระตุ้น จึงส่งผลให้ระบบประสาทได้รับผลกระทบ 

สมองล้า

รับมืออย่างไรหากรู้ตัวว่ามีอาการสมองล้า

ภาวะสมองล้าไม่สามารถรักษาได้ด้วยวิธีเฉพาะเจาะจง ซึ่งแตกต่างจากการรักษาโรคประจำตัวหรือการเจ็บป่วยต่าง ๆ ที่สามารถรับประทานยา หรือใช้วิธีการรักษาอื่น ๆ เพื่อบรรเทาอาการต่าง ๆ ได้ อย่างไรก็ตาม คุณสามารถปฏิบัติตามวิธีเหล่านี้ในชีวิตประจำวันเพื่อลดความเสี่ยงของภาวะสมองล้าได้ ดังนี้   

  • ลดความเครียด – พยายามไม่ทำให้ตัวเองเครียดมากเกินไป พยายามฝึกจัดการความเครียด และสำหรับความเครียดที่ไม่สามารถจัดการได้ ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ   

  • ใช้เวลากับผู้อื่นมากขึ้น – หากมีเวลาว่างควรจัดสรรเวลาไปกินข้าวกับเพื่อน เที่ยวกับครอบครัวหรือออกไปทำกิจกรรมกับผู้อื่นมากขึ้น   

  • รับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ – การรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ จะช่วยส่งผลให้สุขภาพร่างกายและสุขภาพจิตของคุณดีขึ้น   

  • พักผ่อนให้เพียงพอ – การพักผ่อนให้เพียงพอเป็นสิ่งที่หลาย ๆ คนมองข้ามไป หากคุณได้รับการพักผ่อนอย่างเพียงพอจะช่วยให้คุณพักผ่อนอย่างเต็มอิ่ม ร่างกายสามารถฟื้นตัวได้อย่างเต็มที่ สมองสามารถประมวลผลได้ดียิ่งขึ้น  

  • ขยับตัวอยู่ตลอดเวลา – ออกไปทำกิจกรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเที่ยวในช่วงวันหยุด ออกกำลังกาย หรือเล่นกีฬา การขยับตัวอยู่ตลอดเวลาจะช่วยให้สมองทำงานอยู่ตลอดเวลา เมื่อมีการตื่นตัวอยู่ตลอดเวลาจะส่งผลให้สมองได้ทำงาน ยืดระยะความเสื่อมของสมองออกไปได้อีก   

  • วางแผนกิจวัตรประจำวันล่วงหน้า – การวางแผนกิจวัตรประจำวันจะช่วยให้คุณมีเป้าหมายในการใช้ชีวิตมากขึ้น อีกทั้งยังดีต่อสมอง เพราะการวางแผนกิจกรรมหรือบันทึกกิจกรรมที่ทำไปในแต่ละวันว่าทำกิจกรรมใดบ้างในแต่ละวัน  

  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และแอลกอฮอล์ – การสูบบุหรี่และการดื่มแอลกอฮอล์ส่งผลต่อระบบประสาทที่นำไปสู่ภาวะสมองล้าและความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอื่น ๆ ได้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ 

สมองล้า หนึ่งในอาการที่คิดหรือตัดสินใจได้ช้ากว่าปกติ สามารถสังเกตได้ด้วยตัวเอง ว่าระบบการคิดหรือการตัดสินใจของตนเองประมวลผลได้ช้าลง ซึ่งภาวะสมองล้าสามารถเกิดขึ้นได้จาหลายปัจจัยอย่างไม่มีสาเหตุแน่นอน หลัก ๆ คือมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต ความเครียด รวมไปถึงเป็นผลกระทบจากลองโควิด (Long Covid) 

สมองล้ายังสามารถป้องกันได้ด้วยการออกกำลังกาย กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ และทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่ทำให้สมองมีการตื่นตัวและพัฒนา หากภาวะสมองล้ามีอาการแย่ลงจนถึงขั้นส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน  เช่น ความทรงจำแย่ลงและไม่สามารถจำรายละเอียดสิ่งต่าง ๆ ได้ หรือการคิดและการตัดสินใจอย่างช้าลงที่ส่งผลกระทบต่อกิจวัตรประจำวัน ฯลฯ ถ้าหากมีอาการเหล่านี้ ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อลดความเสี่ยงของภาวะสมองล้า ที่อาจจะส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุหรือโรคภายในอนาคตได้ 

อ่านเพิ่มเติม:

  • รักษารากฟัน – ค่ารักษาและประกันสุขภาพสำหรับคุ้มครองด้านทันตกรรม
  • ฝุ่น PM 2.5 – ผลเสียต่อสุขภาพและวิธีป้องกัน
DBD logo

ใบอนุญาตจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

เลขที่ 0105555036794

OIC logo

ใบอนุญาตนายหน้าประกันวินาศภัย เลขที่00008/2555  

ใบอนุญาตนายหน้าประกันภัย เลขที่ ช00012/2564

BOI logo

ได้รับการรับรองจาก BOI 2927/2555

บริษัท ลูม่า แคร์ จำกัด, 57 ปาร์คเวนเชอร์ อีโคเพล็กซ์ ชั้น 9 ยูนิต 912 ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330

Copyright © 2026 lumahealth.com. All Rights Reserved.   นโยบายความเป็นส่วนตัว