อัปเดตการขอวีซ่าโครเอเชียประเภทท่องเที่ยวฉบับ 2025

“โครเอเชีย” หรือ ดินแดนพระจันทร์เสี้ยว ถือเป็นอีกประเทศที่กำลังถูกพูดถึงอย่างมากในด้านของความสวยงามทั้งเรื่องสถาปัตยกรรม ธรรมชาติ รวมถึงวิถีชีวิตผู้คน การมีโอกาสไปเที่ยวโครเอเชียจึงเป็นอีกความฝันของหลายคน ซึ่งการจะเดินทางสู่ดินแดนแห่งนี้สิ่งสำคัญมากคือต้องมี “วีซ่าโครเอเชีย” ประเภทท่องเที่ยวติดตัวไว้เสมอ ใครอยากรู้ว่าต้องทำยังไงบ้างต้องไม่พลาดอัปเดตขั้นตอนวิธีขอวีซ่าท่องเที่ยวโครเอเชียฉบับปี 2025 กันเลย! 

ข้อมูลเบื้องต้นควรรู้ก่อนการขอวีซ่าโครเอเชียประเภทท่องเที่ยว 

ปัจจุบันวีซ่าโครเอเชียประเภทท่องเที่ยวสามารถใช้เป็น “วีซ่าเชงเก้น” ได้เรียบร้อยแล้ว หลังจากเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2023 โครเอเชียได้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของสมาชิกสหภาพยุโรปและสมาชิกในเขตพื้นที่เชงเก้น วีซ่าประเภทนี้สามารถอยู่ในเขตพื้นที่เชงเก้นได้ติดต่อกันไม่เกิน 90 วัน ภายใน 180 วัน ซึ่งวิธีขอวีซ่าโครเอเชียสามารถทำตามข้อมูลเหล่านี้ได้เลย 

วีซ่าโครเอเชีย

คุณสมบัติสำหรับผู้ขอวีซ่าโครเอเชียประเภทท่องเที่ยว 

ผู้ที่อยากทำความรู้จักกับดินแดนพระจันทร์เสี้ยวให้มากขึ้นกว่าเดิมด้วยการเดินทางไปสัมผัสกับความแปลกใหม่ด้วยตนเองแล้วเตรียมยื่นวีซ่าโครเอเชียประเภทท่องเที่ยวต้องมีอายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป กรณีอายุต่ำกว่านั้นต้องมีเอกสารรับรองจากผู้ปกครอง ไม่เป็นผู้ต้องโทษคดีรุนแรงหรือไม่เป็นผู้ถูกศาลสั่งห้ามเดินทางออกนอกประเทศโดยเด็ดขาด มีสุขภาพแข็งแรงทั้งกายและใจ พร้อมสำหรับการเดินทางท่องเที่ยว การขอวีซ่าโครเอเชียจะง่ายขึ้น 

เอกสารสำคัญเพื่อใช้ขอวีซ่าท่องเที่ยวโครเอเชีย 

ในการยื่นวีซ่าโครเอเชียเรื่องเอกสารเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องจัดเตรียมให้พร้อมเพื่อเพิ่มโอกาสในการอนุมัติของทางสถานทูตง่ายขึ้นกว่าเดิม ดังนั้นใครที่วางแผนอยากไปเยือนประเทศแห่งนี้มาเช็กลิสต์เอกสารทั้งหมดสำหรับใช้ขอวีซ่าโครเอเชียเลย 

1.แบบฟอร์มการขอวีซ่า กดเข้าไปที่ ENTER new application แล้วกรอกข้อมูลทั้งหมดลงไป อย่างไรก็ตามหากยังกรอกไม่ครบถ้วน หรือต้องการแก้ไขภายหลังผู้ขอวีซ่าต้องจด Sereal Number กับ PIN เพื่อดำเนินการ CONTINUE application entry สำหรับกรอกเพิ่มเติมหรือเช็กสถานะของตนเอง มีการแนบรูปถ่ายหน้าตรง (แบบเดียวกับการใช้ยื่นให้กับศูนย์รับยื่นฯ) ขนาดพอดีกรอบอยู่ที่ 294 x 395 พิกเซล ความละเอียด 300 DPI หากเสร็จเรียบร้อยทำการปริ้นท์แนบเอาไว้ไปยื่นวันจริง พร้อมเอกสาร 

2.หนังสือเดินทาง (Passport) ตัวจริงที่เหลืออายุการใช้งานมากกว่า 6 เดือน (หากมีเล่มเก่าให้แนบติดมาด้วย)

3.รูปถ่ายหน้าตรง พื้นหลังสีขาว ขนาดกว้าง 3.5 ซม. สูง 4.5 ซม. ไม่สวมแว่นตา แว่นตาดำ หมวก ผ้าคลุมเพื่อปกปิดใบหน้ายกเว้นการแต่งตัวตามหลักศาสนา มองเห็นตั้งแต่ศีรษะถึงหัวไหล่ จำนวน 2 รูป

4.ประกันเดินทางต่างประเทศ ต้องครอบคลุมทั้งการรักษาเมื่อเจ็บป่วยและอุบัติเหตุ วงเงินไม่ต่ำกว่า 30,000 EUR หรือ 1.5 ล้านบาท (เวลายื่นเอกสาร ใช้ทั้ง กรมธรรม์ประกันภัย และ ตารางผลประโยชน์)

5.เอกสารการจองตั๋วเครื่องบินไป-กลับ

6.เอกสารการจองที่พักโรงแรมตลอดการพำนักในโครเอเชีย

7.แผนการเดินทางท่องเที่ยวอย่างละเอียดตลอดระยะเวลาที่อยู่ในโครเอเชีย

8.เอกสารยืนยันเกี่ยวกับการทำงานของตัวผู้ขอวีซ่า แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลักตามลักษณะอาชีพ ทั้งนี้เอกสารทุกฉบับต้องแปลเป็นภาษาอังกฤษด้วย ได้แก่

 

  • พนักงานบริษัท ใช้จดหมายรับรองการทำงานจากองค์กรที่ตนเองทำงานอยู่ ระบุจำนวนวันและระยะเวลาในการลาหยุดให้ชัดเจน 
  • เจ้าของธุรกิจ ใช้หนังสือจดทะเบียนธุรกิจ หรือหนังสือจดทะเบียนพาณิชย์อย่างใดอย่างหนึ่ง 
  • นักเรียน นักศึกษา ใช้จดหมายรับรองการเป็นนักเรียน นักศึกษา ซึ่งออกโดยสถาบันที่ตนเองเรียนอยู่ 

 

9.สำเนาเอกสารการเปลี่ยนชื่อ-สกุล (ถ้ามี)

10.รายการเดินบัญชีออมทรัพย์ย้อนหลัง (Statement) 3 เดือนย้อนหลังจากธนาคาร (ห้ามใช้บัญชีเงินฝากประจำ)

11.ผู้เยาว์อายุต่ำกว่า 18 ปี ต้องมีสำเนาสูติบัตร ทะเบียนบ้าน หากเดินทางคนเดียวต้องมีเอกสารรับรองจากพ่อแม่ หรือถ้าเดินทางกับคนใดคนหนึ่งต้องมีเอกสารรับรองจากอีกฝ่าย ออกให้โดยอำเภอ ทั้งนี้หากเดินทางกับผู้อื่นที่ไม่ใช่พ่อแม่ต้องยื่นเอกสารความสัมพันธ์กับบุคคลที่เดินทางด้วยพร้อมลายเซ็นพ่อแม่

วีซ่าโครเอเชีย

ค่าธรรมเนียมในการใช้จ่ายเพื่อขอวีซ่าท่องเที่ยวโครเอเชีย 

อีกเรื่องที่ทุกคนควรรู้เมื่อตัดสินใจจะยื่นวีซ่าโครเอเชียนั่นคือค่าธรรมเนียมทั้งหมดที่เกิดขึ้นเพื่อเป็นการวางแผนด้านการเงินของตนเองให้พร้อม และเตรียมจำนวนเงินไปครบถ้วน ไม่ต้องเสียเวลาในดำเนินการหลายรอบ ซึ่งการขอวีซ่าโครเอเชียมีค่าใช้จ่ายดังนี้ 

  • ค่าธรรมเนียมวีซ่า ผู้ใหญ่ 80 EUR หรือประมาณ 3,109 บาท 
  • ค่าธรรมเนียมวีซ่า เด็กอายุ 6-12 ปี 40 EUR หรือประมาณ 1,215 บาท 
  • เด็กอายุ 0-11 ปี ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมวีซ่า 
  • ค่าบริการส่งเอกสารไป-กลับต่างประเทศ (ประเทศไทยไม่มีสถานทูตโครเอเชีย ต้องส่งไปที่อินโดนีเซีย ทุกคนจึงต้องเสียค่าดำเนินการส่วนนี้) 1,865 บาท 
  • ค่าบริการศูนย์รับยื่น VFS Global 1,215 บาท / ท่าน 

ทั้งนี้ทางศูนย์ฯ ยังมีบริการเพิ่มเติมเพื่อสร้างความสะดวกให้กับผู้ดำเนินการขอวีซ่าทุกคน หากสนใจบริการใดสามารถเช็กข้อมูลตามนี้เลย 

  • บริการส่ง SMS แจ้งอัปเดตสถานะวีซ่า 75 บาท 
  • บริการส่งคืนเอกสารและหนังสือเดินทางด้วย EMS 265 บาท 
  • บริการแปลเอกสาร 590 บาท 
  • บริการถ่ายรูป 250 บาท 
  • บริการห้องรับรองพิเศษ 3,495 บาท (รวมบริการอื่นไว้ให้เพิ่มเติม) 
  • บริการยื่นเอกสารสมัครวีซ่าเคลื่อนที่ แบ่งเป็น รายบุคคลและกลุ่มไม่เกิน 5 คน 12,570 บาท, กลุ่มตั้งแต่ 6 คนขึ้นไป 2,515 บาท 

วิธีขอวีซ่าท่องเที่ยวโครเอเชียตามขั้นตอนอย่างละเอียด 

หลังจากรู้ข้อมูลทั้งเรื่องเอกสารและค่าใช้จ่ายกันไปเรียบร้อยก็เข้าสู่ขั้นตอนเกี่ยวกับวิธีขอวีซ่าท่องเที่ยวโครเอเชีย ซึ่งทุกคนสามารถทำตามสิ่งที่จะบอกตามลำดับต่อไปนี้ได้เลย ไม่ยุ่งยากอย่างที่คิด เพิ่มโอกาสได้วีซ่าท่องเที่ยวตามคาดหวัง 

วิธีขอวีซ่าท่องเที่ยวโครเอเชียอย่างละเอียด 

1.ขั้นตอนแรกสำหรับวิธีขอวีซ่าท่องเที่ยวโครเอเชียต้องทำการนัดกับ VFL Global (คลิกที่นี่) สมัครสมาชิกแล้วล็อกอินเข้าไปดำเนินการเลือกวัน-เวลาที่ตนเองสะดวก เมื่อเรียบร้อยแล้วให้พิมพ์เอกสารยืนยันติดตัวไปในวันจริงด้วย

2.เมื่อถึงวันนัดให้เดินทางไปยังศูนย์ยื่นวีซ่าฯ ติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อยื่นเอกสารทั้งหมด จากนั้นจะมีการตรวจสอบเอกสารเบื้องต้นหากไม่มีข้อผิดพลาดใด ๆ ก็ทำการชำระเงินเป็นสกุลเงินบาท ต่อด้วยการตรวจอัตลักษณ์ส่วนบุคคล (สแกนลายนิ้วมือ, ถ่ายรูปใบหน้า) สำหรับคนที่ยังไม่เคยทำวีซ่ามาก่อน 

3.ศูนย์รับยื่นฯ จะส่งเอกสารไปยังสถานทูตโครเอเชียประจำประเทศอินโดนีเซียเพื่อพิจารณา ซึ่งทางสถานทูตอาจมีการสัมภาษณ์เพิ่มเติมได้ จากนั้นศูนย์จะแจ้งให้ไปรับเล่มหนังสือเดินทางคืน หรือกรณีเลือกส่งคืนผ่าน EMS ก็สะดวกมากกว่า รอผลการอนุมัติวีซ่าว่าผ่านหรือไม่ เป็นอันเสร็จสิ้นวิธีขอวีซ่าโครเอเชียประเภทท่องเที่ยวแล้ว

สถานที่ยื่นขอวีซ่าท่องเที่ยวโครเอเชีย 

จากวิธีขอวีซ่าโครเอเชียประเภทท่องเที่ยวจะเห็นว่าตั้งแต่การเตรียมเอกสาร ค่าธรรมเนียม ไปจนถึงขั้นตอนต่าง ๆ ไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่คิด อย่างไรก็ตามการยื่นวีซ่าโครเอเชียจะต้องดำเนินการที่ศูนย์รับยื่นฯ เพียงแห่งเดียวเท่านั้น เพราะทางศูนย์ฯ จะมีการส่งข้อมูลขอวีซ่าโครเอเชียทั้งหมดไปยังต่างประเทศ ทุกคนสามารถติดต่อศูนย์ฯ ได้ที่ 

ศูนย์รับยื่นวีซ่าโครเอเชีย VFS GLOBAL (Thailand) 

ที่อยู่: 10/104-106 ชั้น 8 อาคารเดอะเทรนดี้ สุขุมวิท ซอย 13 แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110 

วันเปิดทำการ: วันจันทร์ – วันศุกร์ 

เวลาทำการ: 08.00 – 12.00 น. และ 13.00 – 14.30 น. 

โทรศัพท์: 02-460-7054 

เว็บไซต์: visa.vfsglobal.com/ 

ระยะเวลาสำหรับการขอวีซ่าท่องเที่ยวโครเอเชีย 

สำหรับระยะเวลาขอวีซ่าโครเอเชียประเภทท่องเที่ยวต้องรอประมาณ 15-30 วัน หลังทำตามขั้นตอนทั้งหมดครบถ้วน เนื่องจากเอกสารและข้อมูลการยื่นวีซ่าโครเอเชียต้องถูกส่งไปยังสถานทูตโครเอเชียประจำประเทศอินโดนีเซีย ทั้งนี้ผู้ขอสามารถดำเนินการล่วงหน้าได้ไม่เกิน 90 วัน ก่อนถึงวันเดินทางไปเที่ยวโครเอเชีย 

สรุป 

จากวิธีขอวีซ่าโครเอเชียประเภทท่องเที่ยวทั้งหมดที่อธิบายมาจะพบว่าทุกขั้นตอนหากทำได้อย่างครบถ้วนถูกต้องก็ไม่มีอะไรยุ่งยากเลย แต่ต้องไม่ลืมว่าการเที่ยวโครเอเชียเรื่องของ ประกันเดินทาง คือหัวใจสำคัญเพราะนอกจากคุ้มครองด้านการรักษาพยาบาลยังต้องใช้เป็นหลักฐานยื่นขอวีซ่า ประกันเดินทางโครเอเชีย จึงพร้อมเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์สำหรับนักเดินทางทุกคน ราคาเริ่มต้นเพียง 199 บาท ให้ความคุ้มครองสูงสุดถึง 5 ล้านบาท ใช้ยื่นวีซ่าทั่วโลกแบบหมดห่วง คุ้มครองโควิด-19 จะซื้อแบบรายเที่ยวหรือรายปีก็ตามสะดวก สมัครง่ายผ่านออนไลน์จากนั้นรับเอกสารทันที สิ่งดี ๆ ที่ทำให้การท่องเที่ยวของคุณแฮปปี้ยิ่งกว่าเดิม 

ขั้นตอนขอวีซ่าโปแลนด์ประเภทท่องเที่ยว อัปเดต 2024

“โปแลนด์” ดินแดนแถบยุโรปตอนกลางซึ่งปัจจุบันชาวไทยนิยมเดินทางไปสัมผัสกับบรรยากาศ ความงดงามของสถาปัตยกรรมต่าง ๆ มากขึ้น ใครที่วางแผนอยากลองเที่ยวโปแลนด์สักครั้ง นอกจากการเตรียมเงินในกระเป๋าให้พร้อมอีกสิ่งที่ห้ามลืมเด็ดขาดนั่นคือ “วีซ่าโปแลนด์” ประเภทท่องเที่ยวสำหรับคนไม่ได้มีญาติ เพื่อนใด ๆ อาศัยอยู่ที่นั่น ขอพาทุกคนมาศึกษาวิธีขอวีซ่าท่องเที่ยวโปแลนด์กันแบบละเอียดทุกขั้นตอนเลยดีกว่าแต่ละสเต็ปต้องทำอะไรบ้าง 

ข้อควรรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการขอวีซ่าโปแลนด์ประเภทท่องเที่ยว 

สำหรับใครที่สนใจอยากเปิดประสบการณ์ใหม่ ๆ ด้วยการเที่ยวโปแลนด์ ต้องเข้าใจก่อนว่าวีซ่าโปแลนด์ประเภทท่องเที่ยวถูกจัดอยู่ในกลุ่มของวีซ่าเชงเก้น หากดำเนินการผ่านตามเงื่อนไขที่กำหนดแล้วสามารถพำนักอาศัยอยู่ในโปแลนด์ได้ไม่เกิน 90 วัน ภายใน 180 วัน ซึ่งวิธีขอวีซ่าโปแลนด์ประเภทนี้ไม่ได้ยากอย่างที่คิด เหมาะกับการสัมผัสสิ่งที่คุณอาจไม่เคยพบเจอมาก่อนในหลายมิติจริง ๆ 

วีซ่าโปแลนด์

คุณสมบัติสำหรับคนที่ต้องการขอวีซ่าโปแลนด์ประเภทท่องเที่ยว 

หากคุณต้องการยื่นวีซ่าโปแลนด์ คุณสมบัติสำคัญเบื้องต้นต้องมีอายุเกิน 18 ปีบริบูรณ์ กรณีเด็กอายุต่ำกว่านี้แล้วจะขอวีซ่าโปแลนด์ต้องมีเอกสารรับรองจากพ่อแม่ผู้ปกครองออกให้โดยอำเภอเป็นภาษาอังกฤษ ไม่เป็นผู้มีคดีความร้ายแรง ไม่เป็นผู้ถูกศาลสั่งห้ามเดินทางออกนอกประเทศ มีสุขภาพแข็งแรงไม่เสี่ยงต่อการเจ็บป่วยระหว่างท่องเที่ยวหรือพำนักในโปแลนด์  

เอกสารที่ต้องใช้ในการยื่นขอวีซ่าโปแลนด์ประเภทท่องเที่ยว 

เป็นเรื่องสำคัญเมื่อต้องการขอวีซ่าโปแลนด์ต้องเตรียมให้พร้อมเพื่อความสะดวก รวดเร็ว ไม่ต้องเสียเวลาดำเนินการใหม่โดยเฉพาะการจองคิวจนอาจทำให้ไม่ทันกับเวลาที่วางแผนเอาไว้ ซึ่งเอกสารสำหรับใช้ยื่นวีซ่าโปแลนด์ ประกอบไปด้วย 

  1. 1.แบบฟอร์มการกรอกข้อมูลเพื่อขอวีซ่าผ่านช่องทางออนไลน์  เมื่อเข้าไปแล้วเปลี่ยนภาษาเป็นภาษาอังกฤษ จากนั้นเลือก Schengen Visa – Fill in form จากนั้นใส่ข้อมูลตามที่หน้าเว็บระบุและทำตามขั้นตอนจนครบ เมื่อได้เป็นเอกสารแล้วปริ้นท์ออกมาสำหรับนำไปยื่น
  2. 2.หนังสือเดินทาง (Passport) ฉบับปัจจุบันมีอายุมากกว่า 3 เดือน นับจากวันที่จะเดินทางกลับเมืองไทย หรือเดินทางออกจากโปแลนด์ มีหน้าว่างไม่ต่ำกว่า 2 หน้า พร้อมถ่ายสำเนาหน้าแรกแนบติดไปด้วย (หากมีพาสปอร์ตเล่มเก่าก็นำไปด้วยเช่นกัน)
  3. 3.สำเนาบัตรประชาชนเซ็นรับรองสำเนาถูกต้อง (บางกรณีสถานทูตอาจเรียกขอสำเนาทะเบียนบ้านเพิ่มเติม)
  4. 4.รูปถ่ายสีหน้าตรง ฉากหลังสีขาว ขนาดกว้าง 3.5 ซม. สูง 4.5 ซม. ไม่สวมแว่นดำ หมวก หรืออุปกรณ์ปิดบังใบหน้ายกเว้นสวมใส่ตามหลักศาสนา มองเห็นตั้งแต่ศีรษะถึงบ่า ไม่ยิ้มเห็นฟัน จำนวน 2 รูป
  5. 5.เอกสารยืนยันการทำงาน แบ่งออกตามลักษณะอาชีพทุกฉบับต้องแปลเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด ซึ่งแต่ละกลุ่มอาชีพ ได้แก่
  • พนักงานบริษัท ต้องใช้จดหมายรับรองการทำงานจากองค์กรที่ตนเองสังกัดอยู่ ระบุตำแหน่งความรับผิดชอบงาน จำนวนเงินเดือน อายุงานที่ทำ และจำนวนวันลาหยุดงานของรอบที่จะเดินทาง 
  • เจ้าของธุรกิจ ต้องใช้หนังสือจดทะเบียนธุรกิจ หรือหนังสือจดทะเบียนพาณิชย์อย่างใดอย่างหนึ่ง 
  • นักเรียน นักศึกษา ต้องใช้จดหมายรับรองการเป็นนักเรียน นักศึกษา ออกให้โดยสถาบันที่ตนเองกำลังศึกษา 
  1. 6.เอกสารยืนยันด้านสถานะทางการเงิน เช่น รายการเดินบัญชีย้อนหลัง (Statement) ไม่น้อยกว่า 3 เดือน หนังสือรับรองจากธนาคาร เล่มสมุดบัญชีตัวจริง เป็นต้น
  2. 7.ประกันเดินทางต่างประเทศ ครอบคลุมทั้งการเจ็บป่วยและอุบัติเหตุ วงเงินคุ้มครองไม่น้อยกว่า 30,000 EUR หรือ 1.5 ล้านบาท (เวลายื่นเอกสาร ใช้ทั้ง กรมธรรม์ประกันภัย และ ตารางผลประโยชน์)
  3. 8.เอกสารการจองตั๋วเครื่องบินไป-กลับ
  4. 9.เอกสารการจองโรงแรมที่พักตลอดเวลาที่อยู่ในโปแลนด์
  5. 10.แผนการเดินทางท่องเที่ยวในโปแลนด์อย่างละเอียด
  6. 11.เอกสารการเปลี่ยนชื่อ-สกุล (ถ้ามี)
  7. 12.กรณีเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ต้องมีสูติบัตร และเอกสารรับรองจากพ่อแม่ผู้ปกครองออกให้โดยอำเภอ หรือกรณีไปกับพ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่ง อีกฝ่ายต้องยื่นเอกสารรับรองเพิ่มเติมด้วย

ค่าธรรมเนียมในการยื่นขอวีซ่าท่องเที่ยวโปแลนด์ 

หลังจากเตรียมเอกสารสำหรับยื่นวีซ่าโปแลนด์กันเรียบร้อยแล้ว อีกสิ่งที่ต้องรู้เอาไว้ในการขอวีซ่าโปแลนด์นั่นคือค่าธรรมเนียม หรือค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้น ซึ่งปัจจุบันในการขอวีซ่าต่อครั้งจะมีค่าบริการสถานทูตคิดเป็นเงินไทยประมาณ 2,947 บาท  

ขั้นตอนทั้งหมดเกี่ยวกับวิธีขอวีซ่าท่องเที่ยวโปแลนด์  

เมื่อเอกสารพร้อม ค่าธรรมเนียมครบถ้วน ก็มาถึงขั้นตอนสำคัญที่ทุกคนต้องศึกษาให้ละเอียดนั่นคือ วิธีขอวีซ่าท่องเที่ยวโปแลนด์ โดยต้องบอกว่ามีเงื่อนไขบางอย่างเล็กน้อยที่ควรรู้จะได้ไม่เสียเวลาดำเนินการและยังช่วยเพิ่มโอกาสที่วีซ่าจะผ่านเร็วขึ้นกว่าเดิมด้วย 

วิธีขอวีซ่าท่องเที่ยวโปแลนด์ ต้องทำอะไรบ้าง 

  1. 1.ขั้นตอนแรกสำหรับวิธีขอวีซ่าท่องเที่ยวโปแลนด์ให้ทำการจองคิวผ่านหน้าเว็บสถานทูต  เมื่อเข้าไปแล้วเปลี่ยนเป็นภาษาอังกฤษ จากนั้นเลือก Schengen Visa – Register form ยืนยันตัวตนด้วยการใส่ตัวอักษรจากภาพ แล้วกำหนดวัน-เวลาที่สะดวกในการขอวีซ่าได้เลย 

ปล. ในการขอวีซ่าโปแลนด์ประเภทท่องเที่ยวจะต้องทำการจองคิวและมีกำหนดการยื่นเรื่องให้ชัดเจนก่อนจากนั้นค่อยทำการกรอกรายละเอียดเอกสารแบบฟอร์มวีซ่า 

  1. 2.เมื่อถึงวันนัดให้เดินทางไปยังสถานทูตโปแลนด์ ติดต่อฝ่ายรับทำวีซ่า จากนั้นดำเนินการตามขั้นตอนตั้งแต่ยื่นเอกสารทั้งหมดให้ครบถ้วน เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเรียบร้อยก็ทำการชำระเงินค่าธรรมเนียม ต่อด้วยการตรวจสอบอัตลักษณ์บุคคลโดยการสแกนลายนิ้วมือและใบหน้า หากไม่มีสิ่งใดผิดพลาดก็กลับบ้านได้ทันที
  2. 3.ทางสถานทูตจะทำการพิจารณาความเหมาะสมของผู้ขอวีซ่า จากนั้นจะทำการแจ้งให้รับเอกสารคืนภายหลังรวมถึงแจ้งผลการขอวีซ่า เป็นอันเสร็จสิ้นวิธีขอวีซ่าโปแลนด์ประเภทท่องเที่ยว
วีซ่าโปแลนด์

สถานที่สำหรับขอวีซ่าท่องเที่ยวโปแลนด์ 

จากขั้นตอนวิธีขอวีซ่าโปแลนด์หากคุณเตรียมเอกสารต่าง ๆ ครบถ้วนจะเห็นว่าไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลย แต่สิ่งสำคัญที่ควรรู้อีกอย่างคือปัจจุบันการยื่นวีซ่าโปแลนด์สามารถทำได้เพียงแห่งเดียวนั่นคือสถานเอกอัครราชทูตโปแลนด์ประจำประเทศไทย (ไม่สามารถทำวีซ่าโปแลนด์กับศูนย์บริการอื่นได้) 

แผนกวีซ่า สถานเอกอัครราชทูต สาธารณรัฐโปแลนด์ ประจำประเทศไทย 

ที่อยู่: ห้อง 605-607 ชั้น 6 อาคารแอทธินี ทาวเวอร์ ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330 

โทรศัพท์: 02-079-7300,  

อีเมล: [email protected] 

เว็บไซต์: www.gov.pl/web/thailand 

วัน-เวลาให้บริการ: เฉพาะวันจันทร์ วันพุธ และวันศุกร์ เวลา 09.00 – 12.00 น. 

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำวีซ่าท่องเที่ยวโปแลนด์ 

นอกจากข้อมูลต่าง ๆ ที่ระบุเอาไว้ทั้งหมดแล้ว เพื่อให้การวางแผนท่องเที่ยวของคุณเป็นไปอย่างที่ใจคาดหวัง จึงอยากแนะนำข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำวีซ่าท่องเที่ยวโปแลนด์ให้ศึกษากันอีกเล็กน้อย จะช่วยสร้างความมั่นใจและเพิ่มความน่าตื่นเต้นก่อนเดินทางได้อย่างแน่นอน 

ระยะเวลาที่ใช้ในการยื่นวีซ่าท่องเที่ยวโปแลนด์ 

หลังทำการยื่นวีซ่าโปแลนด์ประเภทท่องเที่ยว ชำระเงิน และตรวจอัตลักษณ์เรียบร้อย ต้องใช้เวลาดำเนินการตรวจสอบความเหมาะสมสำหรับอนุมัติวีซ่าโปแลนด์ประมาณ 10 – 15 วันทำการ ดังนั้นใครที่คิดเที่ยวโปแลนด์ควรวางแผนทำวีซ่าเผื่อเอาไว้สักนิด ซึ่งปกติแล้วคุณสามารถดำเนินการขอวีซ่าล่วงหน้าได้ประมาณ 180 วัน ก่อนถึงวันเดินทาง 

ถือวีซ่าท่องเที่ยวโปแลนด์ สามารถไปที่ไหนได้บ้าง 

เมื่อคุณมีวีซ่าโปแลนด์อยู่กับตัวก็สามารถเดินทางไปเที่ยวโปแลนด์ได้ทุกจุด ทุกเมืองของประเทศแห่งนี้ ซึ่งแลนด์มาร์กยอดนิยมและอยากแนะนำให้ได้สัมผัสกับความพิเศษ เช่น กรุงวอร์ซอ (Warsaw), เมืองวรอตซวาฟ (Wroclaw), หมู่บ้านซาลิพาย (Zalipie Village), ป่าเบียโลวีซา (Białowieza Forest), เทือกเขาทาทรา (Tatra Mountains), ค่ายกักกันเอาชวิทซ์-เบียร์เคเนา (Auschwitz Concentration Camp) และอื่น ๆ ชอบสไตล์ไหนเลือกเลย 

สรุป 

ทั้งหมดนี้คือข้อมูลน่าสนใจเกี่ยวกับวิธีขอวีซ่าโปแลนด์ประเภทท่องเที่ยว ซึ่งใครที่วางแผนอยากไปเที่ยวโปแลนด์ก่อนจะถึงขั้นตอนการทำวีซ่าสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้นั่นคือ “ประกันเดินทางต่างประเทศ” เพราะนอกจากคุ้มครองวงเงินกรณีเจ็บป่วยหรือบาดเจ็บ ยังใช้เป็นส่วนหนึ่งของการทำวีซ่าอีกต่างหาก ขอแนะนำ “ประกันเดินทางต่างประเทศ” จะเดินทางต่างประเทศทริปไหนก็หายห่วง สามารถใช้ยื่นวีซ่าได้ทันที ราคาเริ่มต้นเพียง 199 บาท แต่ให้ความคุ้มครองสูงสุดถึง 5 ล้านบาท คุ้มครองโควิด-19 มีทั้งแบบรายเที่ยวและรายปี สมัครง่ายมากผ่านระบบออนไลน์ นักเดินทางกว่า 60,000 คน ต่างไว้วางใจ ครอบคลุมครบถ้วนแน่นอน 

 

มาทำความรู้จักฝีดาษลิง คืออะไร? ระบาดที่ไหน? ป้องกันได้อย่างไรบ้าง?

อัพเดทข้อมูลล่าสุด: 

ฝีดาษลิง

ในปี 2022 หลายประเทศในยุโรปพบการระบาดของโรคฝีดาษลิง ซึ่งเป็นโรคประจำถิ่นของประเทศในแถบแอฟริกากลางกำลังสร้างความกังวลให้ผู้คนในขณะที่ยังมีการระบาดของโรคโควิด-19 จำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นทุกวัน ประเทศต่าง ๆ รวมถึงประเทศไทยจึงเริ่มมีการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์การระบาด เวลาผ่านไป โควิด -19 ได้จางลง แต่อยู่ๆ กลางปี 2023 โรคฝีดาษลิงกลับมาเป็นข่าว และเริ่มมีการกังวลใจเรื่องโรคนี้ อย่างไรก็ตามโรคฝีดาษลิงมีประวัติการติดเชื้อในคนมามากกว่า 50 ปี มีอาการอย่างไร สามารถป้องกันได้อย่างไร LUMA ได้รวบรวมข้อมูลของโรคฝีดาษลิงไว้ดังนี้  

ฝีดาษลิง คืออะไร? 

โรคฝีดาษลิง คือ โรคติดต่อจากสัตว์สู่คน และสามารถแพร่จากคนสู่คนได้ ถูกพบครั้งแรกในประเทศแถบแอฟริกากลางและตะวันตกในปี ค.ศ. 1970 ซึ่งมีผู้ติดเชื้อมากที่สุดในสาธารรัฐคองโกและไนจีเรีย โดยโรคฝีดาษลิงมีอาการใกล้เคียงกับอาการที่เคยพบในผู้ป่วยโรคไข้ทรพิษที่เคยระบาดทั่วโลก ก่อนถูกประกาศสิ้นสุดการระบาดโดย องค์การอนามัยโลก เมื่อปี 1980  

โรคฝีดาษลิงเกิดจากเชื้อไวรัสฝีดาษลิง (monkeypox virus) เป็นไวรัสที่อยู่ในสกุล Orthopoxvirus กลุ่มเดียวกันกับไวรัสไข้ทรพิษ (variola virus) ไวรัสฝีดาษวัว (cowpox virus) และไวรัสที่ใช้ผลิตวัคซีนไข้ทรพิษ (vaccinia virus) 

แบ่งออกเป็น 2 สายพันธุ์หลัก ได้แก่ 

  • สายพันธุ์ Congo Basin พบอัตราการเสียชีวิต 10%
  • สายพันธุ์ West African พบอัตราการเสียชีวิต 1%

การค้นพบและการระบาดของโรคฝีดาษลิง 

เมื่อปี 1958 มีการค้นพบเชื้อไวรัสชนิดนี้ครั้งแรกในลิง เป็นที่มาของชื่อโรค Monkeypox หรือ “ฝีดาษลิง” เชื้อไวรัสนี้พบได้ในสัตว์หลายชนิด โดยเฉพาะสัตว์ตระกูลลิงและสัตว์ฟันแทะ เช่น กระรอก หนูป่า เป็นต้น จากนั้นในปี 1970 มีบันทึกผู้ป่วยฝีดาษลิงในมนุษย์รายแรกที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ตั้งแต่นั้นมาได้พบผู้ติดเชื้อฝีดาษลิงในหลายประเทศแถบแอฟริกากลางและแอฟริกาตะวันตก ได้แก่ แคเมอรูน สาธารณรัฐแอฟริกากลาง โกตดิวัวร์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก กาบอง ไลบีเรีย ไนจีเรีย สาธารณรัฐคองโก และเซียร์ราลีโอน 

การแพร่ไวรัสโรคฝีดาษลิง 

ไวรัสของโรคฝีดาษลิง มีพาหะนำโรคคือสัตว์ตระกูลลิงและสัตว์ฟันแทะ ซึ่งสามารถแพร่กระจายได้ทั้งจากสัตว์สู่คน และ แพร่กระจายจากคนสู่คน

สัตว์สู่คน สามารถติดต่อได้จากสัตว์ฟันแทะทุกประเภท ผ่านการสัมผัสเลือด สารคัดหลั่ง น้ำหนอง หรือผื่นของสัตว์โดยตรง การถูกสัตว์ที่ติดเชื้อฝีดาษลิงกัดหรือข่วน รวมถึงการรับประทานอาหารที่ประกอบจากเนื้อสัตว์ติดเชื้อและปรุงไม่สุก
คนสู่คน โดยการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ เช่น น้ำมูก น้ำหนอง ไอ หรือจาม โดยตรง รวมถึงการสัมผัสกับสิ่งของที่ปนเปื้อนกับเชื้อของผู้ป่วย

การติดเชื้อโรคฝีดาษลิงสามารถเกิดจากการสัมผัสและการกระทำอื่นๆ เช่น

การติดเชื้อโรคฝีดาษลิงมีระยะเวลาฝักตัวของเชื้อโรคอยู่ที่ 5-20 วัน ซึ่งหากมีการสัมผัสกับเชื้อโรคมากจะแสดงอาการอย่างรวดเร็ว และในทางกลับกัน หากสัมผัสเชื้อโรคไม่มากจะแสดงอาการภายในระยะเวลาประมาณ 3 อาทิตย์

ฝีดาษลิง

อาการและลักษณะผื่นของโรคฝีดาษลิง 

อาการในระยะที่เชื้อลุกลามก่อนร่างกายมีผื่น

ระยะที่ร่างกายเริ่มมีผื่นขึ้น เกิดขึ้นหลังจากมีไข้ได้ 1-3 วัน โดยผื่นโรคฝีดาษลิงมีลักษณะดังนี้

ฝีดาษลิงเป็นโรคที่หายได้เองโดยผู้ป่วยจะมีอาการของโรคยาวนานประมาณ 2 ถึง 4 สัปดาห์ ความรุนแรงของอาการต่าง ๆ ขึ้นอยู่กับสุขภาพเดิมของผู้ป่วย ภาวะแทรกซ้อน โดยอาการที่รุนแรงมักพบในเด็กและผู้ป่วยที่ภูมิคุ้มกันบกพร่อง 

องค์การอนามัยโลก ได้ระบุว่าอัตราการตายของโรคฝีดาษลิง อยู่ที่ร้อยละ 0-11 ในประชากรทั่วไป อัตราสูงขึ้นในเด็ก และในช่วงที่มีการระบาดล่าสุดนี้มีอัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ร้อยละ 3-6  

การป้องกันโรคฝีดาษลิง 

เนื่องจากโรคฝีดาษลิงเป็นโรคระบาดที่เป็นโรคประจำถิ่นในบางประเทศแถบแอฟริกากลาง ดังนั้นการป้องกันโรคฝีดาษลิงจึงป้องกันได้ด้วยการลดความเสี่ยงในการรับเชื้อ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขประเทศไทย ได้ระบุวิธีการป้องกันโรคฝีดาษลิงไว้ดังนี้ 

  1. หลีกเลี่ยงการสัมผัสโดยตรงกับเลือด สารคัดหลั่ง หรือตุ่มหนองของสัตว์ที่ติดเชื้อหรือสัตว์ป่า
  2. หลีกเลี่ยงการกินเนื้อสัตว์ที่ปรุงสุกไม่เพียงพอ  
  3. หมั่นล้างมือด้วยสบู่และน้ำหรือเจลแอลกอฮอล์เมื่อสัมผัสกับสัตว์หรือผู้ที่ติดเชื้อ โดยเฉพาะกรณีที่เดินทางเข้าไปในป่า
  4. ไม่นำสัตว์ป่ามาเลี้ยงหรือนำเข้าสัตว์จากต่างประเทศโดยไม่มีการ คัดกรองโรค
  5. กรณีมีการเดินทางกลับจากประเทศที่เป็นเขตติดโรค ต้องทำการคัดกรองและเฝ้าระวังอาการจนครบ 21 วัน หากมีอาการเจ็บป่วยให้รีบไปพบแพทย์ทันที และทำการแยกกักตัวเพื่อไม่ให้ผู้ป่วยมีการแพร่กระจายเชื้อ 

โรคฝีดาษลิงเป็นโรคที่สามารถป้องกันด้วยวันซีนไข้ทรพิษ โดยสามารถป้องกันได้ถึงร้อยละ 85 แต่องค์การอนามัยโลกได้ยุติการฉีดวัคซีนไข้ทรพิษตั้งแต่ประกาศสิ้นสุดโรคไข้ทรพิษในปี 1980 ทำให้คนที่เกิดหลังจากปีนั้น มีความเสี่ยงโรคฝีดาษลิงมากกว่าคนกลุ่มอื่น อย่างไรก็ตามวัคซีนไข้ทรพิษยังมีการจัดเก็บไว้ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาและมีการใช้งานในบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความเสี่ยงต่อไวรัส

โรคฝีดาษลิงในประเทศไทย

สถานการณ์โรคฝีดาษลิงในประเทศไทยในปีนี้เกิดความกังวลในเวลาที่พบผู้ติดเชื้อโดยรวดเร็ว ณ วันที่ 20 สิงหาคม 2566 นพ. โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองอธิบดีกรมควบคุมโรคได้กล่าวว่าโรคฝีดาษลิงเป็นโรคที่น่าเป็นห่วง เนื่องจากเป็นโรคที่ แพร่กระจายผ่านทางเพศสัมพันธ์และการสัมผัสโดยตรง ไม่จำเป็นต้องมีการมีเพศสัมพันธ์ก็สามารถติดเชื้อได้ เช่น การสัมผัสร่างกายและผิวหนังที่มีตุ้มหนอง จะทำให้เชื้อสามารถเข้าไปสู่ร่างกายผ่านทางผิวหนังที่อาจจะเกิดแผล 

ขณะนี้ การติดเชื้อฝีดาษลิงเพิ่มขึ้น และเป็นคนไทยเกือบ 100% ทำให้โรคนี้เป็นเรื่องน่าเป็นห่วงพอประมาณ ได้มีการระบุพื้นที่เสี่ยง โดยมีพื้นที่เสี่ยงสูง  3 จังหวัดที่อยู่ในระดับสีแดง คือ กรุงเทพมหานคร, นนทบุรี และ ชลบุรี ระดับสีส้ม ได้แก่ สมุทรปราการ ภูเก็ต ปทุมธานี และสีเหลืองอีก 13 จังหวัด

วัคซีนป้องกันโรคฝีดาษลิง

ในปัจจุบัน ประเทศไทยได้มีการนำเข้าวัคซีนป้องกันโรคฝีดาษลิงโดยเฉพาะจากสภากาชาดไทย ซึ่งไม่จำเป็นต้องฉีดทุกคน ให้ฉีดเฉพาะกลุ่มเสี่ยง หรือกลุ่มที่อาจมีโอกาสได้พบเชื้อ รวมถึงผู้ที่เกิดก่อนปี 2523 ซึ่งเคยได้รับการฉีดวัคซีนโรคฝีดาษมาแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องเข้ารับวัคซีนดังกล่าว เนื่องจากมีการค้นพบว่าพบว่าโรคฝีดาษลิงนั้นสามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีนโรคฝีดาษ 2 ครั้ง ห่างกัน 28 วัน จะมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคฝีดาษลิงสูงถึง 80-85 เปอร์เซ็น แต่หากเป็นผู้สัมผัสเชื้อเสี่ยงสูงก็ควรได้รับวัคซีนป้องกันโรคฝีดาษลิงเพิ่มอีก 1 โดส เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกัน โดยการให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคฝีดาษวานรดังกล่าวของสภากาชาดไทยในปัจจุบัน จะเหลือเพียงวิธีการฉีดเข้าชั้นผิวหนัง ราคาเข็มละ 2,200 บาท ฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 28 วัน และฉีดให้เฉพาะ “กลุ่มเสี่ยง” อายุ 18 ปีขึ้นไปเท่านั้น หลังจากก่อนหน้านี้มีการฉีด 2 วิธี คือ ฉีดเข้าชั้นใต้ผิวหนัง (ขนาดเต็มโดส 0.5 ML) ราคาเข็มละ 8,500 บาท ฉีด 2 ครั้ง ห่างกัน 28 วัน และ ฉีดเข้าชั้นผิวหนัง (ครั้งละ 0.1 ML) ราคาจุดละ 2,200 บาท ฉีด 2 ครั้ง ห่างกัน 28 วัน แต่ด้วยมีผู้มารับบริการจำนวนมาก จึงจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมยิ่งขึ้น

หมายเหตุ: เนื้อหาของบทความนี้เป็นเพียงการนำเสนอข้อมูลแก่ผู้อ่านเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพและปัญหาทางการแพทย์ที่อาจเกิดขึ้น แม้ว่าเราจะพยายามเป็นอย่างยิ่งที่จะให้ข้อมูลที่ถูกต้อง แต่เราไม่ได้รับประกันในส่วนของความถูกต้อง ความทันสมัย และความครบถ้วนของเนื้อหา โปรดทราบว่าข้อมูลใด ๆ ในบทความนี้ไม่ใช่แหล่งข้อมูลที่เหมาะสมสำหรับการให้คำแนะนำทางการแพทย์ การให้ข้อมูลนี้แก่คุณ เราไม่ได้ให้คำแนะนำใด ๆ ที่นำไปสู่การตัดสินใจเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ ไม่มีเนื้อหาใดในบทความนี้ที่สามารถนำไปพิจารณาหรือปฏิบัติแทนคำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัย หรือการรักษาได้ และไม่มีข้อมูลใดในบทความนี้ที่แสดงถึงหรือรับประกันว่าคำแนะนำเหล่านั้นปลอดภัย เหมาะสม หรือมีประสิทธิภาพสำหรับคุณ สำหรับปัญหา ความกังวลด้านสุขภาพสุขภาพ การวินิจฉัย หรือการรักษา เราแนะนำให้ผู้อ่านขอคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับสุขภาพ

กลุ่มที่ควรระวังไวรัสฝีดาษลิง

ปกติแล้วอาการของโรคฝีดาษลิงไม่ได้รุนแรงมาก สามารถหายเองได้ภายในไม่กี่สัปดาห์ เว้นแต่อาการต่างๆ เริ่มทวีความรุนแรงขึ้น ควรพบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้อง ซึ่งกลุ่มที่ควรเข้าพบแพทย์ที่โรงพยาบาลเมื่อมีอาการโรคฝีดาษลิง ได้แก่

  • กลุ่มผู้สูงอายุ
  • กลุ่มเด็ก
  • คนที่มีอาการเจ็บป่วยหรืออยู่ในช่วงทานยาที่ส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย
  • ผู้ที่เดินทางมาจากประเทศเสี่ยง หรือกลุ่มเสี่ยงต่อการเป็นโรคฝีดาษลิง

 

เนื่องจากการติดเชื้อสามารถส่งต่อผ่านการใกล้ชิดหรือสัมผัส หากพบว่ามีอาการคล้ายกับโรคฝีดาษลิงควรกักตัวหรือแยกตัวออกห่างคนใกล้ชิด จึงจะเป็นการป้องกันที่ดีที่สุด

แหล่งที่มา NHS UK

ฝีดาษลิงคือโรคที่เกิดจากเกิดจากเชื้อไวรัสฝีดาษลิง (monkeypox virus) เป็นไวรัสที่อยู่ในสกุล Orthopoxvirus กลุ่มเดียวกันกับไวรัสไข้ทรพิษ และ ไวรัสฝีดาษวัว โดยเชื้อไวรัสนี้พบได้ในสัตว์หลากหลายชนิด โดยเฉพาะสัตว์ฟันแทะ ซึ่งมีการค้นพบเชื้อไวรัสชนิดนี้ครั้งแรกในลิง จึงเป็นที่มาของชื่อโรค Monkeypox หรือ “ฝีดาษลิง”

อาการของโรคฝีดาษลิงสามารถแบ่งอาการออกได้เป็น 2 ระยะตามปริมาณการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส ซึ่งระยะแรก คือ ระยะที่เชื้อลุกลาม อาการที่พบ ได้แก่ ไข้ ปวดหัว ปวดหลัง ปวดกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย

และภาวะต่อมน้ำเหลืองโต
หลังจากเกิดอาการในระยะแรก 4-5 วัน จะแสดงอาการในระยะต่อมา คือ ระยะที่ร่างกายเริ่มมีผื่นขึ้น ซึ่งผื่นฝีดาษลิงจะประกอบไปด้วยตุ่มบนผิวหนัง มี 4 ระยะ ได้แก่ จุดแดง ตุ่มนูน ตุ่มน้ำใส และตุ่มหนอง ตามลำดับ จากนั้นตุ่มจะแห้งแล้วหลุดหรือแตกออก

แม้ว่าโรคฝีดาษลิงจะเป็นโรคที่แพร่เชื้อได้ แต่กลุ่มคนที่มีโอกาสสัมผัสเชื้อเหล่านี้และมีความเสี่ยงสูงในการรับเชื้อฝีดาษลิง คือ

  • ผู้ที่อาศัยหรือเดินทางในพื้นที่ที่มีการระบาดของเชื้อ
  • ผู้ที่สัมผัส หรือใกล้ชิดกับสัตว์และผู้ป่วย เช่น บุคลากรทางการแพทย์ นักวิจัยเกี่ยวกับไวรัสฝีดาษลิง
  • ผู้ที่อาศัยอยู่ร่วมหรือมีกิจกรรมทางเพศกับผู้ติดเชื้อ
  • ผู้ที่อาศัยเขตป่า หรือเขตที่มีโอกาสรับเชื้อจากสัตว์

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขประเทศไทย ได้ระบุวิธีการป้องกันโรคฝีดาษลิงไว้ดังนี้ 

 

  • – หลีกเลี่ยงการสัมผัสโดยตรงกับสารคัดหลั่งทุกชนิดของสัตว์ที่ติดเชื้อหรือสัตว์ป่า
  • – หลีกเลี่ยงการกินเนื้อสัตว์ที่ปรุงสุกไม่เพียงพอ  
  • – หมั่นล้างมือด้วยสบู่และน้ำหรือเจลแอลกอฮอล์เมื่อสัมผัสกับสัตว์หรือผู้ที่ติดเชื้อ
  •  

กรณีมีการเดินทางกลับจากประเทศที่เป็นเขตติดโรค ต้องทำการคัดกรองและเฝ้าระวังอาการจนครบ 21 วัน หากมีอาการเจ็บป่วยให้รีบไปพบแพทย์ทันที และทำการแยกกักตัวเพื่อไม่ให้ผู้ป่วยมีการแพร่กระจายเชื้อ

โรคฝีดาษลิงเป็นโรคที่หายได้เองโดยผู้ป่วยจะมีอาการของโรคยาวนานประมาณ 2 ถึง 4 สัปดาห์ ความรุนแรงของอาการต่าง ๆ ขึ้นอยู่กับสุขภาพเดิมของผู้ป่วย ภาวะแทรกซ้อน โดยอาการที่รุนแรงมักพบในเด็กและผู้ป่วยที่ภูมิคุ้มกันบกพร่อง

ในปัจจุบัน ประเทศไทยได้มีการนำเข้าวัคซีนป้องกันโรคฝีดาษลิงจากสภากาชาดไทย ซึ่งไม่จำเป็นต้องฉีดทุกคน จำเป็นต้องฉีดเฉพาะกลุ่มเสี่ยง หรือกลุ่มที่อาจมีโอกาสได้พบเชื้อ รวมถึงผู้ที่เกิดก่อนปี 2523 ซึ่งเคยได้รับการฉีดวัคซีนโรคฝีดาษมาแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องเข้ารับวัคซีนดังกล่าว เนื่องจากมีการค้นพบว่าพบว่าโรคฝีดาษลิงนั้นสามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีนโรคฝีดาษ ซึ่งมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคฝีดาษลิงสูงถึง 80-85 เปอร์เซ็น แต่หากเป็นผู้สัมผัสเชื้อเสี่ยงสูงก็ควรได้รับวัคซีนป้องกันโรคฝีดาษลิงเพิ่มอีก 1 โดส เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกัน

อ่านเพิ่มเติม:

DBD logo

ใบอนุญาตจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

เลขที่ 0105555036794

OIC logo

ใบอนุญาตนายหน้าประกันวินาศภัย เลขที่00008/2555  

ใบอนุญาตนายหน้าประกันภัย เลขที่ ช00012/2564

BOI logo

ได้รับการรับรองจาก BOI 2927/2555

บริษัท ลูม่า แคร์ จำกัด, 57 ปาร์คเวนเชอร์ อีโคเพล็กซ์ ชั้น 9 ยูนิต 912 ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330

Copyright © 2026 lumahealth.com. All Rights Reserved.   นโยบายความเป็นส่วนตัว