ประกันสุขภาพคืออะไร แตกต่างจากประกันแบบอื่นอย่างไร

ปัจจุบันมีหลายปัจจัยที่ทำให้สุขภาพของทุกคนแย่ลงทั้งเรื่องมลพิษ โรคอุบัติใหม่ ไปจนถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิต ซึ่งแต่ละครั้งเมื่อเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงอยู่พอสมควร จะดีกว่าหรือไม่หากคุณเลือกทำ “ประกันสุขภาพ” ให้กับตนเองและคนที่รักเพื่อเซฟเงินตรงจุดนี้ ซึ่งใครที่ยังสงสัยว่าประกันประเภทดังกล่าวแตกต่างจากประกันชนิดอื่นอย่างไร มีคำตอบมาบอกแล้ว 

ทำความเข้าใจเกี่ยวกับประกันสุขภาพ 

ก่อนตัดสินใจซื้อประกันสุขภาพ อยากพาทุกคนมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับข้อมูลทั้งหมดของประกันประเภทนี้เพื่อให้สามารถเลือกได้อย่างถูกต้อง ตรงกับความต้องการของตนเอง ไม่รู้สึกเสียดายเงินจากการจ่ายออกไปในแต่ละครั้ง 

ประกันสุขภาพ คืออะไร 

ประกันสุขภาพ คือ รูปแบบของการทำประกันโดยมีจุดมุ่งหมายสำคัญเพื่อคุ้มครองด้านค่าใช้จ่ายเมื่อเจ็บป่วยด้วยโรคต่าง ๆ แล้วต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ทั้งการเจ็บป่วยด้วยตัวโรคหรือจากอุบัติเหตุ รวมค่ารักษาแบบผู้ป่วยใน (IPD) ผู้ป่วยนอก (OPD) และยังอาจครอบคลุมถึงค่าชดเชยหลายรูปแบบ เช่น ค่าชดเชยรายได้ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่ผู้เอาประกันได้ทำไว้ด้วย  

HPV คือ

ประกันสุขภาพ มีกี่ประเภท 

ปัจจุบันการทำประกันสุขภาพจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ตามลักษณะของการรับประกันของบริษัท ได้แก่

1. ประกันสุขภาพแบบกลุ่ม

หรือประกันกลุ่ม หมายถึง ลักษณะของการทำประกันที่เจ้าของธุรกิจมักทำเอาไว้ให้กับพนักงานของตนเองเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของสวัสดิการให้กับบุคลากรในองค์กรกรณีเจ็บป่วยหรืออื่น ๆ ตามเงื่อนไขที่ระบุเอาไว้ในกรมธรรม์ ทุกคนจะได้รับความคุ้มครองแบบเดียวกันทั้งหมดขึ้นอยู่กับประเภทของประกันที่เลือก จุดเด่นสำคัญคือจะใช้วิธีคำนวณเบี้ยประกันเฉลี่ยเป็นอัตราเดียวกันทั้งหมด ค่าใช้จ่ายต่อคนจึงถูก อย่างไรก็ตามการรักษาอาจไม่ได้ครอบคลุมหรือเจาะจงโรคมากนัก

2. ประกันสุขภาพรายเดี่ยว

หรือบางคนจะเรียก ประกันสุขภาพส่วนบุคคลก็ได้เช่นกัน เป็นลักษณะของตัวบุคคลซื้อประกันเพื่อคุ้มครองด้านสุขภาพให้กับคน ๆ เดียว สามารถเลือกประเภท ข้อกำหนดที่เหมาะสมกับตัวผู้เอาประกันได้ (แต่ขึ้นอยู่กับทางบริษัทประกันจะอนุมัติด้วยหรือไม่) จุดเด่นย่อมหนีไม่พ้นความครอบคลุมในการรักษาที่มักตรงกับความเสี่ยงการเจ็บป่วยที่อาจเกิดขึ้นกับบุคคลนั้น ๆ ทว่าค่าเบี้ยประกันมักสูงขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายด้าน เช่น เพศ อายุ ความเสี่ยงของการใช้ชีวิต  

ซึ่งความคุ้มครองของประกันสุขภาพจะแบ่งออกตามเงื่อนไขของแต่ละกรมธรรม์ได้ระบุเอาไว้ ซึ่งบางกรมธรรม์อาจครอบคลุมมากกว่า 1 รูปแบบได้ ดังนี้ 

  • คุ้มครองการเป็นผู้ป่วยใน (IPD) สำหรับการเจ็บป่วยต้องรักษาในโรงพยาบาลนานกว่า 6 ชั่วโมง ตั้งแต่การปรึกษาแพทย์ ค่ายา ค่าห้อง ค่าตรวจรักษา ค่าอาหาร ค่ารถพยาบาล และอื่น ๆ ซึ่งวงเงินคุ้มครองมักสูงจึงมีค่าเบี้ยประกันสูงตามไปด้วย 
  • คุ้มครองการเป็นผู้ป่วยนอก (OPD) มักใช้กับการเจ็บป่วยเล็กน้อย ไม่ต้องพักฟื้นในโรงพยาบาล เช่น ไข้หวัด อาหารเป็นพิษ  
  • คุ้มครองโรคร้ายแรง (ECIR) ส่วนใหญ่มักเป็นความคุ้มครองเพิ่มเติม ให้ความครอบคลุมด้านค่าใช้จ่ายเมื่อเจ็บป่วยด้วยโรคร้าย เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ เส้นเลือดในสมองตีบ / แตก โรคไต ฯลฯ เบี้ยประกันจะสูงเพราะโรคเหล่านี้ใช้เวลารักษานานและค่ารักษาสูง 
  • ชดเชยรายได้ (HIP) หากต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลประกันชนิดนี้จะคุ้มครองเป็นตัวเงินจากการขาดรายได้ของผู้เอาประกัน แต่จะไม่เกี่ยวข้องกับค่ารักษาใด ๆ 
ประกันสุขภาพคืออะไร

ประกันสุขภาพ ยังจำเป็นอยู่หรือไม่? 

ขอยืนยันตรงนี้ว่า “ประกันสุขภาพ” ยังคงเป็นสิ่ง “จำเป็น” สำหรับทุกคน เหตุเพราะอย่างที่เกริ่นไปว่าปัจจุบันมีปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดการเจ็บป่วยได้ง่าย และค่ารักษาพยาบาลก็สูงขึ้นตามค่าครองชีพ การทำประกันประเภทนี้หากเทียบระหว่างเบี้ยประกันที่จ่ายกับความคุ้มครองถือว่าแตกต่างกันมาก เช่น บางฉบับเบี้ยประกันประมาณ 20,000 บาท / ปี แต่ให้ความคุ้มครองสูงสุด 5 แสนบาท เป็นต้น 

บางคนอาจมองว่าตนเองมีประกันสังคมอยู่แล้ว แต่เมื่อเจาะลึกในรายละเอียดการดูแลรักษาเมื่อเจ็บป่วยด้วยบางโรคจำนวนเงินที่ประกันสังคมจ่ายถือว่าน้อยมากและแทบไม่เพียงพอกับการรักษาด้วยซ้ำ ดังนั้นหากคุณรู้ว่าตนเองอาจสุ่มเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยเรื่องไหน การมีประกันสุขภาพย่อมสบายใจด้านค่าใช้จ่ายมากกว่าแน่นอน 

ประกันสุขภาพ แตกต่างจากประกันประเภทอื่นอย่างไร 

เมื่อเข้าใจข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับประกันสุขภาพกันเรียบร้อย คราวนี้ก็อยากพาทุกคนมาเรียนรู้ถึงข้อแตกต่างกับประกันประเภทอื่นอย่างไร รวมถึงแตกต่างกับประกันชีวิตมากน้อยแค่ไหน ตอนกำลังวางแผนซื้อจะได้ไม่ต้องคิดมากหรือเสียเงินเยอะเกินเหตุ 

ประกันอุบัติเหตุ 

ประกันอุบัติเหตุ หรือ PA คือ ลักษณะของประกันที่จะให้ความคุ้มครองเฉพาะเมื่อผู้เอาประกันเกิดอุบัติเหตุไม่ว่าจะเป็นการบาดเจ็บเล็กน้อย ไปจนถึงการรักษาตัวในโรงพยาบาล ค่าห้องพัก ค่าอาหาร ค่าผ่าตัดและหัตถการ และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่จำเป็นอันเกิดจากการที่ผู้เอาประกันประสบโดยมีสาเหตุจากอุบัติเหตุ รวมถึงเงินชดเชยกรณี สูญเสียอวัยวะ ทุพพลภาพและเสียชีวิต ซึ่งบางแผนประกันอาจมีค่าชดเชยรายได้ให้ด้วย ข้อแตกต่างจากประกันสุขภาพคือ จะไม่ให้ความคุ้มครองหากผู้เอาประกันต้องรักษาตัวกับโรงพยาบาลเนื่องจากเจ็บป่วยด้วยตัวโรคเอง 

ประกันชีวิต 

ประกันชีวิต คือ ลักษณะของการได้รับเงินชดเชยเมื่อผู้เอาประกันภัยเสียชีวิต ทุพลลภาพถาวร หรือชราภาพครบตามจำนวนอายุที่กำหนดไว้ บริษัทประกันจะเป็นผู้สั่งจ่ายให้กับผู้เอาประกัน หรือผู้รับผลประโยชน์ที่ระบุเอาไว้ในกรมธรรม์ (กรณีเสียชีวิต) บางกรณีอาจจ่ายเป็นกองมรดกหรือจ่ายให้ทายาทของตัวผู้เอาประกันหากไม่ได้มีการระบุข้อมูลผู้รับประโยชน์ หรือเป็นความประสงค์ของผู้เอาประกันเอง มีความแตกต่างจากประกันสุขภาพคือจะไม่ได้ครอบคลุมค่าดูแลรักษาพยาบาลเมื่อเจ็บป่วย ทั้งนี้ยังแบ่งออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ ได้แก่ 

ประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลา (ระยะสั้น) 

บางคนจะเรียกประกันแบบ Term มีระยะเวลาการคุ้มครองสั้นประมาณ 10-20 ปี เลือกระยะเวลาในการจ่ายเบี้ยประกันหรือระยะเวลาในการให้ความคุ้มครองได้ จะรับเงินต่อเมื่อผู้เอาประกันเสียชีวิตภายในระยะเวลาที่ระบุโดยบริษัทประกันจ่ายให้กับผู้รับผลประโยชน์ ค่าเบี้ยประกันชีวิตประเภทนี้มักถูกแต่เป็นลักษณะจ่ายทิ้งไม่เกิดมูลค่าเงินสดใด ๆ ในกรมธรรม์ เหมาะกับคนที่เป็นหัวหน้าครอบครัว มีภาระหน้าที่เยอะต้องมีหลักประกันไว้หากเกิดเรื่องไม่คาดฝัน หรือต้องการใช้เพื่อลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 

ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ (ระยะยาว) 

ถือเป็นประเภทของประกันชีวิตที่ได้รับความนิยมมากสุดโดยผู้เอาประกันภัยจะจ่ายเบี้ยประกันเพียงระยะเวลาที่กำหนดไว้ เช่น 10 ปี 20 ปี หรือใช้อายุของตนเองเป็นการกำหนด เช่น จ่ายถึงอายุ 50 ปี ข้อดีคือจะได้รับการคุ้มครองตลอดชีวิต มีเบี้ยคงที่ หากยังมีชีวิตอยู่จนครบตามอายุหรือกรณีทุพพลภาพตามที่กรมธรรม์ระบุก็ได้เงินก้อนใหญ่ แต่ถ้าเสียชีวิตผู้รับผลประโยชน์ก็ได้เงินส่วนนี้แทน เหมาะกับทุกคนอยากมีเงินก้อนไว้ให้คนข้างหลัง หรือใช้ในยามชราภาพ รวมถึงยังใช้ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วย 

ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ 

เป็นลักษณะของประกันชีวิตที่ให้ความคุ้มครองรวมถึงยังเป็นการออมเงินไปในตัวด้วย จะมีเงินคืนให้กับผู้เอาประกันภัยระหว่างอายุสัญญาและเมื่อครบกำหนดสัญญา เช่น 5 ปี 8 ปี 10 ปี จุดเด่นคืออัตราดอกเบี้ยคงที่ มีเงินคืนกลับมาให้แม้ยังไม่เสียชีวิต เหมาะกับคนที่ต้องการสร้างวินัยให้กับตนเองเพื่อออมเงิน หรืออยากลงทุนได้กำไรจากดอกเบี้ยเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ไม่ค่อยกล้าเสี่ยงมากนัก  

ประกันกลุ่ม 

ประกันกลุ่ม คือ รูปแบบที่ผู้เอาประกันทำประกันฉบับเดียวเอาไว้ให้กับคนจำนวนมาก เช่น เจ้าของบริษัททำให้พนักงาน มักเป็นสวัสดิการเพิ่มเติม ทุกคนจะได้รับความคุ้มครองแบบเดียวกันหมด มีการออกกรมธรรม์ประกันภัยหลักเพียงแค่ฉบับเดียวให้กับผู้ซื้อ ค่าเบี้ยประกันต่ำ และมีหลายรูปแบบให้เลือกไม่ว่าจะเป็นประกันชีวิตแบบกลุ่ม ประกันอุบัติเหตุแบบกลุ่ม ประกันทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิงแบบกลุ่ม รวมถึงประกันสุขภาพแบบกลุ่มด้วย 

สรุป 

นี่คือข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับประกันสุขภาพที่หยิบมาฝากทุกคนให้วางแผน ศึกษาข้อมูล และตัดสินใจซื้อกันง่ายขึ้นกว่าเดิม จะเห็นว่าแตกต่างจากประกันอุบัติเหตุ ประกันชีวิต รวมถึงประกันกลุ่มอยู่พอสมควร หลังอ่านจบแล้วหากคุณสนใจทำประกันสุขภาพ ขอแนะนำประกันดี ๆ จาก LUMA มีหลายรูปแบบให้เลือกตั้งแต่ประกันสุขภาพเด็ก ประกันสุขภาพครอบครัว ประกันค่าคลอดบุตร ประกันชดเชยรายได้ ประกันคุ้มครองโรคเบาหวาน แผนประกันตามใจคุณ Hi5 และ PRIME ตอบโจทย์ทุกคน สบายใจเรื่องเงินทองเมื่อเจ็บป่วยทุกกรณี เข้าโรงพยาบาลในเครือไม่ต้องสำรองจ่ายด้วย  

อ่านเพิ่มเติม:

รวมเรื่องต้องรู้ก่อนทำวีซ่าเชงเก้น (Schengen Visa)

ปัจจุบันการท่องเที่ยวเริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้ง จากการที่สถานการณ์โควิด-19 เริ่มเบาบางลงไป โดยเฉพาะการเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศในแถบยุโรป ที่นับเป็นจุดหมายปลายทางในฝันของใครหลาย ๆ คน แต่การเดินทางไปยังกลุ่มประเทศยุโรปจำเป็นต้องขอวีซ่า หรือใบอนุญาตเข้าเมือง หรือเข้าประเทศกันเสียก่อน จึงจะสามารถเดินทางไปได้ แต่ถ้าหากจะเดินทางไปท่องเที่ยวหลาย ๆ กลุ่มประเทศในยุโรปที่อยู่ใกล้ ๆ กันจะต้องทำอย่างไร เชื่อว่าหลายคนอาจจะเคยได้ยินคำว่า วีซ่าเชงเก้นกันมาบ้างแล้ว วันนี้เราได้รวมข้อมูลสำคัญ ๆ มาฝากกันว่าวีซ่าเชงเก้นคืออะไร? มีประโยชน์ และใช้ทำอะไรได้บ้าง? กับรวมเรื่องต้องรู้ ก่อนทำวีซ่าเชงเก้น (Schengen Visa)

วีซ่าเชงเก้นคืออะไร

ประเทศต่าง ๆ ในกลุ่มประเทศยุโรปได้ร่วมกันทำข้อตกลงที่เรียกว่า เชงเก้น หรือ Schengen Agreement ขึ้นมา ซึ่งเนื้อหาหลักในข้อตกลงร่วมกันก็คือ เพื่อให้กลุ่มประเทศที่เป็นสมาชิกเชงเก้น สามารถเดินทางไปมาระหว่างประเทศที่อยู่ในกลุ่มด้วยกันได้โดยไม่ต้องใช้วีซ่า ซึ่งข้อตกลงนี้ได้รวมเอานักท่องเที่ยวเข้าเป็นส่วนหนึ่งในข้อตกลงดังกล่าวด้วย โดยวีซ่าเชงเก้น หรือใบอนุญาตเดินทางเข้าประเทศ จะมีอายุไม่เกิน 90 วัน ใช้เดินทางเข้าประเทศในกลุ่มเชงเก้นได้ทั้งหมด

เชงเก้นคืออะไร

ประเทศที่สามารถใช้วีซ่าเชงเก้นมีประเทศอะไรบ้าง

นับถึงตอนนี้ประเทศในกลุ่มเชงเก้นมีทั้งหมด 26 ประเทศแล้ว จากรายชื่อทั้งหมดนี้ นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางได้โดยใช้วีซ่าเชงเก้นเข้าประเทศได้ โดยการทำวีซ่าเพียงครั้งเดียว ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป หรืออียู จำนวน 22 ประเทศ ได้แก่ ฝรั่งเศส เยอรมนี เดนมาร์ก อิตาลี ฮังการี กรีซ สวีเดน สเปน ออสเตรีย เบลเยี่ยม เอสโทเนีย สโลวัก สโลวีเนีย โปรตุเกส โปแลนด์ เนเธอร์แลนด์ ฟินแลนด์ แลตเวีย ลิธัวเนีย สาธารณรัฐเชก ลักเซมเบิร์ก มอลตา และยังมีประเทศที่ไม่ได้ร่วมอยู่ในกลุ่มสมาชิกอียูอีก 4 ประเทศ คือ สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ และลิกเตนสไตน์ ก็สามารถใช้วีซ่าเชงเก้นได้เช่นเดียวกัน

รู้จักกับประเภทของวีซ่าเชงเก้น (Schengen Visa)

จริง ๆ แล้ววีซ่าเชงเก้นไม่ได้มีประเภทเดียว ยังแบ่งออกเป็นหลายประเภทตามลักษณะการใช้งาน สำหรับการขอวีซ่าเพื่อเดินทางไปท่องเที่ยว ควรเลือกวีซ่าประเภท C หรือวีซ่าระยะสั้น ที่เรียกกันว่าวีซ่าท่องเที่ยวนั่นเอง โดยมีรายละเอียดดังนี้

  1. วีซ่าเชงเก้นประเภท A (สำหรับเปลี่ยนเครื่อง)

เป็นประเภทของวีซ่าสำหรับเปลี่ยนเครื่อง (Transit) ในกรณีที่นักท่องเที่ยวเดินทางโดยเครื่องบิน จากประเทศหนึ่งไปอีกประเทศหนึ่ง และต้องแวะพักเปลี่ยนเครื่องในกลุ่มประเทศเชงเก้น หากต้องการเดินทางออกนอกเขตสนามบิ ก็ให้ทำวีซ่าประเภท A แต่ถ้าไม่ต้องการออกจากสนามบินก็ไม่จำเป็นต้องขอวีซ่า

  1. วีซ่าเชงเก้นประเภท B (สำหรับทางผ่าน)

วีซ่าประเภท B ค่อนข้างคล้ายกับวีซ่าประเภท A สำหรับกรณีแวะเปลี่ยนเครื่องเช่นกัน เพียงแต่วีซ่าเชงเก้นประเภท B จะมีอายุ 5 วัน ออกให้กับผู้เดินทางจากประเทศหนึ่งไปยังอีกประเทศหนึ่งโดยจุดหมายปลายทางไม่ใช่กลุ่มประเทศเชงเก้น หากแวะผ่านประเทศดังกล่าวสามารถขอวีซ่าประเภทนี้ได้

  1. วีซ่าเชงเก้นประเภท C (สำหรับการเดินทางระยะสั้น)

เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเดินทางท่องเที่ยวหลาย ๆ ประเทศ ในกลุ่มประเทศยุโรปช่วงเวลาสั้น ๆ มีให้เลือกทั้งแบบ Single Entry เดินทางเข้าออกครั้งเดียวแบบ Double Entry เดินทางเข้าออกได้ 1-2 ครั้ง และแบบ Multiple Entry เดินทางเข้าออกหลายครั้ง มีระยะเวลาอนุญาตให้พักแตกต่างกันไปแล้วแต่กรณี แต่ไม่ว่าเลือกแบบใดก็ตาม นักท่องเที่ยวจะสามารถพักในกลุ่มประเทศเชงเก้นทั้งหมดได้ไม่เกิน 90 วัน ในช่วงระยะเวลา 6 เดือน

  1. วีซ่าเชงเก้นประเภท D (สำหรับพักระยะยาวเกิน 90 วัน)

เป็นการขอวีซ่าเข้าประเทศ และขอพักอยู่เกินกว่า 90 วัน แต่วีซ่าประเภท D จะใช้เข้าประเทศอื่นไม่ได้ หากต้องการเดินทางไปเที่ยวชั่วคราวระหว่างประเทศกลุ่มเชงเก้นด้วยกัน ขึ้นอยู่กับกฎระเบียบและเงื่อนไขของสถานทูตประเทศนั้น ๆ เป็นกรณี ๆ ด้วย หรือสามารถเดินทางไปเที่ยวได้ แต่ต้องกลับมาพักที่ประเทศที่ขอวีซ่าประเภทนี้ไว้

ติดตาม ข่าวสาร และ โปรโมชั่นต่างๆ

วีซ่าเชงเก้น

การขอวีซ่าเชงเก้น (Schengen Visa) ต้องทำอย่างไรบ้าง

การขอวีซ่าเชงเก้นจะทำให้การเดินทางท่องเที่ยวกลุ่มประเทศยุโรปสะดวกสบายมากขึ้น และยังช่วยลดความยุ่งยากในการเดินทางได้เป็นอย่างมาก ผู้ที่ต้องการขอวีซ่าเชงเก้นสามารถทำได้ โดยขอที่สถานทูตของประเทศต้นทางประเทศแรกที่เดินทางไป เราจะมาดูกันว่า ขั้นตอนการเตรียมเอกสารเพื่อขอวีซ่าต้องเตรียมความพร้อมอะไรบ้าง

ตรวจสอบพาสปอร์ต

พาสปอร์ตจะต้องมีอายุเหลืออย่างน้อย 3 เดือน หลังจากวันที่เราเดินทางกลับ และมีหน้าว่างเหลืออยู่ไม่น้อยกว่า 2 หน้า สำหรับกรณีที่พาสปอร์ตหมดอายุและจะทำพาสปอร์ตใหม่ ให้นำพาสปอร์ตเก่าไปให้เจ้าหน้าที่ดูในวันสัมภาษณ์ด้วย

เตรียมเอกสารทำวีซ่า

เริ่มจากการดาวน์โหลดใบคำขอในเว็บไซต์ของสถานทูตประเทศที่เราจะเดินทางหลัก เช่น ตั้งใจไปประเทศฝรั่งเศสนานที่สุด และไปเที่ยวประเทศอื่น ๆ อีกสองสามประเทศ ให้ยื่นขอวีซ่ากับประเทศฝรั่งเศส หรือยื่นขอวีซ่าประเทศแรกที่เราเดินทางไปถึง เมื่อจัดเตรียมเอกสารตามที่กำหนดไว้ ให้ยื่นขอวีซ่าก่อนการเดินทางประมาณ 3 เดือน แต่ต้องไม่น้อยกว่า 15 วันก่อนเดินทาง เอกสารที่ต้องเตรียมมีดังนี้

  • รูปถ่าย 2 นิ้ว พื้นหลังสีขาว หรือสีโทนอ่อน อายุไม่เกิน 6 เดือน ห้ามตกแต่งหรือรีทัชภาพ จำนวน 2 รูป
  • หนังสือรับรองการทำงานฉบับภาษาอังกฤษ อายุไม่เกิน 1 เดือน
  • หนังสือรับรองรายได้ย้อนหลัง 6 เดือน ขอจากธนาคาร
  • เอกสารประกอบอย่างอื่น เช่น สำเนาตั๋วโดยสารเครื่องบิน ตั๋วเดินทาง ใบจองที่พัก
  • แผนการเดินทาง ที่ระบุว่าไปประเทศไหน พักกี่วันกี่คืน พักที่ไหน เดินทางด้วยอะไร เช่น รถไฟ รถบัส รถตู้
  • กรณีที่ได้รับเชิญจากบริษัท หน่วยงานองค์กรต่าง ๆ ให้ระบุให้ชัดว่าเชิญเนื่องจากวัตถุประสงค์อะไร
  • กรณีเดินทางไปเยี่ยมครอบครัว ต้องมีหนังสือรับรองความสัมพันธ์ว่าเป็นญาติ พี่น้อง ฯลฯ สำเนาทะเบียนบ้าน หรือสูติบัตร ของผู้ที่เราจะไปเยี่ยม
  • กรมธรรม์ประกันการเดินทางที่ครอบคลุมทั้งอุบัติเหตุ ค่ารักษาพยาบาล ที่กำหนดวงเงินในการคุ้มครองอย่างน้อย 30,000 ยูโร หรือประมาณ 1.3 ล้านบาทที่ให้ความคุ้มครองตลอดการเดินทาง
  • ค่าธรรมเนียมในการทำวีซ่าเชงเก้น 2,500 บาท 

ประเทศใดบ้างในยุโรปที่สามารถใช้ประกันการเดินทาง ประกอบในการยื่นคำขอวีซ่า

สำหรับการยื่นขอวีซ่าเชงเก้นในการเดินทางท่องเที่ยวกลุ่มประเทศยุโรปนั้นมีข้อกำหนดให้ต้องมีเอกสารการทำประกันการเดินทางที่ให้ความคุ้มครองกรณีเสียชีวิต คุ้มครองค่ารักษาพยาบาล ไม่น้อยกว่า 30,000 ยูโร หรือประมาณ 1.3 ล้านบาทที่ให้ความคุ้มครองตลอดการเดินทางและที่สำคัญต้องเป็นบริษัทประกันที่สถานทูตให้การยอมรับเท่านั้น

สมัครวีซ่าเชงเก้น

เหตุผลที่ทำวีซ่าไม่ผ่าน

หลังจากยื่นเอกสารขอวีซ่าครบถ้วนเรียบร้อยแล้ว ก็ต้องรอการนัดหมายเพื่อสัมภาษณ์ หลังจากสอบสัมภาษณ์แล้ว ถูกปฏิเสธการขอวีซ่าจะไม่มีการคืนค่าธรรมเนียมในการขอวีซ่า โดยเหตุผลส่วนใหญ่ที่ไม่อนุมัติวีซ่า มีดังนี้

  • ไม่มีเอกสารยืนยันเหตุผลในการเดินทางที่ครบถ้วน
  • รายได้ต่ำกว่าที่กำหนด ทำให้ประเมินได้ว่า อาจไม่มีทุนสำหรับค่าใช้จ่ายในระหว่างเดินทางได้เพียงพอ
  • ตรวจสอบได้ว่าอาจมีเจตนาหลบเข้าประเทศโดยผิดกฎหมาย
  • เป็นบุคคลที่พิจารณาว่ามีความเสี่ยงทางด้านความมั่นคง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ในบางประเทศที่เดินทางไป

 

ในกรณีไม่ได้รับการอนุมัติวีซ่าเชงเก้น ให้อ่านเหตุผลให้ชัดเจน เพื่อใช้ปรับปรุงในการยื่นขอวีซ่าครั้งต่อไป แต่หากคิดว่าเอกสารการสมัครทุกอย่างครบถ้วนถูกต้อง ก็สามารถขออุทธรณ์คำตัดสินวีซ่าเชงเก้นได้เช่นกัน

แม้การขอวีซ่าเชงเก้นเพื่อเดินทางไปท่องเที่ยวในกลุ่มประเทศยุโรปจะมีเงื่อนไขอยู่ไม่น้อย แต่หากทำความเข้าใจและศึกษาข้อมูลอย่างถูกต้อง รวมถึงเตรียมความพร้อมเรื่องเอกสารให้ครบถ้วนแล้ว การขอวีซ่าเชงเก้นเพื่อเดินทางไปท่องเที่ยวในกลุ่มประเทศยุโรป ก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป ส่วนใครที่กำลังมองหาประกันการเดินทางเพื่อใช้ในการขอวีซ่าเชงเก้น LUMA ก็มีแผนประกันเดินทางต่างประเทศที่ให้ความคุ้มครองตามเงื่อนไขของการขอวีซ่าเชงเก้นและการเดินทางในประเทศในกลุ่มทวีปยุโรป ให้ผู้เชี่ยวชาญของ LUMA ช่วยคุณค้นหาและมอบแนะนำในการเลือกแผนประกันเดินทางต่างประเทศที่เหมาะสมกับทริปต่อไปของคุณ

แนะนำวิธีใช้งาน ประกันสังคมคลอดบุตร ทุกครอบครัวควรรู้

การมีครอบครัวที่สมบูรณ์แบบสำหรับหลายคนนั่นคือการมีลูกน้อยมาเติมเต็มความสุขของชีวิตพ่อแม่ ซึ่งปัจจุบันการคลอดบุตรแต่ละครั้งต้องมีค่าใช้จ่ายตั้งแต่เริ่มรู้ว่าฝ่ายหญิงมีครรภ์นั่นไปจนถึงวันคลอด ด้วยเหตุนี้ใครที่เป็นพนักงานบริษัท หรืออยู่ในสถานะผู้ประกันตนของ “ประกันสังคม” ก็สามารถใช้สิทธิ์ประกันสังคมคลอดบุตรได้ เป็นอีกช่องทางช่วยเซฟค่าใช้จ่ายได้อย่างดี แล้วสิทธิ์นี้จะมีอะไร เป็นแบบไหนบ้าง มาศึกษาข้อมูลกันได้เลย 

ประกันสังคม คืออะไร 

ประกันสังคม คือ รูปแบบของการออมเงินประเภทหนึ่งโดยรัฐบาลได้กำหนดขึ้นในลักษณะภาคบังคับ (สำหรับลูกจ้างองค์กร) เพื่อสร้างหลักประกันชีวิตให้กับคนไทย เพิ่มความมั่นคงในด้านการใช้ชีวิต ผู้ที่เข้าสู่การเป็นผู้ประกันตนกับสำนักงานประกันสังคมต้องทำการจ่ายเงินเบี้ยประกัน หรือคำที่คุ้นเคยกันเรียกว่า “เงินสมทบ” ให้กองทุนประกันสังคมเป็นแบบรายเดือนแบ่งตามประเภทของตัวผู้ประกันตน ได้แก่

ผู้ประกันตนมาตรา 33

ผู้ประกันตนภาคบังคับสำหรับกลุ่มลูกจ้างองค์กรที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป เช่น พนักงานบริษัท อายุระหว่าง 15-60 ปี เงื่อนไขคือ ลูกจ้างต้องจ่ายเงิน 5% ของเงินเดือนไม่เกิน 750 บาท ขณะที่นายจ้างก็จ่ายให้ในจำนวนเดียวกัน ส่วนรัฐบาลจ่ายอยู่ที่ 2.75% สิทธิประโยชน์ที่ได้ คือ เจ็บป่วย / อุบัติเหตุ ทุพพลภาพ เสียชีวิต คลอดบุตร สงเคราะห์บุตร ชราภาพ และว่างงาน 

ผู้ประกันตนมาตรา 39 

ผู้ประกันตนภาคสมัครใจสำหรับกลุ่มบุคคลที่เคยทำงานให้กับองค์กรเอกชน ปัจจุบันลาออกเรียบร้อยแล้วแต่ยังต้องการรักษาสิทธิ์ของตนเองเอาไว้ มีเงื่อนไขคือต้องเคยเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 ไม่น้อยกว่า 12 เดือน ลาออกมาแล้วไม่เกิน 6 เดือน ไม่เป็นผู้ทุพพลภาพ จ่ายเงิน 432 บาท / เดือน เข้ากองทุน ส่วนรัฐบาลจ่ายเพิ่มให้อีกเดือนละ 120 บาท สิทธิประโยชน์ที่ได้ คือ เจ็บป่วย / อุบัติเหตุ ทุพพลภาพ เสียชีวิต คลอดบุตร สงเคราะห์บุตร และชราภาพ 

ผู้ประกันตนมาตรา 40  

ผู้ประกันตนภาคสมัครใจสำหรับผู้ที่ไม่เคยเป็นลูกจ้างองค์กรเอกชน ไม่เคยเป็นผู้ประกันตนมาตรา 39 ซึ่งตามกฎหมายระบุว่าต้องเป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระ แรงงานนอกระบบ อายุตั้งแต่ 15-60 ปี มีตัวเลือกเงินสมทบและสิทธิประโยชน์ คือ  

  • ทางเลือก 1 จ่ายเงินสมทบ 70 บาท / เดือน มีสิทธิประโยชน์ เจ็บป่วย / อุบัติเหตุ ทุพพลภาพ และเสียชีวิต 
  • ทางเลือก 2 จ่ายเงินสมทบ 100 บาท / เดือน มีสิทธิประโยชน์ เจ็บป่วย / อุบัติเหตุ ทุพพลภาพ เสียชีวิต และชราภาพ 
  • ทางเลือก 3 จ่ายเงินสมทบ 300 บาท / เดือน มีสิทธิประโยชน์ เจ็บป่วย / อุบัติเหตุ ทุพพลภาพ เสียชีวิต ชราภาพ และสงเคราะห์บุตร 
ประกันสังคมคลอดบุตร

สิทธิประโยชน์ของประกันสังคมในการคลอดบุตร 

เมื่อขึ้นชื่อว่าเป็นประกันสังคมคลอดบุตร สิ่งสำคัญที่พ่อแม่ทุกคน (โดยเฉพาะคุณแม่) ที่กำลังจะคลอดเจ้าตัวน้อยออกมาควรรู้นั่นคือสิทธิประโยชน์ของการคลอดบุตรที่ตนเองพึงได้รับในฐานะของผู้ประกันตน ลองมาศึกษาข้อมูลกันอย่างละเอียดได้เลย 

สิทธิประโยชน์ค่าคลอดบุตรประกันสังคม 

ในการคลอดบุตรคุณพ่อคุณแม่ที่อยู่ในสถานะผู้ประกันตนสามารถเบิกค่าคลอดจากประกันสังคมได้ครั้งละ 15,000 บาท แบบไม่จำกัดจำนวน (คลอดลูกกี่คนก็ได้รับทุกคน) แต่มีเงื่อนไขว่าต้องใช้ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเท่านั้น ขณะที่คุณแม่ยังจะได้เงินขาดรายได้จากการหยุดงานสำหรับคลอดบุตรอีก 50% ของรายได้ (ค่าจ้าง) ครั้งละไม่เกิน 90 วัน และไม่เกินปีละ 2 ครั้ง  

เงื่อนไขการรับสิทธิประโยชน์ค่าคลอดบุตรประกันสังคม 

จะเห็นว่าในการคลอดบุตรแต่ละครั้งทางประกันสังคมเองก็ให้ความช่วยเหลือผู้ประกันตนอย่างเหมาะสม อย่างไรก็ตามเงื่อนไขสำหรับคนที่ต้องการรับสิทธิประโยชน์ด้านประกันคลอดบุตรนี้คุณพ่อหรือคุณแม่ต้องมีการจ่ายเงินสมทบไม่น้อยกว่า 5 เดือน และภายใน 15 เดือน ก่อนคลอด ไม่เช่นนั้นถือว่าไม่เข้าเกณฑ์ตามเงื่อนไขและไม่ได้รับเงินดังกล่าวด้วย 

ทั้งนี้หากสถานะผู้ประกันตนสิ้นสุดก็ยังสามารถใช้สิทธิ์ดังกล่าวต่ออีก 6 เดือน และถ้าคุณแม่สามารถกลับมาทำงานได้ก่อน 90 วัน ก็ยังคงได้รับเงินจากสิทธิ์การหยุดงานคลอดบุตรเหมือนเดิม 

สิทธิ์ประกันสังคมคลอดบุตร

เอกสารยื่นรับสิทธิประโยชน์ค่าคลอดบุตรประกันสังคม 

นี่คืออีกสิ่งสำคัญสำหรับพ่อแม่ที่ใช้สิทธิ์ประกันสังคมคลอดบุตร เพราะถ้าคุณเตรียมเอกสารให้ครบถ้วนจะช่วยให้ขั้นตอนต่าง ๆ สะดวก รวดเร็ว ได้รับเงินทันใจยิ่งกว่าเดิม ไม่ต้องเสียเวลาหลายรอบ ซึ่งเอกสารจำเป็นในการยื่นรับสิทธิประโยชน์ค่าคลอดบุตรประกันสังคม มีดังนี้ 

  • แบบคำขอรับประโยชน์ทดแทน (เอกสาร สปส. 2-01) ผู้ใดเป็นคนขอให้กรอกข้อมูลส่วนตัวครบถ้วนทุกช่อง พร้อมลงลายมือชื่อตนเอง
  • บัตรประชาชนตัวจริง
  • สำเนาสูติบัตรบุตร 1 ชุด (หากเป็นลูกแฝดก็ใช้สำเนาสูติบัตรของคู่แฝด) 
  • กรณีเป็นฝ่ายชายยื่นของรับสิทธิหากจดทะเบียนต้องมีสำเนาทะเบียนสมรส แต่ถ้าไม่ได้จดทะเบียนต้องแนบหนังสือรับรองตัวผู้ประกันตนแทน
  • สำเนาสมุดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์หน้าแรก โดยต้องเห็นชื่อ-สกุล เลขบัญชี และชื่อธนาคาร ซึ่งธนาคารที่ให้บริการ ประกอบด้วย
  • ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) 
  • ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)  
  • ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน)  
  • ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)              
  • ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)   
  • ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)   
  • ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย  
  • ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย จำกัด (มหาชน) 
  1. หากเป็นผู้ประกันตนต่างชาติต้องมีสำเนาบัตรประกันสังคม และสำเนาหนังสือเดินทาง (หรือสำเนาหนังสือเดินทางชั่วคราว หรือเอกสารรับรองบุคคลออกโดยหน่วยงานราชการ) อย่างใดอย่างหนึ่ง 1 ฉบับ

ปล. เอกสารกลุ่มสำเนาต้องมีการเซ็นรับรองสำเนาถูกต้องทั้งหมด หากเจ้าหน้าที่ขอตรวจสอบเอกสารตัวจริงต้องมียื่นแสดงให้ และหากเอกสารบางอย่างที่มีความสำคัญต่องการพิจารณาจ่ายเงินเป็นภาษาต่างประเทศต้องแปลเป็นภาษาไทยพร้อมรับรองความถูกต้อง 

สถานที่สำหรับยื่นรับสิทธิประโยชน์ค่าคลอดบุตรประกันสังคม 

คุณพ่อคุณแม่ที่ต้องการยื่นขอรับสิทธิประโยชน์ค่าคลอดบุตรกับทางประกันสังคม สามารถนำเอกสารทั้งหมดไปดำเนินการได้ที่ “สำนักงานประกันสังคม” ทั่วประเทศ (ยกเว้นสำนักงานใหญ่บริเวณกระทรวงสาธารณสุข) หากสะดวกที่ไหนก็ทำตามขั้นตอนที่กำหนดเพื่อรับผลประโยชน์ของตนเองได้เลยทุกวันจันทร์ – ศุกร์ (ไม่นับวันหยุดราชการ) เวลา 08.00 – 16.30 น.  

หรือถ้าไม่สะดวกเดินทางจะขอรับสิทธิประโยชน์ผ่านทางไปรษณีย์ก็ได้เช่นกัน โดยส่งเอกสารทั้งหมดจ่าหน้าซองผู้รับว่า “ฝ่ายสิทธิประโยชน์” จากนั้นส่งไปยังที่อยู่สำนักงานประกันสังคมใกล้บ้านได้เลย 

สิทธิประโยชน์อื่นที่ประกันสังคมยังมอบให้กับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ 

จริงแล้วไม่ใช่แค่ค่าคลอดบุตรเท่านั้นแต่คุณแม่ที่อยู่ในสถานะผู้ประกันตนยังมีเงินสนับสนุนดูแลจากประกันสังคมคลอดบุตรส่วนอื่นด้วยเช่นกัน มาเช็กกันเลยดีกว่าว่ามีอะไรบ้าง แล้วได้เงินเท่าไหร่ เงื่อนไขเป็นอย่างไร 

สิทธิประโยชน์ในการฝากครรภ์ 

เมื่อคุณแม่รู้ว่าตนเองตั้งครรภ์ ก็จะได้รับสิทธิประโยชน์ในการฝากครรภ์จากประกันสังคม โดยเอกสารสามารถใช้แบบเดียวกับการเบิกสิทธิประโยชน์การคลอดบุตร จำนวนเงินรวม 1,500 บาท ตามอายุครรภ์ ดังนี้ 

  • ฝากครรภ์ครั้งที่ 1 อายุครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์ สิทธิประโยชน์สูงสุด 500 บาท  
  • ฝากครรภ์ครั้งที่ 2 อายุครรภ์ระหว่าง 13 แต่ไม่เกิน 20 สัปดาห์ สิทธิประโยชน์สูงสุด 300 บาท  
  • ฝากครรภ์ครั้งที่ 3 อายุครรภ์ระหว่าง 21 แต่ไม่เกิน 28 สัปดาห์ สิทธิประโยชน์สูงสุด 300 บาท  
  • ฝากครรภ์ครั้งที่ 4 อายุครรภ์ระหว่าง 28 แต่ไม่เกิน 32 สัปดาห์ สิทธิประโยชน์สูงสุด 200 บาท  
  • ฝากครรภ์ครั้งที่ 5 อายุครรภ์ระหว่าง 32-40 สัปดาห์ สิทธิประโยชน์สูงสุด 200 บาท  
สิทธิคลอดบุตร

สิทธิประโยชน์ในการลาคลอดบุตร 

อย่างที่อธิบายไปว่าสำหรับคุณแม่ที่ต้องลาเพื่อทำการคลอดบุตรจะได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมจากทางประกันสังคมนั่นคือ เงินสงเคราะห์การหยุดงานหลังลาคลอดบุตร 50% ของเงินเดือน ไม่เกิน 15,000 บาท / เดือน เช่น คุณแม่มีรายได้ต่อเดือน 40,000 บาท ก็จะได้รับ 15,000 บาท รวมแล้ว 45,000 บาท เป็นต้น การเบิกทำได้ปีละ 2 ครั้ง ต่อครั้งมีระยะเวลา 90 วัน และถ้าหากคุณแม่กลับไปทำงานก่อนกำหนดเงินจำนวนนี้ก็ยังได้รับจนครบถ้วน 

สิทธิประโยชน์ในการเลี้ยงดูบุตร 

นี่คืออีกหนึ่งสิทธิประโยชน์ที่คุณพ่อคุณแม่รับจากทางประกันสังคม เมื่อลูกคลอดออกมาตั้งแต่แรกเกิด – 6 ปีบริบูรณ์ จะได้รับค่าสงเคราะห์เลี้ยงดูบุตรอีกเดือนละ 800 บาท (ไม่เกิน 3 คน) ซึ่งมีเงื่อนไขว่าบุตรที่เกิดมาต้องชอบด้วยกฎหมาย ไม่นับรวมบุตรบุญธรรม หรือบุตรที่ถูกยกให้เป็นบุตรผู้อื่น รวมถึงผู้ประกันตนต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนมาแล้วไม่น้อยกว่า 36 เดือน จึงสามารถรับสิทธิ์นี้ได้ 

สรุป 

นี่คือข้อมูลอันน่าสนใจซึ่งพ่อแม่ที่อยู่ในสถานะผู้ประกันตนกับทางประกันสังคมควรรู้เอาไว้เพราะเป็นสิทธิประโยชน์ของตนเองเมื่อวางแผนมีลูก หรือคุณแม่กำลังตั้งครรภ์ แต่ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ประกันตนหรือไม่ก็ตามอีกทางเลือกที่น่าสนใจนั่นคือการทำประกันคลอดบุตรเอาไว้หากวางแผนครอบครัวเรื่องนี้ชัดเจน  

ซึ่งประกันค่าคลอดบุตรและตั้งครรภ์คุ้มครองสูง ประกันคลอดบุตร จาก LUMA คืออีกทางเลือกที่อย่ามองข้ามเด็ดขาด ให้ความคุ้มครองการตั้งครรภ์และคลอดบุตรสูงสุด 3 แสนบาท พร้อมคุ้มครองการเป็นผู้ป่วยในสูงสุดถึง 5 ล้านบาท / ปี ผู้ป่วยนอกอีก 40,000 บาท / ปี ให้การดูแลทารกแรกเกิดทันทีภายใน 25 วัน หลังคลอด หากมีภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์หรือตอนคลอดรับความคุ้มครอง 1 ล้านบาท (ระยะเวลารอคอยแค่ 10 เดือน) ดีและคุ้มค่าขนาดนี้ว่าที่คุณพ่อคุณแม่ต้องรีบซื้อด่วนแล้ว!!!  

อ่านเพิ่มเติม:

DBD logo

ใบอนุญาตจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

เลขที่ 0105555036794

OIC logo

ใบอนุญาตนายหน้าประกันวินาศภัย เลขที่00008/2555  

ใบอนุญาตนายหน้าประกันภัย เลขที่ ช00012/2564

BOI logo

ได้รับการรับรองจาก BOI 2927/2555

บริษัท ลูม่า แคร์ จำกัด, 57 ปาร์คเวนเชอร์ อีโคเพล็กซ์ ชั้น 9 ยูนิต 912 ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330

Copyright © 2026 lumahealth.com. All Rights Reserved.   นโยบายความเป็นส่วนตัว