5 ข้อห้ามลืม เตรียมตัวไปเกาหลี ลุยเที่ยวทริปนี้ให้หายคิดถึง!

“เกาหลีใต้” ดินแดนแห่งอปป้า นู่า ที่เหล่าบรรดานักท่องเที่ยวชาวไทยอยากไปสัมผัสทั้งการตามรอยซีรี่ย์ ตะลุยหาของกินแสนอร่อย รวมถึงยังสัมผัสกับสถาปัตยกรรมสถานที่ต่าง ๆ อันบ่งบอกถึงประวัติศาสตร์ได้อย่างน่าประทับใจ ซึ่งการจะไปเที่ยวเกาหลีแม้ไม่ต้องมีวีซ่า ไม่ต้องปรับตัวมาก (เวลาเร็วกว่าไทยแค่ 2 ชม.) แต่ก็ยังมีสิ่งที่ทุกคนต้องทำให้ถูกหลักเพื่อไม่ต้องกังวลในการโดน ตม. ฝั่งนั้นส่งกลับไทยทั้งที่ยังไม่ได้ออกจากสนามบินด้วยซ้ำ แล้วการเตรียมตัวไปเกาหลี มีอะไรบ้าง นี่คือ 5 ข้อห้ามลืมเด็ดขาด! 

1. ต้องลงทะเบียน K-ETA ก่อนซื้อตั๋วเครื่องบิน จองโรงแรม

ปัจจุบันนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่จะเดินทางไปเที่ยวเกาหลีใต้ต้องมีการลงทะเบียน K-ETA หรือ Korea Electronic Travel Authorization ระบบอนุมัติสำหรับการเดินทางผ่านออนไลน์ภายใต้วัตถุประสงค์การท่องเที่ยว เยี่ยมชม เข้าร่วมกิจกรรม ประชุม ยกเว้นมาเพื่อการพาณิชย์ ซึ่งขั้นตอนลงทะเบียน K-ETA ทำตามได้ดังนี้เลย 

  • คลิกเข้าไปหน้าเว็บไซต์ https://www.k-eta.go.kr/portal/apply/index.do หรือใครจะดาวน์โหลดและทำผ่านแอปบนมือถือก็ได้ทั้งระบบ iOS และ Android 
  • ตอบคำถามและกรอกข้อมูลให้ครบถ้วนเป็นภาษาอังกฤษ เช่น เลือกทวีป เลือกประเทศ กรอกชื่อ-สกุล อีเมล หนังสือเดินทาง  
  • ทำการตรวจสอบข้อมูลให้ถูกต้องครบถ้วน 
  • ชำระค่าธรรมเนียม 10,000 KRW (ประมาณ 280 บาท) ไม่รวมค่าธรรมเนียมอื่น 
  • จะได้รับอีเมลฉบับแรกเพื่อยืนยันการลงทะเบียน และถ้าผ่านจะมีอีเมลอีกฉบับระบุว่า approved หรือมีรายละเอียดเอกสารครบถ้วน 

เมื่อลงทะเบียนผ่านแล้วจึงค่อยดำเนินการจองตั๋วเครื่องบินและโรงแรม โดยสามารถพำนักอาศัยในเกาหลีใต้ได้ไม่เกิน 90 วัน / ครั้ง ตลอดระยะเวลา 2 ปี  ปกติจะใช้เวลาอนุมัติไม่เกิน 72 ชม. สามารถศึกษาข้อมูลการขอวีซ่าไปเกาหลีเพิ่มเติม ทั้งนี้เอกสารที่ต้องเตรียมประกอบด้วย 

  • หนังสือเดินทาง (Passport) ฉบับปัจจุบัน มีอายุเหลือเกิน 6 เดือน  
  • ไฟล์ภาพถ่ายสีหน้าตรงไม่สวมหมวก แว่นตาดำ ปกคลุมใบหน้า ขนาดไม่เกิน 700 x 700 พิกเซล ขนาดไฟล์ไม่เกิน 100 KB  
  • บัตรเครดิตเพื่อชำระค่าธรรมเนียม  
Korea-temple

2. เช็กสภาพอากาศให้ชัดเจน

เรื่องต่อมาเป็นการเช็กสภาพอากาศที่เกาหลีให้ชัวร์ว่าในช่วงเวลาที่ตนเองจะเดินทางไปหรือในระหว่างการพำนักอาศัยมีอากาศเป็นอย่างไรเพื่อการเตรียมเสื้อผ้าให้เหมาะสม ลดความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วย ซึ่งปกติแล้วฤดูกาลที่เกาหลีจะแบ่งออกเป็น 4 ซีซั่น ได้แก่ 

ฤดูหนาว 

ฤดูหนาวที่เกาหลีเริ่มตั้งแต่ช่วงต้นเดือนธันวาคม ไปจนถึงกลางเดือนมีนาคม ซึ่งสภาพอากาศที่เกาหลีช่วงนี้จะเย็นจัดถึงหนาว มีหิมะโปรยปรายลงมาได้ตลอด อุณหภูมิอยู่ระหว่าง 20 ถึงระดับ -5 องศาเซลเซียส ถือเป็นไฮซีซั่นที่คนไทยชอบไปเที่ยวมาก มีกิจกรรมเยอะทั้งเล่นสกี เทศกาลตกปลาน้ำแข็ง ต้องเตรียมเสื้อกันหนาวและรองเท้าหนา ๆ เพื่อให้ความอบอุ่นตลอดทริป ใครกลัวไม่สบาย เป็นหวัดก็อาจเตรียมยาแก้ปวด ยาลดไข้ติดไปด้วยก็ได้ 

สถานที่เที่ยวเกาหลีฤดูหนาวเกาหลีแนะนำ เช่น The Graden of Morning Calm มีการจัดเทศกาลดูไฟ, อุทยานแห่งชาติแทแบคซาน (Taebaeksan National Park) มีการจัดเทศกาลหิมะ, ฟาร์มแกะแทกวันรยอง (Daegwallyeong Sheep Farm), วัดวอลจองซา (Woljeongsa Temple), เกาะนามิ (Nami Island), เทศกาลตกปลาน้ำแข็ง Hwacheon Sancheoneo Ice Festival, ป่าต้นเบิร์ชวอนแดรี (Wondae-ri Birch Forest) เป็นต้น 

ฤดูใบไม้ผลิ 

ต่อด้วยฤดูใบไม้ผลิที่เกาหลีจะเริ่มตั้งแต่ช่วงกลางเดือนมีนาคม ถึงเดือนพฤษภาคม เป็นช่วงเวลาที่อากาศกำลังเย็นสบายมาก อุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 6-16 องศาเซลเซียส ดอกไม้ตามสวนสาธารณะ หุบเขาต่างผลิบานสวยงาม ซึ่งคนไทยยังแนะนำให้หาเสื้อคลุมแขนยาวสวมไปด้วยเสมอเพราะสำหรับบ้านเรายังจัดว่าอากาศเย็นจัดใช้ได้เลย 

ที่เที่ยวเกาหลีฤดูใบไม้ผลิจัดว่ามีน่าสนใจอยู่เยอะมาก เช่น อุทยานแห่งชาติซอรัคซาน (Seoraksan National Park), พระราชวังคยองบกกุง (Gyeongbokgung Palace), หมู่บ้านบุกชอนฮันอก (Bukchon Hanok Village), ทางรถไฟดอกซากุระ คยองฮวา Gyeonghwa Station, หมู่บ้านพื้นเมืองซงอึบ (Seongeup Folk Village), ย่านมยองดง หรือ เมียงดง Myeong-dong, อุโมงค์ซากุระ คลองยอชวาชอน (Yeojwacheon Stream) ฯลฯ 

ฤดูร้อน 

ฤดูร้อนที่เกาหลีเริ่มประมาณเดือนมิถุนายนจนถึงช่วงต้นเดือนกันยายน สภาพอากาศบางช่วงร้อนจัดไม่ต่างกับเมืองไทย อุณหภูมิระหว่าง 22-38 องศาเซลเซียส บางช่วงอาจมีพายุเข้าทำให้ฝนตกได้บ้าง แนะนำให้เช็กสภาพอากาศดี ๆ แล้วเตรียมร่ม เสื้อกันฝนติดตัวไว้ด้วย ขณะที่เสื้อผ้าสวมใส่แบบสบาย ๆ ได้เลย 

แม้เป็นช่วงโลว์ซีซั่นแต่ใครได้ตั๋วราคาถูกก็ยังมีที่เที่ยวเกาหลีฤดูร้อนน่าสนใจหลายแห่งมาก เช่น สวนสนุกเอเวอร์แลนด์ (Everland Theme Park), หมู่บ้านวัฒนธรรมคัมชอน (Gamcheon Culture Village), สวนสนุกล็อตเต้ เวิลด์ (Lotte World), โซล ทาวเวอร์ หรือ นัมซาน ทาวเวอร์ (N Seoul Tower), หาดแฮอึนแด Haeundae Beach, เกาะเชจู (Jeju Island), วัดแฮดง ยงกุงซา Haedong Yonggungsa Temple เป็นต้น 

ฤดูใบไม้ร่วง 

ปิดท้ายที่ฤดูใบไม้ร่วงที่เกาหลี หรือบางคนจะเรียกฤดูใบไม้เปลี่ยนสีอยู่ในช่วงปลายเดือนกันยายน – เดือนพฤศจิกายน เป็นอีกซีซั่นที่มีความสวยงามมากดอกไม้เปลี่ยนเป็นสีส้ม เหลือง ทองอร่าม อุณหภูมิสบาย ๆ ราว 10-20 องศาเซลเซียส แต่งตัวสบาย ๆ หรือจะนำเสื้อคลุมแขนยาวติดไปก็ไม่มีปัญหา 

ที่เที่ยวชมใบไม้เปลี่ยนสีเกาหลีในช่วงฤดูใบไม้ร่วงถือว่าเยอะและสวยงามแทบทุกแห่งไม่ว่าจะเป็น พระราชวังชางด็อกกุง (Changdeokgung Palace), อุทยานแห่งชาติบุกฮันซาน (Bukhansan National Park), อุทยานแห่งชาติจิริซาน (Jirisan National Park), ถนนเลียบวังถ็อกซูกุง (Deoksugung Palace’s stone wall road), อุทยานแห่งชาติซอรัคซาน (Seoraksan National Park), สะพานแขวนมาจังโฮซู (Majanghosu Bridge), มหาวิทยาลัยสตรีอีฮวา (Ewha Women’s University) ฯลฯ 

ทริปเกาหลี ปูซาน

3. หัวหน้าไกด์ หรือ กรุ๊ปทัวร์ 

สำหรับคนที่เน้นความสะดวก ไม่ต้องยุ่งยากตั้งแต่หาตั๋วเครื่องบิน โรงแรมที่พัก มีโปรแกรมให้พร้อมสรรพตลอดทริป การซื้อทัวร์เกาหลีคือทางเลือกที่ตอบโจทย์มาก แต่สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่ควรรู้ในการเตรียมตัวไปเกาหลีนั่นคือ ต้องเปรียบเทียบข้อมูลของแต่ละบริษัทว่าทัวร์ไหนคุ้มค่ากว่า (บริษัทที่น่าเชื่อถือเท่านั้น) เมื่อตัดสินใจจองแล้วพอถึงวันเดินทางจริงหากเจอกับหัวหน้าไกด์ หรือหัวหน้ากรุ๊ปทัวร์ต้องขอช่องทางการติดต่อเอาไว้ก่อนเลยไม่ว่าจะเป็นเบอร์โทรของไทย เบอร์โทรเกาหลี ไลน์ อีเมล เป็นต้น เผื่อมีเหตุฉุกเฉินหรือเรื่องไม่คาดฝันต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วนจะได้ติดต่อแบบทันท่วงที 

4. เงินและอัตราแลกเปลี่ยน

ปัจจัยสำคัญของการเดินทางไปเที่ยวเลยก็ว่าได้ ซึ่งควรแลกเงินไปเกาหลีที่เมืองไทยให้เรียบร้อย เพราะอัตราแลกเปลี่ยนมักถูกกว่าการไปแลกยังต่างแดน สกุลเงินของเกาหลีเรียกว่า โคเรียนวอน (Korean Won) หรือ KRW ค่าเงิน 1 บาท จะอยู่ประมาณ 0.027 วอน  

คำแนะนำเพิ่มเติมคือควรแลกเป็นเงินสดให้เพียงพอกับจำนวนการใช้จ่ายที่วางแผนเอาไว้ เพราะการรูดบัตรเครดิตหรือการกดเงินสดที่ตู้ ATM ต่างประเทศจะต้องเสียค่าธรรมเนียมถึง 2 ต่อ นั่นคือค่าบริการจากต้นทางและค่าความเสี่ยงในการแปลงค่าจากเงินวอนเป็นเงินบาท  

5. ระบบไฟฟ้า

ปิดท้ายกันด้วยเรื่องของระบบไฟฟ้าของประเทศเกาหลี ซึ่งปกติแล้วใช้เป็นไฟฟ้าแบบ 220 โวลต์ (เท่ากับบ้านเรา) แต่ปลั๊กไฟที่เกาหลีจะมีลักษณะเป็นแบบกลม 2 ขา และ 3 ขา ขึ้นอยู่กับสถานที่ (หากเป็นภาษาทางการจะเรียกว่าใช้หัวปลั๊กแบบ Type C และ Type F) จึงแนะนำให้พกอะแดปเตอร์ไปพ่วงต่อเพื่อการใช้งานที่ดีเยี่ยม ส่วนใครที่ลืมก็สามารถซื้ออะแดปเตอร์ที่เกาหลีได้เช่นกัน ราคาขึ้นอยู่กับยี่ห้อและคุณภาพเริ่มตั้งแต่ประมาณ 5,000 KRW ไปจนถึงหลัก 20,000 KRW  

สรุป 

นี่คือทั้ง 5 ข้อห้ามลืมเป็นอันขาดสำหรับใครก็ตามที่เตรียมตัวไปเกาหลีเพื่อท่องเที่ยวให้หนำใจหลังจากรอคอยกันมาแสนนาน โดยเฉพาะการลงทะเบียน K-ETA ต้องเช็กให้ถูกต้องตั้งแต่การกรอกข้อมูลและได้รับอีเมลยืนยันว่าดำเนินการผ่านเรียบร้อย จึงค่อยซื้อทัวร์ จองตั๋วเครื่องบิน หรือจองโรงแรมกันตามสะดวก และอีกสิ่งสำคัญอย่าลืมทุกทริปเมื่อต้องเดินทางไปเมืองนอก ประกันเดินทางเกาหลี พร้อมเป็นผู้ช่วยหากเกิดเหตุไม่คาดฝัน ขอแนะนำ ประกันเดินทางต่างประเทศ ราคาเริ่มต้นเพียง 199 บาท แต่ให้ความคุ้มครองสูงสุดถึง 5 ล้านบาท สมัครง่ายผ่านออนไลน์ คุ้มครองโควิด-19 ประสานงานเคลื่อนย้ายผู้ป่วยกรณีฉุกเฉิน พร้อมสายด่วนตลอด 24 ชม. สบายใจจนจบทริปแน่นอน 

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเดินทางในเกาหลีใต้:

อัปเดตขั้นตอนขอวีซ่าสโลวีเนียประเภทท่องเที่ยวฉบับปี 2025

“สโลวีเนีย” ประเทศเล็ก ๆ สุดโรแมนติกแถบยุโรปตอนกลางกำลังเป็นอีกเป้าหมายของนักเดินทางจำนวนมากที่อยากสัมผัสความสวยงามของสถานที่ท่องเที่ยว ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และการใช้ชีวิตของผู้คน ซึ่งการไปเที่ยวสโลวีเนียของคนไทยจำเป็นต้องใช้ “วีซ่าสโลวีเนีย” เพื่อการผ่านเข้าประเทศอย่างง่ายดาย ใครอยากลองเปิดประสบการณ์ใหม่ให้กับชีวิต มาศึกษาวิธีขอวีซ่าท่องเที่ยวสโลวีเนียฉบับอัปเดตล่าสุดปี 2025 พร้อมทำตามขั้นตอนกันได้เลย 

ข้อมูลที่ควรรู้เกี่ยวกับการขอวีซ่าสโลวีเนียประเภทท่องเที่ยว 

สำหรับคนไทยที่อยากเดินทางไปสัมผัสกับดินแดนสุดงดงามแห่งนี้ การขอวีซ่าสโลวีเนียจะต้องเป็นประเภทวีซ่าพำนักอาศัยระยะสั้น ท่องเที่ยว ประเภท Type C ซึ่งถูกจัดอยู่ในหมวด “วีซ่าเชงเก้น” สามารถเดินทางได้ครอบคลุม 27 ประเทศในยุโรป สามารถพำนักอาศัยติดต่อกันได้ไม่เกิน 90 วัน ภายใน 180 วัน ซึ่งวิธีขอวีซ่าสโลวีเนียประเภทนี้ไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่หลายคนกังวลใจ 

คุณสมบัติเบื้องต้นสำหรับผู้ต้องการขอวีซ่าท่องเที่ยวสโลวีเนีย 

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่สนใจอยากขอวีซ่าสโลวีเนียประเภทท่องเที่ยวต้องมีอายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป (เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ต้องมีเอกสารรับรองจากพ่อแม่ออกให้โดยอำเภอและสูติบัตรแนบพร้อมการยื่นวีซ่าสโลวีเนีย) ไม่เป็นผู้กระทำผิดกฎหมายหรือต้องโทษคดีร้ายแรง ไม่ถูกศาลสั่งห้ามเดินทางออกนอกประเทศ มีสุขภาพแข็งแรงทั้งร่างกายและจิตใจเพื่อเพิ่มความปลอดภัยและลดความเสี่ยงต่อเหตุไม่คาดฝันระหว่างเดินทางและพำนักอาศัย 

วีซ่าสโลวีเนีย

ขอวีซ่าสโลวีเนียประเภทท่องเที่ยวต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง 

ถือเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจอย่างยิ่งสำหรับคนจะยื่นวีซ่าสโลวีเนียเพื่อไม่ต้องเสียเวลาดำเนินการเพิ่มเติมภายหลัง รวมถึงยังช่วยเพิ่มโอกาสที่วีซ่าสโลวีเนียผ่านเร็วขึ้นกว่าเดิมด้วย ลองมาเช็กลิสต์กันเลยว่าเอกสารที่ต้องใช้ต้องเตรียมสิ่งใดกันบ้าง 

  1. เอกสารแบบฟอร์มขอวีซ่า กรอกข้อมูลให้ครบถ้วนแล้วปริ้นท์ออกมาแนบกับเอกสารอื่น ๆ เพื่อใช้ในวันไปยื่นจริง  รวมถึงต้องนำเอกสาร แนบเพื่อตรวจสอบความถูกต้องและครบถ้วนของเอกสารทั้งหมดอีกครั้ง
  2. หนังสือเดินทาง (Passport) ฉบับปัจจุบันอายุใช้งานเหลือมากกว่า 6 เดือน มีหน้าว่าง 2 หน้า และต้องเหลือมากกว่า 90 วัน หลังเดินทางออกจากประเทศกลุ่มเชงเก้น พร้อมแนบพาสปอร์ตเล่มเก่า (ถ้ามี)
  3. รูปถ่ายสีหน้าตรง พื้นหลังสีขาว ขนาดกว้าง 3.5 ซม. ยาว 4.5 ซม. เห็นศีรษะถึงหัวไหล่ ไม่สวมแว่นตาดำ หมวก หรืออุปกรณ์ปิดบังใบหน้ายกเว้นใส่ตามหลักศาสนา ถ่ายไว้ไม่เกิน 6 เดือน จำนวน 2 ใบ
  4. ประกันเดินทางต่างประเทศ ครอบคลุมการรักษาทั้งเจ็บป่วยและบาดเจ็บ วงเงินคุ้มครอง 30,000 EUR หรือ 1.5 ล้านบาท ขึ้นไป (เวลายื่นเอกสาร ใช้ทั้ง กรมธรรม์ประกันภัย และ ตารางผลประโยชน์)
  5. เอกสารยืนยันตัวตนสถานะด้านการทำงานตามลักษณะอาชีพของแต่ผู้ขอวีซ่า แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ทุกฉบับต้องแปลเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด ประกอบไปด้วย
  • พนักงานบริษัท มีจดหมายรับรองการทำงานจากองค์กรที่ตนเองทำงานอยู่ พร้อมระบุตำแหน่งงาน เงินเดือน อายุการทำงาน จำนวนวันและระยะเวลาในการลาหยุดให้ชัดเจน 
  • เจ้าของธุรกิจ มีหนังสือจดทะเบียนธุรกิจ หรือหนังสือจดทะเบียนพาณิชย์อย่างใดอย่างหนึ่ง 
  • นักเรียน นักศึกษา มีจดหมายรับรองการเป็นนักเรียน นักศึกษา ซึ่งออกโดยสถาบันที่กำลงศึกษาอยู่ 
  1. เอกสารจองตั๋วเครื่องบินไป-กลับ
  2. เอกสารจองตั๋วที่พักโรงแรมระหว่างการพำนักอยู่ในสโลวีเนีย
  3. เอกสารเปลี่ยนชื่อ-สกุล (ถ้ามี)
  4. แผนการเดินทางระหว่างช่วงที่ท่องเที่ยวแบบละเอียด
  5. หลักฐานด้านการเงินของผู้ขอวีซ่า ได้แก่ รายการเดินบัญชีธนาคารออมทรัพย์ (Statement) ย้อนหลัง 3 เดือน และหนังสือรับรองจากธนาคาร
  6. เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี หากเดินทางคนเดียวต้องมีเอกสารรับรองจากพ่อแม่ออกให้โดยอำเภอ กรณีไปกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอีกฝ่ายต้องมีหนังสือรับรอง หรือไปกับผู้อื่นพ่อแม่ต้องออกหนังสือเพื่อยืนยันความสัมพันธ์ของบุคคลทั้งคู่ (ภาษาอังกฤษทั้งหมด)

อัตราค่าธรรมเนียมการทำวีซ่าท่องเที่ยวสโลวีเนีย 

อีกเรื่องที่คนยื่นวีซ่าสโลวีเนียต้องรู้เอาไว้ด้วยนั่นคืออัตราค่าธรรมเนียม ซึ่งเป็นเงินที่จะจ่ายหลังทำการขอวีซ่าสโลวีเนีย ทั้งนี้หากวีซ่าไม่ผ่านก็ไม่สามารถเรียกคืนได้ทุกกรณี แบ่งออกเป็นค่าใช้จ่ายดังนี้ 

  • ค่าธรรมเนียมวีซ่า ผู้ใหญ่ 90 EUR หรือประมาณ 3,189 บาท 
  • ค่าธรรมเนียมวีซ่า เด็กอายุ 6-12 ปี 45 EUR หรือประมาณ 1,600 บาท 
  • เด็กอายุ 0-11 ปี ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมวีซ่า 
  • ค่าบริการของศูนย์รับยื่นวีซ่า VFS Global 19.16 EUR หรือประมาณ 679 บาท / ท่าน 

อย่างไรก็ตามทางศูนย์รับยื่นวีซ่าฯ ก็ยังมีบริการอื่นเพิ่มเติมสำหรับผู้ที่ต้องการความสะดวกโดยคิดอัตราค่าใช้จ่ายตามที่กำหนดเอาไว้ ได้แก่ 

  • บริการรับคำร้องขอวีซ่าเคลื่อนที่ 43,682.24 ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจำนวนผู้ขอวีซ่าด้วย 
  • ค่าส่งหนังสือเดินทางคืนผ่าน EMS แบบรับประกันความเสียหาย 350 บาท ส่งแบบ EMS ปกติ 250 บาท 
  • ค่าห้องรับรองพิเศษ 2,500 บาท 
  • ค่าซิมการ์ด 535 บาท 
  • ค่าบริการแปลภาษา 475 บาท 
  • ค่าบริการกรอกแบบฟอร์ม 425 บาท 
  • ค่าบริการถ่ายรูป 300 บาท 
  • ค่าบริการ SMS แจ้งผลอัปเดต 85 บาท 
  • ค่าบริการถ่ายเอกสาร แผ่นละ 5 บาท 
วีซ่าสโลวีเนีย

ขั้นตอนวิธีขอวีซ่าท่องเที่ยวสโลวีเนียทำยังไงบ้าง 

เมื่อเตรียมเอกสารพร้อมค่าใช้จ่ายสำหรับขอวีซ่ากันเรียบร้อย คราวนี้ก็มาถึงขั้นตอนเกี่ยวกับวิธีขอวีซ่าท่องเที่ยวสโลวีเนีย ซึ่งทุกคนสามารถทำตามคำแนะนำที่จะบอกต่อไปนี้ทีละสเต็ปได้เลย ไม่ยุ่งยากอย่างที่กังวลใจ ใคร ๆ ก็ขอวีซ่าได้ 

วิธีขอวีซ่าท่องเที่ยวสโลวีเนียตามขั้นตอนทั้งหมด 

  1. วิธีขอวีซ่าท่องเที่ยวสโลวีเนียขั้นตอนแรกให้ทำนัดกับทาง VFS Global ) ซึ่งจะใช้บริการเดียวกับศูนย์ยื่นวีซ่าออสเตรีย ลงทะเบียนโดยการกรอกข้อมูลส่วนตัวและทำตามขั้นตอนให้เรียบร้อย ล็อกอินเข้าสู่ระบบอีกครั้ง เลือกวัน-เวลาที่ต้องการไปยื่นเอกสาร ปริ้นท์เอกสารใบนัดแนบไว้เป็นหลักฐานวันจริงด้วย
  2. เดินทางไปยังศูนย์ยื่นวีซ่าฯ ตามวันเวลาที่กำหนด ยื่นเอกสารให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ หากไม่มีปัญหาอะไรจะทำการชำระเงิน (ชำระได้ทั้งเงินสดและบัตรเครดิต) ต่อด้วยการตรวจอัตลักษณ์ส่วนบุคคล (สแกนลายนิ้วมือ, สแกนใบหน้า) กรณีที่ยังไม่เคยทำวีซ่ามาก่อน 
  3. ศูนย์ฯ จะส่งข้อมูลทั้งหมดให้กับทางสถานทูต ซึ่งสถานทูตอาจมีการเรียกผู้ขอวีซ่าไปสัมภาษณ์เพิ่มเติมได้ จากนั้นทางศูนย์ฯ จะแจ้งให้ไปรับเล่มหนังสือเดินทางคืน หรือใครเลือกส่งคืนผ่าน EMS ก็รอรับที่บ้านได้เลย เป็นอันเสร็จสิ้นวิธีขอวีซ่าสโลวีเนียประเภทท่องเที่ยว สุดท้ายแค่ลุ้นว่าจะผ่านหรือไม่

สถานที่เพื่อทำการขอวีซ่าสโลวีเนียประเภทท่องเที่ยว 

จากวิธีขอวีซ่าสโลวีเนียประเภทท่องเที่ยวปัจจุบันผู้ที่ต้องการขอวีซ่าสโลวีเนียสามารถไปยื่นวีซ่าสโลวีเนียได้เพียงแห่งเดียวเท่านั้น นั่นคือศูนย์บริการ VFS Global (ศูนย์ฯ เดียวกับการทำวีซ่าออสเตรีย)  

ศูนย์รับคำร้องขอวีซ่า VFS ประเทศออสเตรีย 

ที่อยู่: เดอะพลาซ่า ชั้น 4 ยูนิตที่ 404 – 405 อาคารจามจุรีสแควร์ ถนนพญาไท แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330 

โทรศัพท์: 02-460-7052  

วัน-เวลาทำการ: วันจันทร์ วันศุกร์ เวลา 08.30 – 12.00 น. และ 13.00 – 16.00 น. ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์ 

เว็บไซต์: visa.vfsglobal.com/ 

ข้อมูลควรรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการขอวีซ่าท่องเที่ยวสโลวีเนีย 

ยังมีข้อมูลน่าสนใจอีกเล็กน้อยมาฝากสำหรับคนที่เตรียมวางแผนขอวีซ่าท่องเที่ยวสโลวีเนียเพื่อให้มั่นใจว่าทริปการเดินทางของคุณจะท่องเที่ยวอย่างสบายใจ ไม่ต้องกังวล พร้อมวางแผนให้ตอบโจทย์กับจุดประสงค์ของตนเองมากที่สุด 

ระยะเวลาในการขอวีซ่าท่องเที่ยวสโลวีเนีย 

ปกติแล้วเมื่อยื่นวีซ่าสโลวีเนียเรียบร้อย ทางสถานทูตฯ จะใช้เวลาพิจารณาว่าคำขอวีซ่าสโลวีเนียผ่านหรือไม่ประมาณ 15 วันทำการ ทั้งนี้สามารถยื่นขอได้ล่วงหน้าไม่เกิน 180 วัน ก่อนวันออกเดินทางไปเที่ยวสโลวีเนีย แนะนำให้ดำเนินการภายในช่วงเวลาที่กำหนดจะได้ไม่ต้องรีบเร่งเกินไป 

ถือวีซ่าท่องเที่ยวสโลวีเนีย ไปพื้นที่ไหนได้บ้าง 

เมื่อทำวีซ่าสโลวีเนียประเภทท่องเที่ยวผ่านเรียบร้อยก็สามารถเดินทางไปเที่ยวสโลวีเนียได้ทุกพื้นที่โดยเฉพาะสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดัง เช่น กรุงลุบเบลียน่า (Ljubljana) เมืองหลวงเล็ก ๆ ของประเทศ, จัตุรัสกลางเมืองเพรเซเรน (Preseren Square), ทะเลสาบเบลด (Lake Bled), ทะเลสาบโบฮินจ์ (Bohinj Lake), เมืองไพราน (Piran) เป็นต้น 

สรุป 

นี่คือวิธีขอวีซ่าสโลวีเนียประเภทท่องเที่ยวสำหรับคนที่วางแผนอยากไปลองสัมผัสกับความพิเศษกับการเที่ยวสโลวีเนียสักครั้ง อย่างไรก็ตามสิ่งที่ห้ามลืมเด็ดขาดนั่นคือประกันเดินทางต่างประเทศ เพื่อการยื่นวีซ่าและให้ความคุ้มครองขณะท่องเที่ยว ขอแนะนำ ประกันเดินทางสโลวีเนีย  อุ่นใจทุกเส้นทางทั่วโลก ราคาเริ่มต้นเพียง 199 บาท ให้ความคุ้มครองสูงสุดถึง 5 ล้านบาท ใช้ยื่นวีซ่าได้ชัวร์ คุ้มครองการติดเชื้อโควิด-19 บริการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยกรณีฉุกเฉิน และบริการขอความช่วยเหลือตลอด 24 ชม. ซื้อง่ายผ่านอนไลน์ มีไว้ก่อนเดินทางดีที่สุด 

โรคมะเร็ง รู้เร็วรักษาได้

หนึ่งในหกของการเสียชีวิตทั่วโลกเกิดจากโรคมะเร็ง ทำให้มะเร็งเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตสูงสุดเป็นอันดับสองรองจากโรคหัวใจและหลอดเลือดหัวใจ มะเร็งเป็นคำทั่วไปที่ใช้เรียกกลุ่มโรคที่มีลักษณะของการสร้างเซลล์ผิดปกติอย่างรวดเร็วและเติบโตเกินขอบเขตปกติ มะเร็งสามารถเกิดขึ้นกับส่วนใดของร่างกายก็ได้และเป็นโรคที่มีลักษณะจำเพาะรวมถึงปัจจัยเสี่ยง สาเหตุ และวิธีการรักษาที่แตกต่างกันไปกัน

มะเร็งหรือการเจริญเติบโตของเซลล์ที่ผิดปกติ สามารถลุกลามไปยังอวัยวะใกล้เคียงและแพร่ไปยังอวัยวะอื่นๆ ได้ หรือที่เรียกว่าการแพร่กระจาย (metastasising) ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตจากโรคมะเร็ง แม้จะเป็นโรคที่มีโอกาสหายน้อย แต่ทุกปีจำนวนผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาและรอดชีวิตจากโรคมะเร็งก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ

มะเร็งรักษาได้

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้การรักษาโรคมะเร็งประสบความสำเร็จ นอกเหนือไปจากการมีวิถีชีวิตเพื่อสุขภาพที่ดี คือการตรวจพบโรคมะเร็งตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ซึ่งเกี่ยวข้องกับกระบวนการที่ใช้ในตรวจหาว่าผู้ป่วยเป็นมะเร็งหรือไม่ มะเร็งอยู่ตำแหน่งใด รวมถึงชนิดของเซลล์มะเร็งและความรุนแรงของโรค การตรวจพบมะเร็งตั้งแต่เนิ่นๆ ช่วยให้สามารถกำจัดมะเร็งหรือรักษาได้ง่ายขึ้น แม้ว่ามะเร็งแต่ละชนิดจะมีอัตราการรอดชีวิตแตกต่างกัน แต่มะเร็งชนิดที่มีอัตรารอดชีวิตน้อย ก็มีโอกาสรอดชีวิตสูงขึ้นหากตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

อัตรารอดชีพสัมพัทธ์ (Relative Survival Rates)

อัตรารอดชีพสัมพัทธ์ เป็นการเปรียบเทียบอัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งเทียบกับประชากรโดยรวม ต่อไปนี้คืออัตรารอดชีพสัมพัทธ์ของมะเร็งบางชนิดที่พบบ่อย และความแตกต่างของอัตราการรอดชีวิตหากมีการตรวจพบมะเร็งตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

มะเร็งเต้านม: 

เป็นมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดในผู้หญิง โดย 90% ของผู้หญิงที่ถูกวินิจฉัยด้วยโรคมะเร็งชนิดนี้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นสามารถรอดชีวิตจากโรคมะเร็งได้อย่างน้อย 5 ปี หรือเท่ากับประมาณ 15% เมื่อเทียบกับผู้หญิงที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งในระยะรุนแรงที่สุดของโรค

มะเร็งรังไข่:

90% ของผู้หญิงที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งรังไข่ระยะแรกสุด มีชีวิตอยู่ได้อย่างน้อย 5 ปี หรือคิดเป็น 5% เมื่อเทียบกับผู้หญิงที่ได้รับการวินิจฉัยในระยะร้ายแรงที่สุดของโรค

มะเร็งปากมดลูก:

อัตราการรอดชีวิต 5 ปีของผู้หญิงที่เป็นมะเร็งปากมดลูกคือ 67% แต่หากตรวจพบในระยะแรก อัตราการรอดชีวิต 5 ปีของผู้หญิงที่เป็นมะเร็งปากมดลูกในระยะลุกลามคือ 92%

มะเร็งลำไส้ใหญ่:

มะเร็งที่พบบ่อยที่สุดทั้งผู้ชายและผู้หญิง มีอัตราการรอดชีวิต 5 ปีหลังการวินิจฉัยโดยเฉลี่ย 65% แต่หากตรวจพบตั้งแต่ระยะแรก มีโอกาสรักษาหายและรอดชีวิตได้มากกว่า 90%

มะเร็งปอด:

หนึ่งในเนื้องอกที่ลุกลามมากที่สุด ผู้ป่วยมะเร็งปอดมากกว่า 80% จะมีชีวิตอยู่ได้อย่างน้อยหนึ่งปีหากได้รับการวินิจฉัยในระยะแรกสุด เทียบกับผู้ป่วยมะเร็งปอดระยะลุกลามที่สุดประมาณ 15%

มะเร็งต่อมลูกหมาก:

ปัจจุบันเป็นมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดในผู้ชาย (ยกเว้นมะเร็งผิวหนัง) มีแนวโน้มที่จะรักษาหายมากขึ้น โดยอัตราการรอดชีวิต 5 ปีของผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมากในระดับท้องถิ่นหรือในระดับภูมิภาคอยู่ที่เกือบ 100% การตรวจคัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมากจึงมีโอกาสทำให้จำนวนผู้เสียชีวิตลดลงถึง 21%

มะเร็งตับอ่อน:

เนื่องจากความยากในการวินิจฉัยโรคมะเร็งตับอ่อน ผู้ป่วยส่วนใหญ่จึงมักตรวจพบเมื่ออยู่ในระยะลุกลาม ด้วยเหตุนี้ หากมะเร็งถูกผ่าตัดออกในขณะที่ยังมีขนาดเล็กและยังไม่แพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง จะทำให้อัตราการรอดชีวิต 5 ปีเพิ่มขึ้นมากถึง 25% เทียบกับผู้ป่วยมะเร็งตับอ่อนส่วนใหญ่เพียง 9% 

มะเร็งผิวหนัง:

มะเร็งผิวหนังชนิดร้ายแรงที่สุด คือ มะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมา มีอัตราการรอดชีวิตประมาณ 99% หากตรวจพบตั้งแต่เนิ่นๆ เทียบกับ 64% เมื่อตรวจพบในระยะที่แพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง เนื่องจากความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากแสงแดด การป้องกันผิวหนังให้ปลอดภัยจากแสงแดดเพื่อลดความเสี่ยงโรคมะเร็งผิวหนัง ก็เป็นสิ่งสำคัญนอกเหนือไปจากการตรวจพบโรคตั้งแต่เนิ่นๆ

มะเร็งรักษาได้

การตรวจคัดกรองมะเร็งและการวินิจฉัย

การตรวจหาตัวชี้วัดทางชีวภาพ การถ่ายภาพ และการตรวจชิ้นเนื้อเป็นหนึ่งในตรวจคัดกรองและวินิจฉัยโรคมะเร็ง การพัฒนาเทคโนโลยีและการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ทำให้สามารถวินิจฉัยและรักษามะเร็งได้เร็วขึ้น จึงมีผู้ป่วยโรคมะเร็งเข้าสู่ระยะลุกลามน้อยลง ในช่วงต้นทศวรรษ 1970 ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีอัลตราซาวนด์ (การตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง) การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) การถ่ายภาพด้วยคลื่นสนามแม่เหล็ก (การสแกน MRI) และการตรวจตรวจวัดอนุภาคโพสิตรอน (PET scans) ได้เข้ามาแทนที่การตรวจวินิจฉัยส่วนใหญ่ ศัลยแพทย์สามารถผ่าตัดเนื้องอกในลำไส้ใหญ่ หลอดอาหารและกระเพาะปัสสาวะผ่านทางท่อได้โดยการใช้กล้องวิดีโอขนาดเล็กและการส่องกล้อง และเมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้มีการศึกษาวิธีการกำจัดเนื้องอกโดยไม่ต้องผ่าเอาออก เช่น ใช้สเปรย์ไนโตรเจนเหลวเพื่อแช่แข็งและฆ่าเซลล์มะเร็ง (การผ่าตัดด้วยความเย็น) นอกจากนี้ ยังมีการใช้เลเซอร์เพื่อตัดเนื้อเยื่อของเนื้องอกในปากมดลูก กล่องเสียง ตับ ไส้ตรง ผิวหนัง และอวัยวะอื่นๆ

แต่น่าเสียดายที่การเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งประมาณ 70% มักเกิดในประเทศที่คนมีรายได้ปานกลางไปถึงน้อย ซึ่งเป็นประเทศที่แทบไม่มีความพร้อมในการรับมือกับโรคมะเร็ง การขาดข้อมูลความรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็ง วิธีการคัดกรอง และการเข้าถึงการรักษา นับเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ส่งผลให้มีอัตราการเสียชีวิตสูง

มะเร็งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ในไทย โดยในปี 2561 มีอัตราการเสียชีวิตหลังปรับผลของความแตกต่างด้านอายุ อยู่ที่ 104.8 ต่อประชากร 100,000 คน แม้ว่าอัตราการเกิดมะเร็งของคนไทยจะเทียบเท่ากับประเทศอื่นๆ ในเอเชีย และเป็นครึ่งหนึ่งของประเทศตะวันตก แต่อัตราการเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งยังค่อนข้างสูง นี่อาจชี้ให้เห็นถึงปัญหาที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขในการวินิจฉัยและตรวจรักษาโรคมะเร็งที่เรายังคงพบเห็นได้โดยทั่วไป

อุบัติการณ์โรคมะเร็งในประชากรโลกจะยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต โดยคาดว่าปี 2583 จะมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าจากปี 2008 แต่เมื่ออัตราการวินิจฉัยโรคมะเร็งเพิ่มขึ้น การพัฒนาเทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญในการจัดการรักษาก็ดีขึ้นเช่นกัน มีการพัฒนาการตรวจวินิจฉัยตลอดหลายปีที่ผ่านมา  และยังคงพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ป่วยโรคมะเร็งส่วนใหญ่จะมีการพยากรณ์โรคที่ดีขึ้น ด้วยความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ในคัดกรองและขั้นตอนกระบวนการตรวจรักษา เราจึงสามารถวินิจฉัยและรักษามะเร็งส่วนใหญ่ได้อย่างแม่นยำตั้งแต่ระยะเริ่มแรก

อันที่จริงแล้ว อัตราของผู้ที่เสียชีวิตจากโรคมะเร็งลดลงถึง 20% ในช่วง 32 ปีที่ผ่านมา และมากกว่า 67% ของผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งในปัจจุบันจะยังมีชีวิตอยู่ในอีกห้าปีข้างหน้า

รู้เร็ว รักษาได้

อย่างไรก็ตาม การขาดความตระหนักเกี่ยวกับสัญญาณและอาการของโรคมะเร็ง ตลอดจนความไม่เต็มใจและความลำบากใจในการไปพบแพทย์อาจเป็นอุปสรรคต่อการวินิจฉัยโรคมะเร็งตั้งแต่เนิ่นๆ

ดังนั้น หากคุณสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติเกี่ยวกับร่างกาย หรือสงสัยว่ามีอาการใด ๆ ที่เป็นไปได้ ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพของคุณโดยเร็ว เพราะท้ายที่สุดแล้ว กันไว้ก็ย่อมดีกว่าแก้ และที่สำคัญไปกว่านั้นคือการตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ (ซึ่งต้องปรับให้เข้ากับประวัติด้านสุขภาพของคุณด้วย) พร้อมทั้งยึดหลักการใช้ชีวิตเพื่อสุขภาพที่ดีซึ่งจะลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งได้หลายชนิด

เพื่ออนาคตที่คุณวางใจได้ การมีประกันมะเร็งที่ครอบคลุมการรักษาโรคมะเร็งทั้ง IPD และ OPD ดูแลครบตั้งแต่ต้นจนจบ ก็จะช่วยให้คุณใช้ชีวิตได้อย่างอุ่นใจยิ่งขึ้น

*บทความนี้แปลจากต้นฉบับเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งได้รับการตรวจสอบทางการแพทย์โดยทีมแพทย์ภายในของ LUMA

อ่านเพิ่มเติม:

DBD logo

ใบอนุญาตจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

เลขที่ 0105555036794

OIC logo

ใบอนุญาตนายหน้าประกันวินาศภัย เลขที่00008/2555  

ใบอนุญาตนายหน้าประกันภัย เลขที่ ช00012/2564

BOI logo

ได้รับการรับรองจาก BOI 2927/2555

บริษัท ลูม่า แคร์ จำกัด, 57 ปาร์คเวนเชอร์ อีโคเพล็กซ์ ชั้น 9 ยูนิต 912 ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330

Copyright © 2026 lumahealth.com. All Rights Reserved.   นโยบายความเป็นส่วนตัว