โรคนอนไม่หลับ Insomnia ทำไมถึงรู้สึกเหนื่อยอยู่ตลอดเวลา?

คุณมีปัญหาในการนอนหลับทุกคืนหรือไม่? นอนพลิกตัวไปมาทั้งคืนเพื่อดูนาฬิกาที่เดินผ่านไป ถ้าใช่ คุณอาจกำลังประสปัญหาการนอนหลับ ซึ่งเป็นอาการที่พบได้บ่อย หรือที่เรียกว่า “โรคนอนไม่หลับ (insomnia)” และคุณไม่ใช่คนเดียวที่ประสบปัญหานี้ ความทรมานจากอาการนอนไม่หลับอาจทำให้คุณรู้สึกหงุดหงิดและเหนื่อยล้า บทความนี้ได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับอาการนอนไม่หลับ รวมถึงเทคนิคที่ช่วยคุณแก้ปัญหาโรคนอนไม่หลับด้วยตัวเอง

โรคนอนไม่หลับเป็นอย่างไร?

อาการนอนไม่หลับเป็นอาการที่ทำให้คนเรานอนหลับได้ยาก หรือไม่สามารถนอนหลับได้นานพอเพื่อให้รู้สึกสดชื่นในเช้าวันรุ่งขึ้น ผู้ที่เป็นโรคนี้จะพบว่าตนเองนอนไม่หลับแม้จะรู้สึกเหนื่อย ตื่นกลางดึกบ่อยๆ หรือมีปัญหาในการกลับมานอนหลับหลังตื่นระหว่างคืน มีคนหลายล้านที่ได้รับผลกระทบจากอาการนอนไม่หลับ แต่มีเพียงประมาณ 5% เท่านั้นที่ถึงกับต้องเข้ารับการรักษาจากโรคนี้

หากคุณประสบปัญหาการนอนหลับติดต่อกันอย่างน้อยหนึ่งเดือน หรือส่งผลต่อชีวิตประจำวันของคุณ เหล่านี้เรียกว่าโรคนอนไม่หลับเรื้อรัง และเป็นสัญญาณเตือนว่าคุณควรไปพบแพทย์

โรคนอนไม่หลับ

อะไรคือสาเหตุของโรคนอนไม่หลับ?

วิถีชีวิตประจำวันอาจส่งผลต่อการนอนหลับและมีส่วนทำให้อาการนอนไม่หลับรุนแรงขึ้น ตัวอย่างเช่น หากคุณเป็นคนที่ชอบดื่มกาแฟหรือชายามบ่าย หรือรู้สึกเครียดจากการทำงาน คุณก็อาจจะมีอาการนอนไม่หลับเป็นครั้งคราว รวมถึงปัจจัยอื่นๆ เช่น พฤติกรรมการนอนที่ไม่ดีต่อสุขภาพ (เช่น เจ็ตแล็กและการทำงานเป็นกะ) ก็อาจส่งผลต่อการนอนได้เช่นกัน

หากคุณมีอาการนอนไม่หลับเรื้อรัง แพทย์อาจทำการทดสอบต่อไปนี้เพื่อหาสาเหตุเพิ่มเติม ยกตัวอย่างเช่นความวิตกกังวล 

  • การตรวจร่างกาย: บางครั้งอาจมีการตรวจเลือดเพื่อตรวจหาปัญหาของต่อมไทรอยด์หรืออาการอื่นๆ ที่อาจเกี่ยวข้องกับปัญหาการนอนหลับ โดยแพทย์จะพิจารณาร่วมกับปัจจัยอื่นๆ เช่น กิจวัตรประจำวันโดยทั่วไป รวมถึงการรับประทานอาหารและการออกกำลังกาย
  • ทบทวนนิสัยการนอน: นิสัยการนอนที่ไม่ดีเป็นสาเหตุหลักของการนอนไม่หลับ แพทย์อาจให้คุณตอบแบบสอบถามเพื่อพิจารณารูปแบบการนอนและการตื่น และขอให้คุณจดบันทึกการนอนหลับเป็นเวลาสองสามสัปดาห์ ติดตามเวลาที่เข้านอนและตื่นนอน ใช้เวลานานแค่ไหนในการหลับ และจำนวนครั้งที่คุณตื่นในตอนกลางคืน จากนั้นดูว่าคุณสามารถปรับเปลี่ยนกิจวัตรของคุณเพื่อปรับปรุงการนอนหลับได้อย่างไร
  • การตรวจคุณภาพการนอนหลับ: หากไม่สามารถหาสาเหตุที่ชัดเจนของปัญหาการนอนหลับได้ หรือมีสัญญาณของโรคการนอนหลับอื่นๆ เช่น โรคหยุดหายใจขณะหลับหรือมีอาการขยับขาขณะหลับ ควรพักค้างคืนที่ศูนย์การนอนหลับเพื่อรับการทดสอบและติดตามการนอนหลับโดยผู้เชี่ยวชาญ การทดสอบอาจจะรวมถึงการติดตามกิจกรรมของร่างกายที่เกิดขึ้นขณะที่คุณหลับ เช่น คลื่นสมอง การหายใจ การเต้นของหัวใจ ดวงตา และการเคลื่อนไหวของร่างกาย
โรคนอนไม่หลับ

อาการนอนไม่หลับส่งผลต่อสุขภาพอย่างไร?

นอกจากผลข้างเคียงที่พบบ่อย เช่น อารมณ์แปรปรวนและความเหนื่อยล้าแล้ว การอดนอนอย่างรุนแรงยังอาจทำให้เกิดอาการแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น:

  • ผิวแก่ขึ้น: เมื่อคุณนอนหลับไม่เพียงพอ ร่างกายจะปล่อยฮอร์โมนความเครียดคอร์ติซอลออกมามากขึ้น และหากมีปริมาณที่มากเกินไป คอร์ติซอลสามารถทำลายคอลลาเจนของผิวหนัง ซึ่งเป็นโปรตีนที่ช่วยให้ผิวเรียบเนียนและยืดหยุ่น
  • เพิ่มความเสี่ยงของโรคและภาวะที่ผิดปกติอย่างอื่นของร่างกาย เช่น ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ความดันโลหิตสูง เบาหวานชนิดที่ 2 และโรคอ้วน
  • เพิ่มความเสี่ยงต่อความผิดปกติด้านสุขภาพจิต เช่น ภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล และสับสน 

การรักษาโรคนอนไม่หลับ

หากคุณมีอาการนอนไม่หลับเป็นครั้งคราว ให้ลองปรับเปลี่ยนกิจวัตรประจำวันเล็กๆ น้อยๆ เช่น:

  • เข้านอนและตื่นนอนเป็นเวลา
  • หลีกเลี่ยงคาเฟอีน นิโคติน แอลกอฮอล์ อาหารมื้อหนัก และไม่ควรออกกำลังกายสองสามชั่วโมงก่อนเข้านอน
  • ไม่ดูทีวีหรือเล่นโทรศัพท์ก่อนเข้านอน
  • ก่อนนอนให้เขียนสิ่งที่กังวลรวมถึงแนวทางการแก้ปัญหา เพื่อช่วยให้คุณลืมความกังวลเหล่านี้จนถึงเช้า

หากคุณมีอาการนอนไม่หลับอย่างรุนแรงหรือเรื้อรัง คุณอาจลองวิธีเหล่านี้ หรือควรไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยหาสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับ และวางแผนการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

  • การบำบัด: ในบางกรณี การทำจิตบำบัดโดยการปรับพฤติกรรมหรือเปลี่ยนความคิด หรือ Cognitive Behavior Therapy (CBT) ถูกนำมาใช้เพื่อรักษาอาการนอนไม่หลับ จิตบำบัดรูปแบบนี้มุ่งรักษาปัญหาด้วยการหลีกเลี่ยงความคิด อารมณ์ และรูปแบบพฤติกรรมเชิงลบที่อาจทำให้คุณนอนไม่หลับ มักเป็นวิธีการรักษาวิธีแรกที่แนะนำสำหรับโรคนอนไม่หลับเรื้อรัง และอาจนำไปสู่การรักษาในระยะยาว
  • การใช้ยาที่สั่งโดยแพทย์เพื่อรักษาโรคนอนไม่หลับ: ยานอนหลับที่สั่งโดยแพทย์มักถือเป็นทางเลือกสุดท้าย และควรใช้ครั้งละสองสามวัน หรือครั้งละสองสามสัปดาห์เท่านั้น

*บทความนี้แปลจากต้นฉบับเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งได้รับการตรวจสอบทางการแพทย์โดยทีมแพทย์ภายในของ LUMA

อ่านเพิ่มเติม:

มะเร็ง โรคยอดฮิต กับค่ารักษาที่ไม่ได้เตรียมพร้อม

โรคมะเร็งถือเป็นสาเหตุการเสียชีวิตในอันดับต้น ๆ ของทั้งคนไทยและคนทั่วโลก โดยองค์กรอนามัยโลกเผยว่า ในปี พ.ศ. 2561 มีผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่ทั่วโลกถึง 18,078,957 ล้านคน และมีผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งทั่วโลกกว่า 9,555,027 คน ส่วนในไทยมีผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่ 170,495 คน หรือเฉลี่ยวันละ 467 คน และมีผู้เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งถึง 114,119 คน หรือประมาณวันละ 313 คนเลยทีเดียว

จากข้อมูลของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ปีพ.ศ. 2561 พบว่า โรคมะเร็ง 3 อันดับแรกที่พบมากในเพศชาย ได้แก่ มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก มะเร็งตับและท่อน้ำดี และมะเร็งปอด ส่วนโรคมะเร็ง 3 อันดับแรกที่พบมากในเพศหญิง ได้แก่ มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก และมะเร็งลำไส้และทวารหนัก

จำนวนผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจากมะเร็งนั้นเพิ่มสูงขึ้นทุกปี การทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคมะเร็งให้มากขึ้น จึงน่าจะเป็นช่องทางหนึ่ง ที่ช่วยให้คุณรู้เท่าทันและพร้อมรับมือกับโรคนี้ได้ดีขึ้น

ค่ารักษามะเร็ง

โรคมะเร็ง คืออะไร

โรคมะเร็ง (Cancer) คือ โรคที่เกิดจากเซลล์หรือเนื้อเยื่อในร่างกายมีการเปลี่ยนแปลง หรือแบ่งตัวแบบกระจายอย่างรวดเร็ว และอาจลุกลามไปยังอวัยวะใกล้เคียง หรือแพร่กระจายไปตามอวัยวะสำคัญต่าง ๆ ในร่างกายได้ โรคนี้ไม่ใช่โรคติดต่อ แต่มะเร็งบางชนิดก็อาจถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ เช่น มะเร็งเต้านม โดยโรคมะเร็งส่วนใหญ่จะก่อให้เกิดก้อนเนื้องอก หรือที่เรียกว่าก้อนมะเร็ง แต่ก็ไม่ใช่ว่าเนื้องอกทุกชนิดที่เกิดขึ้นในร่างกายจะต้องเป็นมะเร็งเสมอไป 

การจะรู้ว่าเนื้องอกที่เกิดขึ้นใช่มะเร็งหรือไม่ แพทย์จะต้องเอาตัวอย่างเนื้อเยื่อหรือก้อนเนื้องอกทั้งหมดออกมา โดยวิธีที่เรียกว่า การตัดชิ้นเนื้องอกออกมาวิเคราะห์ (Biopsy) 

ประเภทของมะเร็ง

โดยทั่วไปแล้ว มะเร็งสามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ได้ดังนี้

  • มะเร็งคาร์ซิโนมา (Carcinoma) คือ มะเร็งที่มีจุดกำเนิดมาจากผิวหนัง หรือเยื่อบุอวัยวะ

  • มะเร็งซาร์โคมา (Sarcoma) คือ มะเร็งที่มีจุดกำเนิดมาจากกระดูก กระดูกอ่อน กล้ามเนื้อ ไขมัน หรือหลอดเลือด

  • มะเร็งไมอีโลมา (Myeloma) และมะเร็งลิมโฟมา (Lymphoma) คือ มะเร็งที่มีจุดกำเนิดมาจากเซลล์ของระบบภูมิคุ้มกัน

  • มะเร็งลูคีเมีย หรือมะเร็งเม็ดเลือดขาว (Leukemia) คือ มะเร็งที่มีจุดกำเนิดมาจากเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดในไขกระดูก ทำให้เม็ดเลือดผิดปกติ

  • มะเร็งระบบสมองและไขสันหลัง (Central nervous system cancers) คือ มะเร็งที่เกิดในสมอง อวัยวะในระบบประสาทส่วนกลาง หรือไขสันหลัง

รู้ทันมะเร็ง ด้วยการตรวจคัดกรองมะเร็ง

การรักษาโรคมะเร็งนั้นมีค่าใช้จ่ายสูง  แถมหากตรวจพบช้า อาการก็อาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ ฉะนั้น จึงเป็นการดีกว่าหากคุณสามารถตรวจเพื่อค้นหาโรคมะเร็งได้ตั้งแต่ก่อนเป็นโรค หรืออยู่ในระยะเริ่มต้น 

โดยวิธีการที่แพทย์นิยมใช้ก็คือ การตรวจคัดกรองมะเร็ง ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการรอดชีวิตจากมะเร็ง แถมช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการรักษามะเร็งได้ด้วย 

ในปัจจุบัน คุณสามารถเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งเบื้องต้นได้ทั้งที่โรงพยาบาลรัฐและโรงพยาบาลเอกชน โดยค่าใช้จ่ายในการตรวจคัดกรองมะเร็งเบื้องต้นนั้นก็แตกต่างกันไปตามชนิดของมะเร็ง วิธีการตรวจ และสถานพยาบาล ดังนี้

ค่าตรวจคัดกรองมะเร็งเบื้องต้นของโรงพยาบาลรัฐ 

  • ชาย อยู่ที่ประมาณ 270 – 8,800 บาท

  • หญิง อยู่ที่ประมาณ 270 – 15,000 บาท

ค่าตรวจคัดกรองมะเร็งเบื้องต้นของโรงพยาบาลเอกชน

  • ชาย อยู่ที่ประมาณ 2,800 – 9,500 บาท

  • หญิง อยู่ที่ประมาณ 3,500 – 19,000 บาท

มะเร็งค่ารักษา

วิธีการรักษามะเร็ง และค่าใช้จ่าย

วิธีการรักษาโรคมะเร็งที่ใช้กันในประเทศไทยในปัจจุบัน ได้แก่

  • การผ่าตัด คือ การผ่าเอาก้อนมะเร็งรวมทั้งต่อมน้ำเหลืองบริเวณใกล้เคียงออก

  • เคมีบำบัด หรือการทำคีโม (Chemotherapyคือ การรักษาหรือการทำลายเซลล์มะเร็งทั้งที่จุดกำเนิดและจุดที่มะเร็งแพร่กระจายไป โดยการให้ผู้ป่วยกินยาที่มีความสามารถในการฆ่าหรือทำลายเซลล์มะเร็ง ฉีดยาทางหลอดเลือดแดงหรือหลอดเลือดดำ เป็นต้น

  • รังสีรักษา (Radiotherapy) คือ การฉายรังสีที่มีพลังงานสูง เช่น รังสีเอ็กซ์ ไปยังบริเวณที่มีเซลล์มะเร็งอยู่ เพื่อฆ่าเซลล์มะเร็ง โดยไม่ทำลายเนื้อเยื่อที่ไม่เป็นมะเร็ง

  • ฮอร์โมนบำบัด (Hormone therapy) คือ การรักษาโดยการลดปริมาณฮอร์โมนในร่างกายที่อาจไปกระตุ้นให้เซลล์มะเร็งเจริญเติบโต หรือใช้ยาที่เข้าไปขัดขวางการส่งสัญญาณของฮอร์โมนที่เซลล์มะเร็ง เพราะฮอร์โมนบางชนิด สามารถทำให้มะเร็งบางประเภทเติบโตขึ้นได้

  • ภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) คือ การรักษาโดยการเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย เพื่อให้สามารถต่อสู้และกำจัดเซลล์มะเร็งให้หมดไปจากร่างกายได้ แต่วิธีการนี้ยังถือเป็นวิธีการใหม่ที่ยังต้องมีการศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม

โดยค่ารักษาโรคมะเร็งแต่ละชนิดนั้นจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับสภาวะของผู้ป่วย วิธีการรักษา และสถานพยาบาล 

ตัวอย่างค่ารักษาโรคมะเร็งยอดฮิตในโรงพยาบาลรัฐชั้นนำ มีค่ารักษาโดยเฉลี่ย ดังนี้

  • มะเร็งเต้านม มีค่ารังสีรักษาอยู่ที่ประมาณ 69,300 – 84,500 บาท

  • มะเร็งปอด มีค่ารังสีรักษาอยู่ที่ประมาณ 87,500 – 140,000 บาท

  • มะเร็งปากมดลูก มีค่ารังสีรักษาอยู่ที่ประมาณ 144,400 บาท

  • มะเร็งต่อมลูกหมาก มีค่ารังสีรักษาอยู่ที่ประมาณ 182,400 บาท

ไม่ว่าจะเป็นการตรวจคัดกรองมะเร็งเบื้องต้นหรือการรักษามะเร็ง ต่างก็มีค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น ฉะนั้น หากคุณไม่อยากมีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายฉุกเฉินหรือกะทันหัน การเตรียมความพร้อม หรือการสำรองค่าใช้จ่ายในส่วนนี้เอาไว้ จึงเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่คุณไม่ควรละเลย 

สุขภาพเป็นสิ่งสำคัญ หากต้องการข้อมูลเกี่ยวกับประกันมะเร็ง อ่าน ข้อมูลน่ารู้เกี่ยวกับประกันสุขภาพ หรือกรอกแบบฟอร์มด้านล่างและกดส่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านประกันสุขภาพของเราจะติดต่อกลับภายใน 24 ชั่วโมง

*บทความนี้แปลจากต้นฉบับเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งได้รับการตรวจสอบทางการแพทย์โดยทีมแพทย์ภายในของ LUMA

อ่านเพิ่มเติม:

รวมขั้นตอนการขอวีซ่าเอสโตเนียประเภทท่องเที่ยวฉบับปี 2025

“เอสโตเนีย” ประเทศทางตอนเหนือของยุโรปซึ่งหลายคนอาจไม่ค่อยคุ้นชื่อเท่าไหร่นัก แต่ถ้าได้ลองศึกษาข้อมูลจะพบว่ามีความน่าสนใจเกี่ยวกับการท่องเที่ยวโดยเฉพาะสถาปัตยกรรมสวย ๆ และที่เที่ยวแนวธรรมชาติ ซึ่งใครอยากเปิดประสบการณ์เที่ยวเอสโตเนียสักครั้งในชีวิต สิ่งที่ห้ามลืมเด็ดขาดนั่นคือ “วีซ่าเอสโตเนีย” จึงขอรวมเอาทุกขั้นตอนวิธีขอวีซ่าท่องเที่ยวเอสโตเนียฉบับปี 2025 มาให้ทุกคนได้ลองทำตามกันเลย ไม่ยากอย่างที่คิด! 

ข้อมูลควรรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับวีซ่าเอสโตเนียประเภทท่องเที่ยว 

ก่อนศึกษาวิธีขอวีซ่าเอสโตเนียประเภทท่องเที่ยว อยากให้ทำความเข้าใจเบื้องต้นกันสักเล็กน้อย สำหรับคนที่วางแผนอยากไปเที่ยวประเทศนี้ต้องทำการขอวีซ่าเอสโตเนียพำนักอาศัยระยะสั้น (วีซ่าท่องเที่ยว) ซึ่งจะใช้เป็น “วีซ่าเชงเก้น” สามารถอยู่ในเอสโตเนียและประเทศกลุ่มเชงเก้นได้ไม่เกิน 90 วัน ภายใน 180 วัน หากเตรียมเอกสารพร้อมและเข้าใจขั้นตอนทั้งหมดจะช่วยให้ทุกอย่างเป็นเรื่องง่ายกว่าเดิม 

คุณสมบัติของผู้ที่ต้องการขอวีซ่าเอสโตเนียประเภทท่องเที่ยว 

ผู้ที่ต้องการยื่นวีซ่าเอสโตเนียต้องมีอายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป (กรณีเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ต้องมีใบรับรองจากพ่อแม่ออกโดยอำเภอ) ไม่เป็นผู้มีคดีร้ายแรงติดตัวหรือถูกศาลสั่งห้ามออกนอกประเทศในทุกกรณี มีสุขภาพแข็งแรงทั้งด้านร่างกายและจิตใจเพื่อให้ระหว่างการท่องเที่ยวไม่สุ่มเสี่ยงต่อการเจ็บป่วย และถ้าหากคุณพึ่งเคยขอวีซ่าเอสโตเนีย (วีซ่าเชงเก้น) เป็นครั้งแรกจะต้องมีการเก็บอัตลักษณ์หรือไบโอเมตริกซ์เพื่อยืนยันตัวบุคคลด้วย 

วีซ่าเอสโตเนีย

เอกสารสำหรับการยื่นขอวีซ่าท่องเที่ยวเอสโตเนีย 

อย่างที่บอกไปว่าการจัดเตรียมเอกสารต่าง ๆ ให้พร้อมเพื่อยื่นวีซ่าเอสโตเนียประเภทท่องเที่ยวจะช่วยให้โอกาสผ่านการพิจารณาเป็นเรื่องง่ายขึ้นกว่าเดิม จึงขอลิสต์รายการเอกสารสำหรับขอวีซ่าเอสโตเนียทั้งหมดแบบละเอียดให้ทุกคนได้เช็กแล้วดำเนินการทันที 

1.แบบฟอร์มการขอวีซ่า  กรอกข้อมูลให้ครบถ้วน ปริ้นท์ออกมาพร้อมกับเอกสาร มีลายเซ็นผู้ยื่นขอวีซ่า แนบไปพร้อมกันในวันไปยื่นเอกสาร

2.หนังสือเดินทาง (Passport) ตัวจริงมีอายุใช้งานไม่น้อยกว่า 3 เดือน นับจากวันสุดท้ายที่เดินทางออกจากเอสโตเนีย ต้องออกภายใน 10 ปีที่ผ่านมา มีหน้าว่างเหลือไม่ต่ำกว่า 2 หน้า พร้อมสำเนาหน้าแรก 2 ฉบับ (หากมีพาสปอร์ตเล่มเก่าให้ติดมาด้วย)

3.รูปถ่ายสีหน้าตรง ฉากหลังสีขาว ขนาด กว้าง 3.5 ซม. ยาว 4.5 ซม. มองเห็นศีรษะถึงหัวไหล่ ไม่มีอุปกรณ์สวมใส่ปิดบังใบหน้า เช่น แว่นดำ หมวก ผ้าคลุม ยกเว้นการแต่งตัวตามหลักศาสนา อายุรูปถ่ายไม่เกิน 6 เดือน จำนวน 2 ใบ

4.ประกันเดินทางต่างประเทศ ให้ความคุ้มครองด้านการเจ็บป่วยและบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ วงเงินไม่ต่ำกว่า 30,000 EUR หรือ 1.5 ล้านบาท (เวลายื่นเอกสาร ใช้ทั้ง กรมธรรม์ประกันภัย และ ตารางผลประโยชน์)

5.แผนการเดินทางอย่างละเอียดพร้อมจุดหมายปลายทางทุกแห่งในทริป

6.เอกสารการจองเที่ยวบินไป-กลับ (แต่ไม่แนะนำให้ซื้อก่อนหากผลยังไม่อนุมัติ)

7.เอกสารการจองที่พักตลอดช่วงเวลาที่อาศัยอยู่ในเอสโตเรียและกลุ่มประเทศเชงเก้น

8.เอกสารการเปลี่ยนชื่อ-สกุล (ถ้ามี)

9.เอกสารยืนยันตัวตนด้านการทำงานตามกลุ่มอาชีพของแต่ละคน ทุกฉบับต้องแปลเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด แบ่งออกได้ 3 ประเภท ประกอบไปด้วย

  • พนักงานบริษัท ใช้จดหมายรับรองการทำงานจากองค์กรที่ตนเองทำงานอยู่ (มีหัวกระดาษชื่อองค์กร) ระบุชื่อ-สกุล ตำแหน่ง เงินเดือน จำนวนวันและระยะเวลาในการลาหยุดให้ชัดเจน 
  • เจ้าของธุรกิจ ใช้หนังสือจดทะเบียนธุรกิจ หรือหนังสือจดทะเบียนพาณิชย์อย่างใดอย่างหนึ่ง 
  • นักเรียน นักศึกษา ใช้จดหมายรับรองการเป็นนักเรียน นักศึกษา ซึ่งออกโดยสถาบันที่ตนเองศึกษา (หัวกระดาษสถาบัน) 

10.หลักฐานยืนยันด้านการเงิน เช่น รายการเดินบัญชีประเภทออมทรัพย์ย้อนหลังไม่ต่ำกว่า 3 เดือน หรือหนังสือรับรองจากธนาคาร เป็นต้น

11.ผู้เยาว์เดินทางคนเดียวหรือเดินทางกับพ่อแม่คนใดคนหนึ่ง ต้องมีเอกสารรับรอง หรือเอกสารสิทธิ์ในการเลี้ยงดูออกให้โดยอำเภอเป็นภาษาอังกฤษ หรือเอกสารรับรองให้เดินทางไปกับบุคคลอื่นที่ระบุความสัมพันธ์ชัดเจน และสูติบัตรของเด็ก เอกสารทั้งหมดใช้ตัวจริงและสำเนา 1 ฉบับ

12.สำเนาบัตรประชาชนผู้ยืนพร้อมเซ็นรับรองสำเนาถูกต้อง

ค่าธรรมเนียมเมื่อยื่นขอวีซ่าท่องเที่ยวเอสโตเนีย 

อีกสิ่งที่ทุกคนต้องรู้ไว้ด้วยนั่นคือค่าธรรมเนียมทั้งหมดเมื่อดำเนินการยื่นวีซ่าเอสโตเนียประเภทท่องเที่ยว เพื่อจะได้ประเมินงบของตนเองและจัดสรรอย่างมีประสิทธิภาพ มาเช็กกันเลยว่าค่าใช้จ่ายทำวีซ่าเอสโตเนียอยู่ที่ประมาณเท่าไหร่ 

  • ค่าธรรมเนียมวีซ่า ผู้ใหญ่ 80 EUR หรือประมาณ 3,000 บาท 
  • ค่าธรรมเนียมวีซ่า เด็กอายุ 6-12 ปี 40 EUR หรือประมาณ 1,500 บาท 
  • เด็กอายุ 0-11 ปี ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมวีซ่า 
  • ค่าบริการของศูนย์รับยื่นวีซ่า VFS Global 1,030 บาท / ท่าน 

แต่สำหรับใครที่มีเวลาน้อย อยากได้บริการเสริมพิเศษอื่นเพื่อความสะดวก ทางศูนย์รับยื่นฯ ก็พร้อมดำเนินการให้เช่นกัน 

  • บริการศูนย์วีซ่าเคลื่อนที่ 3,920 บาท 
  • บริการพรีเมี่ยมเลาจน์ 2,530 บาท 
  • บริการยื่นเอกสารนอกเวลาทำการ 2,450 บาท 
  • บริการแปลเอกสาร 550 บาท 
  • บริการส่งคืนเอกสารด้วย EMS และโทรแจ้งสถานะด้วยระบบอัตโนมัติ 350 บาท 
  • บริการส่งคืนเอกสาร หนังสือเดินทาง 270 บาท 
  • บริการถ่ายรูป 270 บาท 
  • บริการกรอกแบบฟอร์ม 230 บาท 
  • บริการโทรแจ้งสถานะด้วยระบบอัตโนมัติ 120 บาท 
  • บริการส่ง SMS 80 บาท 
  • บริการปริ้นท์เอกสารแผ่นละ 30 บาท 
  • บริการถ่ายเอกสาร แผ่นละ 6 บาท  
วีซ่าเอสโตเนีย

เช็กขั้นตอนวิธีขอวีซ่าท่องเที่ยวเอสโตเนียแบบละเอียด 

อีกข้อมูลสำคัญที่ทุกคนควรรู้เอาไว้นั่นคือวิธีขอวีซ่าท่องเที่ยวเอสโตเนีย ซึ่งถ้าทำตามสิ่งที่จะบอกทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด มาเช็กรายละเอียดวิธีขอวีซ่าเอสโตเนียประเภทนี้ผ่านบริการของศูนย์ VFS Global และทำตามกันเลย 

1.คลิกเข้าไปยังหน้าเว็บศูนย์บริการ  จองนัดหมาย สมัครสมาชิกถ้ายังไม่เคยทำมาก่อน ล็อกอินแล้วกำหนดวัน-เวลาที่ตนเองสะดวกยื่นเอกสารได้เลย

2.เมื่อถึงวันยื่นจริงต้องเตรียมเอกสารทั้งหมดมาให้ครบถ้วน เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบความเรียบร้อย จากนั้นจึงทำการชำระเงิน (รับทั้งเงินสดและบัตรเครดิต) ทำการเก็บอัตลักษณ์ (สแกนใบหน้าและสแกนลายนิ้วมือ) เฉพาะคนที่ยังไม่เคยตรวจไบโอเมตริกซ์

3.ศูนย์ฯ จะส่งหลักฐานทั้งหมดไปให้สถานทูตฟินแลนด์ (ใช้ร่วมกัน 2 ประเทศ) พิจารณา หากไม่มีปัญหาใด ๆ ก็จะส่งคืนหนังสือเดินทาง และรอผลพิจารณาภายในระยะเวลาที่กำหนด

ขอวีซ่าเอสโตเนียประเภทท่องเที่ยวต้องดำเนินการที่ไหน 

อย่างที่อธิบายไปจากวิธีขอวีซ่าเอสโตเนียประเภทท่องเที่ยวว่าในประเทศไทยเองไม่ได้มีสถานทูตของเอสโตเนีย การพิจารณาและดำเนินการอนุมัติวีซ่าเอสโตเนียจึงเป็นหน้าที่ของสถานทูตฟินแลนด์ ซึ่งใครจะยื่นวีซ่าเอสโตเนียหลัก ๆ แล้วจะดำเนินการได้ 2 แห่ง ขึ้นอยู่กับความสะดวกหรือความคุ้นชิน ได้แก่ 

1.ศูนย์รับยื่นวีซ่าฟินแลนด์ VFS Global

ที่อยู่: เลขที่ 317 ชั้น 4 ยูนิต 404–405 โซนพลาซ่า อาคารจัตุรัสจามจุรี ถนนพญาไท แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330 

โทรศัพท์: 02-460-7057  

อีเมล: [email protected] 

เว็บไซต์: visa.vfsglobal.com/ 

วัน-เวลาให้บริการ: วันจันทร์ วันศุกร์ ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์( ต้องมีการนัดหมายล่วงหน้า) 08.00 – 12.00 น. และ 13.00 – 16.00 น.   

แผนกวีซ่า สถานเอกอัครราชทูต ฟินแลนด์ ประจำประเทศไทย 

ที่อยู่: อาคารแอทธินี ทาวเวอร์ ชั้น 14 เลขที่ 63 ถนนวิทยุ แขงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330 

เว็บไซต์: finlandabroad.fi 

อีเมล: [email protected] 

กรณียื่นตรงกับสถานทูตต้องนัดคิวผ่านเว็บไซต์ศูนย์รับยื่นเท่านั้น โดยทางสถานทูตจะรับยื่นวีซ่าแค่ 2 วัน คือ วันอังคาร และ วันพฤหัสบดี เวลา 8.30 – 11.30 น. 

วีซ่าท่องเที่ยวเอสโตเนียใช้เวลาในการขอกี่วัน 

ใครที่อยากสัมผัสกับความแตกต่างด้วยการไปเที่ยวเอสโตเนียเมื่อตัดสินใจยื่นวีซ่าเอสโตเนียแล้วต้องรอทางสถานทูตพิจารณาประมาณ 15 วันทำการ ทั้งนี้สามารถขอวีซ่าเอสโตเนียประเภทท่องเที่ยวล่วงหน้าได้ไม่เกิน 180 วัน ก่อนวันเดินทาง (แนะนำให้ขอล่วงหน้าอย่างน้อย 1 เดือน) 

ถือวีซ่าท่องเที่ยวเอสโตเนียไปเที่ยวที่ไหนได้บ้าง 

เมื่อคุณมีวีซ่าเอสโตเนียประเภทท่องเที่ยวเรียบร้อย ก็สามารถเดินทางเที่ยวเอสโตเนียได้ทุกจุดของประเทศตามต้องการโดยสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตขอแนะนำ เช่น กรุงทาลลินน์ (Tallinn) เมมืองหลวงของประเทศ, เมืองปาร์นู (Parnu) เมืองที่มีชายหาดงดงามไม่แพ้จุดไหนบนโลก, เมืองตาร์ตู (Tartu) มนต์ขลังแห่งสถาปัตยกรรมความงดงาม และทุกจุดของประเทศแบบไม่ต้องกังวลใจ 

สรุป 

นี่คือวิธีขอวีซ่าเอสโตเนียประเภทท่องเที่ยวสามารถนำไปทำตามทีละขั้นตอนกันได้เลย ซึ่งใครวางแผนจะเปิดความพิเศษให้กับตนเองด้วยการเที่ยวเอสโตเนีย สิ่งสำคัญมากคือต้องมี ประกันเดินทาง เพื่อใช้ขอวีซ่าและการท่องเที่ยวแบบไร้กังวล ขอแนะนำ ประกันเดินทางเอสโตเนีย เดินทางไปที่ไหนก็อุ่นใจทั่วโลก ราคาเริ่มต้นเพียง 385 บาท และเลือกความคุ้มครองสูงสุดถึง 5 ล้านบาท ยื่นวีซ่าหายห่วง คุ้มครองโควิด-19 สมัครออนไลน์แล้วรับเอกสารทันที ตัวเลือกดี ๆ ที่ไม่ควรพลาด! 

DBD logo

ใบอนุญาตจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

เลขที่ 0105555036794

OIC logo

ใบอนุญาตนายหน้าประกันวินาศภัย เลขที่00008/2555  

ใบอนุญาตนายหน้าประกันภัย เลขที่ ช00012/2564

BOI logo

ได้รับการรับรองจาก BOI 2927/2555

บริษัท ลูม่า แคร์ จำกัด, 57 ปาร์คเวนเชอร์ อีโคเพล็กซ์ ชั้น 9 ยูนิต 912 ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330

Copyright © 2026 lumahealth.com. All Rights Reserved.   นโยบายความเป็นส่วนตัว