ห้ามพลาด! 5 ของกินสิงคโปร์ 2025 อร่อยฟินรสชาติสุดประทับใจ

ด้วยระยะทางเพียงแค่ 2 ชั่วโมงเศษ การไปเที่ยวสิงคโปร์จึงเป็นจุดหมายปลายทางที่คนไทยจำนวนมากนิยมเดินทางแม้แค่ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ก็ไม่มีปัญหา ซึ่งการเยือนประเทศสิงคโปร์นอกจากชมความว้าวของที่เที่ยวจากฝีมือของมนุษย์ การเดินทางอันแสนสะดวก สัมผัสกับวัฒนธรรมอันแสนหลากหลาย “อาหาร” ก็ถือเป็นอีกไฮไลท์ที่ต้องลิ้มลองให้จงได้ เอาเป็นว่าเราได้คัด 5 ของกินสิงคโปร์ เด็ดจริงจนไม่อยากให้พลาดด้วยประการทั้งปวง 

ของกินสิงคโปร์

รวม 5 เมนูของกินสิงคโปร์ ลองแล้วจะหลงรัก 

อย่างที่บอกไปว่าการเที่ยวสิงคโปร์นอกจากคุณได้สัมผัสกับหลายเรื่องราวทั้งความสนุกในตอนกลางวัน และแสงสีแบบ Night Life แล้ว เรื่องอาหารสิงคโปร์ก็เป็นอีกหมุดหมายของนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่อยากมาลิ้มลองด้วยตนเองว่าเด็ดจริงสมคำร่ำลือหรือไม่ จึงขอรวมเอา 5 เมนูของกินสิงคโปร์มาให้ทุกคนได้จดลิสต์เอาไว้เลย 

ข้าวมันไก่สิงคโปร์ (Hainanese Chicken Rice) 

เริ่มกันด้วยอาหารสิงคโปร์ที่มีชื่อเสียงมากสุดคงไม่ใช่เรื่องผิดนัก ถึงกับเคยมีคนบอกว่าเที่ยวสิงคโปร์แต่ถ้าไม่ได้กินข้าวมันไก่เหมือนมาไม่ถึงกันเลยทีเดียว สูตรข้าวมันไก่สิงคโปร์จะเป็นต้นตำรับจากชาวจีนที่ย้ายถิ่นฐานมายังเกาะเล็ก ๆ ซึ่งเมนูนี้ขอบอกว่าแตกต่างจากเมืองไทยโดยสิ้นเชิง ใครเป็นสายข้าวมันไก่แต่ยังไม่เคยต้องโดนสักจาน สิ่งที่สังเกตถึงเอกลักษณ์เฉพาะนั่นคือเขาต้องมีน้ำราดไก่เพิ่มความฉ่ำและได้รสชาติมากขึ้นกว่าเดิม 

ส่วนไฮไลท์ที่ยืนยันว่าเป็นความอร่อยควรค่ากับการลิ้มลองมาก ๆ นั่นคือสูตรน้ำจิ้มของเขามีทั้งสูตรพริกส้ม รสชาติออกเปรี้ยวนำ เผ็ดตาม อารมณ์คล้ายกับข้าวมันไก่ไหหลำ น้ำจิ้มขิง นำขิงขูดผสมน้ำมันร้อนจัดปรุงด้วยเกลือเล็กน้อยเพิ่มความเค็มกำลังดี และน้ำจิ้มซีอิ๊วหวานคล้ายของไทยรสชาติหวานน้ำ เปรี้ยวนิดหน่อย อร่อยกำลังดี บางร้านอาจเพิ่มสูตรน้ำจิ้มเต้าเจี๊ยวคล้ายของไทยเข้าไปด้วยแต่รสชาติอ่อนกว่าก็ถูกปากมากทีเดียว ข้าวหอมเม็ดร่วน เนื้อไก่ฉ่ำนุ่มเกินบรรยาย มื้อนี้ไม่ทำให้ทุกคนผิดหวังแน่ 

ของกินสิงคโปร์

บักกุ๊ดเต๋ (Bak Kut Teh) 

อาหารสิงคโปร์เมนูต่อมาเชื่อว่าคนไทยไม่น้อยที่ชอบมากด้วยน้ำซุปกลมกล่อมเข้มข้นบวกกับวัตถุดิบชั้นยอดซดคล่องคอกันเพลิน บักกุ๊ดเต๋ถือเป็นอาหารจีนสไตล์ฮกเกี้ยน รวมถึงชาวจีนแต้จิ๋วก็นิยมทำกินกันบ่อย เมื่อชาวจีนย้ายมายังสิงคโปร์ก็นำเอาวัฒนธรรมอาหารประเภทนี้ตามมาด้วย หากแปลเป็นภาษาไทยแบบเข้าใจง่ายก็อารมณ์ซุปกระดูกหมู กินคู่กับข้าวร้อน ๆ มื้อเช้าอิ่มกำลังดี แถมยังเพิ่มพลังเพื่อลุยไปกับวันใหม่อีกด้วย 

สูตรของบักกุ๊ดเต๋พื้นฐานจะใกล้เคียงกันนั่นคือจะนำกระดูกส่วนซี่โครงหมู มีทั้งแบบติดกระดูกอ่อนไว้กัดกันกรุบกรับเพลิน ๆ กับกระดูกปกติใส่ลงในหม้อต้มที่มีเครื่องเทศสารพัด อาทิ พริกไทย เกลือ เก๋ากี้ รากผักชี เครื่องยาจีนอีกหลากชนิด ปรุงรสด้วยซอสถั่วเหลืองเล็กน้อย เมื่อเคี่ยวกระดูกหมูจนนุ่มได้ที่ก็อาจเพิ่มผักบางชนิดลงไปตามชอบ เช่น เห็ดเข็มทอง ผักกาดหอม เห็ดหอม เท่านี้ก็พร้อมเสิร์ฟความอร่อยแบบที่ใครชิมแล้วต้องติดใจแน่ 

ของกินสิงคโปร์

ลักซา (Laksa) 

สำหรับสายเส้น ชอบก๋วยเตี๋ยว ต้องลองของกินสิงคโปร์เมนูนี้ให้จงได้ หากทำความเข้าใจง่าย ๆ ตามภาษาบ้านเราก็อารมณ์ก๋วยเตี๋ยวแกงกะทิเกิดขึ้นจากวัฒนธรรมสุดลงตัวระหว่างจีนกับมลายู แบ่งออกเป็น 2 สูตร นั่นคือ ลักซาแกง จะเน้นความเข้มข้นของกะทิพร้อมส่วนผสมตามชอบ เช่น กุ้ง หมึก ลูกชิ้นปลาอย่างดี หอยแครง ลวกเส้นบะหมี่ฮุ้นให้นุ่มละมุน ตามด้วยเครื่องเคียง ตักน้ำแกงราดเป็นอันเสร็จ บางเจ้าอาจผสมเลือดหมูลงไปด้วยแล้วแต่ความชอบ 

อีกสูตรคือลักซาเปรี้ยว ความแตกต่างชัดเจนคือรสชาติน้ำซุปมีความเปรี้ยวจากมะขามเปียก หรือบางเจ้าอาจใช้ส้มแขก ขณะที่เครื่องเคราอื่นมีทั้งปลาแมกเคอเรล ผักกาดหอม แตงกวา สับปะรด หอมใหญ่ พริกขี้หนู หั่นซอยเป็นชิ้นพอดีคำ เพิ่มความจัดจ้านด้วยสะระแหน่ ขิงอ่อน ปิดท้ายด้วยลูกชิ้นกุ้ง ส่วนเส้นก็ขึ้นอยู่กับสูตรของแต่ละร้าน ได้อีกอรรถรสแห่งความอร่อย ชอบแบบไหนลองไปจัดกันได้เลย ที่ประเทศสิงคโปร์มีสตรีทฟู้ดขายแบบนี้เพียบ 

ของกินสิงคโปร์

ปูผัดพริก (Chilli Crab) 

ขอย้ำว่านี่เป็นอาหารสิงคโปร์ที่คนรักปูต้องมาลิ้มลองด้วยตนเองแล้วจะเข้าใจถึงความอร่อยแบบเกินต้านมันเป็นยังไง ตามประวัติเล่าว่าถูกคิดค้นโดยหญิงสาวที่สามีเป็นตำรวจและหลงใหลการตกปลา การจับปู เธอจึงรังสรรค์เมนูนี้ขึ้นเมื่อกว่า 70 ปีก่อน กระทั่งกลายเป็นอีกเมนูประจำชาติที่นักท่องเที่ยวต้องห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง  

วัตถุดิบหลักคือปูทะเลตัวเขื่องตัดแยกเป็นชิ้นสำหรับกินยิ่งถ้าได้ปูศรีลังกาจะเป็นสุดยอดแห่งความอร่อย เนื้อแน่นสด หวานฉ่ำถึงใจ จากนั้นผัดกับเครื่องปรุงนานาชนิดไม่ว่าจะเป็นกระเทียม ขิง หอมแดง ปรุงรสด้วยซอสถั่วเหลือง ซอสพริก ซอสมะเขือเทศ น้ำตาล เกลือ น้ำส้มสายชูเล็กน้อย น้ำมันงานิดหน่อย รสชาติจะเผ็ดน้ำปนหวานปะแล่ม พอสังเกตเห็นสีเริ่มเคลือบเนื้อปูจนทั่วให้ให้ตามด้วยแป้งข้าวโพดที่ตีผสมกับไข่อารมณ์คล้ายปูผัดผงกะหรี่บ้านเรา โรยต้นหอมหรือผักชี เสิร์ฟพร้อมข้าวหรือหมั่นโถว ดีงามมาก 

ของกินสิงคโปร์

หมี่ผัด (Char Kway Teow) 

เมนูของกินสิงคโปร์อย่างสุดท้ายที่ควรลอง บางคนอาจเรียกว่า “หมี่ผัดแห้ง” ก็ไม่ผิดเพราะหน้าตาคล้ายกับผัดซีอิ๊วบ้านเราพอสมควร ต้นกำเนิดมาจากชนชั้นแรงงานในสิงคโปร์พยายามหาเมนูที่มีราคาถูก อร่อย และให้พลังงานเยอะ จึงเลือกนำเส้นใหญ่มาเป็นวัตถุดิบหลัก กระทั่งเริ่มมีการขายตามสตรีทฟู้ด หลายร้านพัฒนาสูตรของตนเองจนเวลาต่อมาถูกยกเป็นอาหารที่นักท่องเที่ยวต้องลองชิม 

วิธีทำไม่ยุ่งยากเลยส่วนมากร้านจะทำสูตรน้ำปรุงเฉพาะเอาไว้อยู่แล้ว ประกอบด้วยซีอิ๊วดำ ซีอิ๊วขาว น้ำตาลทราย เหล้าจีนเล็กน้อย เกลือนิดหน่อย บางร้านอาจมีสูตรเฉพาะยังไงก็ตามชอบ เริ่มตั้งไฟใช้มันหมูและพริกกระเทียมใส่ลงกระทะตามด้วยเครื่องเคียง เช่น กุนเชียง กุ้ง ไก่ ผัดจนสุก ใส่เส้นใหญ่และซอสสูตรพิเศษพอได้ที่ดีแล้วแหวกช่องตรงกลางแล้วใส่ไข่ไก่ลงไปให้พอสุกแล้วผัดคลุกเคล้า โรยหน้าด้วยต้นหอม กากหมู พร้อมอิ่ม 

ของกินสิงคโปร์

รวมย่านของกินที่สิงคโปร์ รับรองไปไม่ผิดหวัง 

หลังจากรู้จักเมนูเด็ดกันไปแล้ว คราวนี้มาปักหมุดเช็กอินกันต่อเลยดีกว่าหากไปเที่ยวสิงคโปร์แล้วอยากลิ้มรสความอร่อยจากของกินสิงคโปร์มีจุดไหนบ้าง แต่ละแห่งเดินทางสะดวกแถมมีร้านให้เลือกแบบจัดเต็ม อร่อย อิ่มท้อง คุ้มค่ากับการแวะอย่างแน่นอน 

Maxwell Food Centre 

ไม่ว่าไปประเทศไหนหากมีย่านที่ชื่อ “ไชน่า ทาวน์” คงไม่ต้องบอกว่าอาหารแสนอร่อยกำลังรอทุกคนอยู่ ซึ่งใครที่เดินทางมายังประเทศสิงคโปร์ต้องไม่พลาดมายังศูนย์อาหารแห่งนี้เด็ดขาด ตั้งอยู่บริเวณ Kadayanallur Street ใกล้กับสถานี MRT Chinatown เรียงรายด้วยร้านอาหารน้อยใหญ่จำนวนมาก มีเมนูเด็ดขึ้นชื่อให้ลองครบถ้วน เช่น ข้าวมันไก่สิงคโปร์ร้านดัง Tian Tian Chicken Rice ยิ่งช่วงวันหยุดคนจะเยอะมากนั่งแบบเก้าอี้ดนตรีเลยทีเดียว แหล่งรวมของกินสิงคโปร์ขนานแท้ 

Chinatown Complex Food Centre 

มองหาย่านที่เต็มไปด้วยอาหารสิงคโปร์ต้องแวะมาที่นี่ให้จงได้ ตั้งอยู่บริเวณหัวมุมถนน Smith Street เป็นอาคารเก่าอายุกว่า 40 ปี ลงสถานี MRT Chinatown เดินแค่ 1 นาที ก็สังเกตเห็นแล้ว ภายในอัดแน่นไปด้วยร้านอาหารอารมณ์คล้ายศูนย์อาหารบ้านเรา สามารถเลือกร้านที่ชอบ เมนูที่ใช่แล้วลิ้มรสความอร่อยได้เลย ตัวอย่างร้านดัง เช่น Liao Fan Hong Kong Soya Sauce Chicken Rice & Noodle ร้านเสี่ยวหลงเปา Zhong Guo La Mian Xiao Long Bao แถมโดยรอบยังมีเสื้อผ้า ของฝากต่าง ๆ ให้ช้อปกันอีกด้วย แนะนำเที่ยวสิงคโปร์แล้วฝากท้องที่นี่ได้เลย 

Old Airport Road Food Centre 

ปิดท้ายกันด้วยทำเลที่เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 1973 อยู่บริเวณ Old Airport Road อัดแน่นด้วยร้านค้า แผงขายแนวสตรีทฟู้ดมากกว่า 168 ร้าน จัดเป็นหนึ่งในศูนย์อาหารเก่าแก่สุดของประเทศสิงคโปร์ก็ว่าได้ มีร้านชื่อดังพร้อมเสิร์ฟของกินสิงคโปร์แสนอร่อยให้คุณลิ้มลองกันเพียบ เช่น ร้านหมี่ฮกเกี้ยน Nam Sing Hokkien Mee ร้านหมี่หลอ Xin Mei Xiang Lor Mee และอื่น ๆ อีกเยอะมาก ชอบสไตล์ไหนจัดไปเลย ไม่ผิดหวังกับรสชาติแน่นอน 

สรุป 

นี่คือทั้ง 5 เมนูของกินสิงคโปร์และย่านแนะนำที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวงสำหรับคนที่วางแผนเที่ยวสิงคโปร์ อย่างไรก็ตามนอกจากเรื่องอาหารแล้วอีกสิ่งที่ต้องทำเสมอเมื่อเที่ยวต่างประเทศนั่นคือ การซื้อประกันเดินทางต่างประเทศติดตัวไว้ ซึ่งใครยังไม่รู้จะเลือกซื้อที่ไหนดีขอแนะนำ ประกันเดินทางสิงคโปร์ สะดวกกว่าใครด้วยการซื้อผ่านออนไลน์ แค่เลือกประเทศและใส่ข้อมูลการเดินทางให้ครบถ้วนระบบจะขึ้นแผนประกันที่เหมาะสมระบุเอาไว้ให้ครบ มาพร้อมบริการช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมง อุ่นใจได้ทุกครั้ง บินไปหาของอร่อยกินกันเลย

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเดินทางในสิงคโปร์:

ประกันเดินทางคุ้มครองอะไรบ้าง

ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกครั้งเมื่อเดินทางท่องเที่ยวไปต่างประเทศ การเตรียมตนเองให้พร้อมทุกเรื่องย่อมช่วยสร้างความสบายใจ และสามารถเที่ยวตามแผนที่วางไว้อย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งหนึ่งในเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามเด็ดขาดก็คือ “ประกันเดินทาง” เพราะนี่คือผู้ช่วยทางด้านการเงินหากมีเหตุไม่คาดฝันในด้านต่าง ๆ อย่างไรก็ตามหลายคนอาจยังมีข้อสงสัยว่าประกันเดินทางครอบคลุมอะไรบ้าง มีเรื่องไหนต้องพิจารณาอย่างละเอียดก่อนซื้อ ทุกคำตอบระบุไว้ให้แบบครบถ้วนแล้ว สบายใจแน่นอน! 

ประกันเดินทางคุ้มครองอะไร

ประเภทของประกันเดินทางต่างประเทศ 

ลำดับแรกต้องขออธิบายก่อนว่าประกันเดินทางต่างประเทศในปัจจุบันจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจซื้อ ความถี่การเดินทางของแต่ละคน ซึ่งเงื่อนไขการคุ้มครองย่อมแตกต่างกันออกไปเป็นเรื่องปกติ ดังนี้

1. ประกันเดินทางประเภทรายเที่ยว

เป็นรูปแบบของประกันเดินทางต่างประเทศที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เลือกซื้อมากที่สุด เพราะจะให้ความคุ้มครองเฉพาะแค่ช่วงเวลาสั้น ๆ เท่านั้น เริ่มต้นและสิ้นสุดตามวัน-เวลาที่ระบุเอาไว้ในกรมธรรม ข้อดีคือมีราคาถูก สามารถเลือกแผนให้เหมาะสมกับตนเองได้ หากคุณเดินทางไปท่องเที่ยว ติดต่อธุรกิจ เยี่ยมญาติ เยี่ยมเพื่อน หรือฝึกเรียนคอร์สระยะสั้น ไม่ได้ไปบ่อย นี่คือตัวเลือกที่ตอบโจทย์มาก

2. ประกันเดินทางประเภทรายปี

ใครรู้ตัวว่าต้องเดินทางไปต่างประเทศบ่อยมากไม่ว่าจะเหตุผลทั้งการท่องเที่ยว การทำงาน แนะนำให้เลือกซื้อประกันเดินต่างต่างประเทศแบบรายปีเอาไว้จะคุ้มค่าและตอบโจทย์มากที่สุด ด้วยหลักการคือจะให้ความคุ้มครองเป็นเวลา 365 วัน นับตั้งแต่วันเริ่มต้น อย่างไรก็ตามมักมีเงื่อนไขว่าต้องอยู่อาศัยในประเทศนั้น ๆ ไม่เกิน 90 วัน แต่ทั้งนี้ต้องศึกษาให้ดีด้วยว่าประกันที่ซื้อนั้นมีเงื่อนไขยกเว้นในบางประเทศหรือไม่ ซึ่งส่วนมากมักเป็นประเทศที่ยังอยู่ในภาวะสงคราม หรือมีความสุ่มเสี่ยงจะเกิดอันตรายกับนักท่องเที่ยว  

ตอบให้ชัด ประกันเดินทางครอบคลุมอะไรบ้าง? 

มาถึงสิ่งที่คนรักการท่องเที่ยวหลายคนยังอาจมีข้อสงสัยว่าประกันเดินทางครอบคลุมอะไรบ้าง? เพื่อการตัดสินใจซื้อและวางแผนให้กับตนเองง่ายขึ้นกว่าเดิม จึงขอนำเอาข้อมูลเบื้องต้นมาอธิบายให้เข้าใจอย่างละเอียด และยังคงย้ำเสมอว่าทุกครั้งเมื่อต้องไปเมืองนอกประกันเดินทางจะขาดไม่ได้เป็นอันขาด 

1. ค่ารักษาพยาบาลจากการเจ็บป่วยและบาดเจ็บ

ประกันเดินทางต่างประเทศทุกฉบับจะให้ความคุ้มครองเกี่ยวกับค่ารักษาพยาบาลเมื่อผู้เอาประกันเจ็บป่วยหรือได้รับบาดเจ็บจากเหตุไม่คาดฝันขณะที่กำลังอยู่ในประเทศที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ เช่น ไข้หวัดจากสภาพอากาศ ติดเชื้อโควิด-19 ท้องเสีย อาหารเป็นพิษ และอื่น ๆ ที่ไม่ได้มีสาเหตุเริ่มต้นก่อนเดินทางมาท่องเที่ยว ด้านอุบัติเหตุ เช่น รถเฉี่ยวชน สะดุด หกล้ม ตกบันได น้ำร้อนลวก ฯลฯ ก็ไม่มีปัญหา สามารถให้ความคุ้มครองได้ทั้งการเป็นผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน 

2. ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเที่ยวบินของผู้เอาประกัน

เงื่อนไขนี้จะขึ้นอยู่กับแต่ละแผน หรือแพ็คเกจที่ซื้อ ให้ความคุ้มครองด้านเที่ยวบินหากเกิดเรื่องผิดปกติ ไม่สามารถเดินทางออกจากสนามบินได้ตามช่วงเวลาปกติ เช่น ปัญหาจากสภาพอากาศ เครื่องบินมีปัญหาขัดข้อง รับรับการข่มขู่จากผู้ไม่ประสงค์ดี ฯลฯ พูดแบบเข้าใจง่ายคือ หากเที่ยวบินล่าช้า ไฟล์ทดีเลย์ หรือหยุดให้บริการแล้วเกิดค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ของผู้เอาประกันตามมาหลังช่วงเวลาที่กำหนด (ปกติจะประมาณ 6 ชั่วโมง หลังการประกาศเลื่อนครั้งแรก) ทางบริษัทประกันยินดีเคลมให้ เช่น ค่าอาหาร ค่าโรงแรมที่พัก ค่าตั๋วเครื่องบินเที่ยวใหม่ เป็นต้น และยังรวมถึงค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเนื่องจากต่อเที่ยวบินถัดไปไม่ทันด้วย (กรณีล่าช้าตั้งแต่เที่ยวบินไฟล์ทแรก)

3. ปัญหาด้านสัมภาระของผู้เอาประกัน

เป็นเงื่อนไขที่มักมาคู่กับการรับผิดชอบด้านเที่ยวบินเสมอ นั่นคือกรณีที่กระเป๋าสัมภาระ๘องคุณที่ลงจากสนามบินเกิดปัญหาความเสียหาย เช่น กระเป๋าแตก ซิปแตก และอื่น ๆ ที่พิสูจน์ได้ว่าเกิดจากการกระแทกระหว่างเดินทางก็จะสามารถดำเนินเรื่องเคลมได้ตามปกติ ซึ่งกรณีสัมภาระยังรวมถึง สัมภาระสูญหาย ล่าช้า ไม่ได้รับตามกำหนดเวลาอีกด้วย

4. การสูญหาย เสียหายของสินทรัพย์

ไม่ใช่แค่สัมภาระระหว่างที่กำลังเดินทางเท่านั้น แต่หลายแผนประกันภัยทุกวันนี้ยังให้ความคุ้มครองเกี่ยวกับสินทรัพย์ของผู้เอาประกันภัยด้วย เช่น ของมีค่าในห้องพักสูญหาย (สามารถประเมินราคาได้ทั่วไป อาทิ กระเป๋าแบรนด์เนม เครื่องประดับของแท้จากแบรนด์ชั้นนำ เป็นต้น เอกสารเดินทางเสียหาย ถูกขโมย โจรกรรมจากมิจฉาชีพ โดนขโมยเงินสด เป็นต้น ก็สามารถให้ความคุ้มครองได้แต่ต้องมีเงื่อนไขสืบสวนพร้อมเอกสารต่าง ๆ อีกเยอะมากทีเดียว

5. ความคุ้มครองเพิ่มเติมด้านอื่น ๆ 

ยังมีการคุ้มครองอื่น ๆ เมื่อตัดสินใจซื้อประกันเดินทางเมื่อต้องไปต่างประเทศ ซึ่งจะขึ้นอยู่กับบริษัทประกันแต่ละแห่งว่ามีเรื่องไหนบ้าง เช่น การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยไปรักษาโรงพยาบาลที่ดีกว่า หรือส่งตัวกลับประเทศต้นทางเพื่อทำการรักษาในลำดับถัดไป ค่าใช้จ่ายในการขนศพกลับประเทศภูมิลำเนา ให้ค่าชดเชยระหว่างพักรักษาตัวในโรงพยาบาล ค่าใช้จ่ายให้ญาติเดินทางไปเยี่ยมผู้ป่วย เป็นต้น ต้องศึกษาหรืออ่านรายละเอียดกรมธรรม์ให้ครบถ้วนเสมอ 

เงื่อนไขข้อยกเว้นที่มักระบุเอาไว้ในประกันเดินทางต่างประเทศ 

ในการซื้อประกันเดินทางต่างประเทศเพื่อออกไปท่องเที่ยวสร้างประสบการณ์ชีวิต เพิ่มเติมความสุขของตนเอง ก็มีเรื่องที่หลายคนควรต้องรู้เอาไว้ด้วยเหมือนกันนั่นคือ เงื่อนไขข้อยกเว้นต่าง ๆ ที่ส่วนมากบริษัทประกันภัยแทบทั้งหมดจะไม่อนุมัติเคลมเด็ดขาดหากสาเหตุของการเกิดเรื่องไม่คาดฝันมาจากสิ่งเหล่านี้ 

  • การตรวจพบสารเสพติดในร่างกาย หรือตรวจพบว่าเมาสุราขณะกระทำการใด ๆ 
  • การทำร้ายตนเอง 
  • การทำร้ายผู้อื่นจนได้รับบาดเจ็บหรืออาจถึงขั้นเสียชีวิต 
  • เหตุจากการเกิดจลาจล การชุมนุม หรือมีสงคราม 
  • ภาวะแท้งบุตร 
  • เหตุจากเชื้อเพลิง อาวุธนิวเคลียร์ หรือกัมมันตภาพรังสี 
  • การทำกิจกรรม เล่นกีฬา หรือเข้าแข่งขันที่มีโอกาสก่อให้เกิดอันตราย เช่น สกี รถแข่ง ม้าแข่ง เครื่องเล่นหวาดเสียว 
  • เกิดอุบัติเหตุขณะมีการโดยสารเฮลิคอปเตอร์ หรือรถจักรยานยนต์ 
  • เกิดเหตุต่าง ๆ โดยไม่ได้อยู่บริเวณของพื้นที่ที่กำหนดเอาไว้ในรายละเอียดของกรมธรรม์ (นอกพื้นที่ประเทศที่ให้ความคุ้มครอง) 
  • มีอาการเจ็บป่วยหรือบาดเจ็บก่อนจะเข้ารับการรักษาในระหว่างเดินทางหรืออยู่ต่างประเทศ 
  • การยกเลิกเที่ยวบินโดยไม่ได้เกิดจากสาเหตุของทางสายการบิน 

สิ่งที่ควรพิจารณาก่อนตัดสินใจซื้อประกันเดินทางต่างประเทศ 

เมื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับการมีประกันเดินทาง รวมถึงรู้แล้วว่าประกันเดินทางครอบคลุมอะไรบ้าง คราวนีก็มาถึงสิ่งที่ควรรู้เพิ่มเติมนั่นคือหลักในการพิจารณาเพื่อตัดสินใจซื้อประกันเดินทางต่างประเทศให้เหมาะสมกับตนเอง ไม่ต้องกังวลใจในทุกทริปการเดินทางของตนเอง ซึ่งแนวทางก็ไม่ได้มีอะไรยุ่งยากเลย สามารถทำตามคำแนะนำได้ ดังนี้ 

1. ชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของบริษัทประกัน

ความน่าเชื่อถือและชื่อเสียงของบริษัทประกันภัยเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะจะช่วยสร้างความมั่นใจว่าเมื่อตัดสินใจใช้บริการแล้วจะไม่ผิดหวังแน่ ซึ่งเบื้องต้นแนะนำให้เลือกบริษัทที่มีพันธมิตรนานาชาติ เช่น สายการบิน สถานพยาบาล บริษัทประกันต่างชาติ เป็นต้น เพื่อการประสานงานอันแสนรวดเร็วกรณีมีเหตุให้ผู้เอาประกันต้องเข้ารับการรักษาเป็นผู้ป่วยใน หรือต้องรีบส่งตัวกลับประเทศบ้านเกิดด่วน 

2. รายละเอียดของกรมธรรม์ที่สนใจซื้อ

ลำดับต่อมาต้องศึกษาข้อมูลต่าง ๆ ของกรมธรรม์ที่ตนเองจะซื้อว่าเป็นอย่างไรบ้าง มีเงื่อนไข ข้อยกเว้น รายละเอียดเฉพาะแบบใดบ้าง ทั้งนี้สิ่งสำคัญมากคือต้องพยายามอ่านให้ครบถ้วนมากที่สุด หากสงสัยตรงไหนสอบถามกับบริษัทประกันทันที เพื่อให้คุณตัดสินใจซื้อได้อย่างคุ้มค่า เหมาะสมกับความต้องการของตนเองมากที่สุด ซึ่งกรณีนี้รวมถึงจำนวนวงเงินที่ให้ความคุ้มครองด้วย เช่น ถ้าต้องไปประเทศค่าครองชีพสูง เช่น ในทวีปยุโรป สหรัฐฯ เกาหลี ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ฮ่องกง แผนคุ้มครองวงเงินสูงจะครอบคลุมมากกว่า  

3. รีวิวจากผู้เคยเป็นลูกค้าจริง

รีวิวลูกค้าที่เคยใช้บริการจะช่วยสร้างความมั่นใจได้อย่างดีเยี่ยม เพราะบ่งบอกถึงความพึงพอใจของลูกค้าที่เคยใช้บริการว่าบริษัทประกันหรือแผนกรมธรรม์ดังกล่าวตอบโจทย์มากน้อยแค่ไหน กรณีเกิดเคลมแล้วต้องใช้เวลานานมากหรือไม่ ช่องทางการติดต่อฉุกเฉินสะดวก รวดเร็ว ฯลฯ 

4. แนะนำให้เลือกซื้อที่แบบไม่ต้องสำรองจ่าย

การเลือกซื้อประกันเดินทางแบบไม่ต้องสำรองจ่ายจะช่วยให้คุณสบายใจว่าหากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นจริง ๆ เช่น การเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลเป็นผู้ป่วยใน จะไม่ต้องออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดเองก่อน ในอีกมุมหนึ่งทางสถานพยาบาลเองก็สามารถดูแลได้อย่างเต็มที่ 

สรุป 

การมีประกันเดินทางทุกครั้งเมื่อต้องไปเมืองนอกเป็นสิ่งที่สายท่องเที่ยวทุกคนไม่ควรมองข้ามเด็ดขาด ซึ่งใครกำลังมองหาประกันเดินทางต่างประเทศดี ๆ สักฉบับขอแนะนำ “LUMA GO” จาก LUMA แพ็คเกจเริ่มต้นเพียง 199 บาท และสามารถเลือกความคุ้มครองสูงสุดถึง 5 ล้านบาท ซื้อง่ายมากผ่านช่องทางออนไลน์ ทุกแผนให้คุ้มครองจากเชื้อโควิด-19 พร้อมบริการประสานงานเคลื่อนย้ายผู้ป่วยกรณีฉุกเฉิน ติดต่อสายด่วนได้ตลอด 24 ชม. เที่ยวที่ไหนก็แฮปปี้แน่นอน 

การเข้าใจสิ่งที่ประกันการเดินทางครอบคลุมจะช่วยให้คุณเลือกแผนประกันที่เหมาะสมกับความต้องการของคุณ

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเลือกประกันการเดินทาง:

สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับ Copayment และมีผลต่อประกันสุขภาพอย่างไร?

เมื่อสภาพแวดล้อมและพฤติกรรมของมนุษย์ที่เปลี่ยนไป ส่งผลให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บได้ง่ายขึ้น และอาจต้องสูญเสียค่ารักษาพยาบาลที่มากจนเกินไป จึงทำให้คนยุคสมัยใหม่ทำประกันสุขภาพกันมากขึ้น เพื่อความอุ่นใจและได้รับความคุ้มครอง แต่ในปัจจุบันหลาย ๆ คนต้องการประกันสุขภาพที่มีการจ่ายค่าเบี้ยประกันไม่แพง ซึ่ง “Copayment” เป็นประสุขภาพที่ให้คุณจ่ายค่าเบี้ยได้ถูกลง และไม่ลดความคุ้มครอง อีกทั้งรู้หรือไม่ว่า? ตั้งแต่วันที่ 1 เดือนกรกฎาคม 2565 ที่ผ่านมา ทุกสัญญาประกันสุขภาพที่สมัครใหม่จะต้องอยู่ภายใต้มาตรฐานใหม่ (New Health Standard) ดังนั้นมาทำความรู้จักเกี่ยวกับ Copayment คืออะไร แล้วคุ้มหรือไม่ที่จะทำประกันสุขภาพ มาติดตามพร้อม ๆ กันเลย

Copayment คืออะไร?

Copayment คือ การมีส่วนร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาลในแต่ละครั้ง ซึ่งจะกำหนดและระบุเงื่อนไขการมีส่วนร่วมจ่ายไว้ในกรมธรรม์ประกันสุขภาพ โดยให้ผู้ที่ทำประกันสุขภาพจ่ายค่ารักษาพยาบาลในอัตราเปอร์เซ็นต์คงที่ จากค่ารักษาพยาบาลทั้งหมด โดยยกตัวอย่าง ดังต่อไปนี้

สมมติ ประกันสุขภาพ เป็นแบบ Copayment 50% หรือการมีส่วนร่วมจ่าย 50% หมายความว่า หากมีการรักษาค่าพยาบาล และ ยอดค่ารักษาทั้งหมด 3,000 บาท ทางผู้ที่ทำประกันต้องจ่ายค่ารักษาเอง 1,500 บาท หรือ 50% ของยอดทั้งหมด ส่วนบริษัทประกันจะออกในส่วนที่เหลือ ก็คือ 1,500 บาท หรือ 50% ซึ่งจะเป็นเช่นนี้ไปตลอดกรรมธรรม์และทุกครั้งที่เข้ารับรักษาพยาบาล เป็นต้น

Copayment คืออะไร

ข้อดีของการทำประกันสุขภาพแบบ Copayment

การทำประกันสุขภาพเป็นเรื่องที่สำคัญแน่นอน แต่บางครั้ง ค่าเบี้ยประกันอาจจะสูง จนเป็นภาระที่ต้องคิดหนัก ดังนั้น การเลือกทำประกันสุขภาพแบบมี Copayment เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยให้คุณได้รับความคุ้มครอง โดยจ่ายค่าเบี้ยประกันในราคาที่สมเหตุสมผลมากขึ้น เพราะมีการส่วนร่วมจ่ายเมื่อเข้ารับการรักษา 

  • เหมาะสำหรับคนที่ต้องการให้เบี้ยประกันลดลง
  • เหมาะสำหรับคนที่ไม่ป่วยบ่อย หรือ สุขภาพดีอยู่แล้ว
  • เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมค่าใช้จ่ายด้ายสุขภาพ
  • สามารถใช้ลดหย่อนภาษีได้ตามปกติ

ข้อจำกัดของการทำประกันสุขภาพแบบมี Copayment

ประกันสุขภาพแบบมี Copayment เป็นทางเลือกที่ช่วยลดค่าเบี้ยประกันสุขภาพ เพราะผู้เอาประกันจะมีส่วนร่วมในการจ่ายค่าบริการโรงพยาบาลทุกๆ ครั้ง แต่อย่างไรก็ตาม Copayment อาจจะไม่เหมาะสำหรับทุกคน

  • ไม่เหมาะสำหรับผู้ที่ป่วยบ่อย หรือ มีโรคเรื้อรัง เพราะจะมีการพบแพทย์ หรือ รักษาที่โรงพยาบาลบ่อยครั้ง และทุกครั้งจะต้องมีส่วนร่วมในค่าใช้จ่าย ทำให้ยอดค่าใช้จ่ายตรงนี้สะสมได้
  • ไม่เหมาะสำหรับคนที่ไม่พร้อมจ่ายทุกครั้งที่ใช้บริการ 
  • ไม่เหมาะสำหรับคนที่การเงินไม่นิ่ง หากมีอุบัติเหตุครั้งใหญ่ หรือ กรณีฉุกเฉิน ค่าใช้จ่ายอาจจะสูงมาก และผู้เอาประกันจะต้องมีส่วนร่วมจ่าย ตามที่ตกลงไว้ในกรมธรรม์

ประกันสุขภาพแบบ Copayment ต่างจากประกันสุขภาพแบบ Deductible อย่างไร

หลาย ๆ คงสงสัยว่าแล้วจะเลือกทำประกันสุขภาพแบบไหนดีระหว่าง Copayment หรือ Deductible แบบไหนจะให้ความคุ้มค่ามากกว่ากัน แต่ถ้าให้พูดถึงความแตกต่าง คือ เรื่องจำนวนเงินที่ต้องรับผิดชอบในส่วนของค่ารักษาพยาบาล ซึ่งประกันสุขภาพทั้ง 2 แบบ จะมีหลักการทำงานเหมือนกัน โดยต้องรักษาตัวในฐานะผู้ป่วยในเท่านั้น ทั้งนี้ประกันสุขภาพแบบ Copayment ต้องเลือกอัตราเปอร์เซ็นต์ของการมีส่วนร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาล และผู้ที่ทำประกันจะจ่ายค่ารักษาพยาบาลในอัตราคงที่ร่วมกับบริษัทประกัน เช่น เลือกทำประกันสุขภาพแบบ Copayment 20% บริษัทจะจ่ายค่ารักษาในส่วนที่เหลือ 80% แต่ถ้าเกิดเลือกอัตราเปอร์เซ็นต์เยอะ ผู้ทำประกันก็ต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลเยอะเช่นกัน และจะจ่ายเช่นนี้ไปตลอดจนครบกรมธรรม์

 

ในส่วนของประกันสุขภาพแบบ Deductible คือ การรับผิดชอบส่วนแรก โดยผู้ทำประกันจะต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลส่วนแรก หากจำนวนยอดเกินกว่าที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ บริษัทประกันจะจ่ายค่ารักษาในส่วนที่เหลือตามที่ตกลงเอาไว้ ซึ่งแผนประกันสุขภาพแบบ Deductible สามารถกำหนดค่าเงินในการรับผิดชอบส่วนแรกได้ เช่น จำนวนเงิน 10,000 บาท,  30,000 บาท, 100,000 บาท เป็นต้น โดยมีหลักการทำงานตามตัวอย่าง หากมีประกันสุขภาพแบบ Deductible กำหนดไว้ให้มีความรับผิดชอบส่วนแรก คือ 20,000 บาท แล้วเกิดไปรักษาตัวในฐานะผู้ป่วยในมีค่ารักษา 20,000 บาท ผู้ทำประกันจะต้องออกค่ารักษาส่วนนี้เอง แต่ถ้าค่ารักษาเกินที่ระบุไว้และมีค่า 50,000 บาท บริษัทจะจ่ายค่ารักษาพยาบาลส่วนที่เหลือ คือ 30,000 บาท

 

จากความแตกต่างของประกันสุขภาพทั้ง 2 แบบ มองว่า Copayment ช่วยลดค่าเบี้ยประกันและค่ารักษาพยาบาลได้เยอะกว่า Deductible แต่ต้องแลกด้วยค่าใช้จ่ายที่สูงในการเข้ารับรักษาพยาบาลแต่ละครั้ง และค่าใช้จ่ายในแต่ละครั้งมีจำนวนไม่เท่ากัน เพราะต้องจ่ายในอัตราเป็นเปอร์เซ็นต์ ส่วน Deductible ผู้ที่เข้ารับการรักษาต้องรับผิดชอบค่าใช้พยาบาลส่วนแรกตามที่ตกลงไว้กับบริษัทประกัน และในส่วนที่เหลือบริษัทประกันจะรับผิดชอบเอง

 

แต่ละบริษัทเงื่อนไขสำหรับการใช้ Deductible จะไม่เหมือนกัน สามารถระบุได้ ว่าเป็น Deductible ทุกครั้ง หรือ ต่อปี

 

สนใจอ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่ : ประกันสุขภาพแบบมีความรับผิดชอบส่วนแรก (Deductible) คืออะไร 

บทสรุป

ประกันสุขภาพที่มี Copayment เป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่สนใจซื้อประกันสุขภาพ โดยมองความคุ้มครองให้ในราคาที่คุ้มค่า การมีส่วนร่วมในการจ่ายค่ารักษา เมื่อต้องใช้บริการโรงพยาบาล สามารถช่วยลดค่าเบี้ยประกัน และควบคุมค่าใช้จ่ายได้ เหมาะสำหรับคนที่มีสุขภาพแข็งแรงอยู่แล้ว และไม่ได้ใช้บริการทางแพทย์บ่อยๆ อย่างไรกตาม ควรอ่านรายละเอียดกรมธรรม์อย่างละเอียดทุกครั้ง และให้ความสำคัญเรื่องค่าใช้จ่าย Copayment นั้น กี่ % ของยอด และมีผลเฉพาะ OPD หรือ เฉพาะ IPD หรือทุกๆ ครั้งที่ใช้บริการโรงพยาบาล

อ่านเพิ่มเติม:

DBD logo

ใบอนุญาตจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

เลขที่ 0105555036794

OIC logo

ใบอนุญาตนายหน้าประกันวินาศภัย เลขที่00008/2555  

ใบอนุญาตนายหน้าประกันภัย เลขที่ ช00012/2564

BOI logo

ได้รับการรับรองจาก BOI 2927/2555

บริษัท ลูม่า แคร์ จำกัด, 57 ปาร์คเวนเชอร์ อีโคเพล็กซ์ ชั้น 9 ยูนิต 912 ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330

Copyright © 2026 lumahealth.com. All Rights Reserved.   นโยบายความเป็นส่วนตัว