รวมครบทุกขั้นตอนการขอวีซ่าเนเธอร์แลนด์ประเภทท่องเที่ยว 2025

“ประเทศเนเธอร์แลนด์” ดินแดนแห่งดอกทิวลิป หรือบางคนจะเรียกเมืองกังหันลม เมืองแห่งจักรยานก็ตามสะดวก เป็นอีกจุดหมายยอดนิยมของคนไทยและนักท่องเที่ยวทั่วโลก ด้วยสภาพแวดล้อม การใช้ชีวิตของผู้คน อากาศอันแสนบริสุทธิ์การได้ไปเที่ยวเนเธอร์แลนด์สักครั้งจึงเป็นประสบการณ์สุดน่าประทับใจ ซึ่งใครกำลังมีแผนเดินทางจริง ๆ สิ่งสำคัญมากสุดต้องยกให้กับการขอ “วีซ่าเนเธอร์แลนด์” แล้วต้องทำยังไง ใช้เอกสารอะไรบ้าง คำตอบทั้งหมดอยู่ตรงนี้แล้ว  

ทำความเข้าใจข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับวีซ่าเนเธอร์แลนด์ 

ก่อนจะไปรู้วิธีขอวีซ่าเนเธอรแลนด์ ลำดับแรกควรต้องรู้ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับวีซ่าประเภทนี้กันสักเล็กน้อย สำหรับวีซ่าเนเธอร์แลนด์เพื่อใช้ในการท่องเที่ยวต้องเลือกทำวีซ่าเชงเก้น หรืออีกมุมหนึ่งคนที่นี่จะเรียกว่าวีซ่าพำนักระยะสั้น เมื่อผ่านแล้วสามารถอยู่ได้ตามระยะเวลาที่กำหนดไม่เกิน 90 วัน ภายใน 180 วัน กรณีที่คุณต้องต่อเครื่องบินในประเทศนี้ก็ต้องใช้วีซ่ายื่นกับเจ้าหน้าที่ด้วยเช่นกัน  

คุณสมบัติการขอวีซ่าท่องเที่ยวเนเธอร์แลนด์ 

หากคุณมีเป้าหมายชัดเจนในการยื่นวีซ่าเนเธอร์แลนด์เพื่อเดินทางท่องเที่ยวสิ่งแรกที่ควรรู้นั่นคือต้องเป็นบุคคลที่ไม่มีคดีร้ายแรงติดตัว ไม่ถูกศาลสั่งห้ามเดินทางออกนอกประเทศ มีสุขภาพแข็งแรง อายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป หากต่ำกว่านั้นต้องเดินทางกับผู้ปกครอง หรือเดินทางคนเดียวและมีเอกสารยืนยัน ส่วนใครยังไม่เคยทำวีซ่ามาก่อนจะต้องเข้าไปตรวจอัตลักษณ์บุคคล (สแกนลายนิ้วมือและสแกนใบหน้าที่ศูนย์บริการวีซ่าเนเธอร์แลนด์ด้วย 

เอกสารสำคัญเตรียมให้พร้อมสำหรับขอวีซ่าเนเธอร์แลนด์ประเภทท่องเที่ยว 

ในการยื่นวีซ่าเนเธอร์แลนด์ เรื่องของเอกสารเป็นสิ่งที่ต้องจัดเตรียมให้ครบถ้วนเพื่อเวลาถึงขั้นตอนขอวีซ่าเนเธอร์แลนด์จริงแล้วจะได้ไม่ต้องเสียเวลาทำใหม่ หรือยื่นเพิ่มเติมภายหลัง ซึ่งเอกสารทั้งหมดผู้ขอวีซ่าทุกคนต้องเตรียมประกอบไปด้วย 

  1. แบบฟอร์มการขอวีซ่าด้วยวิธีกรอกข้อมูลผ่านระบบออนไลน์  โดยคุณต้องล็อกอินเข้าไปยังหน้าเว็บไซต์แล้วทำตามขั้นตอนที่กำหนดทั้งหมด เสร็จแล้วปริ้นท์ออกมาแนบกับเอกสารอื่น อย่างไรก็ตามกรณีไม่สะดวกใช้วิธีนี้จะปริ้นท์แบบฟอร์มเพื่อกรอกด้วยปากกาก็ได้เช่นกัน 

ปล. ต้องปริ้นท์เอกสาร เพื่อตรวจสอบเอกสารทั้งหมดให้ครบถ้วน 

  1. หนังสือเดินทาง (Passport) มีอายุมากกว่า 3 เดือน โดยเริ่มนับจากวันที่จะเดินทางกลับประเทศไทย พร้อมสำเนาจำนวน 2 ใบ หากมีหนังสือเดินทางเล่มเก่าให้ติดตัวมาด้วย
  2. หลักฐานเกี่ยวกับการเงิน เช่น รายการเดินบัญชีย้อนหลัง (Statement) ไม่ต่ำกว่า 3 เดือน หากไม่มีชื่อภาษาอังกฤษต้องเขียนกำกับเอาไว้บริเวณชื่อภาษาไทยที่ระบุไว้บนเอกสารด้วย
  3. เอกสารยืนยันตัวตนเกี่ยวกับการทำงาน แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ตามลักษณะอาชีพ ทุกฉบับต้องแปลเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด ประกอบไปด้วย
  • พนักงานบริษัท ใช้จดหมายรับรองการทำงานจากองค์กรที่ตนเองสังกัดอยู่ แนะนำให้แจ้งจำนวนวันและระยะเวลาของการลาหยุดเพื่อให้ง่ายต่อการพิจารณา 
  • เจ้าของธุรกิจ แสดงหนังสือจดทะเบียนธุรกิจ หรือหนังสือจดทะเบียนพาณิชย์อย่างใดอย่างหนึ่ง 
  • นักเรียน นักศึกษา ใช้จดหมายรับรองการเป็นนักเรียน นักศึกษา ซึ่งออกโดยสถาบันที่ตนเองกำลังศึกษา 
  1. เอกสารการจองตั๋วเครื่องบินไป-กลับ
  2. เอกสารการจองที่พักโรงแรมตลอดระยะเวลาที่พำนักอยู่ในเนเธอร์แลนด์
  3. แผนการท่องเที่ยวอย่างละเอียด
  4. ประกันเดินทางต่างประเทศ รวมประกันสุขภาพและอุบัติเหตุไว้แล้วต้องมีวงเงินครอบคลุมไม่ต่ำกว่า 30,000 EUR หรือ 1.5 ล้านบาท (เวลายื่นเอกสาร ใช้ทั้ง กรมธรรม์ประกันภัย และ ตารางผลประโยชน์)
  5. เอกสารเปลี่ยนชื่อ-สกุล (ถ้ามี)
  6. สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ต้องเดินทางคนเดียว ต้องมีสูติบัตร และเอกสารยืนยันจากพ่อแม่ผู้ปกครองออกให้โดยอำเภอเป็นภาษาอังกฤษ หากเด็กเดินทางกับพ่อหรือแม่แค่คนเดียวต้องมีเอกสารยืนยันจากอีกฝ่ายด้วย เอกสารนี้มีทั้งตัวจริงและสำเนา
  7. รูปถ่ายสีหน้าตรงขนาดกว้าง 3.5 ซม. สูง 4.5 ซม. เห็นตั้งแต่ศีรษะถึงหัวไหล่ อายุถ่ายไว้ไม่เกิน 6 เดือน ไม่สวมแว่นตาดำ หมวก หน้ากาก หรืออุปกรณ์ปกปิดใบหน้ายกเว้นเป็นไปตามข้อกำหนดทางศาสนา
netherlands-boat

ค่าใช้จ่ายเมื่อต้องขอวีซ่าท่องเที่ยวเนเธอร์แลนด์ 

เมื่อเตรียมเอกสารสำหรับขอวีซ่าเนเธอร์แลนด์ทุกอย่างครบถ้วนแล้วอีกเรื่องที่ขาดไม่ได้เด็ดขาดนั่นคือ เงินที่ต้องใช้เพื่อยื่นวีซ่าเนเธอร์แลนด์ โดยค่าใช้จ่ายเบื้องต้นสามารถระบุตามเงื่อนไขที่ศูนย์บริการได้กำหนดเอาไว้ ดังนี้ 

  • ค่าธรรมเนียมวีซ่า ผู้ใหญ่ 90 EUR หรือประมาณ 3,200 บาท 
  • ค่าธรรมเนียมวีซ่า เด็กอายุ 6-12 ปี 45 EUR หรือประมาณ 1,600 บาท 
  • เด็กอายุ 0-11 ปี ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมวีซ่า 
  • ค่าบริการของศูนย์รับยื่นวีซ่า VFS Global 709 บาท / ท่าน 

อย่างไรก็ตามเพื่อเป็นการเพิ่มความสะดวกให้กับผู้ใช้บริการทางศูนย์จึงมีบริการพิเศษอื่น ๆ เพิ่มเติมโดยค่าใช้จ่ายมีดังต่อไปนี้ 

  • บริการส่ง SMS แจ้งเตือนข้อมูลระหว่างรอวีซ่า 70 บาท 
  • บริการส่งเอกสารคืนผ่าน EMS 260 บาท  
  • บริการถ่ายเอกสารแผ่นละ 5 บาท 
  • บริการถ่ายรูปชุดละ 250 บาท 
  • บริการปริ้นท์เอกสารแผ่นละ 25 บาท 
  • บริการยื่นเอกสารนอกเวลาทำการปกติ 1,400 บาท  
  • บริการยื่นเอกสารแบบ Walk-in ไม่ได้นัดหมายล่วงหน้า 1,500 บาท 

ขั้นตอนวิธีขอวีซ่าท่องเที่ยวเนเธอร์แลนด์แบบครบถ้วน 

จะเห็นว่าการเตรียมเอกสารเพื่อยื่นขอวีซ่าท่องเที่ยวเนเธอร์แลนด์รวมถึงค่าบริการต่าง ๆ ย่อมช่วยให้ทุกอย่างเป็นเรื่องง่ายขึ้นกว่าเดิม คราวนี้ก็มาถึงวิธีขอวีซ่าท่องเที่ยวเนเธอร์แลนด์ ซึ่งยืนยันว่าหากคุณเตรียมทุกอย่างครบถ้วนก็ไม่ใช่เรื่องยุ่งยากใด ๆ ทั้งสิ้น ทำตามสเต็ปต่อไปนี้ได้เลย 

แนะนำวิธีขอวีซ่าท่องเที่ยวเนเธอร์แลนด์ 

  1. วิธีขอวีซ่าท่องเที่ยวเนเธอร์แลนด์ขั้นตอนแรกทำการนัดหมายกับทาง VFS Global  ถ้ายังไม่เคยลงทะเบียนมาก่อนต้องกรอกข้อมูลส่วนตัวแล้วทำตามวิธีที่ระบุ จากนั้นจึงเลือกวัน-เวลาสำหรับทำวีซ่ากันได้เลย
  2. เมื่อถึงวันนัดให้เดินทางไปยังศูนย์ยื่นวีซ่าฯ พร้อมเอกสารทั้งหมดยื่นให้กับเจ้าหน้าที่เพื่อทำการตรวจสอบ หากทุกอย่างเรียบร้อยก็ชำระเงิน (ชำระได้ทั้งเงินสดและบัตรเครดิต) แล้วเข้าสู่ขั้นตอนตรวจอัตลักษณ์ส่วนบุคคล ได้แก่ สแกนลายนิ้วมือและสแกนใบหน้า (เฉพาะคนที่ยังไม่เคยทำวีซ่ามาก่อน)
  3. ทางศูนย์จะส่งเอกสารทั้งหมดไปยังสถานทูตเพื่อพิจารณาโดยสถานทูตอาจมีการเรียกสัมภาษณ์เพิ่มเติมได้  จากนั้นจะมีการแจ้งให้ไปรับเล่มหนังสือเดินทางคืน หรือใครเลือกส่งคืนผ่าน EMS ก็จะสะดวกกว่า ท้ายที่สุดต้องลุ้นว่าวีซ่าของคุณจะผ่านหรือไม่เป็นอันเสร็จสิ้นวิธีขอวีซ่าเนเธอร์แลนด์ประเภทท่องเที่ยว

สถานที่สำหรับขอวีซ่าท่องเที่ยวเนเธอร์แลนด์ 

ทำความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีขอวีซ่าเนเธอร์แลนด์กันเรียบร้อยแล้ว สำหรับสถานที่ในการยื่นวีซ่าเนเธอร์แลนด์ปัจจุบันจะเป็นศูนย์บริการรับคำร้องวีซ่าเนเธอร์แลนด์ VFS Global  

ศูนย์รับคำร้องขอวีซ่าเนเธอร์แลนด์ (VFS) 

ที่อยู่: อาคารจัตุรัสจามจุรี ห้องเลขที่ 404-405 ชั้นที่ 4 เลขที่ 317 ถนนพญาไท แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330 

โทรศัพท์: 02-460-7066 

อีเมล: [email protected] 

เว็บไซต์: visa.vfsglobal.com/ 

วัน-เวลาทำการ: เปิดยื่นขอวีซ่าเฉพาะวันจันทร์ วันศุกร์ (ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์) เวลา 8.30 – 12.00 น. และ 13.00 – 16.00 น. 

รับผลวีซ่าและรับหนังสือเดินทางคืนเฉพาะ วันจันทร์ วันศุกร์ (ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์) เวลา 13.00 – 16.00 น. 

ข้อมูลน่าสนใจเพิ่มเติมเกี่ยวกับวีซ่าท่องเที่ยวเนเธอร์แลนด์ 

ยังมีข้อมูลอื่น ๆ ที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่วางแผนอยากเดินทางไปเที่ยวเนเธอร์แลนด์และต้องการขอวีซ่าเพื่อการเดินทางอย่างถูกต้อง เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนด  

ระยะเวลาในการขอวีซ่าท่องเที่ยวเนเธอร์แลนด์ 

สำหรับคนที่อยากมีทริปเที่ยวเนเธอร์แลนด์ปกติแล้วหลังทำการยื่นวีซ่าเนเธอร์แลนด์และชำระค่าใช้จ่ายเรียบร้อยจะมีระยะเวลาพิจารณาประมาณ 15 วันทำการ และสามารถขอวีซ่าเนเธอร์แลนด์สามารถทำได้ล่วงหน้าไม่เกิน 180 วัน ก่อนวันเดินทาง 

วีซ่าเนเธอร์แลนด์

พื้นที่สามารถเที่ยวได้เมื่อมีวีซ่าท่องเที่ยวเนเธอร์แลนด์ 

หลังได้รับวีซ่าเนเธอร์แลนด์เป็นที่เรียบร้อย ทุกคนสามารถตะลุยเที่ยวเนเธอร์แลนด์ได้ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นกรุงอัมสเตอร์ดัม (Amsterdam), อูเทร็คท์ (Utrecht), ฮาร์เลม (Haarlem), ไลเด้น (Leiden), กรุงเฮก (The Hague), โกรนิงเงิน (Groningen) เป็นต้น ยกเว้นการเดินทางไปยังประเทศกลุ่มดัตช์แคริบเบียน (กลุ่มดินแดนที่ยังปกครองด้วยเนเธอร์แลนด์บริเวณทะเลแคริบเบียน) ได้แก่ อารูบา, โบแนร์, คูราเซา, ซาบา, ซินต์เอิสตาซียึส และ เซนต์มาติน ต้องมีวีซ่าเฉพาะ (วีซ่าดัตช์แคริบเบียน) ของกลุ่มดินแดนเหล่านี้ 

สรุป 

นี่คือข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับวิธีขอวีซ่าเนเธอร์แลนด์ประเภทท่องเที่ยว หากคุณมีแพลนในอนาคตอันใกล้ว่าจะเดินทางไปเที่ยวเนเธอร์แลนด์สามารถทำตามขั้นตอนทั้งหมดกันได้เลย แต่อย่าลืมวา ประกันเดินทางเนเธอร์แลนด์ คือสิ่งสำคัญทั้งเพื่อคุ้มครองด้านวงเงินกรณีบาดเจ็บหรือเจ็บป่วย และยังช่วยให้ขอวีซ่าผ่านง่ายขึ้น  เดินทางอุ่นใจไปได้ทั่วโลกด้วยราคาเริ่มต้นเพียง 385 บาท และเลือกความคุ้มครองสูงสุดถึง 5 ล้านบาท ใช้ยื่นวีซ่าทั่วโลกแบบไร้กังวล คุ้มครองโควิด-19 มีทั้งแบบรายเที่ยวและรายปี สมัครออนไลน์แล้วรับเอกสารทันที ดีแบบนี้ห้ามพลาด! 

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเดินทางในเนเธอร์แลนด์:

รักษารากฟันคืออะไร รักษารากฟันประมาณเท่าไหร่ ?

รักษารากฟัน

สุขภาพของฟันเป็นสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กับการดูแลสุขภาพร่างกายด้านอื่นเลย หากดูแลรักษาสุขภาพฟันไม่ดีก็จะเกิดปัญหาตามมามากมาย ไม่ว่าจะฟันพุ ฟันหัก ฟันแตก ฯลฯ ซึ่งหากการติดเชื้อแบคทีเรียลุกลามก็จะส่งผลต่อรากฟันที่ส่งผลให้เกิดอาการปวด บวม หากอาการรุนแรงมากขึ้น และเกิดหนองบริเวณเหงือก ทำให้ต้องรักษารากฟัน วันนี้ลูม่าจะพาทุกมาไขข้อสงสัยเกี่ยวกับการรักษารากฟัน จะพาไปเจาะลึกว่าการรักษารากฟันคืออะไร การรักษารากฟันมีแบบไหนบ้าง รักษารากฟันเจ็บไหม และรวมไปถึงค่ารักษารากฟันในไทย 

การรักษารากฟันคืออะไร

การรักษารากฟัน คือ การตัดโพรงประสาทฟัน หรือเนื้อเยื่อเล็ก ๆ ที่อยู่บริเวณกลางฟันบริเวณซี่ใดซี่หนึ่ง ดังนั้นในขั้นตอนการรักษารากฟัน จึงเป็นการทำความสะอาดหรือทำลายบริเวณที่อักเสบนั่นเอง ในการรักษารากฟัน บริเวณที่ติดเชื้อถูกจะถอนออก หรือทำความสะอาดพื้นผิวรอบ ๆ อุดฟัน และจัดรูปทรงของฟันให้อยู่เป็นระเบียบดังเดิมด้วยเทคนิคและเครื่องมือทางการแพทย์โดยเฉพาะ ซึ่งการอุดฟันสามารถใช้วัสดุแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับความแตกต่างกันออกไปในคนไข้แต่ละคน    

เมื่อฟันได้รับความเสียหายจากเชื้อแบคทีเรีย จะเกิดเป็นอาการฟันผุและติดเชื้อในฟันบริเวณเนื้อเยื่อในโพรงฟัน (Dental pulp) โดยสัญญาณที่บ่งบอกว่าบริเวณเนื้อเยื่อในโพรงฟัน (Dental pulp) ถูกทำลาย มีดังนี้ 

  • ปวดฟันเป็นระยะเวลานาน  
  • เสียวฟันง่าย  
  • เหงือกบวม 
  • เหงือกมีหนอง  
  • ฟันห่าง  
  • เคี้ยวอาหารแล้วปวดฟัน 
  • ฟันแตก
  • ฟันหลุด 

การรักษารากฟันมีแบบไหนบ้าง  

การรักษารากฟัน สามารถแบ่งรักษาแบ่งออกเป็น 2 วิธี ดังนี้ 

  1. ารกรอฟันเพื่อฉีดน้ำยาลงไปในคลองรากฟัน : การรักษารากฟันด้วยวิธีการปกติ โดยกรอฟันเพื่อให้สามารถเข้าสู่คลองรากฟัน กำจัดเนื้อเยื่อบริเวณโพรงประสาทด้วยน้ำยาที่มีคุณสมบัติฆ่าเชื้อโรค และเทน้ำยาลงไปในคลองฟันเพื่อไม่ให้เชื้อโรคลุกลามหรือกลับมาได้ ระหว่างที่รักษาจะมีการฉีดยาชาเพื่อบรรเทาอาการเพื่อไม่ให้ผู้ป่วยปวดมากบริเวณที่ทำการรักษา 

  2. การถอนฟันออก : การถอนฟันออกเป็นวิธีสำหรับการกำจัดแบคทีเรียออกจากปากได้ดี แต่การเก็บรักษาฟันเดิมไว้จะส่งผลดีกว่ามาก เพราะถ้าหากถอนฟันออกไป ฟันบริเวณด้านข้างจะเริ่มล้มลงและเข้าสู่ช่องว่าง ฟันผุง่ายขึ้นเพราะทำความสะอาดได้ยากเนื่องจากอาการเอียงของฟัน และประสิทธิภาพของการเคี้ยวจะทำได้น้อยลง สุดท้ายต้องใส่ฟันปลอมบริเวณดังกล่าว เพื่อป้องกันโอกาสที่ฟันซี่อื่น ๆ จะล้มได้ และการรักษารากฟันด้วยวิธีการถอนฟันออก จะไม่เจ็บเท่าการรักษาฟันด้วยวิธีกรอฟัน แต่การรักษารากฟันด้วยการถอนฟันจะส่งผลเสียต่อระยะยาวมากกว่า 

รักษารากฟันเจ็บไหม  

หากคุณกำลังวางแผนที่จะรักษารากฟันและกังวลว่ารักษารากฟันจะเจ็บไหม การรักษารากฟันไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด ขั้นตอนระหว่างที่ทำเจ็บน้อยมาก อาจจะมีอาหารปวดบ้างเล็กน้อย ผู้ช่วยทันตแพทย์หรือพยาบาลจะทำการฉีดยาชาเพื่อบรรเทาอาการระหว่างที่รักษา โดยหลังจากที่ทำการรักษารากฟันเสร็จแล้ว คนไข้อาจจะมีการปวดเล็กน้อยเนื่องจากยาชาหมดฤทธิ์ อาการปวดอาจจะเกิดขึ้นได้ 2-3 วันหลังรักษารากฟัน  

ถ้าหากปวดฟันหนักมาก สามารถรับประทานเพื่อบรรเทาอาการลงได้ หากรับประทานยาแล้วอาการยังไม่หาย ควรรีบปรึกษาทันตแพทย์เพื่อดูอาการอีกที  และเมื่อทำการรักษารากฟันเสร็จแล้ว ให้หลีกเลี่่ยงการรับประทานอาหารแข็ง และรับประทานอาหารที่เคี้ยวง่ายประมาณ 2 – 7 วัน เพื่อให้ฟันบริเวณที่ทำการรักษามาได้ฟื้นตัว 

รักษารากฟัน

ค่ารักษารากฟันประมาณเท่าไหร่ 

การรักษารากฟันในไทยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 6,000 – 13,000  บาท และถ้าหากคนไข้เคยรักษารากฟันมาแล้ว การรักษารากฟันซ้ำจะเพิ่มราคาจากปกติประมาณ 2,000 – 3,000 บาท เพราะทันตแพทย์ต้องถอดเครื่องมือเดิมออกจากบริเวณฟันซี่ดังกล่าวก่อน และราคารักษารากฟันยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น ๆ อีกด้วย เช่น  

  • สถานพยาบาล : ค่ารักษาพยาบาลการรักษารากฟันยังขึ้นอยู่กับสถานพยาบาลที่คนไข้เข้าไปรับบริการ เช่น โรงบาลรัฐฯ โรงพยาบาลเอกชน หรือคลินิกทันตกรรม ฯลฯ แต่ละที่ก็จะมีค่ารักษาพยาบาลที่แตกต่างกันออกไป 

  • ความรุนแรงของอาการ : การรักษารากฟันขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการและความรุนแรงของฟันที่ต้องรักษาโดยทันตแพทย์จะเป็นผู้ประเมินคนไข้  

  • ตำแหน่งของฟัน : ทันตแพทย์จะเป็นคนประเมินความยากและง่ายของการรักษารากฟัน ส่วนมากบริเวณฟันด้านในสุด การรักษารากฟันจะค่อนข้างยากมากกว่าการรักษาฟันบริเวณด้านหน้า ดังนั้นการรักษารากฟันด้านในจึงมีราคาสูงกว่าการรักษารากฟันด้านใน 

สรุป  

การรักษารากฟัน เป็นการรักษาที่จะช่วยทำให้แบคทีเรียบริเวณเนื้อเยื่อในโพรงฟัน (Dental pulp) ไม่ลุกลามไปมากกว่าเดิม ด้วยการตัดโพรงประสาทฟัน หรือเนื้อเยื่อเล็ก ๆ ที่อยู่บริเวณกลางฟันบริเวณซี่ใดซี่หนึ่ง และการรักษารากฟันยังไม่เจ็บอย่างที่คิด ควรรีบรักษาให้ทันเวลาเพื่อป้องกันการลุกลามของบริเวณที่มีเชื้อโรคสะสม  

การมีประกันสุขภาพจะช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของค่ารักษาทันตกรรม สามารถดูแผนประกันสุขภาพที่ตอบโจทย์ความต้องการของคุณได้ที่นี่ และอย่าลืมแปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ใช้ไหมขัดฟันเป็นประจำ เลือกใช้ยาสีฟันและแปรงสีฟันที่เหมาะสมกับสภาพฟันและเหงือกของคุณ พบทันตแพทย์เป็นประจำทุก ๆ 6 เดือนเพื่อตรวจเช็คสภาพฟันอย่างสม่ำเสมอ และหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลสูง

อ่านเพิ่มเติม:

ไขข้อสงสัย กัญชาทางการแพทย์ (Cannabis Based Medicine) คืออะไร?

การใช้สารสกัดจากกัญชาเพื่อรักษาผู้ป่วย (Cannabis Based Medicine) นั้นมีมานานแล้ว แต่หลังจากที่พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ยาเสพติดให้โทษ ฉบับที่ 7 พ.ศ. 2562 อนุญาตให้ใช้กัญชาทางการแพทย์ได้อย่างเป็นทางการ ตลอดมาจนถึงฉบับร่างล่าสุดนี้ จากร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุข ปลดล็อกกัญชา กัญชง พ้นจากยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 กำลังจะเสร็จสมบูรณ์ ซึ่งดูเหมือนว่าจะทำให้การใช้กัญชาทางการแพทย์กลายเป็นกระแสที่ถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อย ๆ และมีการใช้กันอย่างแพร่หลายขึ้นด้วย วันนี้ลูม่าจึงอยากชวนทุกคนมาทำความรู้จักการใช้กัญชาทางการแพทย์ให้มากขึ้นไปพร้อมกันกับบทความนี้

ทำความเข้าใจการใช้กัญชาในประเทศไทย

ก่อนอื่นเรามาทบทวนกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกัญชากันอีกสักครั้ง เพื่อให้พอทราบถึงที่มาที่ไปก่อนจะลงลึกไปถึงการใช้กัญชาทางการแพทย์ เพราะเชื่อว่าหลายคนอาจจะกำลังสับสนหรืออาจจะตามไม่ทันว่าปัจจุบันมีข้อสรุปเรื่องนี้อย่างไรบ้าง 

  • พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ ฉบับที่ 7 พ.ศ. 2562 ยังคงห้ามให้มีการผลิต นำเข้า หรือส่งออกซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ยกเว้นเพื่อประโยชน์ทางราชการ การแพทย์ การรักษาผู้ป่วย หรือการศึกษาวิจัยและพัฒนา ที่ได้รับใบอนุญาตแล้ว *ห้ามใช้เพื่อนันทนาการ

  • ต่อมาปลายปี 2563 ประกาศกระทรวงสาธารณสุขได้ปลดล็อกทุกส่วนของกัญชาและกัญชงให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้โดยไม่จัดเป็นยาเสพติดอีกต่อไป ใน 2 ลักษณะคือ 1.สารสกัดจากพืชกัญชาที่ได้จากการอนุญาตปลูกในประเทศ ในทุกส่วนที่มีปริมาณสาร THC หรือ Tetrahydrocannabinol ไม่เกิน 0.2% โดยสารที่พบในพืชกัญชานี้ มีผลในการลดปวด ลดเกร็งของกล้ามเนื้อ ลดอาการคลื่นไส้ แต่หากได้รับในขนาดสูงจะทำให้มีอาการเมาเคลิ้ม ใจสั่น หน้ามืด เห็นภาพหลอน รบกวนการรับรู้การตัดสินใจและความจำ และ 2. สารสกัดจากเมล็ดกัญชาที่ได้จากการปลูกในประเทศ

  • ล่าสุด 25 ม.ค.2565 (ร่าง) ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่าจะไม่มีกัญชาอยู่ในยาเสพติดแล้ว แต่สารสกัดที่มี THC เกิน 0.2% ยังจัดเป็นยาเสพติดอยู่ ซึ่งขณะนี้กำลังรอประกาศในราชกิจจานุเบกษาอย่างเป็นทางการ
กัญชารักษาการแพทย์

สรุปง่าย ๆ ว่าคนไทยจะสามารถใช้กัญชาได้ก็ต่อเมื่อเป็นสารสกัดกัญชาที่ใช้ในกระบวนการทางการแพทย์ที่มีขั้นตอนเพาะปลูกในประเทศ แปรรูป ตลอดจนการรักษาที่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานของกระทรวงสาธารณสุขแล้วเท่านั้น โดยที่สารสกัดดังกล่าวจะต้องมี THC ไม่เกิน 0.2% 

สำหรับ กัญชาทางการแพทย์ (Cannabis Based Medicineหมายถึง ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ที่มีส่วนประกอบจากสารแคนนาบินอยด์ (Cannabinoid) ที่ได้จากการสกัดพืชกัญชา เช่น Δ9-Tetrahydrocannabinol (THC) ที่ทำให้รู้สึกมึนเมา ตัวเบา ตื่นเต้น เร้าใจ และ Cannabidiol (CBD) ที่มีฤทธิ์ต้านอาการเมาเคลิ้มและอาการทางจิตของ THC และช่วยลดความตื่นเต้นตกใจ  โดยต้องอยู่ภายใต้ข้อกำหนดเหล่านี้ เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้ป่วย 

  • แพทย์ผู้ใช้กัญชาทางการแพทย์ต้องผ่านการอบรมจากหลักสูตรที่กรมการแพทย์รับรอง
  • สถานพยาบาลที่จะให้การรักษาต้องขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)
  • แหล่งที่มาของผลิตภัณฑ์ต้องระบุได้ และได้รับการรับรองจากอย.
กัญชาทางการแพทย์

กัญชาทางการแพทย์ใช้รักษาโรคอะไรบ้าง

แม้ปัจจุบันจะมีการนำสารสกัดจากกัญชามาใช้รักษาสารพัดโรค แต่ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขแสดงให้เห็นว่ามีเพียง 5 กลุ่มโรค/กลุ่มอาการเท่านั้นที่กัญชาทางการแพทย์สามารถช่วยให้อาการดีขึ้นได้ ได้แก่

  • กล้ามเนื้อหดเกร็ง (Spasticity) จากโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (Multiple Sclerosis)
    กัญชาทางการแพทย์สามารถช่วยลดภาวะกล้ามเนื้อหดเกร็งจากโรคดังกล่าวได้ แต่ไม่ได้ช่วยลดอาการอื่น ๆ ของโรค และไม่สามารถป้องกันการเป็นซ้ำ หรือรักษาโรคให้หายขาดได้แต่อย่างใด อย่างไรก็ตามข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขยังไม่แนะนำให้ใช้วิธีนี้เป็นวิธีแรกในการรักษา แต่ควรใช้เมื่อวิธีการรักษาด้วยแพทย์แผนปัจจุบันตามปกติไม่ได้ผล
  • โรคลมชักที่รักษายากหรือดื้อยา (Intractable Epilepsy)
    สารสกัดจากกัญชาที่มีปริมาณ CBD 20 ส่วน ต่อสารประกอบ THC 1 ส่วน สามารถใช้รักษาโรคลมชักในผู้ป่วยเด็กบางกลุ่มคือ Dravet syndrome, Lennox-Gastaut syndrome หรือโรคลมชักในผู้ป่วยเด็กที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยากันชักทั่วไปได้ ซึ่งควรใช้ในลักษณะของการรักษาร่วม และติดตามผลการรักษาอย่างใกล้ชิด รวมถึงระมัดระวังการใช้กัญชาฯ ในเด็กหรือคนที่อายุน้อยกว่า 25 ปี (ยกเว้นมีข้อบ่งชี้บางประการ) เพราะสารสกัดกัญชาอาจทำให้เกิดโรคทางจิตเภท เช่น ซึมเศร้า และนำไปสู่การฆ่าตัวตายได้
  • อาการปวดปลายประสาท (Neuropathic Pain)
    ผู้ป่วยที่ได้รับยาแก้ปวดปลายประสาทมาแล้วมากกว่าหรือเท่ากับ 3 ชนิด แล้วอาการยังไม่ดีขึ้น แพทย์สามารถเลือกใช้กัญชาทางการแพทย์ในการรักษาขั้นต่อไปได้ ในลักษณะของการให้เป็นยาเสริมควบคู่กับยาแผนปัจจุบัน
  • อาการคลื่นไส้อาเจียนจากเคมีบำบัด (Chemotherapy Induced Nausea and Vomiting)
    คลื่นไส้อาเจียนเป็นอาการข้างเคียงที่พบได้บ่อยหลังจากได้รับเคมีบำบัด โดยข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขแนะนำว่า หากรักษาด้วยยาแผนปัจจุบันแล้วไม่ได้ผลก็สามารถใช้กัญชาทางการแพทย์ควบคู่การรักษาตามมาตรฐานของแพทย์ได้ แต่ต้องเป็นอาการข้างเคียงของเคมีบำบัดเท่านั้น ไม่ใช่อาการจากการแพ้ท้องรุนแรงหรือจากโรคอื่น โดยใช้สารสกัดกัญชาชนิดอัตราส่วน THC ต่อ CBD 1:1 หรือ ใช้สารสกัดกัญชาชนิด THC เด่น
  • ภาวะเบื่ออาหารในผู้ป่วย AIDS
    เพิ่มความอยากอาหารด้วยสารสกัดกัญชาชนิด THC เด่น โดยเริ่มจากปริมาณน้อยๆ วันละ 2 ครั้ง ก่อนอาหาร แล้วค่อยปรับเพิ่มขึ้นทีละนิดตามดุลพินิจของแพทย์

อย่างไรก็ตามแพทย์ผู้เชี่ยวชาญยังคงแนะนำว่า การใช้สารสกัดจากกัญชาควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ และไม่ควรสารสกัดจากกัญชาได้รับปริมาณที่มากเกินกำหนด (Overdose) เพราะอาจมีผลข้างเคียงต่อร่างกายที่รุนแรงได้ เช่น ความดันโลหิตแปรปรวน ใจสั่น ชีพจรไม่คงที่ หัวใจเต้นผิดจังหวะ และสติสัมปชัญญะผิดปกติ เป็นต้น

สำหรับความคุ้มครองของประกันสุขภาพเกี่ยวกับการใช้กัญชาทางการแพทย์ ลูม่าขอแนะนำให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญและตรวจสอบกับบริษัทประกันภัยของท่านอีกครั้ง และหากใครที่กำลังมองหาประกันสุขภาพแต่ไม่รู้จะเริ่มต้นจากที่ไหน ลูม่าขออาสาเป็นผู้ช่วยในการค้นหาแผนประกันสุขภาพที่ดูแลครอบคลุมและตอบโจทย์ความต้องการให้กับคุณ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับประกันสุขภาพคลิก

อ่านเพิ่มเติม:

DBD logo

ใบอนุญาตจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

เลขที่ 0105555036794

OIC logo

ใบอนุญาตนายหน้าประกันวินาศภัย เลขที่00008/2555  

ใบอนุญาตนายหน้าประกันภัย เลขที่ ช00012/2564

BOI logo

ได้รับการรับรองจาก BOI 2927/2555

บริษัท ลูม่า แคร์ จำกัด, 57 ปาร์คเวนเชอร์ อีโคเพล็กซ์ ชั้น 9 ยูนิต 912 ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330

Copyright © 2026 lumahealth.com. All Rights Reserved.   นโยบายความเป็นส่วนตัว