Free Look Period ในประกันสุขภาพ คืออะไร?

สำหรับใครที่พึ่งเริ่มศึกษาเกี่ยวกับการทำประกัน เรื่องสำคัญที่จำเป็นต้องรู้อีกเรื่องหนึ่งเพื่อไม่ให้เสียสิทธิของตัวเองหลังจากการซื้อกรมธรรม์แล้วคือ Free Look Period หรือ ‘ระยะเวลาพิจารณา’ เป็นสิทธิ์ที่บริษัทประกันภัยมอบให้แก่ผู้เอาประกันภัยหลังจากการซื้อกรมธรรม์ประกันภัยฉบับใหม่ เพื่อให้ผู้เอาประกันภัยมีเวลาศึกษารายละเอียดและตัดสินใจว่าต้องการยกเลิกกรมธรรม์หรือยังคงต้องการความคุ้มครองต่อไป โดยหากผู้เอาประกันภัยต้องการยกเลิกกรมธรรม์ภายในระยะเวลาพิจารณานี้จะไม่ต้องเสียค่าปรับใดๆ

ระยะเวลาสำหรับ ‘ระยะเวลาพิจารณา’ (Free Look Period)  

โดยทั่วไปจะอยู่ที่ 15 วันสำหรับการติดต่อซื้อประกันกับทางตัวแทนหรือผ่านระบบธนาคาร และ 30 วันสำหรับการติดต่อซื้อประกันผ่านทางโทรศัพท์ ทั้งนี้ทั้งนั้นเงื่อนไขอาจมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับบริษัทประกันภัยและประเภทของกรมธรรม์ 

สิทธิประโยชน์ของช่วงเวลานี้ คือ  

  • ผู้เอาประกันภัยสามารถศึกษาเอกสารกรมธรรม์อย่างละเอียด  
  • ทำความเข้าใจเรื่องความคุ้มครองและเงื่อนไขยกเว้น  
  • เปรียบเทียบกับกรมธรรม์ประกันภัยอื่นๆ  
  • ยกเลิกกรมธรรม์หากไม่พอใจในเงื่อนไข  
  • เพื่อให้ผู้เอาประกันภัยตัดสินใจอย่างรอบคอบเกี่ยวกับความคุ้มครองประกันภัย  
  • ลดความเสี่ยงในการซื้อกรมธรรม์ที่ไม่ตรงกับความต้องการ 

การยกเลิกและค่าใช้จ่าย 

หากผู้เอาประกันภัยตัดสินใจยกเลิกภายในระยะ Free Look Period จะได้รับเงินเบี้ยประกันภัยคืนเต็มจำนวน ซึ่งการใช้สิทธิ Free Look Period โดยทั่วไปแล้วไม่มีค่าใช้จ่าย ผู้เอาประกันสามารถยกเลิกกรมธรรม์ประกันได้โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมใดๆ 

อย่างไรก็ตาม อาจมีข้อยกเว้นบางประการ ขึ้นอยู่กับบริษัทประกันและประเภทของกรมธรรม์ 

  • บางบริษัทประกันอาจมีค่าธรรมเนียมการยกเลิก แม้จะอยู่ในช่วง Free Look Period 
  • บางกรมธรรม์ประกันอาจมีการหักค่าเบี้ยประกัน สำหรับช่วงเวลาที่คุ้มครอง 
  • บางบริษัทประกันอาจไม่คืนเงินค่าตรวจสุขภาพ ที่ผู้เอาประกันได้รับในช่วง Free Look Period
free look period คืออะไร

สิ่งที่ควรรู้ เกี่ยวกับ Free Look Period

  • 1. ระยะเวลาพิจารณาเริ่มนับจากวันที่ได้รับกรมธรรม์ ไม่ใช่วันซื้อ 
  • 2. กรณีต้องการยกเลิกควรแจ้งบริษัทประกันภัยเป็นลายลักษณ์อักษรภายในระยะเวลาพิจารณา แต่อย่าลืมเผื่อเวลาสำหรับการส่งเอกสารคืนให้ถึงมือบริษัทเอาไว้ด้วย มิเช่นนั้นอาจถือว่าเป็นการขอยกเลิกเกินระยะเวลาพิจารณา 
  • 3. หากมีการเคลมภายในระยะเวลาพิจารณา เงินคืนอาจมีการปรับเปลี่ยน ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของบริษัท 

 

ข้อควรระวัง สำหรับช่วง Free Look Period

มีข้อควรระวังบางประการที่ผู้เอาประกันควรทราบ ดังนี้ 

  • 1. การยกเลิกกรมธรรม์ภายใน Free Look Period ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับเงินคืนเสมอไป 
    • 1.1 ในบางกรณี ผู้เอาประกันอาจต้องเสียค่าธรรมเนียมการออกกรมธรรม์ 
    • 1.2 ในกรณีที่มีการจ่ายค่าสินไหมทดแทนแล้ว ผู้เอาประกันอาจได้รับเงินคืนไม่เต็มจำนวน 
  • 2. การยกเลิกกรมธรรม์ภายใน Free Look Period อาจส่งผลต่อประวัติการทำประกัน 
    • 2.1 บริษัทประกันอาจพิจารณาผู้เอาประกันที่มีประวัติการยกเลิกกรมธรรม์บ่อยเป็นความเสี่ยงและอาจถูกเสนอเบี้ยประกันที่สูงขึ้น 
  • 3. การยกเลิกกรมธรรม์ภายใน Free Look Period อาจส่งผลต่อสุขภาพ 
    • 3.1 ในกรณีที่กรมธรรม์ประกันสุขภาพ ผู้เอาประกันอาจสูญเสียสิทธิ์ในการรักษาพยาบาลบางประการ 
ข้อควรระวัง free look period

 

สรุป 

ระยะเวลาพิจารณา (Free Look Period) เป็นสิทธิสำคัญที่ช่วยให้ผู้เอาประกันภัยตัดสินใจได้อย่างชาญฉลาดเกี่ยวกับความคุ้มครองประกันสุขภาพ ซึ่งผู้เอาประกันควรรู้เพื่อเป็นการรักษาสิทธิของตัวเอง อย่างไรก็ตามระยะเวลาพิจารณาอาจแตกต่างกันไปและอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละบริษัท ผู้เอาประกันจึงควรศึกษาเงื่อนไขและรายละเอียดของกรมธรรม์ให้ดีก่อนตัดสินใจทำประกันสุขภาพ

อ่านเพิ่มเติม:

ค่ารักษา RSV ในโรงพยาบาลเท่าไหร่

อัพเดทข้อมูลล่าสุด: 

การรักษาอาร์เอสวี (RSV)

ปัจจุบันยังไม่มีวิธีและยารักษา RSV เฉพาะ การรักษาจะมุ่งเน้นไปที่การบรรเทาอาการและป้องกันภาวะแทรกซ้อน

 

โดยแพทย์จะสั่งยาเพื่อรักษาตามอาการ เช่น ยาแก้ปวด ยาแก้ไอ ยาละลายเสมหะ หรือยาขยายหลอดลม รวมไปถึงรักษาแบบประคับประคองอาการโดยให้พักผ่อนให้เพียงพอ ให้ทานอาหารอ่อน ในเด็กบางรายที่มีเสมหะเหนียวมากต้องทำการพ่นยาขยายหลอดลมผ่านทางออกซิเจนละอองฝอย เคาะปอด และดูดเสมหะออก

 

การรักษา RSV มักใช้เวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์ เด็กส่วนใหญ่จะหายป่วยเองโดยไม่มีปัญหาอะไร แต่เด็กที่มีโรคประจำตัวอาจต้องใช้เวลานานกว่าในการรักษา

ค่ารักษาพยาบาลอาร์เอสวี (RSV) ตามระดับโรงพยาบาล 

จากข้อมูลที่เรามี การรักษาเคสติดเชื้อ RSV จะมีค่ารักษาพยาบาลโดยเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 30,000 ไปจนถึง 100,000 บาท สำหรับการรักษาในโรงพยาบาลเหล่านี้  

สำหรับโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำบางแห่ง ค่ารักษาพยาบาลอาจเพิ่มขึ้นจากที่ระบุไปก่อนหน้า 20% – 30% ด้วยกัน และในเคสที่มีอาการซับซ้อน ้องใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในการรักษา ค่ารักษาพยาบาลอาจเพิ่มมากขึ้นถึง 200,000 บาท สำหรับการรักษาในโรงพยาบาลดังนี้ 

ค่ารักษา RSV

ติดตาม ข่าวสาร และ โปรโมชั่นต่างๆ

ราคาห้องพักเมื่อนอนโรงพยาบาลเอกชน 

ค่าห้องพักสำหรับเข้ารับการรักษาเป็นผู้ป่วยในของโรงพยาบาลเหล่านี้จะแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับระดับของโรงพยาบาล  

 ในขณะที่โรงพยาบาลที่มีระดับสูงขึ้นจะมีค่าห้องเริ่มต้น ดังนี้ 

ค่าห้องที่เพิ่มขึ้นเมื่อรักษาในวอร์ด PICU หรือ ICU 

วอร์ด PICU คือ หน่วยดูแลผู้ป่วยเด็กในภาวะวิกฤตหรือคนไข้ที่อยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงของร่างกายจนอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ โดยผู้ป่วยจะมีอายุระหว่าง 4 เดือนถึง 14 ปี สำหรับค่าห้องกรณีต้องรักษาในวอร์ด PICU  หรือ ICU ของโรงพยาบาลเหล่านี้ จะมีราคาเพิ่มมากขึ้นจากห้องพักผู้ป่วยธรรมดา 

สำหรับโรงพยาบาลที่อยู่ในระดับสูงขึ้น ค่าห้องพักในประเภท ICU ก็จะมากขึ้นเช่นกัน 

จากข้อมูลทั้งหมดที่ได้มา จะเห็นได้ว่าค่าห้องพักกรณีต้องรักษาตัวในวอร์ด PICU หรือ ICU จะมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นมาก โดยค่าห้องเหล่านี้จะเป็นราคาที่รวมค่าห้อง ค่าบริการพยาบาล ค่าอาหาร แต่ยังไม่รวมค่ายา ค่าแพทย์ หรือค่ารักษาพยาบาลใดๆ ยิ่งเมื่อต้องรักษาในวอร์ด PICU หรือ ICU แล้วก็จะยิ่งมีค่ารักษาพยาบาลเหล่านี้เพิ่มมากขึ้นไปอีกเพราะเป็นผู้ป่วยที่มีอาการซับซ้อน อยู่ในภาวะวิกฤต ที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ 

ค่ารักษา rsv

ยาต้นแบบกับยาสามัญในแง่ของค่าใช้จ่าย  

ยาต้นแบบ (Original) หรือยานอก เป็นยาที่ถูกนำเข้ามาจากต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ ยาชนิดนี้เป็นยาที่มีการทำวิจัยขึ้นมาโดยคำนึงถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัยของยา มีต้นทุนการวิจัยและพัฒนา รวมไปถึงต้นทุนการขนส่งเพื่อนำเข้าไทย จึงมักมีราคาสูงกว่ายาสามัญ (Generic) ซึ่งเป็นยาที่ถูกผลิตขึ้นมาให้มีคุณสมบัติไม่แตกต่างกับยาต้นแบบหลังจากยาต้นแบบหมดสิทธิบัตรแล้ว  

 

กรณีที่ผู้ป่วยติดเชื้ออาร์เอสวี (RSV) จำเป็นต้องใช้ยานอกในการรักษา ค่ารักษาพยาบาลสำหรับเคสดังกล่าวก็จะเพิ่มมากขึ้นจากเคสที่ใช้ยาไทยหรือยาสามัญในการรักษา

ปัจจัยที่ส่งผลต่อค่ารักษาพยาบาลเมื่อติดเชื้ออาร์เอสวี (RSV) 

วิธีการรักษาผู้ป่วยติดเชื้อ RSV ในกรณีแอดมิตเป็นผู้ป่วยใน มีทั้งการพ่นยา ดูดเสมหะ ขยายหลอดลม ไปจนถึงเคาะปอด ค่ารักษาจึงต้องครอบคลุมตั้งแต่ค่าตรวจวินิจฉัย ค่ายา ค่าห้อง และค่ารักษาพยาบาลอื่นๆ  

 

โดยค่ารักษาพยาบาล RSV ในกรณีที่ต้องแอดมิตนอนโรงพยาบาลจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น  ระดับของโรงพยาบาลที่เลือกรักษา ระยะเวลาในการรักษา อายุของผู้ป่วย อาการและความรุนแรงของเคส รวมไปถึงประกันสุขภาพที่ทำ เรียกได้ว่ายิ่งนอนนาน ยิ่งอาการหนัก ก็ยิ่งเสียมากขึ้น โดยเฉลี่ยแล้วจะใช้เวลาแอดมิต 2-5 วัน ขึ้นอยู่กับว่าการรักษานั้นอยู่ในวอร์ดผู้ป่วยในทั่วไป หรือวอร์ดผู้ป่วยหนัก ICU ที่ต้องการการดูแลใกล้ชิดเป็นพิเศษจากบุคคลากรทางการแพทย์ 

วิธีการลดค่ารักษาพยาบาล RSV

หากเป็นโรค RSV มาทีหนึง ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง วันนี้เลยมาแนะนำวิธีการลดค่าใช้จ่ายที่มาเกี่ยวข้องกับค่ารักษาพยาบาล เมื่อเป็น โรค RSV

ป้องกันไม่ให้ติดเชื้อ RSV ซ้ำ  

วิธีการที่ดีที่สุดแน่นอนว่าต้องหนีไม่พ้นการป้องกันไม่ให้ติดเชื้อตัวนี้เลย แต่ถ้าหากหลีกเลี่ยงครั้งแรกไม่ได้ ก็ไม่ควรให้เกิดครั้งต่อไป โดยวิธีการป้องกันสามารถทำได้โดยการรักษาความสะอาด ผู้ปกครองควรหมั่นรักษาความสะอาดให้ลูกน้อยและตัวเองโดยการหมั่นล้างมือ ให้ลูกรับประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ และพักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการให้ลูกอยู่ในห้องแอร์ตลอดเวลาแต่ให้สร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กโดยการพาไปออกกำลังกายข้างนอก รวมไปถึงหลีกเลี่ยงการไปสถานที่ที่แออัดที่เสี่ยงจะพบเชื้อจากคนอื่นได้ 

เลือกรักษาในโรงพยาบาลระดับรองลงมาจากโรงพยาบาลชั้นนำ 

อีกวิธีที่จะช่วยลดค่ารักษาพยาบาลกรณีที่ลูกติดเชื้อ RSV คือเลือกรักษาในโรงพยาบาลระดับรองลงมาจากโรงพยาบาลชั้นนำ เนื่องจาก จะมีค่ารักษา ค่าห้อง รวมไปถึงค่าใช้จ่ายอื่นๆที่มากกว่าโรงพยาบาลเอกชนทั่วไป แต่ก็แลกมากับความครบครันในด้านของการรักษาที่โรงพยาบาลเอกชนทั่วไปอาจให้ไม่ได้ เช่น การรักษาเฉพาะทาง แผนกเฉพาะทาง เช่น แผนก PICU ประเภทห้องพักเฉพาะ เช่น ห้องแรงดันลบ (Negative Pressure Rom) ซึ่งรวมไปถึงสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆด้วยเช่นกัน 

ซื้อประกันสุขภาพที่คุ้มครองการรักษา RSV 

ประกันสุขภาพช่วยลดค่ารักษาพยาบาลกรณีติดเชื้อ RSV ได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการคุ้มครองค่ารักษาพยาบาล ค่าห้อง ค่าแพทย์ ค่ายา ค่าตรวจวินิจฉัย หรือค่ารักษาพยาบาลอื่นๆ เช่น ค่ารักษาภาวะแทรกซ้อน ไม่ว่าจะเป็นประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายที่จะจ่ายค่ารักษาตามแผนที่เลือกไว้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม หรือประกันแบบแยกค่าใช้จ่ายที่จะมีระบุวงเงินในการรักษาหรือ ค่าใช้จ่ายแต่ละหมวดแยกออกไป ก็ย่อมดีกว่าการต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลทั้งหมดเองแน่นอน 

ปัจจัยที่ส่งผลต่อความรุนแรงของอาร์เอสวี (RSV)  

อายุของผู้ป่วย ยิ่งน้อยมากหรือสูงมากยิ่งอันตรายเพราะภูมิคุ้มกันต่ำ 

อาร์เอสวี (RSV) เป็นแล้วเป็นซ้ำได้อีกไหม 

RSV สามารถเป็นซ้ำได้ เนื่องจาก RSV เป็นไวรัสที่มีสายพันธุ์ต่างกันหลายสายพันธุ์ ดังนั้นเมื่อติดเชื้อ RSV สายพันธุ์หนึ่งแล้วก็ยังสามารถติดเชื้อสายพันธุ์อื่นได้อีก 

 

นอกจากนี้ ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายต่อ RSV จะมีอายุสั้น ซึ่งหมายความว่าผู้ป่วยสามารถติดเชื้อ RSV สายพันธุ์เดียวกันได้อีกหลังจากผ่านไประยะหนึ่ง 

 

เด็กเล็กมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็น RSV ซ้ำ เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันที่ยังพัฒนาไม่เต็มที่ อาการของ RSV ที่เป็นซ้ำมักจะไม่รุนแรงเท่ากับครั้งแรก แต่สำหรับบางคนนั้นอาจจะรุนแรงได้ 

สรุป 

การติดเชื้อไวรัส RSV มักพบบ่อยในเด็กเล็กและสร้างความกังวลให้กับผู้ปกครองหลายคนทั้งในด้านสุขภาพของลูกและค่ารักษาพยาบาลกรณีต้องแอดมิต โรคนี้จึงเป็นโรคที่มองข้ามไม่ได้ทั้งในแง่ของการป้องกัน การรักษา และการเตรียมตัวเรื่องค่าใช้จ่าย 

 

ดังนั้น การเลือกซื้อประกันสุขภาพเด็กที่คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลเมื่อติดเชื้อ RSV จึงสำคัญมาก เพราะคุณไม่มีทางรู้เลยว่าลูกน้อยของคุณจะมีโอกาสได้รับเชื้อตัวนี้ที่ไหนและเมื่อไหร่ ยิ่งไปกว่านั้นคือไม่มีใครรับประกันได้เลยว่า เมื่อลูกของคุณติดเชื้อ RSV และรักษาหายแล้วจะไม่กลับมาเป็นซ้ำอีกเราขอแนะนำประกันสุขภาพเด็กแบบเหมาจ่าย LUMA Hi5  และ PRIME คุ้มครองสูงปีละ 5,000,000 บาท ถึง 50,000,000 บาท คุ้มครองครอบคลุมทุกโรคฮิตในวัยเด็ก เช่น โควิด – 19  ไข้หวัดใหญ่ มือเท้าปาก และ RSV สามารถเลือกค่าห้องเองได้ตั้งแต่ 5,000 – 20,000 บาท และยังคุ้มครองทันทีแบบไม่มีระยะเวลารอคอยอีกด้วย 

 

อ่านเพิ่มเติม:

  • ทำไมประกันไม่คุ้มครองโรค rsv – การพิจารณาความคุ้มครองของโรคและภาวะผิดปกติในระบบทางเดินหายใจ
  • RSV – เชื้อไวรัสในเด็กเล็กที่พบบ่อย พร้อมแผนประกันสุขภาพช่วยลดความกังวลของผู้ปกครอง

สรุปวิธีขอวีซ่าออสเตรียประเภทท่องเที่ยวฉบับอัปเดตปี 2025

“ออสเตรีย” หนึ่งในดินแดนตอนใต้ของแถบยุโรปกลาง ประเทศที่อัดแน่นไปด้วยสถาปัตยกรรม ประวัติศาสตร์ และเรื่องราวอันน่าสนใจ นี่จึงเป็นเหตุผลที่หลายคนตัดสินใจอยากเดินทางไปเที่ยวออสเตรียสักครั้งในชีวิต แต่สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่เรื่องเงินหรือแผนท่องเที่ยวชั้นยอดเท่านั้น เพราะ “วีซ่าออสเตรีย” คืออีกใบเบิกทางสำคัญที่สามารถบอกทุกคนได้เลยว่ามีโอกาสเดินทางเข้าประเทศของเขาหรือไม่ จึงขอสรุปข้อควรต้องรู้และวิธีขอวีซ่าท่องเที่ยวออสเตรีย ฉบับปี 2025 มาฝาก

ข้อมูลควรรู้เกี่ยวกับการขอวีซ่าออสเตรียประเภทท่องเที่ยว

ในการขอวีซ่าออสเตรียประเภทท่องเที่ยวจะถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “วีซ่าเชงเก้น” สามารถพำนักอาศัยอยู่ในประเทศกลุ่มเชงเก้น (รวมออสเตรีย) ได้ไม่เกิน 90 วัน ภายใน 180 วัน ซึ่งวิธีขอวีซ่าอออสเตรียประเภทนี้ไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอย่างที่หลายคนกังวลใจ ลองทำตามคำแนะนำทั้งหมดนี้ได้เลย

คุณสมบัติเบื้องต้นเมื่อขอวีซ่าออสเตรียประเภทท่องเที่ยว

ผู้ที่สนใจยื่นวีซ่าออสเตรียประเภทท่องเที่ยวต้องมีอายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ไม่อยู่ระหว่างการพิจารณาคดีความผิดร้ายแรง ไม่เป็นบุคคลที่ถูกศาลสั่งห้ามออกนอกประเทศ มีสภาพร่างกายและจิตใจแข็งแรงดีพร้อมสำหรับการเดินทางไกลเพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ เด็กอายุต่ำกว่าที่กำหนดหากจะทำวีซ่าออสเตรียต้องมีหนังสือยืนยันจากพ่อแม่แนบด้วยเสมอ

วีซ่าออสเตรีย

เอกสารที่ต้องใช้ในการขอวีซ่าท่องเที่ยวออสเตรีย

นี่ถือเป็นสิ่งสำคัญมาก ๆ สำหรับคนที่ต้องการยื่นวีซ่าออสเตรียประเภทท่องเที่ยวเพื่อให้มั่นใจว่าโอกาสทำวีซ่าผ่านเป็นเรื่องง่ายขึ้นกว่าเดิม ซึ่งตัวเอกสารจริงแล้วก็ไม่ได้มีความยุ่งยากใด ๆ มากสามารถใช้คำแนะนำเหล่านี้เป็นแนวทางได้เลย

1. เอกสารคำร้องขอวีซ่า  กรอกข้อมูลให้ครบถ้วนทั้งหมด แนบมาพร้อมกับใบ Checklist เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบความครบถ้วนง่ายขึ้น

2. หนังสือเดินทาง (Passport) ตัวจริงมีอายุเหลือให้ใช้งานไม่น้อยกว่า 90 วัน หลังเดินทางออกนอกประเทศกลุ่มเชงเก้น เหลือมากกว่า 6 เดือน ก่อนถึงวันเดินทางพร้อมพาสปอร์ตฉบับเก่า (ถ้ามี)

3. รูปถ่ายสีหน้าตรง พื้นหลังสีขาวหรือสีอ่อน ขนาด กว้าง 3.5 ซม. ยาว 4.5 ซม. มองเห็นศีรษะจนถึงหัวไหล่ ไม่สวมแว่นตาดำ หมวก หรืออุปกรณ์ปิดบังใบหน้ายกเว้นการใส่ตามหลักทางศาสนา

4. เอกสารยืนยันเกี่ยวกับการทำงานแบ่งตามลักษณะอาชีพของแต่ละบุคคล แปลเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมดทั้งหมด ได้แก่

พนักงานบริษัท ใช้จดหมายรับรองการทำงานจากองค์กรที่ตนเองสังกัดอยู่ ระบุ ชื่อ-สกุล อายุงาน ตำแหน่งงาน เงินเดือน จำนวนวันและระยะเวลาในการลาหยุดแบบชัดเจน

เจ้าของธุรกิจ ใช้หนังสือจดทะเบียนธุรกิจ หรือหนังสือจดทะเบียนพาณิชย์อย่างใดอย่างหนึ่ง

นักเรียน นักศึกษา ใช้จดหมายรับรองการเป็นนักเรียน นักศึกษา ที่ออกให้ออกโดยสถาบันที่ตนเองกำลังศึกษาในปัจจุบัน

5. ประกันเดินทางต่างประเทศ ครอบคลุมทั้งอุบ้ติเหตุและการเจ็บป่วย วงเงินไม่ต่ำกว่า 30,000 EUR หรือประมาณ 1.5 ล้านบาท

6. รายการเดินบัญชีธนาคาร (Statement) ประเภทออมทรัพย์ย้อนหลังไม่น้อยกว่า 6 เดือน และเอกสารรับรองทางการเงินออกให้โดยธนาคารเจ้าของบัญชี

7. เอกสารการจองตั๋วเครื่องบิน

8. เอกสารการจองโรงแรมที่พักตลอดการพำนักอาศัยตลอดทริปออสเตรีย / เชงเก้น

9. แผนการเดินทางท่องเที่ยวอย่างละเอียดตลอดทริป

10. เอกสารการเปลี่ยนชื่อ-สกุล (ท้ามี

11. กรณีเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ต้องมีสำเนาสูติบัตร พร้อมเอกสารยืนยันจากพ่อแม่ออกให้โดยอำเภอเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด กรณีเดินทางไปกับพ่อหรือแม่เพียงคนเดียว ต้องทำเอกสารรับรองจากอีกฝ่ายด้วยเช่นกัน และถ้าเดินทางกับบุคลลอื่น เช่น ครู ญาติ พ่อแม่ต้องระบุความสัมพันธ์ของเด็กกับผู้เดินทางเอาไว้ในเอกสารให้ชัดเจน

ค่าใช้จ่ายในการขอวีซ่าท่องเที่ยวออสเตรีย

เมื่อจัดเตรียมเอกสารสำหรับยื่นวีซ่าออสเตรียประเภทท่องเที่ยวเรียบร้อย อีกเรื่องที่จะมองข้ามไม่ได้เด็ดขาดนั่นคือการวางแผนค่าใช้จ่ายเพื่อขอวีซ่าออสเตรีย ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

  • ค่าธรรมเนียมวีซ่า ผู้ใหญ่ 80 EUR หรือประมาณ 3,040 บาท
  • ค่าธรรมเนียมวีซ่า เด็กอายุ 6-12 ปี 40 EUR หรือประมาณ 1,520 บาท
  • เด็กอายุ 0-11 ปี ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมวีซ่า
  • ค่าบริการศูนย์รับยื่นวีซ่า VFS Global 40 EUR หรือประมาณ 662 บาท / ท่าน

ทั้งนี้เพื่อสร้างความสะดวกให้กับผู้ที่ต้องการขอวีซ่าทางศูนย์รับยื่นวีซ่าฯ จึงมีบริการพิเศษเพิ่มเติมโดยคิดอัตราค่าใช้จ่ายตามที่ระบุไว้ ดังนี้

  • บริการรับคำร้องขอวีซ่าเคลื่อนที่ 43,682.24 บาท (ราคาอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามจำนวนผู้ยื่นขอวีซ่า)
  • บริการห้องรับรองพิเศษ 2,200 บาท
  • บริการซิมการ์ด 535 บาท
  • บริการแปลภาษา 500 บาท
  • บริการช่วยกรอกแบบฟอร์ม 250 บาท
  • บริการถ่ายรูป 250 บาท
  • บริการส่งหนังสือเดินทางคืนผ่าน EMS แบบรับประกันความเสียหาย 350 บาท ส่งแบบ EMS ปกติ 240 บาท
  • บริการ SMS แจ้งอัปเดตข้อมูล 75 บาท
  • บริการถ่ายเอกสาร 5 บาท / แผ่น
austria-statue

รวมสรุปขั้นตอนวิธีขอวีซ่าท่องเที่ยวออสเตรีย

มาถึงสิ่งที่หลายคนมีข้อสงสัยไม่แพ้กันนั่นคือขั้นตอนต่าง ๆ ในการขอวีซ่าท่องเที่ยวออสเตรียต้องทำยังไงบ้าง ดำเนินการผ่านหน่วยงานใด มาศึกษาวิธีอย่างละเอียดเพื่อให้ทุกอย่างเป็นเรื่องง่ายขึ้นกว่าเดิมได้เลย

ขั้นตอนวิธีขอวีซ่าท่องเที่ยวออสเตรีย

1. วิธีขอวีซ่าท่องเที่ยวออสเตรียลำดับแรกต้องทำการนัดหมายกับทาง VFS Global กรอกข้อมูลส่วนตัวเพื่อลงทะเบียนให้เรียบร้อย จากนั้นล็อกอินเข้าสู่ระบบอีกครั้ง เลือกวัน-เวลาที่ต้องการไปยื่นเอกสาร อย่าลืมปริ้นท์เอกสารใบนัดหมายแนบไว้เป็นหลักฐานตอนวันจริงด้วย

2. เมื่อถึงวันที่กำหนดให้เดินทางไปยังศูนย์ยื่นวีซ่าฯ ติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อให้ทำการตรวจสอบเอกสารท้งหมด หากไม่ติดปัญหาก็ทำการชำระเงิน (รับชำระเฉพาะเงินสดเท่านั้น) ส่วนใครที่ยังไม่เคยทำวีซ่ามาก่อนจะต้องทำการตรวจอัตลักษณ์ส่วนบุคคล (สแกนลายนิ้วมือ, สแกนใบหน้า)

3. ศูนย์รับยื่นฯ จะส่งข้อมูลทั้งหมดไปยังสถานทูตออสเตรีย ทั้งนี้ทางสถานทูตอาจเรียกผู้ขอวีซ่าไปสัมภาษณ์เพิ่มเติมได้ จากนั้นทางศูนย์ฯ จะแจ้งให้ไปรับเล่มหนังสือเดินทางคืน หรือใครเลือกส่งคืนผ่าน EMS ก็รอรับที่บ้านได้เลย เป็นอันเสร็จสิ้นวิธีขอวีซ่าออสเตรียประเภทท่องเที่ยว เหลือแค่รอคำตอบว่าจะขอผ่านหรือไม่

สถานที่ขอวีซ่าท่องเที่ยวออสเตรีย

หลังจากทำความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีขอวีซ่าออสเตรียประเภทท่องเที่ยวกันไปเรียบร้อย ในส่วนของสถานที่ยื่นวีซ่าออสเตรียจะต้องดำเนินการผ่านศูนย์รับคำร้อง VFS Global ซึ่งเป็นตัวแทนของสถานทูตออสเตรีย โดยสามารถจองคิวแล้วเดินทางไปติดต่อเพื่อดำเนินการขอวีซ่าออสเตรียได้ตามที่อยู่นี้เลย

ศูนย์รับคำร้องขอวีซ่า VFS ประเทศออสเตรีย

ที่อยู่: เดอะพลาซ่า ชั้น 4 ยูนิตที่ 404 – 405 อาคารจามจุรีสแควร์ ถนนพญาไท แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330

โทรศัพท์: 02-460-7052

วัน-เวลาทำการ: วันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 08.30 – 12.00 น. และ 13.00 – 16.00 น. ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์

เว็บไซต์: visa.vfsglobal.com/

ข้อมูลเพิ่มเติมควรรู้เกี่ยวกับการขอวีซ่าท่องเที่ยวออสเตรีย

ใครวางแผนเตรียมเดินทางไปท่องเที่ยวยังประเทศออสเตรียก็มีข้อมูลเพิ่มเติมอื่น ๆ ที่ควรรู้เพื่อการวางแผนอย่างเหมาะสม สามารถตะลุยเมืองต่าง ๆ ได้แบบไร้กังวล สัมผัสความสนุกตามแบบฉบับที่ตนเองคาดหวังเอาไว้

ขอวีซ่าท่องเที่ยวออสเตรียใช้เวลากี่วัน

ปกติแล้วหลังจากดำเนินการขอวีซ่าออสเตรียเรียบร้อยทางสถานทูตฯ จะใช้ระยะเวลาในการพิจารณาประมาณ 15 วันทำการ ทั้งนี้ผู้ที่วางแผนอยากไปเที่ยวออสเตรียสามารถขอวีซ่าล่วงหน้าได้ไม่เกิน 180 วัน ซึ่งแนะนำให้ดำเนินการล่วงหน้าก่อนถึงวันเดินทางประมาณ 1 เดือน

ถือวีซ่าท่องเที่ยวออสเตรียเดินทางไปที่ไหนได้บ้าง

เมื่อคุณมีวีซ่าออสเตรียประเภทท่องเที่ยวอยู่ในมือเป็นที่เรียบร้อยก็ไม่มีอะไรให้กังวลใจ สามารถตะลุยเที่ยวออสเตรียได้ทุกจุดโดยเฉพาะเมืองยอดฮิต เช่น กรุงเวียนนา (Vienna), เมืองซาลซ์บวร์ก (Salzburg), เมืองอินส์บรุค (Innsbruck), เมืองคลาเกนเฟิร์ต (Klagenfurt), เมืองกราซ (Graz), เมืองเซนต์วูล์ฟกัง (St. Wolfgang) เป็นต้น

สรุป

นี่คือข้อมูลทั้งหมดสำหรับวิธีขอวีซ่าออสเตรียประเภทท่องเที่ยว ซึ่งใครที่อยากไปเปิดประสบการณ์ใหม่สามารถทำตามขั้นตอนได้เลย อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญมากของการขอวีซ่าย่อมหนีไม่พ้น ประกันเดินทาง เพราะไม่ใช่แค่ใช้เป็นหลักฐานแต่ยังมีส่วนช่วยเหลือหากเกิดเหตุไม่คาดฝันด้วย จึงขอแนะนำ ประกันเดินทางออสเตรีย สร้างความสุขในทุกการเดินทาง จ่ายเบี้ยประกันเริ่มต้นเพียง 385 บาท แต่ให้ความคุ้มครองสูงสุดถึง 5 ล้านบาท ยื่นวีซ่าผ่านสุดชิล คุ้มครองโควิด-19 พร้อมบริการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยกรณีฉุกเฉิน และอื่น ๆ สมัครง่ายรับกรมธรรม์ผ่านออนไลน์ มีติดตัวไว้อุ่นใจแน่นอน

DBD logo

ใบอนุญาตจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

เลขที่ 0105555036794

OIC logo

ใบอนุญาตนายหน้าประกันวินาศภัย เลขที่00008/2555  

ใบอนุญาตนายหน้าประกันภัย เลขที่ ช00012/2564

BOI logo

ได้รับการรับรองจาก BOI 2927/2555

บริษัท ลูม่า แคร์ จำกัด, 57 ปาร์คเวนเชอร์ อีโคเพล็กซ์ ชั้น 9 ยูนิต 912 ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330

Copyright © 2026 lumahealth.com. All Rights Reserved.   นโยบายความเป็นส่วนตัว