เปิดทริปสายมูญี่ปุ่น บินไปขอพรสุดปัง ณ ดินแดนอาทิตย์อุทัย

หากเอ่ยถึงประเทศญี่ปุ่น คนไทยส่วนมากต้องไม่พลาดกับการชิมอาหารแสนอร่อย สัมผัสวัฒนธรรม สถานที่เที่ยวทั้งแบบธรรมชาติ ทันสมัย ไปจนถึงหิมะและอากาศสุดน่าประทับใจ แต่สำหรับสายมูนอกจากการไปเที่ยวตามจุดแลนด์มาร์กต่าง ๆ แล้ว การเปิดทริปสายมูก็เป็นอีกไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาดด้วยเช่นกัน เอาเป็นว่าใครเบื่อสายมูประเทศเพื่อนบ้าน อยากลองสายมูญี่ปุ่นต้องไม่พลาดเช็กลิสต์ขอพรสำเร็จ ณ ดินแดนอาทิตย์อุทัยกันเลย 

สายมู ญี่ปุ่น

ติดตาม ข่าวสาร และ โปรโมชั่นต่างๆ

สายมูอย่าพลาดวัดอาซากุสะ (Asakusa Temple) 

เริ่มต้นด้วยวัดดังไม่ว่าคุณจะเป็นสายมูหรือนักท่องเที่ยวทั่วไปก็สามารถแวะเวียนไปได้ ตั้งอยู่ในกรุงโตเกียว มีอีกชื่อว่า “วัดเซ็นโซจิ” ด้านหน้าเริ่มจากการเห็นคามินาริมง (Kaminarimon Gate) หรือโคมไฟสีแดงที่หนักถึง 700 กิโลกรัม ระหว่างทางจะอัดแน่นไปด้วยร้านค้าจำนวนมาก เมื่อเข้าถึงด้านหน้าประตูภายในก็พบกับโคมไฟแดงอีกจุด จากนั้นก็เข้าสู่การไหว้ขอพรกันได้เลย 

เริ่มด้วยล้างมือบริเวณบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์มือซ้ายกวักน้ำล้างใส่มือขวา แล้วมือขวากวักล้างมือซ้ายอีกรอบ ตามด้วยการกวักน้ำบ้วนปาก ต่อด้วยการเดินไปหยิบธูปจุดไฟตั้งจิตอธิษฐาน เสร็จแล้วปักบนกระถางใหญ่ด้านหน้า เมื่อปักเสร็จอย่าลืมใช้มือ 2 ข้าง พัดควันธูปเข้าหาตัวเองเพื่อให้สิ่งดี ๆ เข้าหาตามความเชื่อของชาวญี่ปุ่น เป็นอันเรียบร้อย  

ส่วนใครอยากเสี่ยงเซียมซี เดินไปไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่นด้านในก็ขึ้นบันไดไปกราบไหว้ขอพรสำเร็จกันตามสะดวก ปิดท้ายด้วยการหาซื้อเครื่องรางวัดอาซากุสะติดมือกลับมาเพิ่มความปังให้ชีวิตกันด้วยนะ การเดินทางง่ายมากสามารถนั่งรถไฟลงสถานี Asakusa (Tsukuba) Station แล้วเดินต่อเข้าไปได้เลย 

ทริปสายมูต้องไปศาลเจ้าเมจิ (Meiji Shrine) 

ติดกับย่านฮาราจูกุ สถานที่ท่องเที่ยวของวัยรุ่นญี่ปุ่น มีศาลเจ้าอันแสนเงียบสงบตั้งอยู่ เมื่อเดินผ่านเสาโทริอิ (Torii) นั่นบ่งบอกว่าคุณกำลังก้าวเข้าสู่โลกที่ร่มรื่นไปด้วยต้นไม้กว่าแสนต้นบนพื้นที่กว่า 7 แสน ตร.กม. ให้ความร่มรื่นเป็นอย่างมาก ซึ่งการไหว้พระขอพรในศาลเจ้าต้องเริ่มจากเข้าไปยัง Temizuya เป็นซุ้มเล็ก ๆ เอาไว้ล้างมือ ล้างปากเพื่อนำเอาสิ่งสกปรกออกจากตัว โดยล้างมือซ้าย มือขวา ล้างปาก ล้างมือซ้ายอีกรอบ แล้วค่อยล้างกระบวย 

จากนั้นเดินเข้าไปในศาลเจ้าเพื่อขอพรกับเทพเจ้าใช้เหรียญ 5 เยน (เหรียญโกะเอะ) ซึ่งชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าเป็นเหรียญที่จะสร้างความโชคดีแด่ทุกคน ถือเหรียญเอาไว้ในมือ โค้งคำนับ 2 ครั้ง ปรบมืออีก 2 ครั้ง แล้วขอพรเรื่องที่ต้องการ ปิดท้ายด้วยการโค้ง 1 ครั้ง ก็เรียบร้อย 

การเดินทางทริปสายมูมายังวัดนี้สามารถนั่งรถไฟมาลงได้ทั้ง Harajuku Station และ Yoyogi Station จากนั้นเดินต่อชิล ๆ ไปอีกประมาณ 7 นาที ก็ถึงวัดแล้ว 

สายมู ญี่ปุ่น

สายมูญี่ปุ่นแนะนำวัดนาริตะซัง ชินโชจิ (Naritasan Shinshoji Temple)   

วัดแห่งนี้ตั้งอยู่ในเมืองนาริตะ จังหวัดชิบะ ติดกับกรุงโตเกียว ซึ่งนักแสดงคาบูกิให้ความเลื่อมใสศรัทธาอย่างยิ่ง ขณะที่แต่ละวันจะมีผู้คนจำนวนมากแวะเวียนไปกราบไหว้ขอพรกันแบบไม่ขาดสาย จุดเด่นสำคัญคือเจดีย์สามชั้น สูง 25 เมตร สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1712 ใช้รูปแบบการก่อสร้างที่เรียกว่า “อิจีไมทารุกิ” มีไม้จันทันเพียงแผ่นเดียวพร้อมการแกะสลักลายเมฆกับคลื่นน้ำ สวยงามเกินบรรยาย ภายในเป็นสถานที่ประดิษฐานของพระพุทธรูป ขณะที่บริเวณกำแพงก็มีการสลักลวดลาย 16 อรหันต์ อันแสนงดงาม 

อีกจุดที่นิยมของสายมูญี่ปุ่นคือการเดินขึ้นไปสักการะศาลเจ้าชุซเซะอินาริ ซึ่งจะเน้นขอพรเกี่ยวกับหน้าที่การงาน ความก้าวหน้าในอาชีพ เมื่อขอพรเสร็จแล้วยังมักนำนามบัตรของตนเองติดไม้บนไม้เอมะเพื่อความเป็นมงคลของชีวิตอีกด้วย 

การเดินทางสามารถนั่งรถไฟมาลงยัง Narita Station แล้วต่อแท็กซี่เข้าไป หรือใครอยากเดินชิล ๆ ก็ไม่มีปัญหา ใช้เวลาเดินประมาณ 15 นาที 

ขอพรสำเร็จที่ศาลเจ้าคาเนะเฮะบิ ซุย (Kanahebi sui Shrine) 

ใครผ่านไปแถวจังหวัดมิยากิ (Miyaki) อยากแนะนำให้สายมูทุกคนแวะกันที่ศาลเจ้าแห่งนี้เลย ตั้งอยู่ในเมืองอิวะนุมุ (Iwanuma) สร้างขึ้นเพื่อสักการะเทพคาเนะเฮะบิ เบ็นไซเท็น (Kanahebi-Benzaiten) 1 ใน 7 เทพเจ้าด้านโชคลาภ อีกทั้งยังเป็นเทพหญิงเพียงองค์เดียวเท่านั้น จึงไม่แปลกที่ชาวญี่ปุ่นจำนวนมากจะนิยมมาขอพรในเรื่องเงินทอง การได้โชคลาภ การทำธุรกิจ กิจการค้าขายต่าง ๆ  

วิธีขอพรเมื่อเข้าไปในศาลเจ้าแล้วให้โค้งคำนับ 2 รอบ พนมมือระดับหน้าอกแล้วปรบมือ 2 รอบ จากนั้นก็ขอพรสำเร็จสิ่งที่ตนเองต้องการได้เลย หากใครอยากให้คำขอเป็นจริงด้วยแรงกล้าจะซื้อรูปปั้นงูสีขาวซึ่งวางขายอยู่ด้านหน้าเพื่อถวายแด่องค์เทพก็ได้เช่นกัน 

บริเวณอื่นของศาลเจ้าแห่งนี้ยังมีอุโมงค์ต้นวิสทีเรียในชื่อ “คิวริวโนะฟูจิ” อุโมงค์ต้นไม้ขนาดใหญ่อายุราว 300 ปี ให้ได้ถ่ายรูป รวมถึงหินจามนเซกิ (Jyamon Seki) ซึ่งวางตั้งตามด้านนอกของรั้วก็เป็นอีกจุดที่ผู้คนนิยมนำกระเป๋าสตางค์ของตนเองมาถูหินแต่ละก้อนเพื่อเพิ่มความมั่งคั่งร่ำรวยด้วย การเดินทางนั่งรถไฟมาลง Iwanuma Station แล้วต่อรถแท็กซี่เข้าไปก็ถึงศาลเจ้าแล้ว 

สายมูต้องไปไหว้ศาลเจ้าโคอามิ (Koami Shrine) 

สายมูที่เที่ยวโตเกียวอยากแนะนำศาลเจ้าเล็ก ๆ ที่แอบซ่อนตัวอยู่ในย่านนิฮงบาชิ (Nishonbashi) ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางด้านธุรกิจเลยทีเดียว ด้านในเป็นสถานที่ประดิษฐานของเทพเจ้าอุกะโนะมิทามะ (Ukanomitama) หรือเทพอินาริ ซึ่งชาวญี่ปุ่นยกย่องว่าเป็นเทพผู้ให้โชคลาภ เงินทอง ธุรกิจรุ่งเรือง รวมถึงยังมีเทพเจ้าอิจิคิชิมะฮิเมะ โนะ คามิ (เทพเจ้าเบ็นไซเท็น) และเทพฟุคุโรคุจูด้วย 

คนเน้นทริปสายมูด้านการเงิน มีปัญหาเงินทองติดขัด ไม่พอใช้ สามารถแวะมาขอพรกับเทพเจ้าทั้ง 3 องค์นี้ได้เลย โดยเฉพาะเทพเจ้าอุกะโนะมิทามะ ซึ่งบริเวณโดยรอบยังมีความแปลกตาด้วยการเป็นศาลเจ้าเก่าแก่สร้างจากไม้สนตั้งอยู่ท่ามกลางอาคารสำนักงาใหญ่โต  

ส่วนอีกจุดที่หลายคนอาจไม่รู้คือบริเวณบ่อล้างเงินเซนิอะระอิ บ่อน้ำเล็ก ๆ แต่ศักดิ์สิทธิ์มากในเรื่องเงินทอง วิธีขอให้ใช้เหรียญหรือธนบัตรใส่ลงไปในกระด้งจากนั้นก็นำเงินดังกล่าวไปล้างในบ่อน้ำเสร็จแล้วเก็บไว้กับกระเป๋าสตางค์ของตนเอง ช่วยเพิ่มโชคลาภและเงินทองไหลเข้ามาตลอด  

การเดินทางจาก Ningyocho Station สามารถเดินต่อเข้ามายังศาลเจ้าได้เลย ใช้เวลาไม่เกิน 5 นาที ก็ถึงแล้ว 

สายมู ญี่ปุ่น

ขอพรสำเร็จด้านความรักที่ศาลเจ้าโตเกียว ไดจิงกุ (Tokyo Daijingu Shrine) 

ปิดท้ายกันด้วยสายมูญี่ปุ่นที่อยากเจอความรักดี ๆ แนะนำให้แวะไปกันที่ศาลเจ้าแห่งนี้ได้เลย ตั้งอยู่ในย่าน Iidabashi ภายในศาลเจ้าจะเป็นที่ประดิษฐานของ “Enmusubi” หรือเทพเจ้าผูกรักตามความเชื่อของชาวญี่ปุ่น จากประวัติเชื่อว่าเป็นศาลเจ้าที่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยเปลี่ยนการปกครองของยุคเมจิ ทว่าด้วยเหตุแผ่นดินไหวและสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงได้เปลี่ยนชื่อมาเป็นไดจิงกุจนปัจจุบัน 

เน้นเลยว่าเป็นศาลเจ้าที่คนส่วนใหญ่มักขอพรสำเร็จในเรื่องความรักมาก ๆ ขณะที่บรรยากาศภายในก็ร่มรื่น อัดแน่นไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่หลากสายพันธุ์ หลังขอพรเรียบร้อยอย่าลืมซื้อเครื่องรางญี่ปุ่นกลับไปด้วยนะทุกคน เป็นของขลังที่จะผสานพลังให้ความรักสมบูรณ์แบบและเจอแต่คนดีเข้าหา การเดินทางสามารถนั่งรถไฟลงสถานี Iidabashi แล้วเดินต่อไปไม่เกิน 5 นาที 

สรุป 

นี่คือวัดและศาลเจ้าดังสำหรับสายมูที่อยากแวะเวียนไปกราบไหว้ขอพรสำหรับสายมูญี่ปุ่น หากเบื่อสายมูประเทศเพื่อนบ้านแล้วบินไปที่นี่ไม่ผิดหวังแน่นอน แต่อย่าลืมไม่ว่าจะทริปสายมูครั้งไหนก็ตาม ประกันเดินทางไปญี่ปุ่น คืออีกสิ่งที่ต้องมีติดตัวไว้ตลอดเพื่อความสบายใจในทุกเส้นทาง จึงขอแนะนำ “ประกันเดินทาง LUMA GO” จ่ายเบี้ยประกันเริ่มต้นเพียง 199 บาท ให้ความคุ้มครองสูงสุดถึง 5 ล้านบาท คุ้มครองโควิด-19 พร้อมบริการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยกรณีฉุกเฉิน Call Center 24 ชม. สมัครง่ายรับกรมธรรม์ผ่านออนไลน์ ไปมูทริปไหนจัดไปเลย 

อ่านเพิ่มเติม:

สายมูแท้ห้ามพลาด ทริปสายมูไต้หวัน ปักหมุดแล้วลุยกันได้เลย

สายมูตัวจริงผู้ชื่นชอบการออกทริปสายมูไปกราบไหว้พระ ขอพรเพื่อสิริมงคลทั้งในและต่างประเทศ อีกประเทศที่ไม่ควรพลาดอย่างยิ่งนั่นคือ สายมูไต้หวัน ด้วยที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องของวัด เทพเจ้า และพระศักดิ์สิทธิ์จำนวนมาก คำถามที่หลายคนสงสัยคือแล้วถ้าไปไต้หวันต้องปักหมุดจุดไหนบ้างให้ขอพรสำเร็จ นี่คือสถานที่ไฮไลต์รับรองความขลัง แถมยังการันตีความสวยงาม บรรยากาศน่าประทับใจ ตะลุยสายมูประเทศเพื่อนบ้านกันเลยดีกว่า

สายมูไต้หวัน

ติดตาม ข่าวสาร และ โปรโมชั่นต่างๆ

สายมูต้องปักหมุดที่วัดหลงซาน (Longshan Temple)

วัดแรกที่สายมูทุกคนต้องปักหมุดถือเป็นวัดดังและมีชื่อเสียงสุดบนเกาะไต้หวัน สร้างขึ้นตั้งแต่ ค.ศ. 1738 มีอายุยาวนานเกิน 300 ปี ความงดงามของวัดแห่งนี้เริ่มจากสถาปัตยกรรมที่ออกแบบวัดพุทธสไตล์จีนแต่ผสานความเป็นไต้หวันเอาไว้ได้อย่างลงตัว ใครอยากขอพรสำเร็จมาที่นี่รับรองไม่ผิดหวังเพราะด้านในประดิษฐานเทพเจ้าเอาไว้หลายองค์มากไม่ว่าจะเป็นเจ้าแม่กวนอิม เจ้าแม่ทับทิม เทพเย่ว์เหล่า (ผู้เฒ่าจันทรา) เทพเจ้ากวนอู และอีกกว่า 100 องค์

แต่ไฮไลต์ที่สายมูไต้หวันนิยมเดินทางมากราบไหว้มากนั่นคือ การขอพรเรื่องความรักกับผู้เฒ่าจันทราหรือเทพเย่ว์เหล่า เริ่มจากหยิบไม้รูปพระจันทร์เสี้ยวสีแดง หรือ “เซ้งปวย” ถือประกบไว้ต่อด้วยการพูดชื่อ-สกุล อายุ วันเดือนปีเกิด ที่อยู่แบบละเอียด พร้อมขอพรบอกหน้าตา นิสัยของคนรักที่ปรารถนา ต่อด้วยขอด้ายแดงโดนวิธีโยนไม้เสี่ยงทายซึ่งผลของไม้ที่สามารถหยิบด้ายแดงได้ต้องเป็นคว่ำ-หงาย ติดกัน 3 ครั้ง เสร็จแล้วนำด้ายไปวนรอบกระถางธูปตามเข็มนาฬิกา 3 รอบ แต่ถ้าใครได้ คว่ำ-คว่ำ หมดสิทธิ์โยนต่อ ส่วนหงาย-หงาย ให้เริ่มโยนแล้วนับ 1 ใหม่ได้

การเดินทางง่ายมากนั่งรถไฟ MRT สายสีน้ำเงินลง Longshan Temple Station Exit 1 เดินต่ออีกไม่เกิน 200 เมตร ก็ถึงวัดแล้ว

ทริปสายมูที่วัดซิงเทียน (Xingtian Temple)

ทริปสายมูปักหมุดแห่งต่อมาขอแนะนำวัดนี้เลย ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ ค.ศ. 1967 เพื่ออุทิศแด่เทพเจ้ากวนอู ซึ่งคนเชื้อสายจีนยกให้เป็นเทพเจ้าด้านความซื่อสัตย์ และยังเป็นเทพเจ้าด้านสงคราม รวมถึงยังอุทิศให้กับเทพเจ้าอีก 4 องค์ นั่นคือ เทพหวังซ่าน เทพจางตัน เทพหลี่ต้งปิน และเทพเย่เฟย รวมเป็น 5 เทพเจ้าผู้พิทักษ์ ผู้คนส่วนใหญ่นิยมเดินทางมาขอพรสำเร็จในเรื่องหน้าที่การงาน การทำธุรกิจ รวมถึงเรื่องเงินทอง โชคลาภ

จุดเด่นของที่นี่จะเป็นวัดเพียงแห่งเดียวของกรุงไทเปที่ไม่มีการเผากระดาษเงินกระดาษทอง ไม่มีกระถางธูปให้ปัก ไม่มีตู้บริจาค การแสดงงิ้ว และทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเงิน การเดินทางนั่งรถไฟฟ้า MRT ลง Xiantian Temple Station Exit 3 เดินต่อไม่เกิน 300 เมตร ก็ถึงแล้ว

สายมูไต้หวัน

สายมูไต้หวันต้องแวะวัดขงจื๊อไทเป (Taipei Confucius Temple)

สำหรับสายมูไต้หวันที่อยากชมความสวยงามของวัดและขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ นี่คือจุดปักหมุดที่อยากแนะนำ ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ยุคราชวงศ์ฉิน สถาปัตยกรรมถูกออกแบบให้เป็นแนวจีนดั้งเดิมผสานกับวัฒนธรรมแบบฝูเจี้ยน ความงดงามของวัดแห่งนี้มีตั้งแต่การใช้งานเซรามิคตกแต่ง งานแกะสลัก รวมถึงมีปรัชญาดี ๆ ที่เหมาะกับการใช้ชีวิตคอยสอนให้ผู้ที่แวะเวียนมากราบไหว้ด้วย

อีกจุดที่แนะนำคือบริเวณโถงใหญ่ชื่อโถงต้าเฉิง (Dacheng Hall) จะมีถังซ่อนหนังสือ ลักษณะเป็นกระบอกคู่ตั้งตรงวางอยู่ ภายในบรรจุเนื้อหาจักรพรรดิองค์แรกของราชวงศ์ฉิน นับว่าแปลกและคลาสสิกมาก การเดินทางนั่งรถไฟ MRT สายสีแดงลง Yuanshan Station Exit 2 เดินต่ออีกไม่เกิน 400 เมตร

สายมูประเทศเพื่อนบ้าน ณ วัดเทพเจ้าหมาจู่ (Tainan Grand Mazu Temple)

แม้ไต้หวันไม่ได้ถูกจัดอยู่ในหมวดประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงของเมืองไทย แต่ใช้เวลาเดินทางแค่ไม่กี่ชั่วโมง สายมูประเทศเพื่อนบ้านจึงนิยมเดินทางกันเยอะมาก วัดแห่งนี้มีอีกชื่อว่า วัดต้าเทียนโห่ว (Datianhou Temple) สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1684 ตั้งอยู่ในเมืองไหหนาน ถือเป็นวัดแห่งแรกที่มีการประดิษฐานเทพเจ้าหมาจู่ เทพเจ้าแห่งท้องทะเลที่คนไต้หวันเคารพ

ผู้คนส่วนมากมักแวะมาชมความสวยงามของสถาปัตยกรรมแบบจีนพร้อมสัมผัสวัฒนธรรมอันแสนเรียบง่ายแต่คลาสสิก อาคารหลักเป็นสถานที่ประดิษฐานของรูปปั้นเจ้าแม่หมาจู่องค์ใหญ่ตามงานประติมากรจากฉวนโจวมีอายุมากกว่า 300 ปี การเดินทางจากสถานีรถไฟ Tainan City แนะนำให้นั่งรถบัส Tainan City สาย 2 ลงป้าย Chi-Kan Lou หรือรถบัสสาย 99 Anping to Taijiang ลงป้าย Chihkan Tower

สายมูต้องไหว้วัดเทียนโฮ่ว (Taipei Tianhou Temple)

สายมูที่เน้นเดินทางสะดวก กราบไหว้ขอพรสำเร็จกันใจกลางกรุงไทเป นี่คือวัดเก่าแก่อายุกว่า 300 ปี ตั้งอยู่ในย่านซีเหมินติง เพื่ออุทิศแด่เทพเจ้าหมาจู่ ซึ่งอย่างที่บอกไปว่าเป็นเทพเจ้าแห่งท้องทะเล มีความศักดิ์สิทธิ์มากเรื่องการขอพรให้เดินทางปลอดภัยจากอันตรายทั้งปวง ภายในประดิษฐานรูปปั้นเจ้าแม่หมาจู่และมังกรประทับในบ่อปลาคาร์ฟ เสร็จจากไหว้พระที่นี่แล้วก็สามารถเดินช้อปปิ้งกันต่อได้เลย

การเดินทางไม่ยากนั่งรถไฟ MRT ลงสถานี Ximen Exit 6 เดินต่อไปอีกเล็กน้อยบนถนน Chengdu สังเกตวัดอยู่ทางขวามือเลี้ยวเข้าไปได้เลย

สายมูไต้หวัน

ทริปสายมูที่วัดเหวินอู่ (Wenwu Temple)

ใครที่มีโอกาสแวะมาเที่ยวยังทะเลสาบสุริยันจันทรา (Sun Moon Lake) ต้องแวะมากราบสักการะวัดแห่งนี้ให้จงได้ มีอีกชื่อว่า “วัดกวนอู” เนื่องจากด้านในประดิษฐานรูปปั้นของเทพเจ้ากวนอู ซึ่งคนจีนยกให้เป็นเทพด้านความซื่อสัตย์ และยังมีขงจื๊อ เทพด้านปัญญา ความเฉลียวฉลาด นั่นทำให้สายมูไต้หวันที่ต้องการขอพรเรื่องการเรียน ความรัก มักนิยมมากราบไหว้กันไม่ขาดสาย

ความงดงามของสถาปัตยกรรมแบบจีนก็เป็นอีกไฮไลต์ที่เหมาะกับการเดินชม พื้นที่โอ่อ่าใหญ่โต มีมุมสำหรับชมวิวทะเลสาบสวย ๆ อยู่หลายจุด รวมถึงด้านหน้ายังมีรูปปั้นสิงโตหินอ่อน 2 ตัว ซึ่งเป็นจุดเช็กอินที่หลายคนนิยมถ่ายรูปกันเยอะมาก

การเดินทางจากสถานี Taichung นั่งรถบัส Sun Moon Lake สาย 6670 ลงป้าย Sun Moon Lake แล้วต่อรถบัส Nantou สาย 6669 ลงป้าย Wenwu Temple ได้เลย

สายมูแนะนำวัดซวนจั้ง (Xuanguang Temple)

วัดแห่งนี้คนไทยมักรู้จักกันในชื่อ “วัดพระถังซัมจั๋ง” ตั้งอยู่บริเวณทะเลสาบสุริยันจันทราอีกเช่นกัน เหตุผลที่ใช้ชื่อนี้เพราะด้านในเป็นสถานที่เก็บอัฐิของพระถังซัมจั๋งผู้อันเชิญคัมภีร์พระไตรปิฎกมาจากชมพูทวีป นอกจากชาวพุทธที่กราบไหว้ขอพรแล้ว ยังมีการบอกเล่าเกี่ยวกับประวัติพระเถระชื่อดังรูปนี้ในยุคราชวงศ์ถัง รวมถึงมีตำนานเกี่ยวกับเรื่องไซอิ๋วที่คนทั่วโลกรู้จักให้ได้อ่านกันด้วย

สายมูส่วนมากมักนิยมกราบไหว้ขอพรเกี่ยวกับสุขภาพ อาการเจ็บป่วย และยังขอพรให้ตนเองโชคดี การเดินทางจากสถานี Taichung นั่งรถบัส Sun Moon Lake สาย 6670 ลงป้าย Sun Moon Lake แล้วต่อรถบัส Nantou สาย 6669 ลงป้าย Xuanguang Temple ได้เลย

สายมูไต้หวันที่วัดต้าหลงตง เป่าอัน (Dalongdong Bao’an Temple)

ปิดท้ายทริปสายมูด้วยการไปยัง “วัดเป่าอัน” ซึ่งถูกสร้างขั้นมาตั้งแต่ ค.ศ. 1804 จากฝีมือของชาวฝูเจี้ยน สถาปัตยกรรมจึงเป็นแบบจีนพุทธโบราณ จุดประสงค์ของการสร้างวัดนี้เพื่ออุทิศแด่เทพเจ้าเป่าต้าตี้ ซึ่งคนจีนเชื่อว่ามีความเก่งกาจด้านการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ นี่จึงเป็นเหตุผลที่สายมูไต้หวันจำนวนมากมักนิยมขอพรให้หายจากอาการเจ็บป่วย

ด้วยความงดงามของศิลปะแบบดั้งเดิมทำให้วัดแห่งนี้ถูกยกย่องในฐานะวัดสวยที่สุดแห่งกรุงไทเป ไม่ใช่แค่ตัวอาคารเท่านั้นแต่ยังมีภาพจิตรกรรมฝาผนัง รูปปั้นแกะสลักจากไม้ หิน และอื่น ๆ จนได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกโลกจากยูเนสโกเรียบร้อย

การเดินทางง่ายมาก นั่งรถไฟ MRT ลง Yuanshan Station Exit 2 เดินต่ออีกไม่เกิน 200 เมตร ก็ถึงวัดแล้ว

นี่คือจุดปักหมุดสำหรับสายมูพันธุ์แท้หากต้องการเปิดทริปสายมูที่ไต้หวันอย่าลืมจดลงลิสต์เอาไว้ด้วย ขณะที่อีกเรื่องสำคัญซึ่งไม่อยากให้ลืม ทุกครั้งเมื่อมีโอกาสเดินทางไปเมืองนอกการซื้อ ประกันเดินทางต่างประเทศ ย่อมช่วยเพิ่มความอุ่นใจได้มากกว่ากรณีเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น สำหรับ ประกันเดินทางไปไต้หวัน ขอแนะนำ LUMA GO  ที่พร้อมดูแลทุกเส้นทางของสายมูประเทศเพื่อนบ้าน และทุกทริปของคุณด้วยราคาเบา ๆ เริ่มต้นเพียง 199 บาท แต่ให้ความคุ้มครองสูงสุดถึง 5 ล้านบาท คุ้มครองโควิด-19 สมัครง่ายผ่านออนไลน์ มีบริการช่วยประสานงานเคลื่อนย้ายผู้ป่วยกรณีฉุกเฉิน สายด่วนตลอด 24 ชม. อิ่มบุญกันถ้วนหน้า สบายใจได้ทุกทริป

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเดินทางในไต้หวัน:

สายมูตามมาด่วน แนะนำทริปสายมูมาเลเซีย ขอพรที่ไหนปังต้องรู้

สำหรับเหล่าบรรดาสายมูทั้งหลายอยากลองไปสักการะความศักดิ์สิทธิ์ที่ต่างประเทศดูบ้าง แต่ติดว่าไม่ค่อยมีเวลาเลยมองหาทริปสายมูเน้นใกล้เมืองไทยเอาไว้ก่อน “ประเทศมาเลเซีย” แม้เป็นดินแดนที่ผู้คนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามแต่ก็ยังมีสถานที่หลายแห่งน่าสนใจและชวนให้ไปสัมผัสกับความงดงามพร้อมทั้งขอพรในเรื่องต่าง ๆ อยู่พอสมควร เอาเป็นว่าใครอยากรู้ต้องไม่พลาดกับทริปเด็ดสายมูมาเลเซีย เคลียร์คิวให้ว่างแล้วสุดสัปดาห์นี้ไปลุยกันเลยดีกว่า!

สายมู มาเลเซีย

ติดตาม ข่าวสาร และ โปรโมชั่นต่างๆ

ถ้ำบาตู (Batu Caves) สถานที่ต้องไปสำหรับสายมู

สถานที่แห่งแรกในการเปิดทริปสายมูประเทศเพื่อนบ้านทางตอนใต้อย่างมาเลเซียจัดว่ามีชื่อเสียงและโด่งดังมาก ตั้งอยู่ไม่ห่างจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ โดดเด่นด้วยรูปปั้นขันธกุมารสีทองขนาดสูงสุดในโลก (World’s Tallest Murugan statue) ตั้งตระหง่านอยู่ด้านหน้า ตามความเชื่อคือพระองค์มีความศักดิ์สิทธิ์เกี่ยวกับความยุติธรรมมาก ใครที่กำลังต่อสู้ในเชิงกฎหมาย หรืออยากได้การตัดสินที่เป็นธรมก็ลองแวะมากราบไหว้ได้ ขณะที่ด้านหลังเป็นถ้ำหินปูนอายุมากกว่า 400 ล้านปี แบ่งเป็นถ้ำขนาดใหญ่ 3 จุด และถ้ำขนาดเล็กอีกนับไม่ถ้วน

ผู้คนที่แวะเวียนมายังที่เที่ยวมาเลเซียแห่งนี้นอกจากขอพรกับพระขันธกุมารสีทองด้านหน้าแล้ว กิจกรรมไฮไลต์คือการเดินขึ้นบันไดหลากสี 272 ขั้น เพื่อขึ้นไปกราบไหว้ขอพรเทพเจ้าองค์ต่าง ๆ ของศาสนาฮินดูซึ่งได้มีการประดิษฐานเอาไว้จำนวนมากภายในถ้ำ ยิ่งใครเดินทางไปช่วงเทศกาลไทปูซัม (Thaipusam) ช่วงปลายเดือนมกราคมของทุกปี เป็นเทศกาลที่จัดขึ้นเพื่อแสดงความเคารพกับเทพเจ้าภายในถ้ำทั้งเทพเจ้าแห่งความดี ความอ่อนวัย และการเสริมพลังอำนาจในการกำจัดสิ่งชั่วร้ายทั้งปวง

การเดินทางไม่ยากสามารถนั่งรถไฟสาย KLIA Express จากสถานีหลักอย่าง KL Sentral ไปลงยังสถานี Batu Caves ได้เลย ใช้เวลาประมาณ 35 นาที จากนั้นเดินต่ออีกราว 400 เมตร เท่านั้น เปิดทริปสายมูให้น่าประทับใจกันแบบจัดเต็มได้เลย

วัดถ้ำชินสวี (Chin Swee Caves) วิวดี บรรยากาศโดนใจ

สายมูมาเลเซียมาลุยกันต่อกับวัดที่ถูกสร้างขึ้นตามแบบของลัทธิเต๋าซึ่งตั้งตระหง่านบริเวณจุดแวะพักสำหรับคนที่กำลังจะเดินทางขึ้นไปยังสวนสนุก Genting Highland จุดเด่นแรกที่สังเกตเห็นชัดเจนต้องยกให้กับรูปปั้นหินขนาดใหญ่ รวมถึงรูปปั้นของเหล่าบรรดาเซียนเทพบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับนรก สวรรค์ รูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมซึ่งคนจีนเชื่อว่าขอพรสำเร็จได้ในทุกเรื่อง มองวิวสวย ๆ พร้อมสภาพอากาศเย็นสบายตลอดปี มีรูปปั้นของ ลิม โกห์ ท็อง (Lim Goh Tong) บุคคลสำคัญของชาวมาเลเซียผู้เริ่มต้นก่อสร้าง Genting Highland พร้อมดื่มกาแฟ Starbuck กับบรรยากาศไม่เหมือนใคร บอกเลยว่าสายมูคนไหนไปแล้วต้องหลงรักแน่

การเดินทางส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวมักนั่งมากับรถทัวร์ หรือรถตู้ที่จะขึ้นไปยัง Genting Highland แต่ถ้าใครตั้งใจไปขอพรที่วัดแห่งนี้ก็มีรถบัสให้นั่งไปได้เช่นกัน ใช้เวลาราว 1 ชม. เศษ แล้วเดินต่ออีกเล็กน้อยชมความงดงามระหว่างทางเพลิน ๆ กันเลย

สายมู มาเลเซีย

วัดเทียนหัว (Thean Hou Temple) ขอพรสำเร็จใจกลางกรุงกัวลาลัมเปอร์

ทริปสายมูสำหรับคนที่ไม่ค่อยมีเวลาแนะนำให้แวะเวียนไปยังวัดเทียนหัวกันได้เลย (คนไทยจะคุ้นชื่อกับวัดเจ้าแม่ทับทิม) ตั้งอยู่ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ คนที่นี่มีความเชื่อว่าเทพเจ้าทับทิมผู้ศักดิ์สิทธิ์มักคอยดูแลชาวประมงให้เดินทางกันปลอดภัย แคล้วคลาดจากอันตรายในท้องทะเลทั้งปวง จึงไม่แปลกหากคนจำนวนมากมักนิยมขอพรสำเร็จในเรื่องการเดินทางโดยเฉพาะคนที่ชีพจรลงเท้าบ่อย

ตัวอาคารหลักสูง 6 ชั้น ภายในประดิษฐานเทพเจ้าสำคัญเอาไว้อย่าง รูปปั้นเจ้าแม่ทับทิม ขอพรด้านการเดินทาง และรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิม ซึ่งตามความเชื่อเป็นองค์เทพแห่งความรัก ความสำเร็จ อีกทั้งยังมีจุดขายเครื่องรางของขลังและของที่ระลึกต่าง ๆ อีกเยอะมาก เป็นอีกวัดแนะนำสำหรับคนที่อยากไปสัมผัสกับทริปสายมูประเทศเพื่อนบ้าน

การเดินทางสามารถนั่งรถบัสสาย P701 ไปลงยังป้าย Wisma Belia แล้วเดินต่อเข้าไปอีกเล็กน้อย แต่ถ้าใครอยากสะดวกกว่านั้นจะเลือกนั่งแท็กซี่หรือ Grab ก็ไม่มีปัญหา อยู่ไม่ไกลจากใจกลางเมือง รับรองความงดงามและความน่าประทับใจอย่างแน่นอน

วัดเก๊กลกซี (Kek Lok Si Temple) วัดพุทธใหญ่สุดของมาเลเซีย

สายมูที่อยากเดินทางใกล้ ๆ ไม่ต้องเหนื่อยมาก มีเวลาน้อยแนะนำแวะไปกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์กันบนเกาะปีนังได้เลย วัดเก๊กลกซีหุบเขาแสนซับซ้อนของเขตอาเยอร์อีตัม (Ayer Itam) ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 ค.ศ. 1891 แล้วเสร็จ ค.ศ. 1905 โดยพระอาจารย์เบี่ยวเลี่ยน ภิกษุจากมณฑลฮกเกี้ยน จุดเด่นของวัดแห่งนี้ต้องยกให้กับ “เจดีย์หมื่นพุทธ” ขนาดสูง 100 ฟุต แบ่งการออกแบบถึง 3 สถาปัตยกรรม ด้านล่างสุดเป็นศิลปะจีน ตรงกลางศิลปะไทย และด้านบนศิลปะพม่า

ภายในวัดยังมีหอพระโพธิสัตว์ หอเทวะ และหอเก็บพระไตรปิฎกซึ่งเก็บพุทธศิลป์ อาทิ พระพุทธรูป งานจิตรกรรม งานแกะสลัก และอีกมากมายเอาไว้ นอกจากได้ความสบายทางใจแล้วยังชมวิวสวย ๆ และพื้นที่อันแสนเงียบสงบเพื่อสร้างแรงบันดาลใจใหม่ให้กับชีวิตได้เป็นอย่างดี การเดินทางจากย่าน George Town สามารถนั่งรถบัสหรือเดินชิล ๆ เพื่อไปจนถึงวัดได้เลย

สายมู มาเลเซีย

วัดศรีมหามารีอัมมัน (Sri Mahamariamman Temple) วัดแขกแห่งจอร์จทาวน์

เชื่อว่าสายมูหลายคนคงคุ้นเคยกับชื่อของวัดแขกกันดี เพราะบ้านเราก็มีอยู่ในย่านสีลม แต่ถ้าไปเยือนปีนังแล้วต้องการมูขอพรสำเร็จแนะนำที่นี่เลย ตั้งอยู่ย่านเมืองเก่าของจอร์จทาวน์ซึ่งเป็นชุมชนชาวอินเดียที่อยู่อาศัยกันมายาวนานจนทุกคนขนานนามเป็น “ลิตเติลอินเดีย” (Little India) วัดแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นตามความเชื่อของชาวฮินดูเพื่ออุทิศแด่พระแม่มารีอัมมัน (Mariamman) พระเจ้าเทวีองค์สำคัญตามความเชื่อของคนฮินดูเป็นเทวีแห่งฝนมีความเก่งกาจในด้านการปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย โรคภัยไข้เจ็บ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ผู้คนนิยมไปกราบไหว้

อย่างไรก็ตามสิ่งที่ควรรู้สำหรับผู้ที่อยากปักหมุดทริปมูมาเลเซียที่นี่นั่นคือ ทางวัดยังคงรักษาขนบดั้งเดิมของฮินดูเอาไว้นั่นคือ มีการเปิดให้ทำพิธีต่าง ๆ แค่ช่วงเช้าและเย็น ด้วยเหตุนี้ช่วงเวลาดังกล่าวจะมีชาวมาเลเซียเชื้อสายฮินดูแน่นขนัดมากโดยเฉพาะวันหยุด จากใจกลางย่านจอร์จทาวน์สามารถนั่งรถบัสหรือเดินชิล ๆ ตามเส้นทางไปได้เลย

วัดไชยมังคลาราม (Wat Chayamangkalaram) วัดไทยในมาเลเซีย

วัดไทยแห่งเดียวในมาเลเซียที่อยากเชิญชวนสายมูประเทศเพื่อนบ้านไปเยี่ยมเยียนกัน ตั้งอยู่บนเกาะปีนัง ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยปลายรัชกาลที่ 3 โดยมีหัวแรงสำคัญอย่าง “หลวงพ่อท่านกรวด” ซึ่งปัจจุบันมีรูปหล่อองค์ท่านตั้งอยู่ด้านหน้าพระอุโบสถ ความสวยงามของวัดแห่งนี้เริ่มจากพระนอนขนาดยาวสุดของประเทศมาเลเซียถึง 108 ฟุต หรือประมาณ 33 เมตร ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชได้พระราชทานนามไว้ว่า “พระพุทธชัยมังคลาราม”

ใครอยากแวะเวียนไปกราบไหว้ขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคลรับรองไม่ผิดหวังกับวัดแห่งนี้แน่ รวมถึงยังมีความงดงามของประติมากรรมสวย ๆ ตามแบบฉบับไทยทั้งพญานาค 7 เศียร กินนร มังกร และยักษ์เฝ้าประตู การเดินทางสามารถนั่งรถบัสสาย 304 จากย่านจอร์จทาวน์ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีก็ถึงที่หมายแล้ว

สรุป

สำหรับสายมูที่อยากเปลี่ยนบรรยากาศไปลองเที่ยวมาเลเซียดูบ้างแนะนำให้ไปตามคำแนะนำทริปสายมูตามสถานที่เหล่านี้กันได้เลย ไม่ว่าจะเป็นในเมืองหลวงอย่างกรุงกัวลาลัมเปอร์หรือเกาะปีนังก็มีความสวยงาม และยังศักดิ์สิทธิ์ในแบบฉบับของตนเองอีกด้วย เหนือสิ่งอื่นใดทุกครั้งเมื่อต้องไปเมืองนอกแม้จะเป็นทริปสายมูประเทศเพื่อนบ้านก็ตาม การซื้อ “ประกันเดินทางต่างประเทศ” ไว้ย่อมช่วยให้อุ่นใจได้มากกว่าหากเกิดเรื่องไม่คาดฝัน “ประกันเดินทางสำหรับมาเลเซีย” จึงเป็นอีกทางเลือกน่าสนใจ กับราคาเริ่มต้นเพียง 199 บาท แต่ให้ความคุ้มครองสูงสุดถึง 5 ล้านบาท สมัครง่ายผ่านออนไลน์ คุ้มครองโควิด-19 พร้อมบริการประสานงานเคลื่อนย้ายผู้ป่วยกรณีฉุกเฉิน สายด่วนตลอด 24 ชม. สายมูมาเลเซียซื้อกันได้เลย

DBD logo

ใบอนุญาตจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

เลขที่ 0105555036794

OIC logo

ใบอนุญาตนายหน้าประกันวินาศภัย เลขที่00008/2555  

ใบอนุญาตนายหน้าประกันภัย เลขที่ ช00012/2564

BOI logo

ได้รับการรับรองจาก BOI 2927/2555

บริษัท ลูม่า แคร์ จำกัด, 57 ปาร์คเวนเชอร์ อีโคเพล็กซ์ ชั้น 9 ยูนิต 912 ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330

Copyright © 2026 lumahealth.com. All Rights Reserved.   นโยบายความเป็นส่วนตัว