ชิมไวน์จอร์เจีย : ค้นพบแหล่งกำเนิดของไวน์

สำหรับใครที่ชื่นชอบดื่มไวน์เป็นพิเศษ เชื่อว่าบทความนี้คงจะถูกใจเป็นแน่แท้ ไวน์เป็นเครื่องดื่มที่ดูหรูหรา แล้วยังเป็นสัญลักษณ์ของดินเนอร์สุดหรู อีกทั้งยังใช้ในการดื่มเพื่อเฉลิมฉลองอีกด้วย แต่จริงแล้วสามารถดื่มไวน์ได้ทุกวัน ซึ่งหลาย ๆ บ้านก็มีไวน์เก็บเอาไว้อยู่แล้ว เพื่อดื่มสังสรรค์กันเองภายในครอบครัว เชื่อกันว่าการดื่มไวน์วันละ 1 แก้ว เพื่อประโยชน์ของสุขภาพที่ดี วันนี้โอกาสดีไปเรียนดูแหล่งกำเนิดของไวน์กันดีไหม จะขอพาไปรู้จักกันให้ลึกอีกนิด จะได้จิบไวน์กันอย่างออกรสมากขึ้น แต่การไปต่างประเทศนั้น จำเป็นต้องทำประกันเดินทางไว้ด้วยนะ เพื่อความอุ่นใจ ถ้าพร้อมแล้วตามมาอ่านกันได้เลยจร้า 

ประวัติของการผลิตไวน์ในประเทศจอร์เจีย 

นักโบราณคดีชี้ให้เห็นว่า ได้มีการพบหลักฐานว่าเริ่มมีการผลิตไวน์รุ่นแรก ๆ ของโลก ในเทือกเขาทางตะวันออกของประเทศจอร์เจีย จึงได้รับการขนานนามว่า เป็นแหล่งกำเนิดของไวน์ เพราะถูกผลิตขึ้นที่นี่มามากกว่า 8,000 ปีแล้ว โดยที่องุ่นพันธุ์ดั้งเดิมนั้นมักจะตั้งชื่อตามแหล่งที่ปลูก อย่างเช่น จังหวัด หรือหมู่บ้าน ซึ่งที่ผ่านมาไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในโลกตะวันตก จากสายพันธุ์องุ่นที่มีอยู่กว่า 2,000 ที่เหมาะสมสำหรับการผลิตไวน์ และมีการปลูกสายพันธุ์เฉพาะ 525 สายพันธุ์ จึงไม่น่าแปลกใจที่ไวน์ยังคงเป็นหนึ่งในดินแดนแห่งไวน์ 

วิธีการผลิตไวน์ 

ไวน์ผลิตมาจากองุ่นเพียว ๆ ไม่มีการเติมแต่งรสชาติเพิ่มแต่อย่างใด รสชาติของไวน์เป็นรสขององุ่นแท้ ซึ่งจะมีความแตกต่างกันออกไปตามสายพันธุ์ขององุ่นที่นำมาผลิต จอร์เจียเป็นหนึ่งในชาติที่ผลิตไวน์เก่าแก่ที่สุดในยุโรป และได้ชื่อว่าเป็น The birth place of wine หรือ The Cradle of Wine Making เมื่อดูจากหลักฐานที่ทำการค้นพบแล้วทำให้เชื่อกันว่า มีการผลิตไวน์ในบริเวณพื้นที่แห่งนี้มาอย่างยาวนาน  

ชาวคอเคซัสค้นพบว่าน้ำองุ่นป่าที่บีบคั้นเอาแต่น้ำไว้ ได้มีการกลายเป็นแอลกอฮอล์ จากนั้นจึงใช้ประสบการณ์พัฒนาความรู้มาเรื่อย ๆ กระทั่งประมาณ 4,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช ชาวจอร์เจียได้มีการคิดค้นภาชนะใส่ไวน์เพื่อเก็บไว้ดื่มนาน ๆ ซึ่งเป็นดินเผา ที่มีลักษณะคล้ายไห เป็นโอ่งดินขนาดใหญ่ที่เรียกว่า Kvevris ที่เคลือบด้วยไขจากรังผึ้ง ปิดฝาด้วยแผ่นไม้ที่ทำไว้ขนาดพอดีกัน แล้วทำการฝังโอ่งไว้ใต้ดิน จึงสามารถเก็บรักษาไว้ได้หลายสิบปี ในปัจจุบันก็ยังใช้วิธีการผลิตแบบนี้กันอยู่ อีกทั้งยังเชื่อกันว่าคำว่า Wine มาจากคำว่า Gvino ในภาษาจอร์เจีย 

จอร์เจียผลิตไวน์จากเขตผลิตหลัก ๆ 7 เขตที่สำคัญคือ คาเคติ (Kakheti) ซึ่งผลิตไวน์ประมาณ 70% ของประเทศ ที่อยู่ทางตะวันออกของประเทศ โดยมีพรมแดนทางตะวันออกและใต้ติดกับอาเซอร์ไบจัน ซึ่งล้อมรอบไปด้วยภูเขาคอเคซัส โดยมีแม่น้ำอลาซานี (Alazani) ที่เป็นดั่งเส้นเลือดสำคัญ จึงเป็นสาเหตุให้เกิดพื้นที่ไมโครไคลเมทคือ Telavi และ Kvareli ซึ่งเป็นเขตที่มีดินฟ้าอากาศเหมาะสม ต่อการปลูกองุ่นทำไวน์มากที่สุด นอกจากนั้นยังมี Kartli, Imereti, Racha-Lechkhumi และ Kvemo โดยจะผลิตไวน์ขาว 75% ที่เหลือเป็นไวน์แดง และโรเซ่เล็กน้อย ไวน์ที่ผลิตแบบดั่งเดิมมักจะระบุชื่อแหล่งผลิต จังหวัดหรือหมู่บ้านไว้ด้วย และยังนิยมนำเอาองุ่นมาผสมรวมกันตั้งแต่ 2 พันธุ์ขึ้นไป  

ไวน์จอร์เจีย

ทำไมจอร์เจียถึงมีชื่อเสียงเรื่องไวน์ 

ที่จอร์เจียมีการผลิตไวน์ได้มากเป็นอันดับที่ 2 ของชาติที่เคยอยู่ในเครือสหภาพโซเวียต ตามหลังมอลโดวา นำหน้ารัสเซีย และ ยูเครน แต่ไวน์ของจอร์เจียนั้น ได้รับรางวัลนานาชาติมากกว่าทุกชาติที่ได้กล่าวมา ซึ่งที่ผ่านมายังไม่เป็นที่รู้จักของทั่วโลก เป็นเช่นนั้นก็เพราะไวน์จอร์เจียประมาณ 90% จำเป็นที่ต้องส่งไปยังตลาดรัสเซีย ในฐานะที่เป็นเจ้านายใหญ่ของสหภาพโซเวียต ครั้นหลังจากที่สหภาพโซเวียตล่มสลายลง จอร์เจียเป็นอิสระจึงได้แยกตัวเป็นประเทศในปี ค.ศ. 1991 ทำให้ไวน์ในดินแดนแห่งทะเลดำแห่งนี้ กลายเป็นที่รู้จักของโลกภายนอกมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งไวน์หวานและกึ่งหวานที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว 

ที่ผ่านมาองุ่นพื้นเมืองของจอร์เจียนั้น มักไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในโลกตะวันตกนัก ซึ่งก็คล้าย ๆ กับองุ่นจากชาติในยุโรปตะวันออก และยุโรปตอนกลางทั่ว ๆ ไป ปัจจุบันตลาดนานาชาติต่างให้ความสนใจกันมากขึ้น ที่จอร์เจียมีองุ่นพื้นเมืองอยู่มากกว่า 400 พันธุ์ แต่ที่สามารถผลิตไวน์ได้ดี และตลาดเป็นที่ยอมรับมีประมาณ 30 กว่าสายพันธุ์ 

ไวน์ของจอร์เจียมีชื่อเสียงขึ้นมา เพราะว่าสร้างขึ้นจากองุ่นพันธุ์พิเศษทางตอนใต้ ซึ่งไม่สามารถพบได้ในยุโรป ปัจจุบันจอร์เจียมีหน่วยงานที่ชื่อว่า Georgian Wines & Spirits : GWS ทำหน้าที่คอยส่งเสริมและให้การสนับสนุนไวน์จอร์เจียให้ทั่วโลกได้รู้จัก อีกทั้งจอร์เจียมีชื่อเสียงในด้านเทคโนโลยีการผลิตไวน์ Kakhetian ส่วนสำคัญของวิธีนี้คือการบ่มและเก็บในอุณหภูมิที่ค่อนข้างคงที่ (14 องศา) เป็นอุณหภูมิที่เหมาะอย่างยิ่ง 

คุณภาพไวน์ดีหรือไม่  

จอร์เจียนับได้ว่าเป็นผู้ผลิตไวน์ชั้นดีและมีคุณภาพ โดยไวน์ที่มีชื่อเสียงที่ดีที่สุดคือ  

Khvanchkara

เป็นราชินีแห่งไวน์กึ่งหวาน และความภาคภูมิใจของผู้ผลิตไวน์ในท้องถิ่น มีกลิ่นหอมและรสชาตินุ่มนวลด้วยโทนราสเบอร์รี่ ให้การผสมผสานที่ลงตัวของรสชาติ เป็นที่ทราบกันดีจากแหล่งที่เชื่อถือได้ว่า  Khvanchkara เป็นไวน์โปรดของสตาลิน จัดว่าเป็นไวน์ที่เป็นผู้นำในการแข่งขันชิมไวน์ระดับนานาชาติหลายครั้ง  เป็นไวน์ที่ได้รับรางวัลเหรียญทองจากการแข่งขันระดับนานาชาติหลายครั้ง ไวน์นี้สีดั่งทับทิมเชอร์รี่สีเข้มโปร่งใส ที่ผลิตจากองุ่น Aleksandrouli และ Mujuretuli ซึ่งเติบโตในจอร์เจียตะวันตก บนดินแดน Colchis ซึ่งเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกจากเรื่องราวเกี่ยวกับขนแกะทองคำ ซึ่งถูกขโมยไปจากดินแดนโบราณแห่งนี้ นับว่าเป็นไวน์ชั้นดี สำหรับราคาประมาณ 642 บาท 

Kindzmarauli

ไวน์ที่มีชื่อเสียงที่สุดของ Kakheti ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากจากนายพล Joseph Vissarionovich Stalin ของสหภาพโซเวียต ปรากฎตัวครั้งแรกที่ Kakheti หมู่บ้าน Kindzmarauli ซึ่งตั้งอยู่ในที่ราบ Alazan-Agrichay ที่เชิงเทือกเขาคอเคซัส เป็นเครื่องดื่มที่มีชื่อ ที่ผลิตจากองุ่น Sapevavi ซึ่งพื้นที่ไร่องุ่นครอบคลุม 120 เฮกตาร์ สถานที่อันงดงามแห่งนี้ตั้งอยู่ริมฝั่ง Duruja สภาพธรรมชาติพิเศษเหล่านี้ทำให้เกิด Terroir ซึ่งใช้เทคโนโลยี Imeretian ในปี พ.ศ. 2485 ผู้ผลิตไวน์ที่ดีที่สุดของจอร์เจียได้เปิดตัวไวน์ โดยกระบวนการทางเทคโนโลยีของการผลิต มาจากประเพณีเก่าแก่ของการผลิตในท้องถิ่น ซึ่งผ่านการทดสอบมานานหลายศตวรรษ ไวน์กึ่งหวานสีแดงดั่งสีโกเมนเข้ม ที่มาพร้อมกับรสชาติที่ละเอียดอ่อนและนุ่มนวล ได้รับรางวัล 3 เหรียญทอง 4 เหรียญเงิน และเหรียญทองแดงในการแข่งขันระดับนานาชาติ สำหรับราคาประมาณ 428 บาท 

Mukuzani

ไวน์แดงแห้งที่ดีที่สุด ที่ทำจากองุ่นพันธุ์ Sapevavi 100% จากเขต Mukuzani, Kakheti ทำการผลิตแบบดั่งเดิม เป็นไวน์แดงประเภทดรายที่ยอดเยี่ยมที่สุด ซึ่งเคยได้รับรางวัลการประกวดระดับนานาชาติมาอย่างมากมาย ผลิตขึ้นมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2431 ไวน์นี้มีสีทับทิมเข้มโปล่งใส ที่ให้กลิ่นหอมของผลไม้อย่างเด่นชัด อีกทั้งรสชาติก็นุ่มละมุน และมีรสที่ค้างในคอซึ่งเป็นรสของเบอร์รี่ป่า คุณสมบัติหลักคือไวน์นี้มีอายุอย่างน้อย 3 ปี ที่ทำการหมักในถังไม้โอ๊ค สำหรับราคาประมาณ 513 บาท 

Tsinandali

ไวน์ขาวแห้งชั้นยอดนี้ เป็นความภูมิใจของผู้ผลิตไวน์ Kakhetian มีการผลิตตั้งแต่ปี พ.ศ.2429 ที่ทำจากองุ่น Rkatsiteli และ Mtsvane ให้รสชาติเยี่ยมละเอียดอ่อน ได้รับรางวัล 10 เหรียญทองและ 9 เหรียญเงินจากการแข่งขันระดับนานาชาติ สำหรับราคาประมาณ 410 บาท 

Akhasheni

ไวน์กึ่งหวานสีแดง ที่มีกลิ่นหอมเข้ม คุณสมบัติของรสชาติกับโทนช็อคโกแลต ทำจากองุ่น Sapevavi ซึ่งปลูกในภูมิภาค Gurjaan นำเสนอเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ.2501 ตั้งแต่นั้นมาก็ได้รับรางวัล 6 เหรียญทอง และ 5 เหรียญเงิน สำหรับราคาประมาณ 445 บาท 

สุดท้ายนี้ สำหรับใครที่กำลังให้ความสนใจอยากจะไปเที่ยวจอร์เจีย ซึ่งเป็นอีกประเทศหนึ่งที่กำลังเป็นที่นิยมของนักเดินทางทั่วไป เนื่องจากว่าเป็นต้นกำเนิดของไวน์ อีกทั้งสถานที่ท่องเที่ยวก็ใช่ย่อย ว่ากันว่าที่นี่นะวิวสวยหลักล้าน จิบไวน์กันแค่หลักร้อย จะจริงหรือเปล่าไปพิสูจน์กันได้นะ แต่อย่าลืมทำประกันเดินทางสำหรับจอร์เจีย กันไว้ด้วย เพื่อความปลอดภัย และให้ความอุ่นใจทุกครั้งที่เดินทางไปต่างประเทศ

อ่านเพิ่มเติม:

ที่เที่ยวยอดฮิต ไปนอร์เวย์ทั้งที ต้องแวะ!

ประเทศนอร์เวย์ เป็นประเทศในแถบกลุ่มสแกนดิเนเวีย มีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาล ที่ซึ่งจัดว่าเป็นหนึ่งในประเทศยอดฮิต ติดอันดับของเหล่าสายนักท่องเที่ยวแนวแอดเวนเจอร์ อีกทั้งยังมีสายรักธรรมชาติที่อยากไปท่องเที่ยวที่นี่กัน ด้วยความที่มีแนวชายฝั่งที่ยาว โดยแต่ละเมืองต่างก็มีสิ่งพิเศษมากมาย ที่เปล่งประกายความงดงามแตกต่างกันไป หากใครที่ต้องการไปท่องเที่ยวในทวีปยุโรป ต่างก็อยากสัมผัสกับวิวทิวทัศน์ของภูเขาโดยรอบที่สีเขียวขจี อีกทั้งต้นน้ำลำธารอันใสสะอาดตา รวมไปถึงแหล่งท่องเที่ยวมากมาย ที่เรียงรายกันอย่างล้นหลาม เพื่อให้นักท่องเที่ยวทั้งหลายได้ออกมาเปิดโลกกว้าง และรับความสนุกสนานกันได้อย่างเต็มอิ่ม

นอร์เวย์นั้นเต็มไปด้วยธรรมชาติที่สวยสุดอลังการ มีสถานที่ท่องเที่ยวให้ได้ไปเยือนกันไม่รู้เบื่อ ซึ่งคิดว่าคงเป็นสถานที่ในฝันของบรรดานักเดินทางหลายคน เพราะมีทั้งภูเขา น้ำตก ท้องทะเล และยังเป็นสถานที่ยอดนิยมในการไปดูแสงเหนืออีกด้วย สำหรับใครที่ต้องการเที่ยวต่างประเทศที่สวย ๆ สุดอลังการแล้ว บอกเลยว่านอร์เวย์จัดว่าเป็นจุดหมายที่เหมาะมาก ไปแล้วต้องแวะ ซึ่งมีที่เที่ยวยอดฮิตที่ไหนบ้าง แล้วจะมีความสวยงามประทับใจกันอย่างไร เราไปดูกันเลย

กรุงออสโล (Oslo) เมืองหลวงของประเทศนอร์เวย์

กรุงออสโลเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของนอร์เวย์ จัดว่าเป็นศูนย์รวมความเจริญของประเทศในด้านต่าง ๆ เอาไว้ และเป็นศูนย์กลางสากลที่มีสถาปัตยกรรมระดับโลก ที่ทั้งเก่าและใหม่รวมไว้ด้วยกัน อีกทั้งยังมีร้านอาหาร และแหล่งช้อปปิ้งมากมาย จัดว่าเป็นหนึ่งในเมืองที่เติบโตเร็วที่สุดของยุโรปในทศวรรษนี้ ออสโลยังรายล้อมไปด้วยธรรมชาติ อันมีทะเลสาบ ป่าเขา อีกทั้งบ้านเมืองก็เป็นระเบียบเรียบร้อย มีการควบคุมมลพิษอย่างเคร่งครัด จึงทำให้ได้รับอากาศดี สดชื่น จนทำให้ออสโลได้ชื่อว่าเป็นปอดของยุโรป ในเมืองออสโลยังมีที่เที่ยวอันน่าสนใจอีกมากมาย อย่างเช่น

โอเปร่าเฮ้าส์ออสโล ซึ่งเป็นแลนด์มาร์คสำคัญที่นักท่องเที่ยวพลาดไม่ได้ ซึ่งเป็นศูนย์วัฒนธรรมที่ใหญ่ที่สุดในนอร์เวย์ เป็นที่ตั้งของคณะอุปรากรและบัลเล่ต์ระดับชาติ อาคารทรงเลขาคณิตที่มีความโมเดิร์น ที่สร้างมาจากกระจกและหินอ่อนขนาดใหญ่ ซึ่งมีดีไซน์อันสะดุดตา ออกแบบมาให้ดูเหมือนธารน้ำแข็งยักษ์โผล่ขึ้นมาจากน้ำ และมีสะพานที่ลาดเอียงสีขาวโพลน ในนั้นมีเวทีสามแห่ง และมีมากกว่า 1,000 ห้อง ที่มีการจัดแสดงโอเปร่าและบัลเล่ต์ อีกทั้งนักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมตอนฝึกซ้อมได้ด้วย และยังมีศูนย์เพื่อการศึกษาของโอเปร่าอยู่ด้วยกัน

การเดินทางก็สะดวก สามารถขึ้นรถไฟ NSB ไปยังสถานีออสโลเซ็นทรัล เพื่อไปยังโอเปร่าเฮ้าส์ได้เลย

วันจันทร์ – วันเสาร์ เวลา 13.00 น

วันอาทิตย์ เวลา 14.00 น.

ที่เที่ยวนอร์เวย์

North Cape สัมผัสพระอาทิตย์เที่ยงคืน

ความมหัศจรรย์ของนอร์เวย์ไม่ได้มีแค่เพียงแสงเหนือเท่านั้น ที่คอยเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยวให้ไปชม นอร์เวย์ยังมีอีกหนึ่งปรากฎการณ์ธรรมชาติ ที่จัดเป็นความไฝ่ฝันของนักท่องเที่ยวทั้งหลาย นั่นก็คือปรากฎการณ์พระอาทิตย์เที่ยงคืน โดย Midnight Sun นี้จะเกิดขึ้นในช่วงฤดูร้อนของยุโรป และในบริเวณใกล้เคียงนอร์ทเคป ส่วนเดือนที่สามารถจะสัมผัสปรากฎการณ์นี้ได้ ก็จะอยู่ในช่วงประมาณเดือนมิถุนายน – สิงหาคมของทุกปี จนทำให้นอร์เวย์ได้รับสมญานามว่า ดินแดนพระอาทิตย์เที่ยงคืน

จุดที่นักท่องเที่ยวนิยมมาชมพระอาทิตย์เที่ยงคืนกันก็คือ นอร์ทเคปนั่นเอง ซึ่งเป็นสถานที่เที่ยวชื่อดัง ซึ่งตั้งอยู่บนเกาะมาเกโรยา (Mageroya) เป็นที่มีลักษณะเป็นปลายแหลมอยู่บนหน้าผา มีความสูงประมาณ 307 เมตรจากระดับน้ำทะเล เบื้องล่างเป็นวิวท้องทะเลแบเร็นต์ (Barents Sea) อันสวยสดงดงาม ที่นอร์ทเคป ที่นี่ยังเป็นสถานที่ได้ระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 พระบทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงเสด็จประพาสยุโรป เมื่อปี พ.ศ. 2450 ทรงเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศนอร์เวย์ และได้เสด็จไปยังนอร์ทเคป นับได้ว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าแผ่นดินจากต่างแดนพระองค์แรก ที่ได้เสด็จไปยังนอร์ทเคป พระองค์ทรงจารึกอักษรพระนามย่อ จปร. ไว้บนก้อนหินว่ากันว่าหลักฐานชิ้นนี้ถูกค้นพบโดยบังเอิญ ที่นี่ยังมีพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับนอร์ทเคป และภายในพิพิธภัณฑ์ยังได้มีการจัดแสดงเรื่องราวการเสด็จประพาสของล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 อีกด้วย

การเดินทาง ไปด้วยทางหลวงหมายเลข E69 ของยุโรปผ่านอุโมงค์นอร์ทเคป ซึ่งเป็นอุโมงค์ใต้ทะเลที่เชื่อมระหว่างเกาะมาเกโรยากับแผ่นดินใหญ่ หรือเส้นทางจักรยาน EuroVelo EV1, EV7 และ EV11 เชื่อมต่อ North Cape ไปยัง Sagres, โปรตุเกส, มอลตา และเอเธนส์ ตามลำดับ

ศูนย์ข้อมูลนักท่องเที่ยว

เดือนกันยายน – เมษายน            วันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 11.00-14.00 น.

วันเสาร์ – อาทิตย์ ปิดทำการ

เดือนพฤษภาคม – สิงหาคม         วันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 09.00-20.00 น.

วันเสาร์ – อาทิตย์ 12.00-19.00 น.

ที่เที่ยวนอร์เวย์

สวาลบาร์ด (Svalbard) ยืนเท่ห์ ๆ กลางดงหมีขั้วโลก

เกาะนี้เป็นเกาะใหญ่ที่ตั้งอยู่เยื้องไปทางขั้วโลกเหนือ ในทางภูมิศาสตร์นั้นตั้งอยู่จุดเหนือเส้นอาร์คติค จึงทำให้ที่นี่เป็นสถานที่มีอุณหภูมิที่หนาวเย็นตลอดปี แต่บางเดือนแสงอาทิตย์ก็แทบไม่ตกดินเลย อย่างเช่น ในเดือนมิถุนายน – กรกฎาคม ซึ่งจะเป็นช่วงที่เกาะนี้จะไม่มีเวลากลางคืน และช่วงระหว่างเดือนตุลาคม – กุมภาพันธ์ของทุกปี เกาะแห่งนี้ก็จะมืดมิดไร้ซึ่งแสงตะวัน มันจะสลับกันเช่นไปตลอดปี หากใครไปเที่ยวช่วงนี้จะไม่ได้สัมผัสกับแสงอาทิตย์กันเลย ซึ่งจะเรียกปรากฎการณ์ทางธรรมชาตินี้ว่าโพลาร์ไนท์ (Polar Night) หมายถึง สถานที่ที่ไม่ได้รับแสงอาทิตย์นาน 24 ชั่วโมง อุณหภูมิเฉลี่ยที่สวาบาร์ดจะอยู่ที่ -16 ในหน้าหนาว และสูงสุดคือ 20 องศาเซลเซียสในหน้าร้อน

สวาลบาร์ดเป็นภาษาของชาวนอร์ธโบราณ (เป็นชื่อเรียกของชาวไวกิ้งโบราณ) ซึ่งแปลว่าพื้นที่ชายฝั่งที่หนาวเย็น โดยการค้นพบทวีปนี้มีแหล่งอ้างอิงจากจดหมายเหตุต่าง ๆ มาเกือบ 1,000 ปี และเนื่องจากรอบ ๆ นั้นมีพวกวาฬอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก เกาะนี้จึงถูกใช้เป็นฐานสำหรับชาวประมงที่ออกมาล่าวาฬ ปัจจุบันจะพบเห็นแต่เพียงอาคาร ที่เคยใช้เป็นฐานสำหรับนักล่าวาฬเท่านั้น เป็นเกาะที่อยู่ใกล้กับขั้วโลกเหนือมากที่สุด โดยมีมหาสมุทรอาร์คติกกั้นขวางอยู่ ระหว่างชายแดนนอร์เวย์กับขั้วโลกเหนือ เป็นเกาะที่มีประชากรอาศัยอยู่เพียง 3,000 คนเท่านั้น ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่โล่งกว้าง เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ต่าง ๆ อย่างเช่น หมีขั้วโลก กวาง หมาจิ้งจอก เป็นต้น อีกทั้งสวาลบาร์ดยังเป็นคลังเก็บเมล็ดพันธุ์พืชโลก ซึ่งสามารถเก็บรักษาไว้ได้เป็นเวลานานหลายร้อยปีหรือนับพันปีเลยทีเดียว

สวาลบาร์ดอยู่ในอำนาจอธิปไตยของนอร์เวย์ และอยู่ห่างจากกรุงออสโล เมืองหลวงประมาณ 2,000 กม. โดยใช้เวลาบินประมาณ 3 ชั่วโมง เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่เป็นสายลุย ที่หลงรักในความเงียบสงบ และอยากชมธรรมชาติอันบริสุทธิ์ ที่สำคัญยังเป็นจุดชมแสงเหนือที่สวยงามมาก ๆ อีกที่หนึ่งด้วย สวาลบาร์ด เป็นเขตปกครองพิเศษ ผู้ที่จะเดินทางเข้าออกสามารถเข้าออกได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า หรือตรวจตราใด ๆ ทั้งการไปท่องเที่ยว และการไปทำงาน ถ้าจะไปทัวร์จากประเทศไทยต้องเข้านอร์เวย์ก่อน ซึ่งต้องเป็นวีซ่าเชงเก้น และต้องเป็นแบบ Multiple Entry Visa (เป็นวีซ่าที่เข้าออกประเทศในกลุ่มเชงเก้นได้หลายครั้ง)

การเดินทางไปเที่ยวสวาลบาร์ด จะต้องนั่งเครื่องบินไปลงที่ประเทศนอร์เวย์ก่อน จากนั้นนั่งเครื่องบินภายในประเทศไปยังสนามบินลองเยียร์เบียน ซึ่งเป็นศูนย์กลางของสวาลบาร์ด

ศูนย์ข้อมูลนักท่องเที่ยวสวาลบาร์ด              

มกราคม 10 – 16 (12 – 16 สัปดาห์)

กุมภาพันธ์ – พฤษภาคม 10 – 16 (ตลอดวัน)

มิถุนายน – สิงหาคม 10 – 17 (ตลอดวัน)

กันยายน – ตุลาคม 10 – 16 (ตลอดวัน)

พฤศจิกายน – ธันวาคม 10 – 16 (12 – 16 สัปดาห์)

ที่เที่ยวนอร์เวย์

หากว่าต้องเดินทางไปต่างประเทศแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการไปทำงาน หรือการเดินทางท่องเที่ยวก็ตาม เพื่อความอุ่นใจ คุ้มครองทั้งร่างกาย ทำให้การเดินทางไปต่างประเทศได้อย่างสบายใจ ก็ต้องซื้อประกันเดินทางสำหรับประเทศนอร์เวย์ เพื่อคุ้มครองความสูญเสียที่อาจคาดไม่ถึง ก็จะทำให้ไปเที่ยวสถานที่ต่าง ๆ ที่ต้องการได้อย่างสนุกสนาน ไร้ความกังวลใจ สถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นออสโล, North Cape และสวาลบาร์ด ซึ่งเป็นสถานที่สวยงาม ใครไปแล้วเชื่อแน่ว่าต้องชอบ และสัมผัสกับธรรมชาติสุดมหัศจรรย์ด้วยตาตัวเอง

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเดินทางในนอร์เวย์:

10 ประโยคที่ใช้บ่อยเมื่อไปเที่ยวอิตาลี

หากคุณกำลังวางแผนจะไปเที่ยวอิตาลี นอกจากการศึกษาสถานที่ท่องเที่ยว แหล่งช็อปปิ้ง แหล่งอาหารร้านเด็ดร้านดังแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ไม่ควรละเลยก็คือการเรียนรู้วลี คำ หรือประโยคพื้นฐานที่ใช้บ่อยเมื่อไปเที่ยวอิตาลี เพื่อให้สื่อสารกับคนพื้นถิ่นได้อย่างเข้าใจมากยิ่งขึ้น และถือเป็นการเคารพวัฒนธรรมภาษาอิตาลีอีกด้วย ซึ่งวันนี้เราจะพาทุกคนมาทำความรู้จักกับ 10 ประโยคที่ใช้บ่อยเมื่อไปเที่ยวอิตาลี รวมถึงข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับภาษาอิตาลี และมารยาทที่ควรรักษาเมื่อไปเที่ยวอิตาลี พร้อมแล้วก็ตามมาอ่านกันได้เลย

แนะนำข้อมูลภาษาอิตาลี

ภาษาอิตาลีถูกจัดในกลุ่มภาษาโรมานซ์ ซึ่งมีรากศัพท์มาจากภาษาละติน เช่นเดียวกับพวกภาษาสเปน ภาษาโปรตุเกส และภาษาฝรั่งเศส การอ่านเขียน รวมถึงการออกเสียงภาษาอิตาลีนั้นง่ายมาก ๆ ถ้าหากว่าคุณเข้าใจการออกเสียงของภาษาอังกฤษ โดยภาษาอิตาลีจะมีอักษรเพียง 21 ตัวเท่านั้น โดยแบ่งออกเป็นสระ 5 ตัว คือ A E I O U และอีก 16 ตัวจะเป็นพยัญชนะ รวมถึงรูปแบบประโยคของภาษาอิตาลีนั้นก็มีความคล้ายคลึงกับภาษาอังกฤษ คือเริ่มจากประธาน กริยา และตามด้วยกรรม ทั้งยังมีการใช้ Tense บ่งบอกระยะเวลาอดีต ปัจจุบัน อนาคตอย่างชัดเจน นอกจากนี้หากคุณรู้หลักที่ชัดเจนของภาษาอิตาลีแล้ว ก็สามารถต่อยอดไปเรียนภาษาอื่น ๆ โดยเฉพาะในกลุ่มภาษาโรมานซ์ได้แบบสบาย ๆ เลยล่ะ 

10 ประโยคหรือคำพูดที่ใช้บ่อยเมื่อไปเที่ยวอิตาลี

การเรียนรู้ภาษาอิตาลีสัก 5-10 ประโยคนั้นจะเป็นประโยชน์ในการท่องเที่ยวประเทศอิตาลีเป็นอย่างมาก ไม่ว่าคุณจะไว้ใช้ทักทาย ขอร้อง ขอโทษ ขอบคุณ หรือแม้แต่การสอบถามเส้นทาง สอบถามราคาข้าวของต่าง ๆ ดังนี้

สวัสดี / ทักทาย

สำหรับภาษาอิตาลีนั้นมีคำสวัสดี หรือทักทายที่เป็นเอกลักษณ์ก็คือคำว่า Ciao (อ่านว่า เชา) ซึ่งมักจะถูกใช้เป็นคำทักทายคนสนิท เพื่อน คนในครอบครัว ต่างจากการใช้สวัสดี หรือทักทายคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนที่จะเป็นการทักทาย 3 ช่วงเวลา ได้แก่ อรุณสวัสดิ์ Buon Giorno (อ่านว่า บวนโจร์โน่) สวัสดีตอนบ่าย Buon Pomeriggio (อ่านว่า บอนโปเมรีโจ)  และสวัสดีตอนเย็น Buona Sera (อ่านว่า บอนนาเซร่า) ซึ่งจะมีความเป็นทางการ สามารถใช้ทักทายพนักงานตามห้างฯ ร้านอาหาร โรงแรม หรือคนทั่วไปได้อย่างอิสระ

ขอบคุณ

คำขอบคุณก็เป็นอีกหนึ่งวลีที่ถูกใช้บ่อยมากที่สุดในหมู่นักท่องเที่ยว ซึ่งคำว่าขอบคุณในภาษาอิตาลีนั้นจะใช้คำว่า Grazie (อ่านว่า กราเซียเอ) ที่สามารถใช้ขอบคุณได้ในทุกสถานการณ์ทั้งแบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการ ตั้งแต่คนขับแท็กซี่ พนักงานขนกระเป๋าของโรงแรม พนักงานเสิร์ฟในร้านอาหารไปจนถึงผู้คนที่คุณไม่รู้จักมักจี่กันมาก่อน แต่คุณต้องการแสดงการขอบคุณคนนั้น ๆ ก็สามารถใช้คำนี้ได้เลย ขณะเดียวกันถ้าหากคุณรู้สึกขอบคุณมาก ๆ สามารถใช้คำว่า Grazie Mille (อ่านว่า  กราเซียเอมิลเล่) หรือ Molte Grazie (อ่านว่า โมลเต้กราเซียเอ) ก็ได้

ด้วยความยินดี / ไม่เป็นไร

เมื่อมีคนขอบคุณแล้ว เราก็ควรตอบกลับด้วยคำว่า ไม่เป็นไร หรือด้วยความยินดี ซึ่งในภาษาอิตาลีสามารถพูดได้ว่า Prego (อ่านว่า เปรโก) ที่มีหลักการใช้คล้าย ๆ กับคำว่า You’re welcome ในภาษาอังกฤษ คือ สามารถใช้เพื่อตอบรับคนที่ขอบคุณคุณก็ได้ หรือจะใช้เพื่อเป็นการเชิญให้อีกฝ่ายพูดเรื่องราวต่าง ๆ ออกมาก่อนที่คุณจะพูด รวมถึงถ้ามีคนมาเคาะประตู คุณก็สามารถบอกว่า Prego (อ่านว่า เปรโก) เพื่อเป็นการอนุญาตให้เขาเข้ามาห้อง หรือเป็นการบอกว่ายินดีต้อนรับก็ได้เช่นกัน

ขอโทษ / ขออภัย

ไม่ต่างจากคำว่าขอบคุณ คำว่าขอโทษนั้นก็เป็นคำที่ใช้พูดบ่อยในต่างแดน ไม่ว่าจะเป็นการเกิดอุบัติเหตุเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างการเดินชนไหล่กันในตอนข้ามถนน เดินเหยียบท้าในตอนที่อยู่ที่ที่คนพลุกพล่าน หรือแม้แต่การเข้าประโยคเพื่อขอความช่วยเหลือ (Excuse me) ซึ่งในภาษาอิตาลีนั้นก็มีการพูดขอโทษ 2 รูปแบบด้วยกัน Scusi (อ่านว่า ส่ะกูสิ) สำหรับระดับที่เป็นทางการ นิยมใช้กับผู้ที่มีอายุมากกว่า หรือใช้เวลาเรียกพนักงานเพื่อสั่งอาหาร หรือซื้อสินค้า ส่วน Scusa (อ่านว่า ส่ะกูซ่า) จะเป็นภาษาระดับไม่เป็นทางการนิยมใช้ขอโทษเพื่อนสนิท และคนในครอบครัว  

ฉันต้องการ…

การบอกความต้องการของเราเป็นภาษาท้องถิ่นของประเทศนั้น ๆ ก็เป็นสิ่งที่ต้องทำบ่อยไม่ใช่น้อย ไม่ว่าจะไปร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า หรือใช้บริการอื่น ๆ ซึ่งภาษาอิตาลีคำว่าฉันต้องการ…นั้น สามารถพูดได้ว่า Vorrei… (อ่านว่า วอเร)  แล้วตามด้วยสิ่งของที่ต้องการได้เลย เช่น ถ้าต้องการบอกว่าฉันต้องการเบียร์ จะพูดว่า vorrei una birra” (อ่านว่า วอเร อูน่า บีร่า) หรือฉันต้องการไอศกรีมจะพูดว่า “vorrei un gelato” (อ่านว่า วอเร อุน เจลาโต้) หรือถ้าไม่รู้ว่าคำนาม หรือเมนูนั้นเรียกว่าอย่างไรก็สามารถพูดได้ว่า ฉันต้องการอันนั้น/สิ่งนั้น “vorrei quello” (อ่านว่า วอเร เควโล) แทนได้เช่นกัน

ราคาเท่าไหร่

เมื่อได้สิ่งของที่ต้องการแล้ว แน่นอนว่าก็ได้เวลาจับจ่ายใช้สอย และหนึ่งวลียอดฮิตเวลาคุยกับพ่อค้าแม่ขายก็คือ สิ่งของชิ้นนั้น ๆ ราคาเท่าไหร่ ซึ่งในภาษาอิตาลีจะต้องพูดว่า Quanto costa? (อ่านว่า ควอนโต คอสต้า) แต่ถ้ามีหลายชิ้นรวม ๆ กัน หรือต้องการถามว่าของทั้งหมดนั้นราคาเท่าไหร่จะพูดว่า Quanto costano? (อ่านว่า ควอนโต คอสตาโน่) หรือถ้าต้องการถามพนักงานถึงยอดเงินที่ต้องชำระทั้งหมดนั้น จะต้องพูดว่า “Quant’è?” (อ่านว่า ควอนเต้) ทั้งหมดเท่าไหร่และถ้าต้องการต่อราคาสักเล็กน้อยก็สามารถพูดได้ว่าลดให้หน่อยได้ไหม Mi fa uno sconto? (อ่านว่า มี ฟา อูโน่ ส่ะคอนโต้) แต่ขอแนะนำว่าให้ใช้ประโยคนี้ในตลาด หรือร้านค้าเล็ก ๆ เท่านั้นนะ

…อยู่ที่ไหน?

ในสถานการณ์ที่คุณกำลังมองหาเส้นทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยว หรือจุดหมายปลายทาง แต่ไม่มั่นใจในเส้นทางนั้นสามารถพูดเป็นภาษาอิตาลีได้ว่า Dov’è… ? (อ่านว่า โดเฟว่) ตามด้วยชื่อสถานที่ที่คุณต้องการจะไป ไม่ว่าจะเป็น ห้องน้ำอยู่ที่ไหน? Dov’è il bagno? (อ่านว่า โดเฟว่ อิล แบคโน่) ตู้เสื้อผ้าอยู่ที่ไหน Dov’è la guardaroba? (อ่านว่า โดเฟว่ ลา กรัวดาโรบ้า) และตู้ ATM อยู่ที่ไหน Dove posso trovare uno sportello bancomat? (อ่านว่า โดเฟว่ พอสโซ่ โทรวาเร อูโน่ สะปอร์เตลโล่ บันโคมัท) เป็นต้น ซึ่งในบางทีชาวอิตาลีก็จะอธิบายเร็วมาก ๆ จนคุณฟังไม่ทัน แนะนำว่าหากฟังไม่ทันให้บอกพวกเขาว่า Ripeta, per favore (อ่านว่า ริเพต้า เพอร์ ฟาวอเร) เพื่อให้เขาอธิบายเส้นทางการเดินทางอีกครั้ง

ยินดีที่ได้รู้จัก

สำหรับนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการผูกมิตรหาเพื่อนในต่างแดนนั้น เมื่อไหร่ที่อีกฝ่ายได้ทำการแนะนำตัวแล้ว เราก็จำเป็นต้องตอบรับการทำความรู้จักนั้นด้วยการพูดว่ายินดีที่ได้รู้จัก หรือในภาษาอังกฤษที่มักพูดว่า Nice to meet you นั่นเอง ซึ่งในภาษาอิตาลีจะพูดอย่างเป็นทางการว่า Piacere di conoscerla (อ่านว่า ปีอาเชเร ดี โคโนเชร์ลา) หรือแบบไม่เป็นทางการ ไว้พูดกับคนสนิท คนในวัยเดียวกันก็จะใช้เป็น Piacere di conoscerti (อ่านว่า ปีอาเชเร ดี โคโนเชร์ตี) ส่วนคนท้องถิ่นจะนิยมพูดสั้น ๆ ว่า Piacere  (อ่านว่า ปีอาเชเร)

ลาก่อน

เมื่อทักทายพูดคุยกันเรียบร้อยแล้ว ก็ได้เวลาที่จะต้องเอ่ยคำลา ซึ่งในภาษาอิตาลีนั้นสามารถพูดว่า “ลาก่อน” ได้หลายรูปบบด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น Arrivederci (อ่านว่า อาริเวเดร์ชี)  ที่เป็นคำบอกลาอย่างเป็นทางการ สามารถใช้ได้กับทุกคนทุกเพศทุกวัย หรือถ้าจะบอกว่าสักวันหนึ่งเราคงพบกันอีกจะใช้ว่า Arrivederla (อ่านว่า อาริเวเดร์ลา) กลับกันถ้าต้องการความเป็นกันเองเล็กน้อยก็จะใช้ A dopo (อ่านว่า อะ โดโพ) หรือ Ci vediamo  (อ่านว่า ชี เวดิอาโม่) แต่ถ้าเป็นการบอกล่าเพื่อจะเจอกันใหม่ในวันพรุ่งนี้ก็จะใช้ A domani (อ่านว่า อะ โดมานิ) แทน ส่วนถ้านิยมพิมพ์เป็นข้อความว่าเจอกันคราวหน้าจะใช้เป็น Ci sentiamo (อ่านว่า ชี เซนติอาโม่)

พูดภาษาอังกฤษได้ไหม?

แม้ว่าชาวอิตาลีจะแฮปปี้ที่เห็นคุณพยายามใช้ภาษาของพวกเขามากสักเท่าไหร่ แต่ถ้าหากท้ายที่สุดแล้วไม่สามารถสื่อสารภาษาอิตาลีให้คนท้องถิ่นเข้าใจได้ชัดเจนนั้น ประโยคหนึ่งที่คุณควรพูดกับพวกเขาก็คือ Parla Inglese? (อ่านว่า ปาร์ลา อิงเกรเซ่) หรือที่แปลว่า คุณพูดภาษาอังกฤษได้ไหม? นั่นเอง ถ้าเขาพูดได้เขาก็อาจจะตอบกลับมาว่า Piccolo (อ่านว่า พิกโคโล่) ที่แปลว่าได้นิดหน่อย เท่านี้คุณก็จะได้สื่อสารกับคนท้องถิ่นได้รู้เรื่องและเข้าใจตรงกันได้มากขึ้นระดับหนึ่งแล้วล่ะ

 

ภาษาอิตาลี

ประโยค การกระทำ หรือมารยาทที่ควรระวังเวลาอยู่ที่ประเทศอิตาลี

เลี่ยงการทักทายว่า “Ciao” (อ่านว่า เชา) กับคนที่เคยพบกันครั้งแรก กลับกันควรทักทายเขาตามช่วงเวลานั้น ๆ ว่า อรุณสวัสดิ์ Buon Giorno (อ่านว่า บวนโจร์โน่) สวัสดีตอนบ่าย Buon Pomeriggio (อ่านว่า บอนโปเมรีโจ)  และสวัสดีตอนเย็น Buona Sera (อ่านว่า บอนนาเซร่า) อย่างสุภาพและยิ้มแย้มแทน

ชาวอิตาลีมักยื่นมือมาเช็คแฮนด์เพื่อเป็นการทักทายคนที่เพิ่งเคยเจอกันครั้งแรก และตามธรรมเนียมถ้าเป็นผู้หญิงคุยกับผู้ชาย ฝ่ายหญิงจะต้องเป็นผู้ที่ยื่นมืออกไปก่อน ส่วนการทักทายแต่เพื่อน หรือคนสนิทจะเป็นการจูบแก้มแทน

  • ควรเลี่ยงการส่งเสียงดังโวยวาย หรือพูดคำหยาบเป็นภาษาอังกฤษในที่สาธารณะ เพราะปกติแล้วชาวอิตาลีจะมองคนประเทศอื่นที่มาเที่ยวที่ประเทศของเขาว่าเป็นแขกบ้านแขกเมืองที่ควรประพฤติตัวให้สุภาพ และให้เกียรติบ้านเมืองของเขานั่นเอง
  • ชาวอิตาลีนั้นขึ้นชื่อในเรื่องการใช้ภาษากายมากที่สุด ซึ่งเวลาพูดคุยกับชาวอิตาลี ควรสบตาพวกเขาทุกครั้ง มิเช่นนั้นพวกเขาอาจคิดว่าคุณกำลังพยายามปิดบังอะไรบางอย่างอยู่ ขณะเดียวกันถ้าจำเป็นต้องเรียกพนักงานเสิร์ฟ ควรยกนิ้วชี้ขึ้นแล้วสบตาพวกเขาแทนกันกวักมือเรียก
  • คุณสามารถพูดคุยกับชาวอิตาลีได้เกือบทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวในอิตาลีที่ไหนดี อาหารอิตาลีอะไรอร่อย แหล่งช็อปปิ้งอิตาลีมีที่ไหนบ้าง แต่สิ่งหนึ่งที่คุณห้ามพูดถึงเลยก็คือเรื่องเกี่ยวกับ “มาเฟีย” เพราะมาเฟียเป็นหนึ่งในปัญหาหลักของอิตาลีที่ทำให้อัตราการตายสูงขึ้น และสุดท้ายคุณอาจทำให้คู่สนทนารู้สึกอึดอัดใจได้
  • ควรแต่งกายให้สุภาพ ให้เกียรติสถานที่อยู่เสมอ เพราะแฟชั่นการแต่งกายนั้นถือเป็นวัฒนธรรมสำคัญของประเทศอิตาลีเลยก็ว่าได้ ควรเลี่ยงการใส่เสื้อผ้าฉีกขาด หรือแบบซีทรู หรือถ้าจำเป็นต้องเดินทางไปสถานที่ทางศาสนา ก็ควรเลือกแต่งกายที่คลุมไหล่และคลุมเข่าอย่างมิดชิด
  • ชาวอิตาลีจะให้ความสำคัญกับการรับประทานอาหารเป็นอย่างมาก ซึ่งควรนั่งรับประทานอาหารให้เรียบร้อยภายในร้าน ไม่ควรซื้อและเดินทานไปรอบ ๆ เมือง ขณะเดียวกันการนั่งตามขั้นบันได หรือพื้นบางแห่งเพื่อรับประทานอาหารก็เป็นข้อห้ามอีกด้วย
  • ธรรมเนียมในการช็อปปิ้งที่ประเทศอิตาลีนั้นจะเป็นการให้บริการแบบ First Come, First Serve พนักงานจะใส่ใจกับลูกค้าที่มาก่อนเสมอ คุณที่มาทีหลังอาจจำเป็นต้องรอนานหน่อย แต่ระหว่างนี้ห้ามหยิบจับสินค้าภายในร้านตามอำเภอใจเด็ดขาด! ควรรอให้พนักงานเข้ามาถามก่อนว่าคุณต้องการสินค้าอะไรจะดีที่สุด

และนี่ก็เป็นข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับภาษาอิตาลีที่คุณควรรู้เมื่อมีโอกาสไปเยือนอิตาลี ไม่ว่าจะเป็นคำ วลี ประโยคที่ใช้บ่อย หรือแม้แต่การกระทำและมารยาทที่ควรระวังเมื่อไปเที่ยวอิตาลี และเพื่อให้การเที่ยวอิตาลีเป็นไปอย่างราบรื่นปลอดภัยหายห่วงก็อย่าลืมเลือกซื้อประกันเดินทางไปอิตาลีติดตัวไว้ให้ชัวร์ก่อนบินนะ ซึ่งการมีประกันการเดินทางต่างประเทศนั้นไม่เพียงแต่จะช่วยคุ้มครองคุณจากอาการเจ็บป่วยหนักสาหัสจนเข้าโรงพยาบาล อุบัติเหตุที่ไม่คาดคิด หรือของสูญหายระหว่างท่องเที่ยวแล้ว ยังสามารถช่วยชดเชยในกรณีที่ไฟล์ทบินเลื่อน ดีเลย์ หรือยกเลิกอีกด้วย เรียกได้ว่าถ้าซื้อติดไว้ก็จะช่วยให้พออุ่นใจตลอดการเดินทางแน่นอน

อ่านเพิ่มเติม:

DBD logo

ใบอนุญาตจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

เลขที่ 0105555036794

OIC logo

ใบอนุญาตนายหน้าประกันวินาศภัย เลขที่00008/2555  

ใบอนุญาตนายหน้าประกันภัย เลขที่ ช00012/2564

BOI logo

ได้รับการรับรองจาก BOI 2927/2555

บริษัท ลูม่า แคร์ จำกัด, 57 ปาร์คเวนเชอร์ อีโคเพล็กซ์ ชั้น 9 ยูนิต 912 ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330

Copyright © 2026 lumahealth.com. All Rights Reserved.   นโยบายความเป็นส่วนตัว