ทุกเรื่องที่ต้องรู้เกี่ยวกับการขอวีซ่าเชงเก้นในปี 2025

ปัจจุบันการเดินทางท่องเที่ยวด้วยตัวเองนั้นไม่ได้เป็นเรื่องยากอีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็นประเทศในแถบเอเชียรวมถึงกลุ่มประเทศในยุโรป เพราะสามารถหาข้อมูลต่าง ๆ ได้อย่างง่ายดาย เพียงแค่มีพาสปอร์ตกับวีซ่าเชงเก้นสำหรับการไปยุโรปและประกันเดินทางต่างประเทศซึ่งเป็นข้อบังคับสำหรับทุกประเทศในกลุ่มเชงเก้นอยู่ในมือเท่านั้น ทุกอย่างก็สามารถเป็นไปได้อย่างราบรื่น

 

สำหรับคนที่กำลังมีแพลนไปเที่ยวยุโรป วันนี้ LUMA มีขั้นตอนง่าย ๆ สำหรับการสมัครวีซ่าเชงเก้นที่คุณสามารถเตรียมเอกสารเพื่อยื่นขอวีซ่าได้ด้วยตัวเองมาฝากกัน

วีซ่าเชงเก้น (Schengen Visa) คืออะไร ใช้ประโยชน์อย่างไร

วีซ่าเชงเก้น คือ ใบอนุญาตเข้าเมืองที่ทำให้เราสามารถเดินทางเข้าสู่ประเทศต่าง ๆ ในโซนทวีปยุโรป ได้สะดวกรวดเร็ว เพราะการเดินทางไปเที่ยวยุโรปในแต่ละครั้ง เราอาจจะเดินทางไปหลายประเทศ หากต้องขอวีซ่าทุก ๆ ประเทศเหมือนในอดีต ก็เป็นเรื่องยุ่งยากมาก สำหรับการทำวีซ่าเชงเก้นสามารถทำเพียงครั้งเดียว ก็ใช้เดินทางไปยังกลุ่มประเทศยุโรปได้มากมาย โดยวีซ่าชนิดนี้จะมีอายุใช้งานไม่เกิน 90 วัน ในการเดินทางเข้าประเทศในกลุ่มเชงเก้นทั้งหมด หากเดินทางไปหลายประเทศ ให้ยื่นขอวีซ่ากับประเทศที่จะเดินทางไปเป็นประเทศแรก

กลุ่มประเทศวีซ่าเชงเก้น มีประเทศอะไรบ้าง

และยังมีประเทศที่ไม่ได้รวมอยู่ในกลุ่มประเทศ EU แต่เป็นสมาชิกกลุ่มสมาคมการค้าเสรียุโรป (EFTA) ที่เข้าร่วมด้วยอีก 4 ประเทศ ด้วยกัน คือ

และยังครอบคลุมไปถึงรัฐในยุโรปอีก 3 รัฐ ที่ไม่ได้เป็นประเทศกลุ่มสมาชิก EU แต่ถูกล้อมรอบด้วยประเทศยุโรป จึงเป็นส่วนหนึ่งของเขตเชงเก้นไปด้วยเช่นเดียวกัน คือ รัฐโมนาโก ซานมาริโน และนครวาติกัน

วีซ่าเชงเก้น

ขั้นตอนการขอวีซ่าเชงเก้น

ระบุประเภทวีซ่า

จริง ๆ แล้ววีซ่าเชงเก้นไม่ได้มีประเภทเดียว ยังแบ่งออกเป็นหลายประเภทตามลักษณะการใช้งาน สำหรับการขอวีซ่าเพื่อเดินทางไปท่องเที่ยว ควรเลือกวีซ่าประเภท C หรือวีซ่าระยะสั้น ที่เรียกกันว่าวีซ่าท่องเที่ยวนั่นเอง โดยมีรายละเอียดดังนี้

วีซ่าเชงเก้นประเภท A (สำหรับเปลี่ยนเครื่อง)

เป็นประเภทของวีซ่าสำหรับเปลี่ยนเครื่อง (Transit) ในกรณีที่นักท่องเที่ยวเดินทางโดยเครื่องบิน จากประเทศหนึ่งไปอีกประเทศหนึ่ง และต้องแวะพักเปลี่ยนเครื่องในกลุ่มประเทศเชงเก้น หากต้องการเดินทางออกนอกเขตสนามบิ ก็ให้ทำวีซ่าประเภท A แต่ถ้าไม่ต้องการออกจากสนามบินก็ไม่จำเป็นต้องขอวีซ่า

วีซ่าเชงเก้นประเภท B (สำหรับทางผ่าน)

วีซ่าประเภท B ค่อนข้างคล้ายกับวีซ่าประเภท A สำหรับกรณีแวะเปลี่ยนเครื่องเช่นกัน เพียงแต่วีซ่าเชงเก้นประเภท B จะมีอายุ 5 วัน ออกให้กับผู้เดินทางจากประเทศหนึ่งไปยังอีกประเทศหนึ่งโดยจุดหมายปลายทางไม่ใช่กลุ่มประเทศเชงเก้น หากแวะผ่านประเทศดังกล่าวสามารถขอวีซ่าประเภทนี้ได้

วีซ่าเชงเก้นประเภท C (สำหรับการเดินทางระยะสั้น)

เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเดินทางท่องเที่ยวหลาย ๆ ประเทศ ในกลุ่มประเทศยุโรปช่วงเวลาสั้น ๆ มีให้เลือกทั้งแบบ Single Entry เดินทางเข้าออกครั้งเดียวแบบ Double Entry เดินทางเข้าออกได้ 1-2 ครั้ง และแบบ Multiple Entry เดินทางเข้าออกหลายครั้ง มีระยะเวลาอนุญาตให้พักแตกต่างกันไปแล้วแต่กรณี แต่ไม่ว่าเลือกแบบใดก็ตาม นักท่องเที่ยวจะสามารถพักในกลุ่มประเทศเชงเก้นทั้งหมดได้ไม่เกิน 90 วัน ในช่วงระยะเวลา 6 เดือน

วีซ่าเชงเก้นประเภท D (สำหรับพักระยะยาวเกิน 90 วัน)

เป็นการขอวีซ่าเข้าประเทศ และขอพักอยู่เกินกว่า 90 วัน แต่วีซ่าประเภท D จะใช้เข้าประเทศอื่นไม่ได้ หากต้องการเดินทางไปเที่ยวชั่วคราวระหว่างประเทศกลุ่มเชงเก้นด้วยกัน ขึ้นอยู่กับกฎระเบียบและเงื่อนไขของสถานทูตประเทศนั้น ๆ เป็นกรณี ๆ ด้วย หรือสามารถเดินทางไปเที่ยวได้ แต่ต้องกลับมาพักที่ประเทศที่ขอวีซ่าประเภทนี้ไว้

เริ่มต้นยื่นคำร้องและทำการนัดหมาย

สามารถยื่นวีซ่าได้ล่วงหน้าสูงสุด 90 วันก่อนเดินทางและต้องยื่นเอกสารสมัครวีซ่าอย่างน้อย 15 วันตามปฏิทินก่อนวันที่ประสงค์จะเดินทาง โดยผู้เดินทางสามารถกรอกรายละเอียดความประสงค์ในการยื่นวีซ่าและทำการนัดหมายได้ผ่านช่องทางออนไลน์ของหน่วยงานซึ่งเป็นตัวแทนซึ่งได้รับการรับรองจากสถานทูต ได้แก่ ศูนย์ VSF ซึ่งเป็นตัวแทนในการยื่นวีซ่าสำหรับหลายประเทศ อาทิ สวิตเซอร์แลนด์ เยอรมนี ออสเตรีย อิตาลี นอร์เวย์ สวีเดน เดนมาร์ก เนเธอร์แลนด์ ไอซ์แลนด์ เบลเยี่ยม ฟินแลนด์ หรือ ศูนย์ TLS สำหรับการยื่นขอวีซ่าสำหรับประเทศฝรั่งเศส เป็นต้น

เตรียมเอกสาร ยื่น Schengen Visa

ทั้งนี้หากเอกสารเป็นภาษาไทยจะต้องแปลเป็นภาษาอังกฤษหรือภาษาประจำชาติของประเทศปลายทางด้วย

ยื่นเอกสารด้วยตัวเอง

เมื่อเตรียมเอกสารครบถ้วนและได้ทำการนัดหมายเรียบร้อยแล้ว ผู้ที่ไม่เคยสแกนลายนิ้วมือเพื่อขอวีซ่าเชงเก้นมาก่อนต้องทำการยื่นเอกสารและสแกนลายนิ้วมือด้วยตัวเอง แต่หากผู้สมัครเคยได้รับวีซ่าเชงเก้นภายใน 59 เดือนล่าสุดก็สามารถมอบอำนาจให้ผู้อื่นมายื่นเอกสารแทนหรือสามารถส่งเอกสารเพื่อยื่นขอวีซ่าทางไปรษณีย์ได้

ค่าธรรมเนียมกาขอวีซ่าเชงเก้น

วีซ่าเชงเก้นสำหรับผู้ใหญ่มีค่าธรรมเนียม 80 ยูโรหรือ 2,900 บาท วีซ่าเชงเก้นสำหรับเด็กอายุระหว่าง 6 – 11 ปี มีค่าธรรมเนียม 40 ยูโรหรือ 1,450 บาท ส่วนเด็กอายุตั้งแต่ 0 – 5 ปีนั้นไม่มีค่าธรรมเนียมวีซ่า โดยสามารถชำระเป็นเงินบาทเท่านั้น

 

เมื่อยื่นเอกสารและชำระค่าธรรมเนียมเรียบร้อยแล้วก็รอรับแจ้งผลการพิจารณาวีซ่าได้ทางอีเมล์ SMS หรือสามารถติดตามผลได้ทางเว็บไซต์ของศูนย์รับยื่นวีซ่าได้เลย

วีซ่าเชงเก้น

Rejected Visa คืออะไร 

เมื่อทำการยื่นเอกสารต่าง ๆ ผ่านตัวแทนรับยื่นวีซ่า หรือสถานทูตฯ จะต้องรอผลพิจารณาวีซ่าเชงเก้นตามระยะเวลาที่กำหนดตั้งแต่ 7 วันขึ้นไป จากนั้นสถานทูตฯ จะทำการส่งเอกสารตอบรับกลับมาว่าวีซ่าเขงเก้นของคุณผ่านหรือไม่ ในกรณีที่วีซ่าเชงเก้นไม่ผ่านตัวจดหมายจะระบุเอาไว้ชัดเจนว่า “Rejected Visa” หรือการปฏิเสธรับทำวีซ่า หมายถึง สถานทูตฯ มีการประเมินทั้งจากเอกสารและปัจจัยแวดล้อมอื่น ๆ แล้ว บุคคลดังกล่าวยังไม่มีคุณสมบัติเหมาะสมเพียงพอกับการเดินทางไปยังประเทศกลุ่มเชงเก้น จึงยังไม่อนุมัติในการทำวีซ่านั่นเอง 

เหตุผลที่วีซ่าเชงเก้นไม่ผ่าน เกิดจากอะไรได้บ้าง 

สำหรับเหตุผลที่วีซ่าเชงเก้นไม่ผ่าน สามารถเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัยซึ่งขอสรุปให้เห็นภาพชัดเจนเพื่อจะได้จัดเตรียมทุกอย่างแบบครบถ้วน ลดความเสี่ยงการขอวีซ่าเชงเก้นแล้วเกิดปัญหาตามมาภายหลัง 

1. เอกสารที่ยื่นไปทั้งหมดยังมีความไม่น่าเชื่อถือในบางจุด เช่น Statement รายการเดินบัญชีย้อนหลังมีเงินเก็บอยู่น้อยเกินไป มีเงินเข้าเป็นรายได้ไม่ชัดเจน มีรายจ่ายบางเดือนมากกว่ารายได้ มีเงินเข้ามายังบัญชีก้อนใหญ่ก่อนขอวีซ่าไม่กี่วัน มีรายได้ไม่สมเหตุสมผลกับเงินเก็บ ฯลฯ

2. ไม่มีหลักฐานการทำงานที่ชัดเจนในเมืองไทย อายุการทำงานน้อยเกินไป หนังสือรับรองการทำงานระบุข้อมูลไม่ครบถ้วน เช่น วันลางาน ระยะเวลาที่ลางาน ชื่อบริษัท ตำแหน่งภายในบริษัท รายได้ ฯลฯ รวมถึงหลักฐานการศึกษา (กรณีเป็นนักศึกษา) สถานทูตฯ อาจประเมินถึงความเสี่ยงที่จะลักลอบไปเป็นแรงงานผิดกฎหมาย และไม่สามารถเดินทางกลับได้ตามวัน-เวลาที่ระบุ จึงไม่อนุมัติวีซ่าเชงเก้น

3. หลักฐานด้านความสัมพันธ์ระหว่างผู้ยื่นขอวีซ่ากับสปอนเซอร์ไม่สอดคล้องกัน หรือยังขาดความน่าเชื่อถือ

4. การกรอกแบบฟอร์มขอวีซ่าไม่ถูกต้อง หรือมีจุดที่ระบุรายละเอียดไม่ชัดเจน เช่น ไม่ระบุวันเดินทางกลับ ลืมใส่ข้อมูลส่วนตัวบางจุด ไม่ระบุวัตถุประสงค์การเดินทางชัดเจน เป็นต้น

5. ไม่สามารถตอบคำถามกับเจ้าหน้าที่สถานทูตฯ ได้ในกรณีมีการเรียกสัมภาษณ์พูดคุยเพิ่มเติม หรือตอบไม่ตรงคำถาม ตอบคนละข้อมูลกับที่ระบุเอาไว้ในเอกสารการยื่นขอวีซ่าเชงเก้น เป็นต้น

6. มีการปกปิดข้อมูล หรือพยายามตั้งใจไม่บอกว่าเคยถูกปฏิเสธวีซ่าประเทศอื่น ๆ มาก่อนหน้า แม้บางคนมองว่ามันทำให้ความน่าเชื่อถือลดลง แต่ก็เป็นเรื่องอดีตและเจ้าหน้าที่สถานทูตยังมองถึงความจริงใจ ไม่ปกปิด อีกมุมหนึ่งหากคุณนิ่งเฉย หรือเจ้าหน้าที่สอบถามแล้วบอกว่าไม่เคย ปรากฏมีการค้นข้อมูลแล้วพบว่าเคยถูกปฏิเสธก็มีสิทธิ์ไม่ผ่านได้เช่นกัน

การยื่นอุทธรณ์วีซ่าเชงเก้น

เมื่อผู้ขอวีซ่าเชงเก้นถูกปฏิเสธวีซ่า โดนยกเลิก เพิกถอนวีซ่าใด ๆ ก็ตาม ทางสถานทูตฯ จะเปิดโอกาสให้ได้ยื่นอุทธรณ์เพื่อโต้แย้งกับเหตุผลที่ระบุเอาไว้โดยกระทรวงการต่างประเทศจะเข้ามาตรวจสอบข้อมูลทั้งหมดอีกครั้ง ทั้งนี้มีข้อกำหนดว่าต้องทำการยื่นอุทธรณ์ภายใน 30 วัน นับตั้งแต่ผลการพิจารณาวีซ่าเชงเก้นออกมา  

 

ซึ่งขั้นตอนหลัก ๆ ต้องทำการเขียนจดหมายยื่นอุทธรณ์วีซ่า (Appeal Letter for Visa Refusal) ชี้แจงเหตุผลจากข้อมูลที่สถานทูตระบุไว้ถึงการไม่อนุมัติวีซ่า เมื่อเขียนเรียบร้อยให้แนบพร้อมเอกสารการถูกปฏิเสธวีซ่าส่งไปยังที่อยู่ของสถานทูตฯ หรือใช้การส่งผ่านอีเมลก็ได้เช่นกัน สุดท้ายรอผลการตัดสินประมาณ 30 วัน 

 

โดยรายละเอียดที่ควรมีอยู่ในจดหมายการยื่นอุทธรณ์วีซ่าเชงเก้น ประกอบด้วย 

วีซ่าเชงเก้นไม่ผ่านเลือกอุทธรณ์หรือขอใหม่ดีกว่ากัน 

จากวิธีแก้ปัญหากรณีผลพิจารณาวีซ่าเชงเก้นไม่ผ่านอาจยังทำให้เกิดข้อสงสัยขึ้นมาอีกเล็กน้อย ควรเลือกวิธีไหนที่เหมาะกับสถานการณ์ของตนเองมากที่สุด ก็ต้องขอแบ่งจุดเด่นและจุดควรพิจารณาของแต่ละทางเลือกเพื่อการตัดสินใจที่ง่ายขึ้นกว่าเดิม 

หากคุณเลือกอุทธรณ์วีซ่าเชงเก้นจะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ เพิ่มเติม แค่ส่งจดหมายชี้แจง ระบุรายละเอียดต่าง ๆ พร้อมเขียนเหตุผลร้องขอให้สถานทูตพิจารณาใหม่ แต่ก็ต้องใช้เวลารอไม่ต่ำกว่า 30 วัน ซึ่งไม่เหมาะกับคนที่เร่งรีบเดินทาง หรือมีเวลาเหลือไม่เพียงพอในการรอพิจารณาวีซ่าเชงเก้น 

ส่วนใครที่เลือกวิธียื่นขอวีซ่าใหม่จะง่ายกว่าตรงที่คุณทำตามขั้นตอนเดิมได้เลย แต่ต้องพิจารณาเหตุผลว่าสถานทูตฯ ไม่อนุมัติวีซ่าเชงเก้นเพราะอะไร แล้วก็เตรียมเอกสารใหม่ให้ครบถ้วน ใช้เวลารอคอยผลไม่เกิน 15 วัน แต่ก็จะแลกมาด้วยค่าใช้จ่ายใหม่ทั้งหมดของการทำวีซ่าเชงเก้นนั่นเอง

ลิงก์ที่เกี่ยวข้อง:

ระยะเวลาเคลมประกัน กี่วันได้เงินคืน!

ปฏิเสธไม่ได้ว่าหลังจากการแพร่ระบาดของโรคโคโรน่าไวรัสที่เกิดขึ้นในะระยะเวลากว่า 2 ปีที่ผ่านมาทำให้คนเริ่มให้ความสำคัญของการทำประกันสุขภาพมากขึ้น เพราะ ประกันสุขภาพ ไม่เพียงแต่จะช่วยดูแลค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในการรักษาพยาบาลยามเจ็บป่วยแล้ว ประกันสุขภาพยังสามารถนำมาใช้เพื่อลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย อย่างไรก็ตามหนึ่งในคำถามยอดฮิตของการเคลมประกันสุขภาพก็คือ เงินเคลมประกันกี่วันได้ เพราะเราต้องสำรองเงินจ่ายไปก่อนทำให้หลายคนกังวลว่าจะได้เงินจำนวนนั้นคืนมาจริงหรือไม่ ต้องรอนานแค่ไหน และมีความยุ่งยากหรือไม่ในการเคลมประกันสุขภาพ ซึ่งในบทความนี้ Luma จะมาเผยคำตอบว่าเงินเคลมประกันกี่วันได้มาติดตามกันเลย


ชี้แจงแถลงไข…ระยะเวลาเคลมประกัน กี่วันได้

แม้ประกันสุขภาพส่วนใหญ่จะมีบริการจ่ายตรง (Direct billing) ที่ทำให้ผู้เอาประกันไม่จำเป็นต้องสำรองเงินจ่ายเมื่อเข้ารักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเครือข่ายอยู่แล้ว แต่ในบางกรณีก็ผู้เอาประกันก็จำเป็นต้องสำรองจ่ายไปก่อนด้วยเหตุผลบางประการขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของบริษัทประกันภัย โดยหลังจากที่หลักฐานทั้งหมดถูกส่งไปถึงบริษัทประกันภัยเป็นที่ครบถ้วนแล้วจะใช้เวลาในการตรวจสอบข้อมูลประมาณ 15 วันทำการ ซึ่งไม่รวมวันเสาร์อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ หากเอกสารไม่ครบถ้วน หรือมีการขอเอกสารเพิ่มเติม ก็อาจมีการขยายเวลาเปิดเพิ่มเป็น 30 – 90 วันได้


เคลมประกันสุขภาพทำได้อย่างไร

ระยะเวลาเคลมเงินประกัน

การเคลมประกันสุขภาพสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กรณี ได้แก่

กรณีไม่ต้องสำรองเงินจ่าย

บริษัทประกันภัยส่วนใหญ่จะมีสถานพยาบาลที่เป็นคู่สัญญาหรือเป็นเครือข่าย ซึ่งเมื่อผู้เอาประกันภัยที่เข้ารับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเครือข่ายดังกล่าว ทางบริษัทประกันจะเป็นผู้ดูแลค่ารักษาพยาบาลนั้นด้วยบริการจ่ายตรง หรือ Direct Billing ผู้เอาประกันเพียงแสดงบัตรประชาชนพร้อมกับบัตรประกันสุขภาพก็สามารถเข้ารับการรักษาได้ทันทีโดยไม่ต้องสำรองเงินจ่าย หรือสำรองเงินจ่ายเพียงค่าใช้จ่ายส่วนเกินเท่านั้น

กรณีที่ต้องสำรองเงินจ่าย

ในบางครั้งผู้เอาประกันภัยต้องทำการสำรองเงินค่ารักษาเองก่อน ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากการที่ผู้เอาประกันเข้ารับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลที่ไม่ใช่คู่สัญญากับบริษัทประกันภัย หรือบริษัทประกันภัยต้องตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติม ทำให้ต้องสำรองเงินจ่ายก่อน ในกรณีนี้ผู้เอาประกันสามารถส่งเอกสารเพื่อเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนได้ในภายหลังได้

เตรียมเอกสารเคลมประกันสุขภาพ

เอกสารเคลมเงินประกันสุขภาพ

ในการเคลมประกันสุขภาพ ผู้เอาประกันสุขภาพจะต้องทำการส่งเอกสารทางไปรษณีย์หรือตามช่องทางที่บริษัทประกันภัยระบุ บางบริษัทสามารถทำการเคลมประกันสุขภาพออนไลน์ผ่านเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันได้ อย่างไรก็ตามการเตรียมเอกสารให้ครบถ้วนเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะมีผลต่อการตรวจสอบและพิจารณาคืนเงินและทำให้การเคลมประกันเป็นไปตามระยะเวลาที่กำหนด

เอกสารที่ใช้ในการเรียกร้องสินไหมทดแทนมีดังนี้

  • แบบฟอร์มเรียกร้องค่าสินไหม สามารถดาวน์โหลดได้จากเว็บไซต์หรือแฟ้มเอกสารที่มาพร้อมกับกรมธรรม์ประกันภัย
  • ใบรับรองแพทย์ฉบับจริง เอกสารฉบับนี้ต้องมีการระบุอย่างชัดเจนว่า ผู้เอาประกันมีการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลจริง และรักษาด้วยอาการและโรคใดอย่างชัดเจน
  • สำเนาบัตรประชาชน
  • ใบเสร็จค่ารักษาพยาบาลฉบับจริง และใบสรุปค่ารักษาพยาบาล โดยจำเป็นต้องส่งให้ครบทุกหน้าหากมีหลายหน้า เพื่อให้บริษัทประกันภัยตรวจสอบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงตั้งแต่วันที่เข้ารับการรักษาจนถึงวันที่สิ้นสุดการรักษาพยาบาลได้
  • สำเนาหน้าบัญชีสมุดเงินฝากธนาคารที่ระบุชื่อผู้ทำประกันเป็นเจ้าของบัญชี
  • เอกสารอื่น ๆ กรณีบริษัทประกันภัยร้องขอเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตามการรายการเอกสารการเคลมประกันสุขภาพอาจมีความแตกต่างกันได้บ้างขึ้นอยู่กับบริษัทประกันภัย ผู้เอาประกันจึงควรตรวจสอบกับบริษัทหรือเจ้าหน้าที่ของบริษัทประกันภัยอีกครั้งหนึ่ง และควรเตรียมเอกสารให้ครบถ้วนที่สุดเพื่อไม่ให้การเคลมประกันสุขภาพล่าช้า


 

มาดูสาเหตุ! ส่งเคลมประกันแล้วได้เงินช้าหรือไม่ได้เงินเลย เกิดจากอะไร

เคลมเงินประกันสุขภาพไม่ผ่านเพราะอะไร

ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ของการเคลมประกันสุขภาพคือ การได้รับเงินค่าสินไหมทดแทนที่ล่าช้า หรือเกิน 15 วันทำการตามที่กล่าวข้างต้น ในบางกรณีผู้เอาประกันภัยอาจไม่ได้รับเงินค่าสินไหมทดแทนเลย โดยสาเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้มีดังนี้

  • กรมธรรม์ประกันสุขภาพหมดอายุ
  • บริษัทประกันภัยมีการขอเอกสารเพิ่มเติมเพื่อพิจารณาการเคลมประกันสุขภาพ
  • บริษัทประกันภัยพบว่าผู้เอาประกันภัยมีโรคหรือปัญหาสุขภาพที่เป็นมาก่อนการเอาประกันภัย (Pre-existing condition)  
  • โรคหรืออาการที่ผู้เอาประกันเข้าทำการรักษาพยาบาลอยู่นอกเหนือเงื่อนไขการคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันภัย
  • เอกสารที่ส่งให้บริษัทประกันภัยไม่ถูกต้องหรือไม่ครบถ้วน

อย่างไรก็ตามผู้เอาประกันภัยสามารถสอบถามไปยังบริษัทประกันภัยเพื่อสอบถามสาเหตุและสถานะของการเคลมประกันสุขภาพของท่านได้ผ่านทางแผนกสินไหมทดแทนของบริษัทประกันภัยที่ท่านทำประกันไว้ได้


 

สรุป

การเคลมประกันภัยดูเหมือนจะเป็นขั้นตอนที่ซับซ้อน แต่หากผู้เอาประกันส่งเอกสารครบถ้วน แถลงข้อมูลสุขภาพในขั้นตอนการขอเอาประกันภัยตามความจริง อ่านรายละเอียดเงื่อนไขความคุ้มครองและการเรียกร้องสินไหมทดแทนในกรมธรรม์ประกันภัยอย่างละเอียดแล้ว ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องเงินเคลมประกันอีกเลย


 

อ่านเพิ่มเติม:

กรมธรรม์ คืออะไร? เรื่องสำคัญที่คนทำประกันควรรู้

อัพเดทข้อมูลล่าสุด: 

หลายคนที่กำลังพิจารณาซื้อประกันสักเล่มหรือผู้ที่มีประกันสุขภาพอยู่แล้ว คงมักจะเคยผ่านหูผ่านตากับคำว่ากรมธรรม์กันมาบ้าง แต่เชื่อว่ามีคนจำนวนไม่น้อยที่ก็ยังไม่เข้าใจความหมายและประโยชน์ที่แท้จริงของกรมธรรม์เสียเท่าไหร่ บางคนอาจกำลังสงสัยว่า กรมธรรม์คืออะไร เอกสารฉบับนี้มีเนื้อหาประกอบด้วยอะไรบ้าง มีวิธีการอ่านรายละเอียดอย่างไร และกรมธรรม์มีความสำคัญกับผู้ถือเอาประกันอย่างไร วันนี้ LUMA จะมาคลายความสงสัยไข้ข้องใจเกี่ยวกับกรมธรรม์ประกันสุขภาพอย่างละเอียดในบทความนี้

กรมธรรม์คืออะไร สำคัญอย่างไร

กรมธรรม์ (Policy) คือเอกสารทางกฎหมายที่เป็นสัญญาระหว่างบริษัทประกันภัย (Insurance Company) และผู้เอาประกัน (Policyholder) ซึ่งกำหนดรายละเอียดและเงื่อนไขของความคุ้มครองที่บริษัทประกันจะให้กับผู้เอาประกันในระหว่างระยะเวลาที่ระบุในกรมธรรม์ กรมธรรม์มักประกอบด้วยข้อมูลต่าง ๆ เช่น

 

ข้อมูลส่วนบุคคล

รายละเอียดของผู้เอาประกันและบุคคลที่เกี่ยวข้อง รวมถึงชื่อ, ที่อยู่, วันเกิด, และข้อมูลส่วนตัวอื่น ๆ

 

รายละเอียดของความคุ้มครอง

รายละเอียดเกี่ยวกับประเภทของประกัน, ระยะเวลาคุ้มครอง, จำนวนเบี้ยประกัน, ส่วนสูงที่คุ้มครอง, และเงื่อนไขการคุ้มครองต่าง ๆ

 

ค่าใช้จ่ายและเบี้ยประกัน

รายละเอียดเกี่ยวกับการชำระค่าเบี้ยประกัน, ระยะเวลาการชำระเบี้ย, และวิธีการชำระเงิน

 

เงื่อนไขและข้อจำกัด

รายละเอียดเกี่ยวกับเงื่อนไขและข้อจำกัดของการคุ้มครอง รวมถึงการยกเว้น (Exclusions) ที่ไม่ได้รับความคุ้มครอง

 

สิ่งที่คุ้มครอง

รายละเอียดเกี่ยวกับสิ่งที่ประกันคุ้มครองในกรณีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และเงื่อนไขการเรียกร้องความคุ้มครอง

 

นโยบายยกเลิก

รายละเอียดเกี่ยวกับกรณีที่บริษัทประกันหยุดให้ความคุ้มครองและเงื่อนไขการยกเลิก

 

กรมธรรม์เป็นเอกสารที่สำคัญในการทำประกันภัย เนื่องจากมันระบุรายละเอียดทั้งหมดของความคุ้มครอง และมีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย ผู้เอาประกันควรอ่านและเข้าใจข้อมูลในกรมธรรม์อย่างละเอียดและติดต่อบริษัทประกันหากมีคำถามหรือข้อสงสัยใด ๆ เกี่ยวกับเนื้อหาของกรมธรรม์หรือเงื่อนไขการคุ้มครอง.

ทำไมกรมธรรม์จึงสำคัญต่อการทำประกัน?

เพราะกรมธรรม์ช่วยให้ผู้ถือประกันทราบถึงข้อตกลง รายละเอียดเงื่อนไขและวงเงินต่างๆ ที่อยู่ในประกันจากบริษัทประกันภัย ซึ่งเป็นสิทธิประโยชน์ของผู้ถือประกันในเรื่องของความคุ้มครอง ค่าชดเชยค่าเสียหายเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน โดยประเภทของกรมธรรม์ได้แก่  กรมธรรม์ประกันภัย กรมธรรม์ประกันรถยนต์ เป็นต้น นอกจากนี้ เอกสารกรมธรรม์จะถูกส่งตามที่อยู่ที่ระบุไว้เมื่อถึงกำหนดชำระค่าเบี้ยประกันเพื่อเป็นหลักฐานในการเคลม ทำให้บริษัทประกันภัยหลายบริษัทปรับเปลี่ยนการส่งกรมธรรม์เป็นแบบออนไลน์ (E-policy) ผ่านทาง LINE แอปพลิเคชั่น หรือ อีเมล เพื่ออำนวยความสะดวกสบายให้กับสมาชิกนั่นเอง

อ่านกรมธรรม์อย่างไรให้เข้าใจง่ายได้ความครบ

รูปเกี่ยวกับกรมธรรม์ในประกัน

เมื่อทราบความหมายว่ากรมธรรม์คืออะไรกันแล้ว ก็ถึงเวลาที่จะเริ่มอ่านกรมธรรม์ประกันสุขภาพกัน โดยข้อมูลส่วนนี้จะแบ่งออกเป็น 3 ส่วนสำคัญที่ผู้เอาประกันควรอ่านและศึกษาให้เข้าใจอย่างละเอียด

ส่วนสรุปข้อมูล

ส่วนสรุปข้อมูลของกรมธรรม์ (Policy Summary) เป็นส่วนแรกของกรมธรรม์ประกันภัยที่จัดทำขึ้นเพื่อให้ผู้เอาประกันเข้าใจข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับกรมธรรม์ได้อย่างง่ายดายและรวบรัด ส่วนสรุปข้อมูลทั่วไปของกรมธรรม์ประกันภัยประกอบด้วยข้อมูลต่าง ๆ ที่มีความสำคัญต่อผู้เอาประกัน โดยส่วนสรุปข้อมูลของกรมธรรม์สามารถรวมรายละเอียดต่อไปนี้

ส่วนผลประโยชน์และการคุ้มครอง

นอกจากการทำความเข้าใจว่ากรมธรรม์คืออะไรแล้ว ข้อมูลส่วนต่อมาที่ควรศึกษาอย่างละเอียดเลยก็คือข้อมูลในส่วนผลประโยชน์และความคุ้มครอง โดยส่วนนี้คือเป็นส่วนที่สำคัญที่สุด เพราะเป็นแจกแจงรายละเอียดผลประโยชน์ วิธีการเรียกร้องสินไหม ทดแทน เงื่อนไขที่บริษัทจะคุ้มครองและไม่คุ้มครอง รวมไปถึงเงื่อนไขต่าง ๆ ในการรับผลประโยชน์ หากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น ข้อมูลส่วนนี้จะเป็นส่วนที่บอกว่า เราจะได้รับผลประโยชน์หรือไม่ เป็นจำนวนเท่าไหร่ และมีเอกสารอะไรบ้างที่ต้องใช้ในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน

ส่วนตารางเบี้ย

ส่วนสุดท้ายจะเป็นส่วนของตารางเบี้ยหรือตารางมูลค่าเงิน ซึ่งจะเป็นบอกข้อมูลเกี่ยวกับจำนวนเงินที่ผู้เอาประกันต้องจ่ายเพื่อรับความคุ้มครอง โดยมีการคำนวณจากเพศ อายุ และแผนที่เลือก โดยอาจเป็นแบ่งเป็นค่าเบี้ยประกันภัยรายเดือน ราย 3 เดือน ราย 6 เดือนหรือรายปี ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่แตกต่างกันออกไปของแต่ละบริษัทประกัน

หากข้อมูลไม่ตรงกับในกรมธรรม์จะมีผลอย่างไร

ประกันสุขภาพ

หากพบว่าข้อมูลในกรมธรรม์ประกันไม่ตรงกับความจริง ควรดำเนินการดังนี้

 

ตรวจสอบกรมธรรม์: ให้คุณตรวจสอบกรมธรรม์ประกันอีกครั้งเพื่อแน่ใจว่าข้อมูลที่คุณพบว่าไม่ตรงเป็นความเป็นจริง โดยดูในส่วนต่าง ๆ ของกรมธรรม์ เช่น รายละเอียดของความคุ้มครอง, ข้อมูลส่วนบุคคล, และเงื่อนไขการคุ้มครอง

 

ติดต่อบริษัทประกัน: หากคุณพบข้อมูลไม่ตรงกับความจริง คุณควรติดต่อกับบริษัทประกันภัยที่ออกกรมธรรม์เพื่อแจ้งปัญหาและขอการแก้ไข บริษัทประกันภัยมักมีแผนการแก้ไขข้อผิดพลาดและแก้ไขข้อมูลในกรมธรรม์

 

ส่งเอกสารเพิ่มเติม: บริษัทประกันอาจขอข้อมูลเพิ่มเติมหรือเอกสารประกอบเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่ถูกแจ้ง เช่น รายงานการรักษาโรค, ประวัติการแพทย์, หรือเอกสารอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

 

อย่าละเลยปัญหา: หากมีข้อมูลไม่ตรงกับความจริงและไม่ได้แก้ไข คุณอาจต้องดำเนินคดีทางกฎหมายเพื่อปรับเปลี่ยนหรือยกเลิกกรมธรรม์หรือในกรณีที่มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับความคุ้มครอง

 

การรักษาความถูกต้องและสรุปข้อมูลในกรมธรรม์ประกันเป็นสิ่งสำคัญ เพราะข้อมูลที่ถูกต้องจะมีผลต่อความคุ้มครองและสิทธิ์ประโยชน์ของคุณในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ที่ต้องเรียกร้องความคุ้มครอง ดังนั้น ควรตรวจสอบและตรวจสอบข้อมูลในกรมธรรม์อย่างระมัดระวังและแจ้งให้บริษัทประกันทราบถ้ามีข้อมูลไม่ถูกต้องหรือข้อผิดพลาดใด ๆ ในกรมธรรม์

กรมธรรม์หายจะมีผลอะไรไหม

ตรวจสอบกรมธรรม์กับบริษัทประกัน

หากกรมธรรม์ประกันหายไป มักจะมีผลต่อความคุ้มครองและความสามารถในการทำรายการเกี่ยวกับประกันภัยของคุณ แต่ผลมีความแตกต่างออกไปขึ้นอยู่กับสถานการณ์และเงื่อนไขของกรมธรรม์ ดังนี้

 

การเรียกร้องความคุ้มครอง: หากคุณต้องการเรียกร้องความคุ้มครอง กรมธรรม์เป็นเอกสารที่สำคัญในกระบวนการเรียกร้อง หากกรมธรรม์หายไป คุณจะต้องแจ้งให้บริษัทประกันทราบและขอสร้างเอกสารแทนที่ ทำให้กระบวนการเรียกร้องอาจล่าช้าลง แต่คุณยังคงมีสิทธิ์ในการเรียกร้องความคุ้มครองตามเงื่อนไขของกรมธรรม์

 

การต่ออายุ: หากคุณต้องการต่ออายุกรมธรรม์ กรมธรรม์เดิมอาจเป็นหลักฐานที่ใช้ในการต่ออายุ แต่หากกรมธรรม์หายไป คุณอาจต้องพิจารณาขอเปิดเผยข้อมูลและขอการต่ออายุใหม่ นี่อาจส่งผลให้คุณต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบข้อมูลและการพิจารณาอีกครั้ง โดยอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นหรือมีเงื่อนไขใหม่ที่เกี่ยวข้องกับการต่ออายุ

 

การยกเลิกกรมธรรม์: หากคุณต้องการยกเลิกกรมธรรม์ประกัน กรมธรรม์เดิมอาจถูกใช้ในกระบวนการยกเลิก แต่หากกรมธรรม์หายไป คุณยังสามารถขอยกเลิกกรมธรรม์ได้ โดยต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดและเงื่อนไขที่ระบุในข้อตกลงของกรมธรรม์และกฎหมายที่มีอิทธิพล

 

สรุปแล้ว การหายไปของกรมธรรม์ประกันสามารถมีผลต่อความคุ้มครองและการทำรายการทางประกันภัยของคุณ แต่คุณยังคงมีอำนาจและสิทธิ์ในการแจ้งให้บริษัทประกันทราบและดำเนินการตามเงื่อนไขเพื่อรับความคุ้มครองหรือการบริหารกรมธรรม์ใหม่ในกรณีที่กรมธรรม์หายไป ควรติดต่อกับบริษัทประกันเพื่อขอความช่วยเหลือและคำแนะนำเพิ่มเติมในกรณีที่กรมธรรม์หาย

ในกรณีที่จำไม่ได้ หรือไม่ทราบ ว่าทำประกันกับที่ไหนไว้บ้าง LUMA รวมวิธีตรวจสอบกรรมธรรม์ไว้แล้ว

สรุป

มาถึงตรงนี้ เชื่อว่าหลายคนก็น่าจะพอมีความกระจ่างมากขึ้นว่ากรมธรรม์คืออะไร และเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดในการทำประกันภัยและผลประโยชน์ของตัวท่านเอง ผู้เอาประกันภัยควรอ่านและศึกษาข้อมูลในกรมธรรม์อย่างละเอียด และติดต่อเจ้าหน้าที่หรือบริษัทประกันภัยหากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับรายละเอียดที่อยู่ในกรมธรรม์ประกันสุขภาพที่ท่านเลือก 

DBD logo

ใบอนุญาตจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

เลขที่ 0105555036794

OIC logo

ใบอนุญาตนายหน้าประกันวินาศภัย เลขที่00008/2555  

ใบอนุญาตนายหน้าประกันภัย เลขที่ ช00012/2564

BOI logo

ได้รับการรับรองจาก BOI 2927/2555

บริษัท ลูม่า แคร์ จำกัด, 57 ปาร์คเวนเชอร์ อีโคเพล็กซ์ ชั้น 9 ยูนิต 912 ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330

Copyright © 2026 lumahealth.com. All Rights Reserved.   นโยบายความเป็นส่วนตัว