จัดเต็มทริปสายมูเกาหลี แอบหนีโอปป้าไปขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์

ใครเบื่อสายมูประเทศเพื่อนบ้านอยากบินไปขอพรให้ไกลขึ้น รวมถึงคนที่ชอบเดินทางไปดินแดนกิมจิเพื่อกระทบไหล่โอปป้า ตามรอยซีรี่ย์ทั้งหลาย ลองเปลี่ยนบรรยากาศมาสัมผัสกับสายมูเกาหลีดูบ้างก็จัดว่าน่าสนใจไม่ใช่น้อย เพราะที่นี่เองก็มีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ให้สายมูได้ไปกราบไหว้ขอพรสำเร็จกันอยู่พอสมควร ใครอยากรู้ว่ามีที่ไหนบ้าง เตรียมเปิดทริปสายมูพร้อมกันเลย

สายมู เกาหลี

ติดตาม ข่าวสาร และ โปรโมชั่นต่างๆ

สายมูต้องไหว้วัดพงอึนซา (Bongenusa Temple)

หากคุณเป็นสายมูตัวจริงแล้วมีโอกาสเดินทางถึงเกาหลี สถานที่แรกห้ามพลาดเด็ดขาดนั่นคือ “วัดพึงอึนซา” วัดที่ประดิษฐานพระพุทธรูปหินแกะสลักองค์ใหญ่สุดของเกาหลีความสูงถึง 23 เมตร รอบองค์ยังรายล้อมด้วยรูปปั้นหินสลักขององค์เจ้าแม่กวนอิมแบบจำลอง และรูปปั้นหินอื่น ๆ มองแล้วเป็นภาพที่สวยงามอย่างยิ่ง เมื่อมาถึงสิ่งแรกที่จะพบเห็นบริเวณประตูด้านหน้าคือรูปปั้นเทพเจ้า 4 องค์ สามารถกราบไหว้บูชาด้วยกระเช้าดอกไม้ได้ ส่วนตรงประตูทางออกก็ยังมีรูปปั้นพระสังกัจจายน์สำหรับคนที่ต้องการเพิ่มโชคลาภ เงินทองไหลมาเทมา กิจการก้าวหน้ารุ่งเรือง

ด้วยทำเลของวัดแห่งนี้ตั้งอยู่ย่านกังนัม ใจกลางกรุงโซล ผู้คนส่วนใหญ่ที่แวะเวียนมากราบไหว้ขอพรสำเร็จจึงมีหลายกลุ่มตั้งแต่วัยรุ่น วัยทำงาน ไปจนถึงผู้สูงอายุ หากเป็นช่วงเทศกาลปีใหม่สามารถบูชาเทียนตามนักษัตรและการเขียนขอพรแปะติดกับโคมไฟจิ๋วด้านหน้าวัดเพิ่มสีสันความสวยงามให้กับวัดแห่งนี้เข้าไปอีก แต่แอบกระซิบว่าคนจะเยอะมาก

การเดินทางสุดง่ายดายจะนั่งรถไฟใต้ดินสาย 9 ลง  Bongenusa Station Exit 1 ก็ได้ นั่งรถไฟใต้ดินสาย 7 ลง Cheongdam Station Exit 2 ก็สะดวก หรือเลือกนั่งรถไฟใต้ดินสาย 2 ลง Samseong Station Exit 6 ก็ถึงวัดเช่นกัน ไหว้พระเสร็จแล้วไปช้อปปิ้งกันต่อได้แบบสบายใจ

ทริปสายมูไหว้พระกันที่วัดซินอึงซา (Sinhuengsa Temple)

ลุยทริปสายมูกันต่อกับวัดที่มีความเก่าแก่มากสุดของเกาหลี สร้างขึ้นตั้งแต่ ค.ศ. 652 ยุคอาณาจักรชิลลา นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่วัดแห่งนี้ยังคงความงดงามกับสถาปัตยกรรมและการตกแต่งแบบชิลลาซึ่งเป็นการตกแต่งแบบเกาหลีผสมกับวัฒนธรรมจีนเอาไว้ได้แบบน่าประทับใจมาก เมื่อถึงวัดแห่งนี้แล้วสิ่งที่ต้องทำคือการกราบไหว้พระพุทธรูปองค์ใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่กลางแจ้งซึ่งคนเกาหลีเชื่อว่าองค์ท่านมีความศักดิ์สิทธิ์ขอพรสิ่งใดก็มักได้รับกลับมาเสมอ สิ่งของยอดนิยมในการกราบไหว้จะเป็นเทียนเล่มใหญ่กับข้าวสาร หลังไหว้พระเสร็จเรียบร้อยอย่าลืมตักน้ำมนต์ล้างมือล้างหน้าเพื่อความเป็นสิริมงคลกันด้วย

อีกจุดเด่นของวัดแห่งนี้คือบรรยากาศอันแสนงดงาม ฉากหลังเป็นภูเขาสูงใหญ่อันเขียวขจีเนื่องจากตัววัดตั้งอยู่บริเวณเขตอุทยานแห่งชาติซอรัคซาน ส่วนจุดถ่ายรูปยอดนิยมคือประตูทั้ง 4 ทิศ ซึ่งมีท้าวจตุโลกบาลเฝ้าอยู่ทั้ง 4 จุด การเดินทางจากกรุงโซลต้องนั่งรถบัส Dongseoul Bus Terminal โดยระบุว่าจะลง Sokcho เมื่อสุดสายที่ Sokcho Intercity Bus Terminal ก็ข้ามฝั่งมารอรถบัสท้องถิ่นสาย 7 นั่งเข้าไปในอุทยานได้เลย

สายมูเกาหลีต้องไม่พลาดวัดแฮดอง ยงกุงซา (Haedong Yonggungsa Temple)

หากคุณคือสายมูเกาหลีที่อยากเที่ยวกับบรรยากาศทางตอนใต้ขอแนะนำวัดในเมืองปูซานแห่งนี้เลย ตัววัดตั้งอยู่ฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของจังหวัดคยองซัง ความงดงามลำดับแรกที่แตกต่างจากวัดอื่น ๆ คือถูกสร้างขึ้นบนโหดหินริมทะเลจึงกล้าการันตีความสวยงามแบบไม่ต้องเกรงใจใคร (วัดอื่นส่วนใหญ่ของเกาหลีมักสร้างตามริมภูเขา) ถือเป็นวัดเก่าแก่ที่คาดว่าน่าจะถูกสร้างตั้งแต่ช่วง ค.ศ. 1351 – 1374 ก่อนได้รับการบูรณะใหม่อีกครั้งเมื่อปี ค.ศ. 1970 คนจะเนืองแน่นมาก ๆ ในช่วงปีใหม่เพื่อชมแสงแรกของปี รวมถึงช่วงฤดูใบไม้ผลิดอกพ็อดกด (ซากุระ) จะบานสะพรั่งสวยงามเกินต้าน

สำหรับสิ่งศักดิ์สิทธิภายในวัดจะมีอยู่เยอะพอสมควร เช่น เจดีย์ 3 ชั้น พระพุทธรูปสีทอง รวมถึงสิงโต 4 ตัวหันหน้าออกทะเล โดยสิงโตแต่ละตัวถูกแทนด้วยความยินดี โกรธ สุข และเศร้า ใครอยากให้ชีวิตมีแต่เรื่องดี ๆ เข้าหาก็ลองแวะเวียนเปิดทริปสายมูมาสักการะกันได้เลย การเดินทางแนะนำให้นั่งรถไฟใต้ดินสาย 2 ของปูซานลง Haeundae Station Exit 7 แล้วต่อรถบัสท้องถิ่นสาย 181 ลงป้าย Yonggungsa Temple National Fisheries Research & Development Institute เดินต่ออีกไม่เกิน 3 นาที ก็ถึงวัดแล้ว

สายมู เกาหลี

ขอพรสำเร็จที่วัดแฮอินซา (Haeinsa Temple)

ตามมาขอพรสำเร็จกันต่อที่วัดแฮอินซาซึ่งแปลเป็นภาษาไทยได้ว่า “อารามแห่งสมาธิอันแสนล้ำลึกดุจนที” สร้างขึ้นตั้งแต่ ค.ศ. 802 ยุคสมัยอาณาจักรชิลลาปกครอง อันถือเป็นช่วงเวลาที่พระพุทธศาสนารุ่งเรืองมากในดินแดนเกาหลี สถาปัตยกรรมภายในวัดจึงยังคงความเอกลักษณ์ไว้ได้อย่างน่าสนใจเน้นก่อสร้างจากอิฐและไม้เป็นหลัก อัดแน่นด้วยวิหารถึง 75 แห่ง และกุฏิไม้อีก 14 หลัง ชมความสวยงามของงานแกะสลักไม้ยุคโบราณหาชมยาก โคมไฟหิน ภาพเขียนบนเจดีย์หิน และอื่น ๆ อีกมากมาย

จุดเด่นของวัดแห่งนี้คือเป็นสถานที่เก็บแผ่นไม้สลักพิมพ์พระไตรปิฎกภาษาเกาหลีซึ่งมีอายุยาวนานกว่า 700 ปี ถูกสร้างขึ้นเพื่อบันทึกคำสั่งสอนขององค์พระพุทธเจ้าฉบับสมบูรณ์มากสุดของเอเชียตะวันออก ใช้เวลาจารึกนานถึง 16 ปี ระหว่าง ค.ศ. 1236 – 1251 รวมทั้งสิ้น 81,258 แผ่น โดยทางองค์การยูเนสโกได้ทำการขึ้นทะเบียนแผ่นไม้สลักพิมพ์ดังกล่าวให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของโลกมาตั้งแต่ปี 1995 แถมยังเป็นวัดที่มีพระสงฆ์จำพรรษามากกว่า 300 รูป สามารถแวะเวียนไปกราบขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ ด้านในกันได้เลยสำหรับสายมูทุกคน

วัดแฮอินซาตั้งอยู่ในพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติคายาซาน เมืองฮับชอน จังหวัดเกียงซังนัม-โด แนะนำให้นั่งรถไฟมาลง Gimcheon Gumi Station แล้วต่อแท็กซี่เข้าไปถึงวัดจะสะดวกที่สุด

สายมูแวะไปไหว้พระที่วัดวัดเบียวเมียวซา (Beomeosa Temple)

วัดอีกแห่งทางตอนเหนือของเมืองปูซาน ตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาคึมจองซาน มีอายุเก่าแก่มากกว่า 1,300 ปี โดดเด่นด้วยการก่อสร้างตามสถาปัตยกรรมแบบพุทธแท้ ๆ โอบล้อมด้วยต้นไม้สุดร่มรื่นและเขียวขจี ผู้คนส่วนมากจึงนิยมมานั่งสมาธิเพื่อฝึกจิตของตนเองอยู่เสมอ บรรยากาศเงียบสงบพร้อมกับความสวยงามตามสไตล์เกาหลี นอกจากการกราบไหว้ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในวัดซึ่งมีกระจายอยู่หลายจุดมาก สายมูยังได้สนุกกับกิจกรรมเพิ่มเติมอื่น ๆ เช่น พิธีชงชาดั้งเดิมของคนเกาหลี เดินชมวัตถุโบราณที่ถูกนำมาจัดแสดงเอาไว้ เป็นต้น

อีกความพิเศษของวัดแห่งนี้คือการเดินทางไม่ได้ยุ่งยากเลย สามารถนั่งรถไฟจาก Busan Station มาลง Beomeosa Station แล้วต่อแท็กซี่จะสะดวกมากสุด ใช้เวลาไม่เกิน 50 นาที จากตัวเมืองปูซาน สายมูเกาหลีแวะมาด่วน

ขอพรสำเร็จได้จริงที่วัดมโยกักซา (Myogaksa Temple)

อยากขอพรสำเร็จในทุกสิ่งต้องแวะวัดแห่งความสุขสงบแห่งนี้เลย ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของภูเขานักซาน กรุงโซล ซึ่งคนเกาหลีเชื่อว่าจุดที่ตั้งของวัดเป็นฮวงจุ้ยที่ดีและส่งผลบวกกับชาวเมืองมาช้านาน ช่วยนำพาเอาความสุขสงบให้กับผู้คนจึงไม่แปลกที่วัดจะได้รับความนิยมในการเดินทางมากราบไหว้กันไม่ขาดสายสำหรับสายมูทั้งคนเกาหลีและต่างชาติโดยเฉพาะคนไทย ภายในวัดมีทั้งสถาปัตยกรรมและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้กราบสักการะเยอะมาก เช่น ห้องโถงพระธรรมเทศนานักกะ พระพุทธรูปภายในถ้ำซอกกูลัมซึ่งเชื่อว่าสร้างขึ้นมายาวนานกว่าพันปี ตั้งแต่ปลายยุคศตวรรษที่ 9 ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติแห่งชาติเกาหลี  

รวมถึงบริเวณผาหินภูเขานักซานเป็นสถานที่ประดิษฐานพระพุทธรูปขนาดใหญ่ผ่านการแกะสลักบนผาหิน หรือแม้แต่รอบวัดก็มีศาลเจ้าหลายแห่งให้ได้กราบไหว้ เช่น ศาลเจ้าแทบุล ศาลเจ้าวอนทง ศาลาซันชิน และอื่น ๆ การเดินทางไม่ยุ่งยากสามารถนั่งรถไฟใต้ดินลง Sinseoldong Station Exit 12 แล้วเดินต่อประมาณ 300 เมตร ก็ถึงแล้ว

นี่คือจุดน่าสนใจสำหรับสายมูทั้งหลายที่อาจเบื่อสายมูประเทศเพื่อนบ้านอยากลองไปขอพรสำเร็จไกลถึงเกาหลีก็ลองเช็กลิสต์กันเลย อย่าลืมตรวจเอกสารอย่างละเอียดสำหรับการขอวีซ่าเกาหลี และ ห้ามลืมสิ่งสำคัญอีกเรื่องเมื่อต้องไปเมืองนอกทุกครั้งนั่นคือ ประกันเดินทางไปเกาหลี เพื่อความอุ่นใจไร้กังวลทุกทริป จึงขอแนะนำ ประกันเดินทางต่างประเทศ ราคาเบา ๆ เพียง 199 บาท แต่ให้ความคุ้มครองสูงสุดถึง 5 ล้านบาท คุ้มครองโควิด-19 สมัครง่ายผ่านออนไลน์ พร้อมบริการช่วยประสานงานเคลื่อนย้ายผู้ป่วยกรณีฉุกเฉิน สายด่วนตลอด 24 ชม. เที่ยวให้สนุกและขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคลกันเลย

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเดินทางในเกาหลีใต้:

ทริปสายมูเวียดนาม กราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อสิริมงคล

นอกจากการไปเที่ยวเวียดนามเพื่อชมความสวยงามของสถานที่ท่องเที่ยว วิถีชีวิตผู้คน รวมถึงอาหารอร่อย ราคาประหยัดแล้ว ใครเป็นสายมูก็อยากให้ลองเปิดทริปสายมูที่ประเทศแห่งนี้ดูสักครั้ง บอกเลยมีหลายจุดน่าสนใจชนิดไม่ควรพลาด แถมยังศักดิ์สิทธิ์ขอพรสำเร็จกันมานับไม่ถ้วนแล้ว ว่าแต่สายมูเวียดนามจะมีที่ไหนห้ามพลาดบ้าง ต้องปักหมุดสายมูประเทศเพื่อนบ้านแล้วออกไปกราบไหว้เพื่อความเป็นสิริมงคลของชีวิตกันเลยดีกว่า 

ติดตาม ข่าวสาร และ โปรโมชั่นต่างๆ

สายมูเวียดนาม

เปิดทริปสายมูที่วัดหลินอึ๋ง (Linh ng Temple) 

วัดแรกสำหรับสายมูที่ไม่อยากให้พลาดเป็นอันขาดเมื่อไปเที่ยวเวียดนาม ตั้งอยู่บนเกาะเซินตร่า (Son Tra) ตอนเหนือของเมืองดานัง (Danang) วัดขนาดใหญ่สุดของแถบเวียดนามกลาง ระหว่างทางขึ้นไปบนวัดสามารถมองเห็นองค์เจ้าแม่กวนอิมสีขาวขนาดใหญ่สูง 67 เมตร ฐานหน้ากว้าง 35 เมตร สร้างจากปูนขาวตั้งตระหง่านหันหลังชนภูเขา ซึ่งชาวเมืองเชื่อกันว่าพระองค์ทำหน้าที่คุ้มครองชาวประมงเมื่อต้องออกไปสัตว์ทะเลให้แคล้วคลาดปลอดภัยจากอันตรายทั้งปวง 

สามารถกราบไหว้ขอพรถ่ายรูปกับองค์เจ้าแม่ได้ซึ่งมีความเชื่อว่าจะช่วยปัดเป่าโรคร้าย ส่งเสริมสุขภาพให้ดีขึ้น รวมถึงเรื่องหน้าที่การงาน เงินทองไหลมาเทมาไม่ขาดมือ และยังนิยมขอพรเรื่องลูกกันด้วย ขณะที่ภายในวัดยังมีบรรยากาศร่มรื่นด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ มีจุดพักผ่อนอันแสนเงียบสงบ และไฮไลต์ของทริปสายมูเมื่อมาวัดนี้คือการชมวิวทะเลสวย ๆ แบบพาโนรามา 360 องศา และวิวเมืองแบบสุดลูกหูลูกตา หามุมถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึกได้ตามสะดวก การเดินทางแนะนำให้นั่งแท็กซี่ หรือ Grab จะสะดวกที่สุด 

สายมูต้องไหว้พระที่วัดบ่ายดิงห์ (Bai Dinh Temple)  

บางคนจะเรียกวัดไบ่ดิงห์ วัดบ๋ายดิงห์ ก็ตามสะดวก ถือเป็นวัดที่สายมูประเทศเพื่อนบ้านไม่ควรพลาด ด้วยขนาดกว่า 700 เฮคตาร์ นี่คือวัดขนาดใหญ่สุดในอาเซียน ตั้งอยู่ในเมืองนิงห์ดิง (Nam Dinh) มาอย่างยาวนาน การออกแบบสถาปัตยกรรมต่าง ๆ จะเป็นแบบเวียดนามย้อนยุคไม่ว่าจะเป็นตัวอาคารเก่าทั้งหมด 20 แห่ง อาคารแห่งใหม่ และมีสวนอีกนับไม่ถ้วนรวมแล้วกว่า 80 แห่ง อาคารหลักสูง 34 เมตร ตั้งตระหง่านโดดเด่นเห็นแต่ไกล 

การสร้างดูแลโดยช่างประจำท้องถิ่น มีการวางผังให้ถูกหลักฮวงจุ้ยแบบเป๊ะ ๆ ทางเข้าด้านข้างจะเป็นระเบียงยาวซึ่งตลอด 2 ฝั่ง อัดแน่นด้วยพระพุทธรูปแกะสลักหินซึ่งถูกสร้างในลักษณะพระอรหันต์ประดิษฐานเรียงรายกันมากกว่า 2,000 องค์ สามารถแวะชมความสวยงามของหอระฆัง กราบไหว้เจ้าแม่กวนอิมพันกรอันถือเป็นเทพศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวเวียดนามเคารพบูชากันมาช้านาน  

การเดินทางสามารถนั่งรถไฟจากตัวเมืองนัมห์ดิงมาลงที่เมืองนิญบิ่ญ (Ninh Binh) แล้วต่อแท็กซี่ หรือ Grab ไปยังวัดได้เลย แนะนำสายมูเวียดนามให้มาเยือนช่วงกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม ผู้คนจะไม่เยอะมากเพราะพึ่งผ่านช่วงเทศกาลตรุษจีนและอากาศกำลังเย็นสบาย 

ขอพรสำเร็จที่วัดหง็อกเซิน (Ngoc Son Temple) 

ข้ามไปทางฝั่งฮานอยกันบ้าง คนไทยนิยมเรียกกันว่า “วัดเนินหยก” ตั้งอยู่บริเวณทะเลสาบคืนดาบ หรือทะเลสาบฮหว่านเกี๊ยมที่มีชื่อเสียงและเป็นแลนด์มาร์กยอดนิยมของนักท่องเที่ยวจำนวนมาก มีประวัติศาสตร์อันแสนยาวนานเกิดขึ้นมาคู่กับการสร้างเมืองในยุคอดีต สายมูเมื่อมาถึงวัดแห่งนี้ต้องซื้อบัตรเข้าชมคนละ 30,000 VND จากนั้นก็เดินข้ามสะพานเทฮุค หรือสะพานแสงอาทิตย์ สถาปัตยกรรมสะพานโค้งสีแดงสุดงดงามพร้อมสัมผัสวิวสวย ๆ เมื่อมองเข้าไปยังตัววัด 

การตกแต่งของวัดหง็อกเซินจะเป็นศิลปะแบบจีนผสมเวียดนาม ไฮไลต์แรกคือการพบเจอกับ “ตะพาบน้ำ” ในตำนาน ซึ่งชาวเวียดนามมีความเชื่อว่าเป็นตะพาบผู้ที่นำดาบลงมาสู่ทะเลสาบแห่งนี้จนเป็นที่มาของชื่อสุดคลาสสิก รวมถึงยังพบเจอกับอนุสาวรีย์ “ตรันคว็อกตวน” ในฐานะแม่ทัพใหญ่ผู้ซึ่งเป็นผู้นำในการพาทหารเวียดนามสู้รบกับทหารมองโกเลียจนได้รับชัยชนะ 

รวมถึงยังมีเทพเจ้าให้ได้ขอพรสำเร็จกันตามความเชื่อของแต่ละคน บรรยากาศโดยรวมเงียบสงบ มีต้นไม้ร่มรื่นอยู่หลายจุด เหมาะกับการท่องเที่ยวและพักผ่อนไปในตัว การเดินทางสามารถนั่งรถเมล์สาย E02, 08B, 55B, 146 รวมถึงเรียกแท็กซี่ หรือ Grab ก็จะสะดวกมากกว่า 

สายมูเวียดนามวัดเฉินก๊วก (Tran Quoc Pagoda) 

หรือเจดีย์เฉินก๊วก ตั้งอยู่ในกรุงฮานอย บริเวณทะเลสาบโฮไต สร้างขึ้นมาตั้งแต่ยุคราชวงศ์ลี้ ออกแบบตามสถาปัตยกรรมแบบจีนโบราณกึ่ง ๆ จุดเด่นสำคัญที่สายมูเวียดนามต้องไปชมให้ได้นั่นคือเจดีย์ 6 เหลี่ยม สีแดงออกส้มสุดงดงาม ความสูง 15 เมตร แบ่งออก 11 ชั้น แต่ละชั้นมีประตูโค้งชั้นละ 6 จุด มองผ่าน ๆ คล้ายกับงานสถาปัตยกรรมแบบญี่ปุ่น ด้านในเป็นสถานที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปอมิตาภพุทธสีขาวถูกสร้างขึ้นตามความเชื่อของชาวพุทธนิกายมหายานสามารถแวะเข้าไปกราบไหว้กันได้ 

บริเวณใกล้เคียงยังมีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจอยู่หลายจุด เช่น พิพิธภัณฑ์จัดแสดงวัตถุโบราณซึ่งรวมเอาของเก่าอายุหลายร้อยปีเอาไว้ให้ได้ชมความคลาสสิก และต้นศรีมหาโพธิ์ขนาดมหึมาซึ่งได้รับสืบทอดมาจากกษัตริย์อินเดียและยังเชื่อว่าเป็นต้นที่มีความใกล้ชิดกับต้นศรีมหาโพธิ์สถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าด้วย  

การเดินทางไปวัดไม่ยากห่างจากวัดหง็อกเซินเพียง 5 กิโลเมตร สามารถนั่งรถเมล์สาย 50, 58 แต่ถ้าเน้นสะดวกจะนั่งรถแท็กซี่ เรียก Grab ก็ไม่ว่ากัน สายมูเดินทางไปเวียดนามต้องไม่พลาดเป็นอันขาดเลยสำหรับวัดแห่งนี้ 

สายมูเวียดนาม
สายมูเวียดนาม

สายมูประเทศเพื่อนบ้านที่วัดเทียนมู่ (Thiên Mu Temple) 

ทริปสายมูที่เดินทางไปยังเมืองเว้ (Hue) ต้องแวะไปชมความงดงามของวัดนิกายเซนแห่งนี้เลย จัดเป็นวัดอันแสนเก่าแก่สร้างขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2144 บริเวณริมฝั่งแม่น้ำหอม (Perfume River) ศูนย์กลางของผู้เลื่อมใสศรัทธาพระพุทธศาสนานิกายเซนอย่างแท้จริงโดยเฉพาะไฮไลต์อย่างเจดีย์ทรง 8 เหลี่ยม ไล่เรียงขนาดใหญ่ไปเล็กตามระดับความสูงทั้งหมด 7 ชั้น ซึ่งตามความเชื่อของชาวเวียดนามในแต่ละชั้นแสดงถึงภพชาติของพระพุทธเจ้า 

ขณะที่สายมูประเทศเพื่อนบ้านอยากขอพรสำเร็จวัดแห่งนี้ก็มีรูปปั้นเทพเจ้าถึง 6 องค์ ให้ได้กราบไหว้ โดยรูปปั้นแต่ละองค์จะทำหน้าที่ปกป้องไม่ให้มีความชั่วร้ายใด ๆ เข้ามาย่างกรายบริเวณวัด มีพระพุทธรูปโอบล้อมด้วยกระจก มีระฆังขนาดยักษ์หนักถึง 2 ตัน ก่อนกลับอย่าลืมซื้อของที่ระลึกกลับไปกันด้วยนะ การเดินทางแนะนำใช้บริการแท็กซี่หรือ Grab จะสะดวกมากที่สุด 

สายมูแวะไปที่วัดเจดีย์เสาเดียว (One Pillar Pagoda) 

ปิดท้ายสายมูทุกคนหากไปเที่ยวฮานอยแนะนำจัดทริปสายมูที่วัดแห่งนี้เอาไว้ด้วย ชื่อตามภาษาเวียดนามเรียกว่า “Diên Hu t” หมายถึง เจดีย์แห่งพรอันแสนไพบูลย์ ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1409 ยุคราชวงศ์หลี แม้เดิมทีจะถูกออกแบบให้เป็นวัดพุทธแต่ปัจจุบันคนส่วนใหญ่นิยมไปกราบไหว้เจ้าแม่กวนอิมเพื่อขอพรในทุกเรื่องให้ประสบแต่ความสำเร็จในชีวิต รวมถึงขอพรเรื่องลูก 

บรรยากาศภายในถือว่าเงียบสงบมากด้านหลังเจดีย์มีต้นไทรขนาดใหญ่ซึ่งถูกปลูกโดยประธานาธิบดีเนห์รูแห่งอินเดียตั้งแต่ ค.ศ. 1958 ตัวเจดีย์ตั้งอยู่กลางสระบัวมีความแปลกตาด้วยการทำเสาเพียงต้นเดียว ด้านหน้ามีศาลเจ้าที่สามารถแวะเวียนไปกราบไหว้เพิ่มเติมกันได้ การเดินทางสามารถนั่งรถเมล์สาย 18, 23, 146 ตัววัดตั้งอยู่หลังสุสานของประธานาธิบดีโฮจิมินห์ นอกจากขอพรสำเร็จจากเจ้าแม่กวนอิมแล้วยังสามารถแวะเที่ยวเพิ่มเติมได้อีกด้วย 

สรุป 

นี่คือทริปสายมูสำหรับสายมูตัวจริงที่อยากเปิดประสบการณ์ใหม่ ๆ ในการไปตะลุยเวียดนาม สิ่งสำคัญอีกเรื่องที่ไม่อยากให้มองข้ามทุกครั้งเมื่อต้องไปเมืองนอก ประกันเดินทางต่างประเทศ ถือเป็นสิ่งที่ควรมีติดตัวเอาไว้เสมอ หากเกิดเหตุฉุกเฉินจะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องค่ารักษาพยาบาล จึงขอแนะนำ ประกันเดินทางเวียดนาม ไม่ว่าจะสายมูเวียดนาม สายมูประเทศเพื่อนบ้านที่ไหนก็หายห่วง จ่ายเบี้ยประกันเริ่มต้นเพียง 199 บาท แต่ให้ความคุ้มครองสูงสุดถึง 5 ล้านบาท คุ้มครองโควิด-19 พร้อมบริการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยกรณีฉุกเฉิน และอื่น ๆ สมัครง่ายรับกรมธรรม์ผ่านออนไลน์ ไม่ว่าทริปไหนก็ไม่กังวลใจอย่างแน่นอน ซื้อได้เลย 

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเดินทางในเวียดนาม:

เปิดทริปสายมูพม่าต้องไปขอพรที่ไหนบ้าง เช็กลิสต์กันได้เลย

หากพูดถึงทริปสายมูโดยเฉพาะสายมูประเทศเพื่อนบ้าน ชื่อของ “พม่า” หรือ “เมียนมาร์” มักเป็นตัวเลือกอันดับต้น ๆ ของคนไทย ด้วยการเดินทางอันแสนสะดวกบวกกับประเทศแห่งนี้ยังมีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ให้ได้สักการะตามความเชื่อ พร้อมขอพรสำเร็จในหลายเรื่องอีกด้วย เอาเป็นว่าสายมูคนไหนกำลังวางแผนเปิดทริปเด็ดอย่างสายมูพม่า นี่คือสถานที่ปักหมุดห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง ลองเช็กลิสต์กันได้เลย 

สายมูพม่า

ติดตาม ข่าวสาร และ โปรโมชั่นต่างๆ

เที่ยวสายมูที่พระมหาเจดีย์ชเวดากอง (Shwedagon Pagoda) 

หากพูดถึงสายมูพม่าสถานที่แรกซึ่งย้ำว่า “ต้องไป” สักการะให้ได้สักครั้งย่อมหนีไม่พ้น “พระมหาเจดีย์ชเวดากอง” แห่งนี้เลย ตั้งอยู่ใจกลางเมืองย่างกุ้ง ถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อยู่คู่กับประเทศพม่ามายาวนานกว่า 2,000 ปี หุ้มด้วยทองคำกว่า 1,100 กิโลกรัม เพชรประดับอีกกว่า 5,448 เม็ด โดยมีเพชรเม็ดใหญ่สุดขนาด 76 กะรัต ความสูง 105 เมตร ภายในชั้นบนสุดของยอดมีการบรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า (พระเกศาธาตุ) จำนวน 8 เส้น สร้างขึ้นตามศิลปะแบบพม่ามีความงดงามเกินบรรยายชนิดเห็นด้วยตาตนเองครั้งแรกต้องมีตะลึงแน่นอน 

การกราบไหว้ขอพรที่นี่มีด้วยกันหลายจุด เช่น การไหว้พระประจำวันเกิด ไหว้พระพุทธรูปพระพุทธเจ้าบริเวณวิหาร (เลือกทิศได้ตามความสะดวก) การสรงน้ำพระประจำวันเกิด การเดินอธิษฐานวนตามเข็มนาฬิกา 1 รอบ การตีระฆังรอบเจดีย์ แต่ไฮไลต์ที่ผู้คนนิยมมากสุดต้องยกให้กับการ “ขอพรแม่ยักษ์” ตามความเชื่อสายมูของชาวพม่าแม่ยักษ์จะช่วยขจัดปัดเป่าความชั่วร้าย เคราะห์กรรมทั้งปวงให้ออกไป เรื่องร้ายกลายเป็นดี 

วิธีขอพรจะใช้บุหรี่กับผ้าเขียวเพื่อกราบถวาย ตั้งจิตอธิษฐาน จุดบุหรี่แล้วปักไว้บริเวณกระถางด้านหน้า หากขอพรสำเร็จก็กลับมากราบไหว้ใหม่ได้เสมอ 

ทริปสายมูเจดีย์โบตาทาวน์ (Botahtaung Pagoda) 

ตั้งอยู่ในเมืองย่างกุ้ง ซึ่งเป็นเจดีย์หลังใหม่ถูกสร้างในปี พ.ศ. 2496 เนื่องจากเจดีย์เดิมถูกทำลายเมื่อครั้งสงครามโลกครั้งที่ 2 ขนาดปัจจุบันสูง 40 เมตร มีความสวยงามด้วยสีทองอร่าม แต่ไฮไลต์เด็ดของสายมูที่นิยมมากราบไหว้ต้องยกให้กับ “หลวงพ่อทันใจ” หรือชื่อเรียกตามภาษาพม่าคือ “นัตโบโบยี” ตามความเชื่อท่านเป็นเทพผู้คุ้มครองเจดีย์แห่งนี้รวมถึงยังถูกร่ำลือถึงความศักดิ์สิทธิ์หากขอสิ่งใดไว้จะมีโอกาสสัมฤทธิ์ผลภายในเวลาอันรวดเร็ว  

วิธีขอพรเทพทันใจต้องเตรียมของไหว้ ได้แก่ กล้วย มะพร้าว ดอกไม้ และธนบัตรจำนวน 2 ใบ จากนั้นนำธนบัตรใส่ในมือของท่าน ทำการขอพรอธิษฐานสิ่งที่ต้องการ (ขอได้ครั้งละ 1 เรื่อง) แล้วดึงธนบัตรกลับมา 1 ใบ เก็บไว้เพื่อความสิริมงคล ปิดท้ายด้วยการนำหน้าผากแตะบริเวณนิ้วที่ท่านชี้ออกมา 

นอกจากหลวงพ่อทันใจแล้วทริปสายมูที่เจดีย์แห่งนี้ยังมี “เทพกระซิบ” หรือ “เมี๊ยะนานหน่วย” ซึ่งตามคำบอกเล่าท่านเป็นธิดาของพญานาคแต่มีความศรัทธาต่อพระพุทธศาสนาจึงรักษาศีล ไม่ทานเนื้อสัตว์ กระทั่งกลายเป็นนัตในแบบที่ชาวพม่านับถือ สามารถให้โชคลาภ ประทานพรโดยเฉพาะเรื่องการเรียนหนังสือ  

วิธีขอพรเทพกระซิบให้เตรียมของไหว้ ได้แก่ ข้าวตอก ดอกไม้ ผลไม้ และนม เมื่อไหว้แล้วให้เข้าไปกระซิบขอพรท่านเบา ๆ อย่าให้ผู้อื่นได้ยินเด็ดขาด แล้วพรที่ขอมีโอกาสเห็นผล 

สายมูพม่า

สายมูพม่าที่เจดีย์ไจ๊เข้า (Kyaik Khauk Pagoda) 

สายมูผู้นิยมการไหว้เทพทันใจขอแนะนำเจดีย์ไจ๊เข้าอีกแห่ง ตั้งอยู่ที่เมืองตันลยิน (Thanlyin) หรือเมืองสิเรียม (Syriam) ที่คนไทยคุ้นชื่อกัน ภายในเจดีย์บรรจุพระเกศาธาตุซึ่งพระเจ้าอโศกมหาราชได้มอบไว้ให้ เทพทันใจที่นี่เปรียบดังมหาเทพของเทพทันใจทั้งปวง หากใครจะสร้างองค์ใหม่ขึ้นมาต้องผ่านการบวงสรวงเปรียบดังการขออนุญาตก่อนเสมอ ท่านมีความศักดิ์สิทธิ์มากในเรื่องการงาน ทำมาค้าขาย รวมถึงเรื่องของเงินทองไหลเข้าหาอย่างไม่ขาดสาย การเจรจาธุรกิจต่าง ๆ ลุล่วง ซึ่งวิธีขอก็ไม่ต่างจากเทพทันใจองค์อื่น ๆ สำคัญคือจะขอได้ครั้งละ 1 เรื่องเท่านั้น 

เที่ยวสายมูเจดีย์กาบาเอ (Kaba Aye Pagoda) 

ตั้งอยู่ที่เมืองย่างกุ้ง ลักษณะเป็นเจดีย์ทรงกลมโดยขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางและความสูงเท่ากันสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2495 โดยนายกรัฐมนตรีคนแรกของประเทศพม่า มีทางเข้าทั้งหมด 5 ทาง คำว่า “กาบาเอ” ในภาษาพม่า แปลว่า “โลกแห่งสันติสุข” ใครที่ได้ขอพรจึงเชื่อว่าจะช่วยปัดเป่าเคราะห์ภัย ตัดกรรมที่เคยติดตัวมา และมีสิ่งดี ๆ เข้าหาตลอดไป  

การมาทริปมูพม่าที่เจดีย์แห่งนี้ต้องไม่พลาดพิธี “ครอบเศียรครอบเกล้า” ด้วยพระบรมสารีริกธาตุ แต่มีข้อแม้ว่าต้องเป็นกลุ่มใหญ่เกิน 20 คน จึงสามารถทำพิธีดังกล่าวได้ รวมถึงต้องมีชาวพม่าทำหนังสือแจ้งไปยังเจ้าหน้าที่เท่านั้น  

ขอพรสำเร็จที่เจดีย์ไจ๊กะส่าน (Kyaikkasan Pagoda) 

ถือเป็นเจดีย์อีกแห่งที่มีความเก่าแก่ในเมืองย่างกุ้ง อายุรวมมากกว่า 2,000 ปี ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ได้แก่ พระเกศาและส่วนอื่นอีก 32 องค์ ไฮไลต์สำคัญเมื่อไปที่นี่คือกราบไหว้ยักษ์ 2 พี่น้องนามว่า “นองดอ” ซึ่งเป็นองค์พี่ และ “นยีดอ” องค์น้อง ซึ่งตามตำนานเป็นผู้คอยดูแลพระบรมสารีริกธาตุเอาไว้ 

ยักษ์ 2 พี่น้องมีความศักดิ์สิทธิ์ในเรื่องการงาน การเงิน ความรัก และเรื่องชีวิตครอบครัว สามารถขอพรสำเร็จได้ตามที่หวัง ซึ่งแนะนำให้ทำพิธีถวายอาหารเพื่อสร้างมงคลแก่ชีวิต รวมถึงใครได้มีโอกาสไหว้บ่อย ๆ ยังมักได้โชคลาภ มีวาสนาอำนาจให้เจอแต่เรื่องที่ดีเข้ามาในชีวิตอยู่ตลอด 

สายมูพม่า

สายมูประเทศเพื่อนบ้านที่วัดมหามัยมุนี (Mahamuni Buddhist Temple) 

ตั้งอยู่ที่เมืองมัณฑะเลย์ สายมูประเทศเพื่อนบ้านต้องลองแวะไปให้ได้ ถือเป็น 1 ใน 5 มหาบูชาสถานที่มีชื่อเสียงมากของพม่า ด้านในประดิษฐาน “พระมหามัยมุนี” ซึ่งได้รับความเลื่อมใสศรัทธาจากพี่น้องชาวพม่าเป็นอย่างมาก (เปรียบได้กับพระแก้วมรกตของบ้านเรา) พระพุทธรูปปางมารวิชัย สร้างขึ้นจากทองคำสัมฤทธิ์ถึง 6.5 ตัน ทรงเครื่องกษัตริย์ สูง 3.82 เมตร และยังมีสมญานามว่า “พระพุทธรูปทองคำเนื้อนิ่ม”  

ความเชื่อของชาวพม่าคือ พระมหามัยมุนีองค์นี้ได้รับการประทานลมหายใจไว้จากพระพุทธเจ้าจึงถือว่าเป็นพระพุทธรูปที่มีชีวิต ทุกเช้ามืดเจ้าอาวาสจึงต้องทำการล้างหน้าแปรงฟันอย่างสม่ำเสมอสืบต่อมายาวนาน การสักการะหากเป็นผู้ชายเมื่อกราบไหว้แล้วสามารถขึ้นไปปิดทองด้านบนขององค์พระได้ ขณะที่ผู้หญิงก็ฝากให้ผู้ชายขึ้นปิดทองแทน 

ทริปสายมูเจดีย์เยเลพญา (Kyaik Hwaw Wun Pagoda) 

หรือ เจดีย์กลางน้ำ ตั้งอยู่ในเมืองสิเรียม ในอดีตเคยถูกระเบิดจากฝ่ายสัมพันธมิตรส่งผลให้พบกับโกศทองคำซึ่งบรรจุพระเกศาธาตุ พระบรมธาตุ พระพุทธรูปทอง เงิน สำริด จารึกดินเผาเขียนเป็นภาษาบาลี รวมถึงตัวหนังสือแบบอินเดียตอนใต้อันเป็นต้นแบบของภาษาพม่าในปัจจุบัน การเดินทางต้องข้ามเรือชาวบ้านเพื่อเข้าไปกราบสักการะ พร้อมชมความงดงามของศิลปะแบบพม่า ลวดลายสวย ๆ ของเจดีย์ซึ่งถูกประดับด้วยกระเบื้อง รวมถึงยังมีมุมอันแสนเงียบสงบสำหรับการนั่งสมาธิฝึกจิตอีกด้วย 

สายมูพม่าพระธาตุอินทร์แขวน (Kyaiktiyo Pagoda) 

อีกทริปสายมูที่ไม่ควรพลาดและมีชื่อเสียงมาก จัดเป็น 1 ใน 5 สถานที่ควรต้องสักการะอย่างยิ่ง มีชื่อตามภาษาพม่าว่า “ไจก์ทิโย” ตั้งอยู่ที่เมืองไจก์โถ่ บริเวณยอดเขาพวงลวง สูงกว่าระดับน้ำทะเลปกติถึง 3,615 ฟุต ก้อนหินขนาดยักษ์ถึง 5.5 เมตร ความศักดิ์สิทธิ์มากคือด้วยลักษณะของหินที่ตั้งอยู่แบบหมิ่นเหม่บนยอดเขาแต่กลับไม่เคยตกลงมา นั่นทำให้ชาวพม่าและชาวมอญต่างเลื่อมใสศรัทธาในความท้าทายหลักวิทยาศาสตร์และแรงโน้มถ่วงของโลก 

องค์พระธาตุเปิดให้สักการะบูชาได้ตลอด 24 ชม. แต่ถ้าไปช่วงตี 5 จะสามารถถวายข้าวพระพุทธได้ ขณะที่การปิดทองอนุญาตให้เฉพาะผู้ชายเท่านั้น มีความเชื่อว่าถ้าใครได้กราบไหว้ขอพรครบ 3 ครั้ง ชีวิตจะพบเจอแต่เรื่องดี ๆ มีความสุขสมหวัง เจริญก้าวหน้า ขอพรสำเร็จในทุกสิ่งที่ต้องการ 

สายมูเที่ยววัดพระพุทธไสยาสน์เจาทัตยี (Chaukhtatgyi Buddha Temple) 

สถานที่สุดท้ายสำหรับสายมูพม่า ไปลุยทริปสายมูกันที่วัดแห่งนี้ซึ่งคนไทยจะคุ้นชื่อกันดีกับ “พระนอนตาหวาน” ขนาดความยาว 68 เมตร ตั้งอยู่ในเมืองย่างกุ้ง วัดแห่งนี้สร้างขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2442 แล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2450 ซึ่งตอนแรกพระนอนจะมีสายตาดุดันน่าเกรงขาม กระทั่งปี พ.ศ. 2493 ได้มีการรื้อถอนเพราะเสียหายจากภัยธรรมชาติ ก่อนมีการถวายพระเนตรใหม่ในปี พ.ศ. 2516 ซึ่งมีความอ่อนหวาน ขณะที่ปลายพระบาทยังมีรูปมงคล 108 ประการ ให้ได้สักการะเพื่อความเป็นสิริมงคลอีกด้วย 

สรุป 

นี่คือสถานที่ของสายมูพม่าที่อยากไปทริปสายมูต้องปักหมุดเอาไว้แล้วไปสักการะกันได้เลย แต่อย่าลืมทุกครั้งเมื่อต้องเดินทางไปเมืองนอก การมี ประกันเดินทางต่างประเทศ จะช่วยให้คุณสบายใจมากขึ้นหากเกิดเรื่องไม่คาดฝัน จึงขอแนะนำ ประกันเดินทางพม่า สมัครง่ายผ่านออนไลน์ในราคาเริ่มต้นเพียง 199 บาท ให้ความคุ้มครองสูงสุดถึง 5 ล้านบาท รวมการคุ้มครองจากเชื้อโควิด-19 พร้อมบริการประสานงานเคลื่อนย้ายผู้ป่วยกรณีฉุกเฉิน และสายด่วนตลอด 24 ชม. สายมูประเทศเพื่อนบ้านหรือสายมูที่ไหนก็ซื้อได้เลย 

 

DBD logo

ใบอนุญาตจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

เลขที่ 0105555036794

OIC logo

ใบอนุญาตนายหน้าประกันวินาศภัย เลขที่00008/2555  

ใบอนุญาตนายหน้าประกันภัย เลขที่ ช00012/2564

BOI logo

ได้รับการรับรองจาก BOI 2927/2555

บริษัท ลูม่า แคร์ จำกัด, 57 ปาร์คเวนเชอร์ อีโคเพล็กซ์ ชั้น 9 ยูนิต 912 ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330

Copyright © 2026 lumahealth.com. All Rights Reserved.   นโยบายความเป็นส่วนตัว