5 ของกินญี่ปุ่นต้องโดนเมื่อไปเยือนดินแดนอาทิตย์อุทัย 2568

ประเทศญี่ปุ่นถือเป็นจุดหมายปลายทางที่ชาวไทยนิยมเดินทางไปสัมผัสอย่างมาก ด้วยการเที่ยวญี่ปุ่นไม่ต้องขอวีซ่าให้ยุ่งยาก (อยู่ได้ 15 วัน) บวกกับอาหารญี่ปุ่นก็เป็นเมนูโปรดโดนใจของหลายคนซึ่งแม้ว่าสามารถหากินได้ในไทยแต่การได้สัมผัสกับต้นตำรับย่อมเป็นความพิเศษกว่าแบบไม่ต้องสงสัย และนี่คือ 5 ของกินญี่ปุ่นหากถึงดินแดนอาทิตย์อุทัยแล้วต้องไปโดนให้จงได้เลยเชียว 

5 ของกินญี่ปุ่นต้องโดน 2568 เมื่อถึงดินแดนอาทิตย์อุทัย 

อย่างที่บอกไปว่าแม้เมืองไทยจะมีร้านอาหารญี่ปุ่นอยู่หลายแห่งแต่การไปเที่ยวญี่ปุ่นแล้วได้สัมผัสกับต้นตำรับคือความฟิน ความอร่อยที่อยากจะลืมเลือน ซึ่งใครที่กำลังวางแผนอยู่ว่าต้องกินอะไรบ้าง ต้องไม่พลาดกับ 5 ของกินญี่ปุ่น 2568 ที่คัดเลือกมาให้แล้ว การันตีอร่อยจริงทุกเมนู 

ของกินญี่ปุ่น

โอโคโนมิยากิ (Okonomiyaki) 

อาหารญี่ปุ่นจานแรกที่คนไทยคุ้นเคยกันดีในชื่อ “พิซซ่าญี่ปุ่น” เป็นเมนูง่าย ๆ แต่อร่อยเกินบรรยาย หน้าตาของมันคือแผ่นแป้งสาลีกลม ๆ ที่มีการผสมกับน้ำคลุกเคล้ากะหล่ำปลีหั่นฝอย มีเนื้อสัตว์เลือกได้ตามชอบไม่ว่าจะเป็นหมู ไก่ เบคอน หมึก กุ้ง ชีส กิมจิ โมจิ จากนั้นจึงนำไปย่างบนกระทะเหล็ก พอเริ่มสุกได้ที่ก็ทาซอสสูตรพิเศษมีรสชาติเผ็ดนำที่แต่ละร้านรังสรรค์ออกมา ตามด้วยมายองเนส ปิดท้ายโยผงสาหร่ายและปลาแห้งเป็นอันเสร็จพิธี 

อย่างไรก็ตามหากคุณไปแถบฮิโรชิม่าอาจเจอกับเมนูนี้ในหน้าตาแปลก ๆ คือมีการผสมเส้นยากิโซบะเข้ามาเพิ่มเติมด้วยเป็นสูตรเฉพาะเรียกว่า “ฮิโรชิมะยากิ” ขณะที่ตัวซอสเองจะออกหวานมากกว่าสูตรปกติและไม่มีการใส่มายองเนสด้วย ใครอยากลิ้มลองความแปลกใหม่และมักมีแค่ในพื้นที่เมืองฮิโรชิม่าต้องลองเที่ยวญี่ปุ่นแล้วสัมผัสด้วยตนเอง ยิ่งถ้าเป็นสายเส้นต้องหลงรักแบบไม่มีคำบรรยายอื่นเพิ่มเติมแน่นอน 

ของกินญี่ปุ่น

ชาบู (Shabu Shabu) และ สุกี้ยากี้ (Sukiyaki) 

ต่อด้วยอาหารญี่ปุ่นที่คนไทยคุ้นเคยกันมานานและเป็นเมนูสุดโปรดของหลาย ๆ คนด้วย ซึ่งมีตัวเลือกให้ทั้งชาบูและสุกี้ยากี้ ในภาษาญี่ปุ่นจะเรียกเมนูลักษณะนี้ว่า “นาเบะ” หรือหม้อไฟ ทั้งนี้ขออธิบายความต่างกันสักเล็กน้อย หากเป็นสุกี้ยากี้จะเป็นการนำผักและเนื้อสัตว์ลงไปต้มในน้ำซุปที่ปรุงรสชาติจนสุก (ลักษณะต้มวัตถุดิบทุกอย่างที่จะกินลงไปเลย) ส่วนชาบูมักทำหม้อไฟให้ร้อน ใส่น้ำซุปเยอะ ๆ ต้มผักลงไป ส่วนเนื้อจะถูแล่บาง ๆ แล้วหย่อนวนในน้ำเดือดจัดจนสุกแล้วค่อยกิน 

ความพิเศษของการมากิน 2 เมนูนี้ที่ญี่ปุ่นคือคุณจะได้ลิ้มลองสูตรน้ำซุปแบบดั้งเดิมที่หลายร้านมีการคงความคลาสสิกเอาไว้ ยิ่งถ้าเป็นสายเนื้องานนี้ต้องไม่พลาดด้วยประการทั้งปวงเพราะใครก็รู้ดีว่าญี่ปุ่นมีเนื้อวัวสายพันธุ์ดังอย่าง “วากิว” รสชาติละมุนลิ้น ยิ่งเป็นเนื้อ A4 หรือ A5 แทบจะละลายในปากกันเลยทีเดียวเชียว หรือหมูสายพันธุ์คุโรบูตะก็เลิศมาก อาหารทะเลก็ดีงามไม่แพ้ใคร จะหม้อไฟแบบไหนก็ต้องกดไลค์รัว ๆ 

ของกินญี่ปุ่น

เทปปันยากิ (Teppanyaki) 

นี่คือของกินญี่ปุ่นที่หลายคนคุ้นเคยกันดี บ้านเรามักเรียกว่า “กระทะร้อนญี่ปุ่น” เนื่องจากเวลาเสิร์ฟเชฟจะนำเนื้อสัตว์ ผัก และวัตถุดิบทุกชนิดวางอยู่บนกระทะเหล็กร้อน ๆ เพื่อให้เข้าถึงอรรถรสกันแบบจัดเต็ม รูปแบบของเมนูก็มีทั้งเนื้อวัว เนื้อหมู หมึก กุ้ง หรือเนื้อไก่ นำมาหมักปรุงรสจากนั้นย่างด้วยไฟกำลังดี ขณะที่ผักอย่างพวกกะหล่ำปลี แครอท ถั่วงอก ต้นหอม เชฟใช้วิธีผัดให้สุกอาจราดน้ำซอสเล็กน้อยเพิ่มความเค็ม 

เวลาเสิร์ฟอย่างที่บอกว่าต้องมาบนกระทะร้อน เคียงข้างด้วยข้าวญี่ปุ่นและซุปมิโซะ อาจมีเครื่องเคียงอื่นเพิ่มเติมแล้วแต่ความชอบของคน เดิมทีเมนูนี้คนญี่ปุ่นมักทำกินเองในครอบครัวหรือไปตั้งแคมป์ แต่ปัจจุบันสามารถหากินได้ทั่วไปในประเทศญี่ปุ่น รสชาติแต่ละร้านก็มีเอกลักษณ์เฉพาะหากเจอเนื้อเกรดดีรับรองว่าอร่อยฟินจนอาจขอเบิ้ลอีกจานเลยทีเดียวเชียว 

ของกินญี่ปุ่น

ยากิโทริ (Yakitori) 

สำหรับเมนูนี้คนที่เป็นสายดื่ม หรือเคยไปนั่งตามร้านอิซากายะ (Izakaya) ซึ่งเป็นร้านกินดื่มสไตล์ญี่ปุ่นบ่อย ๆ คงพอคุ้นเคยกันอย่างดี บ้านเราจะเรียกเป็น “ไก่เสียบไม้ย่าง” แต่ความแตกต่างจากไก่ย่างทั่วไปของไทยคือมีการหมักด้วยสูตรพิเศษพร้อมเครื่องปรุงเฉพาะ จากนั้นจึงทาซอสเทริยากิสไตล์ญี่ปุ่นลงไปในระหว่างการย่าง บางสูตรอาจมีการโรยเกลือเฉย ๆ ก็ไม่มีปัญหาขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคน นิยมกินคู่กับเครื่องดื่มเย็น ๆ เช่น เบียร์ 

ถ้าหากคุณไปตามร้านอิซากายะในญี่ปุ่นนอกจากบรรยากาศโดยรอบอันแสนพิเศษแล้ว อาหารญี่ปุ่นจานนี้จะได้พบเจอกับวัตถุดิบอื่น ๆ ที่เลือกสรรกันตามความอร่อยของตนเอง เช่น เนื้อหมู หมึก กุ้ง เนื้อวัว ไปจนถึงเมนูผักก็สามารถนำมาเสียบไม้ย่างแล้วทาซอสเทริยากิเพิ่มความอร่อยได้เช่นกัน กลิ่นหอมฉุยเตะจมูกจนต้องรีบเดินเข้าไปทักร้านค้าด้วยตัวเองกันเลย อร่อยจริงคอนเฟิร์ม 

ของกินญี่ปุ่น

อุนางิ (Unagi) 

ปิดท้ายของกินญี่ปุ่นซึ่งจะบอกว่าเป็นวัตถุดิบก็ไม่ผิดเท่าไหร่นัก เพราะมันคือ “ปลาไหลญี่ปุ่น” นั่นเอง แต่ความแตกต่างจากปลาไหลทั่วไปชาวญี่ปุ่นมักนำเอาไปย่าง ทาหรือราดด้วยซอสสูตรพิเศษรสชาติหวานมีกลิ่นหอมเย้ายวนใจ เมื่อกัดคำแรกเนื้อสัมผัสที่ได้มีความหวานมัน ละมุนลิ้น ไม่เหม็นคาว เมนูยอดฮิตที่พบได้บ่อยคือ ซูชิ และเมนูที่หลายคนโปรดปรานสุด ๆ นั่นคือ ข้าวหน้าปลาไหล 

ถ้าเป็นเมนูข้าวหน้าปลาไกลส่วนใหญ่จะเสิร์ฟมาพร้อมกับเครื่องเคียงต่าง ๆ เช่น ไข่ซอย ผักดอง ซุปมิโซะ ปลาถูกย่างด้วยไฟกำลังดีไม่มีคำว่าไหม้ให้เสียอรรถรส ระหว่างย่างเชฟก็ทาซอสให้เนื้อชุ่มฉ่ำอยู่ตลอด ใครเคยลองในเมืองไทยขอบอกว่าที่ญี่ปุ่นเด็ดดวงกว่าหลายเท่า และด้วยการเป็นปลาน้ำจืดจึงไม่ต้องห่วงเรื่องไขมันใด ๆ ทั้งสิ้น 

ปักหมุด 3 ย่านของกินญี่ปุ่นต้องแวะไปเยือนด้วยตัวเอง 

หลังรู้จักกันไปแล้วว่าเมนูเด็ด ๆ ห้ามพลาดเมื่อไปเที่ยวญี่ปุ่นมีอะไรกันบ้าง คราวนี้จะขอปักหมุด 3 ย่านเด็ดที่ยืนยันว่ามีของกินญี่ปุ่นแสนอร่อยให้คุณได้ลิ้มลองกันแบบจุใจ เดินทางง่าย และยังสัมผัสกลิ่นอายของวัฒนธรรม ผู้คน และสีสันของดินแดนอาทิตย์อุทัยอีกด้วย 

ย่านกินซ่า (Ginza) 

หากคุณเป็นสายกิน หรือมีเป้าหมายไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่นเพื่อหาของอร่อย นี่คือย่านแรกที่ไม่ควรพลาดเด็ดขาด ตั้งอยู่ใจกลางกรุงโตเกียว เดินทางง่ายด้วยรถไฟหลายสายมาลงยังสถานี Ginza หรือ Higashi-Ginza ก็ได้เช่นกัน พื้นที่บริเวณนี้จัดเป็นย่านที่ถูกพัฒนาด้วยอาคารห้างร้านต่าง ๆ ทันสมัยมาก บางคนถึงกับยกให้เป็นทำเลไฮโซของชาวญี่ปุ่น นอกจากช้อปปิ้งเสื้อผ้ากันเพลิน ยังสามารถหาของกินญี่ปุ่นอร่อย ๆ ได้ตามร้านที่ตั้งอยู่เรียงราย แถมหลายร้านยังติดระดับมิชลินสตาร์อีกต่างหาก เช่น “กินซ่า ฮาจิโกะ (Ginza Hachigo)” ร้านราเมนชื่อดัง 

ย่านโยโกฮาม่า ไชน่าทาวน์ (Yokohama Chinatown) 

ขยับออกมาจากกรุงโตเกียวลงมาทางใต้เล็กน้อยแล้วแวะเที่ยวญี่ปุ่นกันที่เมืองโยโกฮาม่าซึ่งมีย่านของไชน่าทาวน์ให้สายกินต้องปักหมุด ทุกคนรู้กันอยู่แล้วว่าตรงไหนที่มีคนจีนอยู่อาศัยของอร่อยมักไม่เคยขาด โดดเด่นตั้งแต่การมีอาคารบ้านเรือนสไตล์จีนปะปนอยู่กับอาคารแบบญี่ปุ่นที่ยังคงอนุรักษ์ไว้ไม่เสื่อมคลาย ตลอด 2 ข้างทางคุณจะเจอกับของกินญี่ปุ่นและอาหารจีนให้เลือกสรรกันแบบจุใจ เช่น ร้านไคคะโร (Kaikaro) ที่ผสานเมนูยุคใหม่กับความคลาสสิกเอาไว้ลงตัวมาก ชิมแล้วจะหลงรัก 

ย่านอุเอโนะ (Ueno) 

ปิดท้ายด้วยย่านท่องเที่ยวยอดนิยมที่มีชื่อเสียงมายาวนานในประเทศญี่ปุ่น ครบครันทุกมิติที่คุณต้องการไม่ว่าจะเป็นแหล่งช้อปปิ้ง สถานที่เที่ยว สวนสาธารณะ และแน่นอนว่าของกินญี่ปุ่นบริเวณนี้ก็เด็ดดวงไม่แพ้ใคร ตั้งอยู่ใจกลางกรุงโตเกียวเดินทางสะดวกลงสถานี Ueno ก็ถึงทันที มีร้านรวงต่าง ๆ ให้คุณแวะเข้าไปชิมกันเยอะมาก เช่น ร้านคิโซจิ (Kisoji) ร้านสุกี้ยากี้และชาบู เลือกตามความชอบได้เลย หรืออย่างร้านโทริเกน (Torigen) เน้นขายเมนูไก่ เช่น ไก่ย่างยากิโทริ ไก่ทอดคาราเกะ อิ่มและอร่อยแน่นท้องทุกมื้อ 

สรุป 

ทั้งหมดนี้คือ 5 ของกินญี่ปุ่น รวมถึง 3 ย่านเด็ดที่สายกิน สายช้อปไม่ควรพลาดเด็ดขาดเมื่อเดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่น แต่เหนือสิ่งอื่นใดทุกครั้งที่คุณกำลังวางแผนตะลุยเมืองนอก การมี “ประกันเดินทางสำหรับญี่ปุ่น” เป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามเด็ดขาด จึงอยากแนะนำประกันเดินทางจาก LUMA พร้อมให้การดูแลในทุกช่วงเวลา สะดวกอีกระดับกับการซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ เลือกประเภทประกัน ระบุประเทศที่เดินทาง พร้อมแจ้งวันเดินทางไปกลับ ก็มีแผนประกันน่าสนใจเหมาะกับทุกคนให้พิจารณา บริการให้ความช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมง และยังให้ความคุ้มครองการติดเชื้อโควิด-19 ด้วย คุ้มค่าขนาดนี้มีติดตัวไว้อุ่นใจทุกทริปแน่นอน 

อ่านเพิ่มเติม:

5 เหตุผล สตาร์ทอัพควรมีประกันสุขภาพให้เป็นสวัสดิการพนักงาน

“สตาร์ทอัพ” คือ ธุรกิจที่เกิดใหม่ เกิดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาชีวิตประจำวันของทุกคน สตาร์ทอัพมักเน้นลงทุนในด้านการพัฒนา การทดสอบ และการด้านการตลาด ดังนั้น แนวคิดการเสนอสวัสดิการพนักงาน เช่น การทำประกันสุขภาพ อาจดูเหมือนไม่ใช่แผนแรก ๆ ที่จะเป็นสวัสดิการให้พนักงาน เพราะต้องนำเงินทุนที่ระดมได้ไปใช้ในด้านอื่น ๆ เสียก่อน

ข้อดีของการทำประกันสุขภาพให้เป็นสวัสดิการพนักงาน

แต่ปัจจุบัน มีบริษัทประกันสุขภาพมากมายเสนอแผนประกันสุขภาพที่หลากหลายและรองรับงบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัดของสตาร์ทอัพด้วย อีกทั้งยังคำแนะนำดี ๆ ให้ตอบโจทย์และเหมาะกับความต้องการของสตาร์ทอัพ พร้อมทั้งได้แผนประกันสุขภาพที่จำเป็นสำหรับพนักงาน ทั้งนี้ การได้ประกันสุขภาพมาเป็นสวัสดิการพนักงานมีข้อดีต่อสตาร์ทอัพดังนี้

ช่วยดึงคนเก่งเข้ามาร่วมงานและลดอัตราการลาออกของพนักงาน

เนื่องจาก สวัสดิการมีคุณค่ามากสำหรับพนักงาน และจะช่วยให้พนักงานสร้างมูลค่าและมีประสิทธิภาพในการทำงาน ปัจจุบัน สวัสดิการด้านประกันสุขภาพจึงเป็นปัจจัยหลักและเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงคนเก่งให้ตัดสินใจเข้ามาร่วมงานด้วย พอ ๆ กับโอกาสก้าวหน้าในสายงาน ฯลฯ และเพราะการสรรหาพนักงานเป็นเรื่องที่ลงทุนและใช้เวลา การซื้อประกันสุขภาพให้พนักงานจึงเป็นการเพิ่มมูลค่าและยังช่วยดึงดูดคนเก่งเข้ามาทำงานด้วย และพนักงานที่มีอยู่ก็รู้สึกมั่นคงและไม่อยากลาออกจากบริษัท

ประกันสุขภาพช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย

สตาร์ทอัพมักมีสมาชิกทีมที่อายุน้อย ดังนั้น เมื่อพิจารณาถึงปัจจัยด้านอายุ หากเริ่มทำประกันสุขภาพทันทีก็สามารถจัดแผนการประกันสุขภาพที่มีครอบคลุมและคุ้มค่า อีกทั้งยังประหยัดค่าใช้จ่ายบริษัทได้มากที่สุดอีกด้วย ประกันสุขภาพเป็นอีกหนึ่งสวัสดิการที่คุ้มค่าที่สุดที่จะให้กับพนักงาน แม้ดูเหมือนว่า สตาร์ทอัพอาจไม่มีสวัสดิการหรือสิทธิประโยชน์อื่นใดที่หรูหราหรือมีมูลค่าเอาเสียเลย แต่ประกันสุขภาพนี่แหละที่ดูมีมูลค่าสำหรับพนักงานในสตาร์ทอัพอย่างมาก และบริษัทประกันหลายเจ้าก็ยังเสนอแผนที่หลากหลาย ราคาที่สตาร์ทอัพสามารถเข้าถึงได้อีกด้วย

ประกันสุขภาพพนักงาน

เป็นการลงทุนระยะยาว

เมื่อเกิดความรู้สึกมั่นคงทางการเงินและความสุขทางใจ พนักงานบริษัทจะมีผลการปฏิบัติงานที่ดีและมีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น ประกันสุขภาพเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยสร้างความรู้สึกมั่นคงทางการเงิน ส่งผลต่อความมั่นคงทางด้านจิตใจ ทำให้พนักงานทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและเต็มที่ ทั้งนี้ ประกันสุขภาพที่ครอบคลุมสำหรับพนักงานจึงเป็นการสร้างแรงจูงใจอย่างดี เพราะช่วยให้พนักงานรู้สึกมั่นคงทางการเงิน ในกรณีตัวอย่างเช่น เมื่อใดก็ตามที่เกิดเหตุฉุกเฉิน แผนประกันสุขภาพสามารถรองรับได้ทันที จึงเหมือนเป็นการลงทุนระยะยาว และจัดเป็นทุนพื้นฐานในการเริ่มต้นธุรกิจเพื่อให้ได้กำไรจากสตาร์ทอัพในระยะยาว

ช่วยให้บริษัทเป็นที่รู้จักและมีชื่อเสียงมากขึ้น

ประกันสุขภาพที่ครอบคลุมสำหรับพนักงานช่วยเสริมภาพลักษณ์ของสตาร์ทอัพเอง และช่วยให้สตาร์ทอัพเพิ่มมูลค่าและความน่าเชื่อถือในตลาดแรงงาน ในขณะเดียวกัน นักลงทุนก็จะหันมาให้ความสนใจและเชื่อถือสตาร์ทอัพที่มีประกันสุขภาพให้พนักงานมากขึ้น เพราะประกันสุขภาพเป็นอีกหนึ่งตัวชี้วัดว่า จะลงทุนกับสตาร์ทอัพนี้แล้วจะมีความเสี่ยงใด ๆ

ช่วยป้องกันความเสี่ยง

พนักงานถือเป็นสินทรัพย์ที่สำคัญที่สุดของสตาร์ทอัพ ในขณะเดียวกัน ประกันสุขภาพก็เป็นตัวป้องกันความเสี่ยง โดยเฉพาะความเสี่ยงในอนาคตที่จะมีต่อสินทรัพย์นี้ สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก พนักงานหนึ่งคนจะต้องปฏิบัติหน้าที่หลายอย่าง และหลายครั้ง ก็นอกเหนือจากกรอบการทำงานปกติ เมื่อเกิดการเจ็บป่วย ประกันสุขภาพก็จะเข้ามาช่วยพนักงานเหล่านี้ทันที จนสุขภาพดีได้อย่างรวดเร็ว อันจะช่วยป้องกันอีกหนึ่งความเสี่ยงคือการหยุดชะงักของธุรกิจสตาร์ทอัพนั่นเอง

ทำไมต้องมีประกันให้พนักงาน

ไม่ว่าพนักงานจะเจ็บป่วยหรือได้รับบาดเจ็บในขณะปฏิบัติหน้าที่ หรือจำเป็นต้องได้รับการรักษาจากการใช้ยาตามคำสั่งแพทย์เนื่องจากมีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน เป็นต้น ประกันสุขภาพมีบทบาทในการให้บริหารเหล่านี้ด้วยเช่นกัน

และเมื่อสตาร์ทอัพเติบโตไปตามโมเดลธุรกิจที่กำหนดไว้ และขยายตัวออกไปมากขึ้น และพร้อมเป็นบริษัทที่เติบใหญ่ ถึงตอนนั้น ประกันสุขภาพก็ยิ่งเป็นที่ต้องการมากยิ่งขึ้น ในขณะที่ ความเจ็บป่วยและโรคภัยไข้เจ็บอาจกระทบต่อธุรกิจ การมีประกันสุขภาพสำหรับพนักงานไว้จะช่วยให้พนักงานและบริษัทได้อุ่นใจไปพร้อม ๆ กัน

แม้สตาร์ทอัพจะมีงบประมาณจำกัด บริษัทประกันก็ยังมีแผนประกันสุขภาพที่ตอบโจทย์ตามงบประมาณของสตาร์ทอัพได้

อ่านเพิ่มเติม:

BMIคืออะไร? สำรวจสุขภาพด้วยค่าดัชนีมวลกายก่อนวางแผนลดน้ำหนัก

ปัจจุบันเราสามารถติดตามสุขภาพร่างกายด้วยเครื่องมือที่เรียบง่ายและรวดเร็วอย่างการคำนวณค่าดัชนีมวลกาย (BMI) จากน้ำหนักและส่วนสูง เพราะน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นและไขมันที่สะสมเป็นเวลานานเป็นสาเหตุหนึ่งของโรคร้ายแรงที่อาจนำไปสู่การจำกัดเสถียรภาพในการใช้ชีวิต ดังนั้นการติดตามสภาพร่างกายจึงเป็นการเตรียมรับมือกับโรคต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้น อย่างไรก็ตามค่าดัชนีมวลกาย (BMI) ยังจำเป็นต้องพิจารณาร่วมกับข้อบ่งชี้ด้านสุขภาพอื่น ๆ ในการระบุปัญหาสุขภาพ ลูม่าจึงได้รวบรวมข้อมูลที่ควรทราบเกี่ยวกับ BMI เอาไว้ดังนี้

ค่าดัชนีมวลกาย (BMI) คืออะไร ใช้ทำอะไร?

BMI (Body Mass Index) หรือ ค่าดัชนีมวลกาย เป็นการคำนวณที่ใช้ศึกษาความสมดุลของมวลร่างกายโดยคำนวณจากน้ำหนักและส่วนสูงที่นิยมใช้ในการสำรวจสุขภาพสำหรับผู้ที่อายุ 20 ปีขึ้นไป ซึ่งสามารถคำนวณได้ง่ายและรวดเร็ว BMI ถูกพัฒนาขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 19 และปัจจุบันค่าดัชนีมวลกายถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือบ่งชี้ความเสี่ยงด้านสุขภาพ พิจารณาความเสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ จากค่าดัชนีมวลกาย (BMI) ที่ต่ำหรือสูงกว่าเกณฑ์ร่างกายสมส่วน

BMIคือ

เกณฑ์และการคำนวณค่าดัชนีมวลกาย (BMI)

การคำนวณค่าดัชนีมวลกาย (BMI) สามารถคำนวณได้จากน้ำหนักตัวหน่วยกิโลกรัม หารด้วยส่วนสูงหน่วยเมตรยกกำลังสอง ยกตัวอย่างเช่น น้ำหนัก 60 กิโลกรัม สูง 170 cm จะได้สมการดังนี้ 60/1.72= 20.8

หรือสามารถคำนวณด้วยโปรแกรมคำนวณค่าดัชนีมวล (BMI) จาก กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ประเทศไทย

ค่าดัชนีมวลกาย (BMI) มีการจำแนกความเสี่ยงด้านสุขภาพออกเป็น 5 กลุ่มความเสี่ยง โดยเกณฑ์ดัชนีมวลกายในแต่ละกลุ่มมีการกำหนดแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ สำหรับประเทศไทย กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขได้กำหนดเกณฑ์ของค่าดัชนีมวลกายสำหรับคนไทยที่มีอายุ 20 ปีขึ้นไปดังนี้เอาไว้ดังนี้

ค่าดัชนีมวลกาย (BMI) บอกอะไรเราบ้าง?

ค่าดัชนีมวลกายเป็นค่าที่ใช้เพื่อคาดคะเนความเสี่ยงด้านสุขภาพต่าง ๆ แต่ไม่ใช่ข้อบ่งชี้อาการของโรคใดโรคหนึ่ง จากเกณฑ์ของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข หากค่าดัชนีมวลกาย (BMI) อยู่ที่ 18.5-22.9 กิโลกรัมต่อตารางเมตร หมายถึงบุคคลนั้น ๆมีร่างกายสมส่วน ความเสี่ยงด้านสุขภาพต่ำ แต่หากค่าดัชนีมวลกาย (BMI) ต่ำกว่า 18.5 หรือสูงกว่า 22.9 สามารถคาดคะเนความเสี่ยงด้านสุขภาพต่าง ๆ ดังนี้

ความเสี่ยงด้านสุขภาพสำหรับผู้ที่มีค่าดัชนีมวลกาย (BMI) ต่ำกว่า 18.5

  • ภาวะทุพโภชนาการ
  • สูญเสียมวลกระดูก
  • ระบบภูมิคุ้มกันต่ำ
  • โรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก

ความเสี่ยงด้านสุขภาพสำหรับผู้ที่มีค่าดัชนีมวลกาย (BMI) มากกว่า 22.9

  • โรคหัวใจและหลอดเลือด
  • โรคข้อเข่าเสื่อม
  • ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
  • ความดันโลหิตสูง
  • ไขมันในเลือดสูง
  • โรคเบาหวาน

สิ่งที่ค่าดัชนีมวลกาย (BMI) บอกเราไม่ได้

ความเสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ พิจารณาจากค่าดัชนีมวลกาย (BMI) ของบุคคลนั้น ๆ ว่าต่ำหรือสูงกว่าเกณฑ์ร่างกายสมส่วน แต่การคำนวณค่าดัชนีมวลกายคำนวณจากตัวเลขน้ำหนักและส่วนสูงเท่านั้น โดยที่ตัวเลขน้ำหนักที่นำไปคำนวณไม่ได้แยกความแตกต่างระหว่าง มวลกล้ามเนื้อ ปริมาณไขมันในร่างกาย มวลกระดูก การคำนวณยังขาดการพิจารณาปัจจัยด้านสุขภาพเฉพาะบุคคลเช่น อายุ เพศ พฤติกรรม เชื้อชาติ และข้อบ่งชี้ของโรคบางโรค ตัวอย่างเช่น ระดับความดันโลหิต ระดับไขมันในเลือด ระดับน้ำตาลในเลือด ฯลฯ การคำนวณค่าดัชนีมวลกายจึงอาจไม่เหมาะกับนักกีฬา นักเพาะกาย และสตรีที่ตั้งครรภ์

ดังนั้นค่าดัชนีมวลกาย (BMI) เป็นเพียงเครื่องมือสำรวจร่างกายเครื่องมือหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่เครื่องมือตรวจสุขภาพแต่อย่างใด และการสำรวจร่างกายด้วยค่าดัชนีมวลกาย (BMI) ยังสามารถใช้ร่วมกับเครื่องมืออื่น ๆ ได้แก่

  • Waist-to-Hip Ratio หรือ อัตราส่วนรอบเอวต่อสะโพก
  • Waist-to-Height Ratio หรือ อัตราส่วนรอบเอวต่อส่วนสูง
  • การวัดรอบเอว
  • การวัดไขมันในร่างกาย

สัญญาณที่ค่าดัชนีมวลกาย (BMI) กำลังบอกให้เราลดน้ำหนัก

จากการศึกษาขององค์การอนามัยโลก ระบุว่า ในประเทศที่ประชากรประสบภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนจำนวนมากมีอัตราการเสียชีวิตสูงกว่าประเทศที่มีค่าดัชนีมวลกายต่ำ ซึ่งค่าดัชนีมวลกายที่สูงกว่าเกณฑ์ร่างกายสมส่วนเป็นสัญญาณว่าร่างกายอยู่ในความเสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคเบาหวาน ฯลฯ ดังนั้นการรับรู้ความเปลี่ยนแปลงของร่างกายด้วยค่าดัชนีมวลกาย (BMI) จึงเป็นสัญญาณสู่การวางแผนลดน้ำหนักเพื่อสุขภาพ สำหรับการวางแผนลดน้ำหนักสามารถประกอบไปด้วย การปรับโภชนาการในมื้ออาหาร และการออกกำลังกายยกตัวอย่างเช่น

  • การรับประทานอาหารในสัดส่วนที่เหมาะสมตามธงโภชนาการของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข
  • การควบคุมอาหารด้วยวิธีต่าง ๆ เช่น การทำ IF, Low-carb diet, Ketogenic Diet, และ การเน้นรับประทานอาหารจากพืช ฯลฯ
  • การออกกำลังกายประเภทต่าง ๆ เช่น การออกกำลังกายแบบ Weight Training การคาร์ดิโอแบบ LISS MISS HIIT และการเล่นกีฬา

อย่างไรก็ตามการออกกำลังกายและการควบคุมอาหารควรคำนึงถึงสมรรถภาพทางร่างกายและโรคประจำตัว สำหรับผู้ที่มีข้อจำกัดด้านสุขภาพควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อความปลอดภัย

BMIคือ

ค่าดัชนีมวลกาย (BMI) ไม่ใช่เครื่องมือที่แม่นยำที่สุด แต่ในเบื้องต้นก็สามารถบอกภาวะร่างกายได้ ตั้งแต่ น้ำหนักน้อยกว่าเกณฑ์ ร่างกายสมส่วน น้ำหนักเกินเกณฑ์ ไปจนถึง โรคอ้วน และค่าดัชนีมวลกาย (BMI) สามารถบ่งบอกความเสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ ได้เช่นกัน การคำนวณค่าดัชนีมวลกายจึงสามารถพิจารณาร่วมกับการวางแผนลดน้ำหนักเพื่อลดความเสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ และรักษารูปร่างให้สมส่วนสุขภาพดี

อ่านเพิ่มเติม:

  • ลดน้ำหนักด้วยHIIT– ออกกำลังกายแบบHIIT ช่วยลดน้ำหนักอย่างมีประสิทธิภาพ
  • โรคอ้วน – สถิติคนเป็นโรคอ้วนในประเทศไทยและการรักษา
DBD logo

ใบอนุญาตจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

เลขที่ 0105555036794

OIC logo

ใบอนุญาตนายหน้าประกันวินาศภัย เลขที่00008/2555  

ใบอนุญาตนายหน้าประกันภัย เลขที่ ช00012/2564

BOI logo

ได้รับการรับรองจาก BOI 2927/2555

บริษัท ลูม่า แคร์ จำกัด, 57 ปาร์คเวนเชอร์ อีโคเพล็กซ์ ชั้น 9 ยูนิต 912 ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330

Copyright © 2026 lumahealth.com. All Rights Reserved.   นโยบายความเป็นส่วนตัว