‘ประกันสุขภาพกลุ่ม’ สวัสดิการพนักงานที่ตอบโจทย์ทั้งนายจ้างและลูกจ้าง

ประกันสุขภาพกลุ่ม

นอกจากค่าตอบแทนแล้ว ‘สวัสดิการพนักงาน’ ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญในการตัดสินร่วมงานกับบริษัทใดบริษัทหนึ่ง หรือทำงานให้กับองค์การนั้นเป็นเวลานาน หลายบริษัทจึงให้ความสำคัญกับสวัสดิการสำหรับพนักงาน ซึ่งเมื่อนึกถึงสวัสดิการแล้ว Luma เชื่อว่าใครหลายคนก็คงจะนึกถึงสวัสดิการที่เกี่ยวข้องการสุขภาพของพนักงานอย่าง ‘ประกันสุขภาพกลุ่ม’ ใช่ไหม? มาทำความรู้จักกับประกันสุขภาพกลุ่มกันให้มากขึ้น พร้อมเหตุผลดี ๆ ที่แสดงให้เห็นว่าการทำประกันสุขภาพกลุ่มให้ตอบโจทย์ทั้งบริษัทและพนักงานในบทความนี้

ประกันสุขภาพกลุ่มคืออะไร?

‘ประกันสุขภาพกลุ่ม’ คือแผนประกันที่ให้ความคุ้มครองค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลของพนักงานในยามเจ็บป่วยและบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ โดยส่วนใหญ่ประกันสุขภาพกลุ่มจะให้ความคุ้มครองทั้งสำหรับการรักษาในกรณีผู้ป่วยใน (IPD) เมื่อต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล ไม่ว่าจะเป็นค่าห้องพัก ค่ายา ค่าอาหาร ค่าธรรมเนียมการผ่าตัด เป็นต้น และให้คุ้มครองในกรณีผู้ปวยนอก (OPD) เมื่อเข้ารับการรักษาโดยไม่ต้องพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลเมื่อเจ็บป่วยเล็กน้อย เช่น ท้องเสีย ปวดศีรษะ ไข้หวัด หรือปวดท้องเป็นต้น

ทำไมประกันสุขภาพกลุ่มจึงตอบโจทย์ในฐานะนายจ้าง?

สวัสดิการที่ดีถือเป็นขวัญกำลังใจให้พนักงาน

เพราะเรื่องสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญสำหรับทุกคน ประกันสุขภาพกลุ่มจึงเป็นสวัสดิการพนักงานที่แสดงให้ถึงความห่วงใยของนายจ้างที่มีต่อสุขภาพของพนักงาน ทำให้รู้ว่าบริษัทให้ความเป็นห่วงและมอบหลักประกันที่จะสามารถช่วยเหลือพนักงานได้เมื่อเกิดเรื่องไม่คาดฝัน เป็นขวัญและกำลังใจให้ทำงานอย่างเต็มความสามารถ ทำให้ลดอัตราการลาออก

ตัวเลือกในการลงทุนที่คุ้มค่าของบริษัท

เนื่องจากประกันสุขภาพกลุ่มมีแผนความคุ้มครองที่หลากหลาย จึงเป็นตัวเลือกดีที่ของบริษัทในเลือกแผนที่ให้ประโยชน์ที่เหมาะสมกับพนักงานและงบประมาณของบริษัท ทำให้บริษัทสามารถวางแผนงบประมาณในแต่ละปีล่วงหน้าได้ นอกจากนี้ยังสามารถนำไปหักค่าใช้จ่ายในการลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย

ลดความขัดแข้งในองค์กร

ประกันสุขภาพสามารถลดความขัดแย้งระหว่างบริษัทกับพนักงานในเรื่องของการได้รับเงินชดเชย ในกรณีที่บริษัทไม่มีประกันสุขภาพกลุ่มและพนักงานต้องการเบิกเงินค่ารักษาพยาบาล หากบริษัทไม่สามารถจ่ายเงินชดเชยหรือค่ารักษาพยาบาลได้ตามที่คาดหวังก็อาจทำให้เกิดความไม่พึงพอใจต่อบริษัทได้

ส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กร

หลายบริษัทไม่ว่าจะเป็นบริษัทภายในประเทศไทยหรือต่างประเทศต่างให้ความสนใจในการทำประกันสุขภาพให้กับพนักงานของตน หนึ่งในเหตุผลนั้นก็คือสวัสดิการที่ยอดเยี่ยมจะทำไปสู่ภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กรและยังช่วยดึงดูดคนเก่ง ๆ เข้ามายังองค์กรอีกด้วย

ประกันกลุ่ม

ประกันสุขภาพกลุ่มตอบโจทย์ลูกจ้างอย่างไร?

เพิ่มแรงกระตุ้นในการทำงาน

การที่บริษัทให้ความใส่ใจในสุขภาพของลูกจ้างโดยการจัดหาสวัสดิการดีเกี่ยวกับสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นประกันสุขภาพกลุ่ม การตรวจสุขภาพประจำปี หรือการจัดหาวัคซีนป้องกันโรคให้แก่พนักงานจะช่วยเพิ่มแรงกระตุ้นในการทำงานและทำให้อยากทุ่มเทให้กับบริษัทต่อไป

แบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล

เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันและค่าเบี้ยที่ไม่น้อย ทำให้พนักงานหลายคนไม่สามารถซื้อประกันสุขภาพส่วนบุคคลได้ การที่บริษัททำประกันสุขภาพกลุ่มให้แก่พนักงานจะเป็นช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในยามเจ็บป่วยหรือเกิดอุบัติเหตุได้ เพราะพนักงานไม่ต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลทั้งหมดด้วยตนเองแต่สามารถใช้สิทธิของประกันกลุ่มที่บริษัททำไว้ให้ได้

สร้างความเชื่อมั่นให้แก่พนักงาน

พนักงานทุกคนคงอยากทำงานในบริษัทที่มีความมั่งคงและได้รับการยอมรับ การที่บริษัทมอบประกันสุขภาพกลุ่มให้แก่พนักงานจึงแสดงให้เห็นว่าบริษัทดำเนินธุรกิจอย่างมั่นคง มีแนวโน้มว่าธุรกิจจะดำเนินไปได้ด้วยดี จึงทำให้พนักงานไม่ต้องกังวลว่าจะถูกเชิญออกหรือตกงานกระทันหันหากบริษัทเกิดปัญหา

จุดเด่นของการทำประกันสุขภาพกลุ่มสำหรับพนักงานกับ Luma

ด้วยประสบการณ์ทางด้านประกันสุขภาพและการดูแลองค์กรทั้งขนาดเล็กไปถึงจนถึงขนาดใหญ่ Luma มอบความสะดวกสบายให้กับบริษัทด้วยบริการที่ครบวงจรในการทำประกันกลุ่ม

  • ดูแลโดยเจ้าหน้าประกันประจำ (Key Account Manager) ที่คอยให้คำแนะนำและดูแลกรมธรรม์ให้คุณตลอดทั้งปี

  • ออกแบบแผนได้ตามนโยบายของบริษัททั้งในเรื่องงบประมาณและความต้องการ

  • ให้คำแนะนำในการเลือ

  • กแผนประกันกลุ่ม รวมไปถึงการเปรียบเทียบและเสนอแผนที่เหมาะสม

  • ให้ความช่วยเหลือด้านกรมธรรม์ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงจำนวนสมาชิกและการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน

วางแผนความมั่งคงทางด้านสุขภาพให้แก่พนักงานของคุณกับ ‘ประกันกลุ่ม‘ ได้แล้ววันนี้

อ่านเพิ่มเติม:

ลดน้ำหนักแบบ HIIT คืออะไร? ทำไมถึงเป็นวิธีลดน้ำหนักได้ดี

ปัจจุบันมีวิธีออกกำลังกายที่หลากหลายให้เลือกปฏิบัติเพื่อลดน้ำหนัก ซึ่ง HIIT เป็นหนึ่งในวิธีออกกำลังเพื่อลดน้ำหนักที่มีประสิทธิภาพที่สุด เพราะเป็นวิธีการออกกำลังกายที่ต้องออกแรงในการปฏิบัติมากเป็นพิเศษ ดังนั้นหากจะลดน้ำหนักด้วยวิธีดังกล่าว ผู้ที่สนใจจำเป็นต้องรู้ถึงความเข้มข้นในการออกกำลังกาย เพราะหากไม่ศึกษาให้ดีการออกกำลังกายที่ควรจะดีต่อสุขภาพ อาจเป็นอันตรายต่อร่างกายจนทำให้ล้มเลิกความตั้งใจที่จะลดน้ำหนักไปเลยก็ได้

การออกกำลังแบบ HIIT คืออะไร? ทำไมถึงช่วยลดน้ำหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพ? 

การออกกำลังกายแบบ HIIT หรือ High-Intensity Interval Training เป็นการออกกำลังกายรูปแบบหนึ่ง โดยที่การออกแรงขณะออกกำลังกายจะถูกแบ่งออกเป็น ช่วง (ไม่นับช่วงอบอุ่นร่างกายและช่วงคูลดาวน์ได้แก่ ช่วงที่ออกกำลังกายอย่างหนัก และช่วงที่ออกกำลังกายอย่างเบา ซึ่งทั้งสองช่วงนี้จะต้องปฏิบัติสลับกันไปมาเป็นเวลาต่อเนื่อง โดยระยะเวลาในการปฏิบัติของแต่ละช่วง และระยะเวลาโดยรวมไม่มีการกำหนดตายตัวขึ้นอยู่กับแผนการออกกำลังกายของแต่ละคน นอกจากนี้ HIIT ยังเป็นการออกกำลังกายรูปแบบที่สามารถนำไปปรับใช้ได้หลายกิจกรรม   

  

HIIT คือ
HIIT คือ

สาเหตุที่ HIIT ช่วยลดน้ำหนักได้อย่างดี 

เนื่องจากการเผาผลาญพลังงานไม่ได้สิ้นสุดเมื่อออกกำลังกายจบลง หลังจากออกกำลังกายแบบ HIIT แล้ว ร่างกายจะเกิดภาวะที่เรียกว่า EPOC (Excess Post-exercise Oxygen Consumption) หรือ ภาวะที่ร่างกายใช้ออกซิเจนมากขึ้นหลังออกกำลังกาย ในภาวะนี้ร่างกายพยายามฟื้นฟูตัวเองให้เข้าสู่ภาวะปกติ จากการออกกำลังกายที่หนักหน่วงทำให้การฟื้นฟูใช้ออกซิเจนมากขึ้นในกระบวนการฟื้นฟูร่างกาย จากการศึกษาของ มหาวิทยาลัยนิวเม็กซิโก ประเทศสหรัฐอเมริกา ส่วนหนึ่งได้ระบุว่า  

  • ในขณะที่ออกกำลังกาย กล้ามเนื้อได้ปล่อยพลังงานความร้อนออกมาอย่างมากเป็นสาเหตุให้อุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้น กระบวนการฟื้นฟูร่างกายในภาวะ EPOC ต้องใช้พลังงานมากเช่นกันในการลดอุณหภูมิร่างหายให้เข้าสู่ภาวะปกติ  
  • หลังการออกกำลังกาย จังหวะการหายใจจะค่อย ๆ ช้าลงจนใกล้เคียงกับจังหวะในภาวะปกติที่ไม่ได้ออกกำลังกาย ดังนั้นร่างกายจึงต้องเผาผลาญพลังงานมากขึ้นเพื่อลดอัตราการเต้นของหัวใจให้ช้าลงตามจังหวะการหายใจ 

ทั้งสองกระบวนการที่กล่าวมาข้างต้นเป็นส่วนหนึ่งของภาวะ EPOC เมื่อเกิดการเผาผลาญพลังงานมากขึ้น หมายความว่าร่างกายต้องเปลี่ยนสารอาหารที่รับประทานเพื่อหล่อเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายมากกว่าปกติ จากการศึกษาของ โรงพยาบาล Mayo Clinic ประเทศสหรัฐอเมริกา ระบุว่าเมื่อที่ร่างกายได้รับพลังงานจากอาหารน้อยกว่าปริมาณพลังงานที่ร่างกายต้องการใช้จะทำให้การลดน้ำหนักได้ผลดี ดังนั้นการออกกำลังกายแบบ HIIT ที่เป็นการเพิ่มปริมาณการเผาผลาญพลังงานจึงเป็นวิธีที่ช่วยลดน้ำหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

วิธีการและข้อสำคัญในการออกกำลังกายแบบ HIIT ให้ได้ประสิทธิภาพ 

การออกกำลังกายแบบ HIIT จะแบ่งช่วงการออกกำลังกายออกเป็น ช่วง คือ ช่วงที่ออกกำลังกายอย่างหนัก สลับกับ ช่วงที่ออกกำลังกายอย่างเบา เวลาโดยรวมทั้งหมดในการออกกำลังกายจะใช้เวลาประมาณ 25-30 รวมการอบอุ่นร่างกายและการคูลดาวน์หลังออกกำลังกาย เนื่องจากการวางแผนการออกกำลังกายขึ้นอยู่กับสมรรถภาพร่างกาย การออกกำลังกายแบบ HIIT จึงไม่มีช่วงเวลาและอัตราส่วนที่ถูกต้องที่สุด แต่มีอัตราส่วนที่นิยมใช้ดังนี้ 

  • ความเข้มข้นระดับเริ่มต้นอัตราส่วน 1:2 (ตัวอย่างออกกำลังกายอย่างหนัก 30 วินาที ตามด้วยการออกกำลังกายอย่างเบา 60 วินาที) 
  • ความเข้มข้นในระดับปานกลาง: อัตราส่วน 1:1 (ตัวอย่างออกกำลังกายอย่างหนัก 30 วินาที ตามด้วยการออกกำลังกายอย่างเบา 30 วินาที) 
  • ความเข้มข้นระดับสูงอัตราส่วน 2:1 (ตัวอย่างออกกำลังกายอย่างหนัก 60 วินาที ตามด้วยการออกกำลังกายอย่างเบา 30 วินาที) 

อัตราส่วนเหล่านี้สามารถปรับใช้กับกิจกรรมที่ใช้ออกกำลังกายได้หลายประเภท แต่หัวใจสำคัญในการออกแรงในช่วงที่ออกกำลังกายอย่างหนักคือ ต้องออกแรงให้อัตราการเต้นหัวใจพุ่งสูงถึง 70%-90% ของ Maximum Heart Rate (MHR) หรือ ค่าอัตราการเต้นสูงสุดของหัวใจ ซึ่งค่านี้สามารถคำนวณได้โดยนำตัวเลข 220-อายุ ตัวอย่างเช่น หากอายุ 25 ปี ค่า MHR จะอยู่ที่ 195 ดังนั้นการออกกำลังกายแบบ HIIT ในช่วงที่ต้องออกแรงอย่างหนักจะต้องออกแรงให้อัตราการเต้นของหัวใจสูงถึง 137-176 ครั้งต่อนาที 

หากไม่มีเคร่องมือวัดอัตราการเต้นของใจขณะออกกำลังกาย โรงพยาบาล Cleveland Clinic ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้แนะนำว่า สามารถพิจารณาได้จากช่วงที่ออกกำลังกายอย่างหนักจะต้องรู้สึกเหน็ดเหนื่อยในระดับที่สามารถเปล่งเสียงเพื่อสื่อสารได้เพียงไม่กี่คำในเวลาอันสั้น และยังได้แนะนำว่าการออกกำลังกายแบบ HIIT นั้นควรปฏิบัติเพียง ครั้งต่อสัปดาห์เท่านั้น  

สำหรับช่วงที่ออกกำลังกายอย่างเบา ช่วงเวลาที่แนะนำคือ 30 – 60 วินาที และหากมากกว่านั้นไม่ควรเกิน 90 วินาที ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับกิจกรรมที่ปฏิบัติด้วย  

HIIT คือ

เหตุผลที่ HIIT ไม่เหมาะกับทุกคน 

การออกกำลังแบบ HIIT ต้องออกแรงให้มากเพื่อให้อัตราการเต้นของหัวใจสูงถึง 70%-90% ของค่า MHR ซึ่งแปลว่าผู้ที่ออกกำลังกายด้วยวิธีนี้จะต้องออกแรงอย่างมากซ้ำหลายรอบ ทำให้กล้ามเนื้อต้องการออกซิเจนมากขึ้น เมื่อกล้ามเนื้อใช้ออกซิเจนมากขึ้น หัวใจก็ทำงานหนักขึ้นเพื่อลำเลียงออกซิเจนไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ความรุนแรงจากการออกกำลังกายด้วยแบบแผนนี้ มีความเสี่ยงที่ผู้ออกกำลังกายต้องศึกษาให้ดี 

ใครบ้างที่ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านการออกกำลังกายก่อนออกกำลังกายแบบ HIIT 

  • คนที่เพิ่งเริ่มต้นออกกำลังกาย ผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นออกกำลังกายอาจจะฝึกฝนกล้ามเนื้อ ความแข็งแรง และความอดทนมาไม่พอ ทำให้เมื่อออกกำลังกายด้วยความเข้มข้นสูง สามารถเกิดความผิดพลาดจนนำไปสู่อาการบาดเจ็บหรือการออกกำลังกายแบบ HIIT ไม่ได้ผลเท่าที่ควร แต่หากฝึกฝนร่างกายด้วยการออกกำลังกายประเภทอื่น ๆ ที่เหมาะสมจนร่างกายแข็งแรงขึ้นแล้ว สามารถศึกษาและลงมือปฏิบัติการลดน้ำหนักด้วย HIIT ได้เช่นกัน 

  • คนที่มีอาการบาดเจ็บ หากมีอาการบาดเจ็บควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังที่มีความเข้มข้นสูง เนื่องจากการใช้กล้ามเนื้ออย่างหนักในการออกกำลังกายอาจส่งผลร้ายต่อกล้ามเนื้อ ข้อต่อ และเส้นเอ็นที่เคยมีอาการบาดเจ็บอยู่แล้วได้  

  • คนที่มีปัญหาเกี่ยวกับหัวใจ โดยปกติการทำงานของหัวใจขณะออกกำลังกายจะทำให้หัวใจแข็งแรงขึ้น แต่กับผู้ที่มีปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับหัวใจได้แก่ ผู้ที่มีความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ คอเลสเตอรอลสูง น้ำตาลในเลือดสูง ครอบครัวมีประวัติเคยเป็นโรคหัวใจ ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อความปลอดภัย

  • คนที่มีอาการเมาค้าง หากดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ก่อนวันออกกำลังกายแล้วเกิดอาการเมาค้าง ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายแบบ HIIT เนื่องจากอาจจะไม่มีสมาธิในการควบคุมลมหายใจ สุดท้ายแล้วการออกกำลังกายอาจไม่ได้ผลเท่าที่ควร แต่สามารถเปลี่ยนไปออกกำลังกายชนิดอื่นที่มีความเข้มข้นต่ำถึงปานกลางก่อนได้

  • สตรีที่กำลังตั้งครรภ์ การตั้งครรภ์ไม่ใช่อุปสรรคในการออกกำลังกายและยังช่วยรักษาสุขภาพของผู้ที่ตั้งครรภ์ แต่ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อปรับความเข้มข้นของแผนการออกกำลังกายให้ลดลง และหมั่นสังเกตร่างกายตัวเองอยู่เสมอ

สรุปการออกกำลังกายแบบ HIIT 

การลดน้ำหนักด้วยการออกกำลังกายแบบ HIIT ให้ได้ผลดีจำเป็นต้องมีความเข้าใจกระบวนการ EPOC และต้องปฏิบัติตามแบบแผนอย่างมีวินัย หากวางแผนการออกกำลังกายให้ดี การปฏิบัติในเวลาอันสั้นเพียง วันต่อสัปดาห์สามารถประหยัดเวลาในการออกกำลังกายอย่างมาก อย่างไรก็ตามการออกกำลังด้วยวิธีดังกล่าวมีความเข้มข้นสูง ต้องการความแข็งแรงที่ต้องฝึกฝนมาก่อนและความปลอดภัยก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม ผู้ที่ออกกำลังกายด้วย HIIT ควรสำรวจร่างกายตัวเองทุกครั้งหลังจากออกกำลังกายเพื่อความปลอดภัย

อ่านเพิ่มเติม:

สรุปขั้นตอนการขอวีซ่าโปรตุเกสประเภทท่องเที่ยว อัปเดต 2025

ใครอยากเปิดประสบการณ์ใหม่ ๆ การมีโอกาสไปเที่ยวโปรตุเกสถือเป็นอีกประเทศที่มีความแตกต่างและน่าสนใจมาก ด้วยทำเลตั้งอยู่บนคาบสมุทรแอตแลนติกเหนือ รวมถึงเคยเป็นอดีตประเทศนักล่าอาณานิคมจึงสัมผัสถึงสถาปัตยกรรม ความสวยงามของสถานที่เที่ยว และวิถีชีวิตของผู้คนได้แบบจัดเต็มมาก อย่างไรก็ตามใครที่วางแผนอยากไปเยือนสักครั้งสิ่งที่ต้องมีนั่นคือ “วีซ่าโปรตุเกส” จึงขอสรุปขั้นตอนเกี่ยวกับวิธีขอวีซ่าท่องเที่ยวโปรตุเกสแบบละเอียด อัปเดต 2025 ทำตามได้เลย!

ข้อมูลเบื้องต้นควรรู้เกี่ยวกับการขอวีซ่าโปรตุเกสประเภทท่องเที่ยว

สำหรับวีซ่าโปรตุเกสประเภทท่องเที่ยวจะถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “วีซ่าเชงเก้น” (Schengen Visa) เมื่อได้รับอนุมัติจะสามารถอยู่ในประเทศกลุ่มเชงเก้น (รวมถึงโปรตุเกส) ได้ติดต่อกัน 90 วัน ภายใน 180 วัน ดังนั้นการทำความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีขอวีซ่าโปรตุเกสประเภทนี้จะช่วยให้ทุกคนสามารถดำเนินการได้อย่างง่ายดายมากขึ้น ไม่ต้องเสียเวลายื่นใหม่หลายรอบนั่นเอง

วีซ่าโปรตุเกส

คุณสมบัติเบื้องต้นของผู้ที่จะขอวีซ่าโปรตุเกสประเภทท่องเที่ยว

เริ่มต้นกันด้วยคุณสมบัติเบื้องต้นหากประสงค์ยื่นวีซ่าโปรตุเกสต้องมีอายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป (หากเป็นผู้เยาว์อายุต่ำกว่านั้นต้องมีเอกสารรับรองจากผู้ปกครอง) ไม่เป็นผู้มีคดีผิดกฎหมายร้ายแรงภายในประเทศ หรือเป็นบุคคลที่ศาลสั่งห้ามไม่ให้เดินทางออกนอกประเทศ สุขภาพแข็งแรงทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ไม่สุ่มเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยในระหว่างเดินทางหรือท่องเที่ยว และผู้ที่ขอวีซ่าโปรตุเกสประเภทท่องเที่ยวครั้งแรกต้องผ่านการตรวจไบโอเมตริกซ์ ได้แก่ การสแกนลายนิ้วมือและสแกนใบหน้าเพื่อยืนยันอัตลักษณ์บุคคลด้วย

เอกสารที่ต้องใช้ในการขอวีซ่าท่องเที่ยวโปรตุเกส

หากจะบอกว่านี่เป็นเรื่องสำคัญลำดับต้น ๆ ในการยื่นวีซ่าโปรตุเกสคงไม่ใช่เรื่องผิดนัก เพราะถ้าเอกสารฉบับใดขาดหายหรือยื่นไม่ครบถ้วนทางศูนย์รับยื่นฯ และสถานทูตจะแจ้งให้ยื่นเพิ่มซึ่งเป็นเรื่องเสียเวลามาก นี่คือลิสต์เอกสารทั้งหมดสำหรับผู้ที่วางแผนขอวีซ่าโปรตุเกส เตรียมให้ครบได้เลย

  1. เอกสารแบบฟอร์มยื่นสมัครวีซ่าท่องเที่ยวโปรตุเกส ต้องทำการล็อกอินเข้าไปที่ศูนย์รับยื่นฯ TLS Contact  จากนั้นสร้างบัญชีและกรอกข้อมูลทั้งหมดให้ครบถ้วน 
  2. หนังสือเดินทาง (Passport) ตัวจริงมีอายุการใช้งานไม่ต่ำกว่า 9 เดือน และต้องไม่ต่ำกว่า 3 เดือนนับตั้งแต่วันออกจากประเทศกลุ่มเชงเก้น เหลือหน้าว่างอย่างน้อย 2 หน้า แนบสำเนาหน้ารูปถ่ายและทุกหน้าที่มีตราประทับ หากมีหนังสือเดินทางเล่มเก่าให้นำติดมาด้วยพร้อมสำเนา
  3. รูปถ่ายสีพื้นหลังขาวหน้าตรงถ่ายไว้ไม่เกิน 6 เดือน ขนาดกว้าง 3.5 ซม. สูง 4.5 ซม. ห้ามมีแว่นตาดำ หมวก ผ้าคลุมบดบังใบหน้า ยกเว้นการแต่งตัวตามข้อกำหนดทางศาสนา ใบหูและคิ้วต้องปรากฏบนรูป ครอบคลุมตั้งแต่ศีรษะถึงหัวไหล่ ห้ามสวมต่างหู สร้อยคอ และคอนแทคเลนส์ทุกชนิด
  4. เอกสารการจองตั๋วเครื่องบินไป-กลับ
  5. เอกสารการจองโรงแรมที่พักตลอดการอยู่ในโปรตุเกส
  6. แผนการเดินทางท่องเที่ยวแบบละเอียด ระบุวันเดินทางเข้า-ออกประเทศกลุ่มเชงเก้น และแผนเดินทางไปยังประเทศอื่น ๆ (ถ้ามี)
  7. ประกันเดินทางต่างประเทศ ต้องครอบคลุมทั้งการรักษาพยาบาลจากกรณีเจ็บป่วยและอุบัติเหตุ วงเงินคุ้มครองไม่ต่ำกว่า 30,000 EUR หรือ 1.5 ล้านบาท (เวลายื่นเอกสาร ใช้ทั้ง กรมธรรม์ประกันภัย และ ตารางผลประโยชน์)
  8. รายการเดินบัญชีธนาคารย้อนหลัง (Statement) อย่างน้อย 3 เดือน ทั้งตัวจริงและสำเนา
  9. เอกสารยืนยันสถานะด้านการทำงานหรือการศึกษาของผู้ขอวีซ่า จำแนกประเภทออกได้ ดังนี้
  • พนักงานบริษัท เอกสารรับรองการทำงานจากหน่วยงานที่ตนเองสังกัดอยู่ ระบุตำแหน่ง เงินเดือน อายุงาน จำนวนวัน และเหตุผลในการลาหยุดให้ชัดเจน พร้อมสลิปเงินเดือน (ถ้ามี)
  • เจ้าของธุรกิจ หนังสือจดทะเบียนธุรกิจ หรือหนังสือจดทะเบียนพาณิชย์อย่างใดอย่างหนึ่ง
  • นักเรียน นักศึกษา เอกสารรับรองการเป็นนักเรียน นักศึกษา ซึ่งออกโดยสถาบันที่ตนเองศึกษาอยู่
  1. เอกสารการเปลี่ยนชื่อ-สกุล (ถ้ามี)
  2. กรณีผู้เยาว์ต้องการขอวีซ่าต้องมีสำเนาสูติบัตร สำเนาบัตรประชาชนหรือสำเนาหนังสือเดินทางของพ่อแม่ หลักฐานการปกครองผู้เยาว์ (แปลอังกฤษหรือโปรตุเกสและผ่านการรับรองจากกระทรวงต่างประเทศไทย ทั้งหมด) หากผู้เยาว์เดินทางตามลำพังต้องมีหนังสือยินยอมออกโดยหน่วยงานราชการ เช่น อำเภอ ส่วนผู้เยาว์เดินทางกับผู้ปกครองท่านเดียว ให้อีกท่านออกหนังสือยินยอม และหากผู้ปกครองท่านหนึ่งเสียชีวิตต้องมีสำเนาใบมรณะบัตรยืนยันด้วย
ขอวีซ่าโปรตุเกส

ค่าธรรมเนียมการขอวีซ่าโปรตุเกสประเภทท่องเที่ยว

หลังจากศึกษาเกี่ยวกับเอกสารขอวีซ่าโปรตุเกสกันครบถ้วนแล้ว อีกสิ่งที่ต้องรู้ไว้ด้วยนั่นคือค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการยื่นวีซ่าโปรตุเกสเพื่อจะได้เตรียมในส่วนนี้ให้พร้อม สามารถแบ่งออกตามข้อกำหนดของทางศูนย์รับยื่นฯ ที่ระบุอัตราค่าธรรมเนียมเอาไว้ ดังนี้

  • ค่าธรรมเนียมวีซ่า ผู้ใหญ่ 90 EUR หรือประมาณ 3,189 บาท
  • ค่าธรรมเนียมวีซ่า เด็กอายุ 6-12 ปี 45 EUR หรือประมาณ 1,700 บาท
  • เด็กอายุ 0-11 ปี ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมวีซ่า
  • ค่าบริการของศูนย์รับยื่นวีซ่า TLS Contact 1,040 บาท / ท่าน

 

*ซึ่งทางศูนย์ TLScontact ได้ตกลงกับทางสถานทูตโปรตุเกสประจำประเทศไทย สำหรับค่าบริการยื่นวีซ่าโปรตุเกส โดยจะรวมค่าดำเนินการต่างๆ เช่น การสมัครวีซ่า การดำเนินงานด้านเอกสาร การเก็บข้อมูล การทำการการนัดหมาย

ขั้นตอนวิธีขอวีซ่าท่องเที่ยวโปรตุเกสอย่างละเอียด

เมื่อเตรียมเอกสารและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ครบถ้วนแล้ว ก็พร้อมเข้าสู่ขั้นตอนในการยื่นขอวีซ่าโปรตุเกสประเภทท่องเที่ยวกันได้เลย ทั้งนี้ต้องขออธิบายเพิ่มว่าหากใครเคยตรวจไบโอเมตริกซ์แล้วสามารถให้ผู้แทนทำการยื่นขอได้โดยมีเอกสารมอบอำนาจเซ็นรับรอง

วิธีขอวีซ่าท่องเที่ยวโปรตุเกส ทำตามขั้นตอนได้เลย

  1. ลำดับแรกสำหรับวิธีขอวีซ่าท่องเที่ยวโปรตุเกสให้ทำนัดกับ TLS Contact  ทำการล็อกอินให้เรียบร้อย เข้าสู่ขั้นตอนการนัดหมาย เลือกวัน-เวลาที่ต้องการไปยื่นเอกสาร อย่าลืมปริ้นท์เอกสารใบนัดหมายแนบติดตัวไปด้วย
  2. เมื่อถึงวันนัดให้เดินทางไปยังศูนย์ยื่นวีซ่าฯ ติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อยื่นเอกสารทั้งหมดให้ตรวจสอบ ทำการชำระเงินเป็นสกุลเงินบาท ต่อด้วยขั้นตอนการตรวจอัตลักษณ์ส่วนบุคคล (สแกนลายนิ้วมือ, สแกนใบหน้า) สำหรับคนที่ยังไม่เคยทำวีซ่ามาก่อน
  3. ทางศูนย์ฯ จะส่งข้อมูลทั้งหมดให้สถานทูตพิจารณา ซึ่งทางสถานทูตอาจมีการเรียกผู้ขอวีซ่าไปสัมภาษณ์เพิ่มเติมได้ หลังจากทำทุกขั้นตอนครบก็เดินทางไปรับเล่มหนังสือเดินทางคืน หรือใครเลือกส่งคืนผ่าน EMS ก็รออยู่บ้านได้เลย สุดท้ายรอผลการอนุมัติวีซ่าว่าผ่านหรือไม่ เป็นอันเสร็จสิ้นวิธีขอวีซ่าโปรตุเกสประเภทท่องเที่ยว

สถานที่ขอวีซ่าท่องเที่ยวโปรตุเกสต้องดำเนินการที่ไหน

อย่างที่อธิบายเอาไว้เกี่ยวกับวิธีขอวีซ่าโปรตุเกสประเภทท่องเที่ยว สำหรับผู้ที่จะยื่นวีซ่าโปรตุเกสต้องทำการติดต่อกับศูนย์บริการ TLS Contact เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่าง ๆ หากคุณเตรียมยื่นขอวีซ่าโปรตุเกสทุกประเภทสามารถเช็กรายละเอียดของศูนย์ได้เลย

ศูนย์วีซ่าโปรตุเกส (TLS Contact)

ที่อยู่: 12/1 ชั้น 12 อาคารสาทรซิตี้ 175 ถนนสาทรใต้ เขตสาทร กรุงเทพฯ 10120

โทรศัพท์: 02-838-6699 (เฉพาะวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 08.00 – 16.30 น.)

เว็บไซต์: pt.tlscontact.com/th/BKK

บริการรับยื่นวีซ่า (เฉพาะนัดหมาย): เวลา 08.00 – 12.30 น. และ 13.30 – 16.30 น.

บริการรับหนังสือเดินทางคืน (ไม่ต้องนัดหมาย): เวลา 08.00 – 16.30 น.

portugese-egg-tarts

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวีซ่าโปรตุเกสประเภทท่องเที่ยว

ยังมีข้อมูลเพิ่มเติมอื่น ๆ น่าสนใจสำหรับผู้ที่จะขอวีซ่าโปรตุเกสประเภทท่องเที่ยวหรือดำเนินการขอเรียบร้อยแล้ว เพื่อให้มั่นใจว่าทริปการเดินทางของคุณจะสมบูรณ์แบบและเป็นไปตามที่คาดหวังเอาไว้มากที่สุด ดังนี้

ระยะเวลาดำเนินการขอวีซ่าท่องเที่ยวโปรตุเกส

ผู้ที่ยื่นวีซ่าโปรตุเกสหลังทำตามขั้นตอนทุกอย่างเรียบร้อยแล้วทางศูนย์รับยื่นฯ และสถานทูตจะใช้เวลาพิจารณาวีซ่าโปรตุเกสประมาณ 15 วันทำการ  หากผ่านการอนุมัติก็สามารถไปเที่ยวโปรตุเกสตามแผนของตนเองได้เลย ทั้งนี้สามารถยื่นขอวีซ่าท่องเที่ยวหรือวีซ่าเชงเก้นได้ล่วงหน้าไม่เกิน 180 วัน

ถือวีซ่าท่องเที่ยวโปรตุเกสเดินทางไปที่ไหนได้บ้าง

เมื่อคุณมีวีซ่าโปรตุเกสประเภทท่องเที่ยวแล้วก็สามารถเดินทางไปเที่ยวโปรตุเกสได้ทุกจุดโดยเฉพาะเมืองใหญ่สำคัญที่มีชื่อเสียง เช่น กรุงลิสบอน (Lisbon), เกาะมาเดรา (Madeira Island), เมืองซินตรา (Sintra), เมืองลากอส (Lagos), เมืองปอร์โต (Porto), เมืองซาเกรส (Sagres) และอื่น ๆ วางแผนเอาไว้ตรงไหนก็ตะลุยเปิดประสบการณ์ชีวิตกันเลย

สรุป

นี่คือวิธีขอวีซ่าโปรตุเกสประเภทท่องเที่ยวแบบละเอียดฉบับอัปเดต 2024 ที่ทุกคนสามารถนำไปศึกษาและทำตามทีละขั้นตอนได้เลย อย่างไรก็ตามหากเตรียมตัวเดินทางไปเที่ยวโปรตุเกสสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่ขาดไม่ได้คือ ประกันเดินทางต่างประเทศ ซึ่งขอแนะนำ ประกันเดินทางโปรตุเกส เดินทางไปไหนก็อุ่นใจทั่วโลก ราคาเริ่มต้นเพียง 385 บาทใช้ยื่นวีซ่าทั่วโลกผ่านง่ายมาก คุ้มครองการติดเชื้อโควิด-19 มีบริการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยกรณีฉุกเฉิน และอื่น ๆ ครบครัน ซื้อง่ายมากผ่านออนไลน์รอรับกรมธรรม์ทางอีเมล สะดวกและตอบโจทย์กับคนยุคใหม่สายเที่ยวของจริง

DBD logo

ใบอนุญาตจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

เลขที่ 0105555036794

OIC logo

ใบอนุญาตนายหน้าประกันวินาศภัย เลขที่00008/2555  

ใบอนุญาตนายหน้าประกันภัย เลขที่ ช00012/2564

BOI logo

ได้รับการรับรองจาก BOI 2927/2555

บริษัท ลูม่า แคร์ จำกัด, 57 ปาร์คเวนเชอร์ อีโคเพล็กซ์ ชั้น 9 ยูนิต 912 ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330

Copyright © 2026 lumahealth.com. All Rights Reserved.   นโยบายความเป็นส่วนตัว