Community Rating คืออะไร?

Community Rating เป็นหลักการที่ใช้ในการกำหนดระดับค่าเบี้ยประกันหรือค่าบริการทางด้านการแพทย์โดยไม่คำนึงถึงประวัติการเป็นโรคหรือสภาพสุขของบุคคลแต่ละคนในกลุ่มที่เข้าร่วมโปรแกรมประกันสุขภาพ เพื่อง่ายต่อการเข้าถึงการรักษาและประกันสุขภาพสำหรับทุกคนในกลุ่มนั้น โดยทั่วไปการเสนอราคาหรือการเสนอประกันในระบบ Community Rating จะไม่พิจารณาข้อมูลส่วนบุคคลเช่น อายุหรือประวัติการเป็นโรคของผู้เอาประกัน ทำให้ค่าเบี้ยหรือค่าบริการมีความเท่าเทียมกันหรือใกล้เคียงสำหรับทุกคนในกลุ่มนั้นๆ แม้ว่าบางบุคคลอาจมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมากกว่าบางคนในกลุ่มก็ตาม หรือบางคนอาจมีอาการเรื้อรังที่ต้องการการรักษาบ่อยมากกว่าคนอื่น แต่ค่าเบี้ยหรือค่าบริการยังคงเท่าเทียมกันสำหรับทุกคนในกลุ่มนั้นๆ

 

หลักการ Community Rating มีจุดประสงค์เพื่อให้มีความยุติธรรมและเสมอภาคต่อทุกคนในการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพโดยไม่สนใจสถานะสุขภาพหรือความสามารถในการจ่ายเงินของบุคคลแต่ละคนในกลุ่มนั้น ๆ โดยมักจะใช้ในระบบประกันสุขภาพของประเทศหรือระบบที่เปิดให้กับสาธารณชนทั่วไปให้เข้าถึงได้ง่าย ๆ ตามหลักการสวัสดิการสาธารณะ

มีการใช้ระบบ Community Rating ในประเทศไทยไหม?

ในประเทศไทย ยังไม่มีการใช้ระบบ Community Rating อย่างเป็นทางการ แต่มีการนำมาใช้ในบางโครงการ เช่น

 

ประกันสุขภาพถ้วนหน้า (30 บาทรักษาทุกโรค, บัตรทอง) 

โครงการนี้ใช้ระบบ Community Rating ในการจัดสรรเงินงบประมาณให้กับโรงพยาบาล หมายความว่า เงินงบประมาณจะถูกกระจายไปยังโรงพยาบาลต่าง ๆ โดยไม่คำนึงถึงจำนวนผู้ป่วย หรือความยากง่ายของโรค และประชาชนจะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาเหมือนกัน ยกเว้นกรณีที่มีการใช้ยานอกบัญชี หรือเป็นการรักษาที่ไม่ใช่เหตุอันสมควร เช่น การศัลยกรรมเพื่อความงาม ซึ่งอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

 

สิทธิประกันสังคม

เป็นระบบสวัสดิการสังคมที่ช่วยเหลือผู้ประกันตนเมื่อเกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ เช่น เจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ ว่างงาน และเสียชีวิต โดยที่โครงการนี้ใช้ระบบ community rating ในแง่ของการแบ่งกลุ่มบุคคลออกตามมาตรา และผู้ที่มีเงื่อนไขตามมาตราใด ก็ให้ชำระเงินสมทบกองทุนประกันสังคมตามมาตรานั้น ๆ โดยเท่า ๆ กัน

 

สิทธิข้าราชการ

เป็นสิทธิที่ทางราชการมีให้กับข้าราชการนอกเหนือจากเงินเดือน โดยทางข้าราชการจะถูกหักเงินบางส่วนจากเงินเดือนเพื่อนำไปสมทบทุนกองทุนนี้ มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับจำนวนเงินเดือนที่ได้รับ และทุกคนที่เป็นข้าราชการจะได้รับสิทธิรักษาพยาบาลเบิกจ่ายตรงเหมือนกันทุกคน

community rating คือ

ติดตาม ข่าวสาร และ โปรโมชั่นต่างๆ

ข้อดีของการใช้ Community Rating

การใช้หลักการ Community Rating มีข้อดีหลายประการ เช่น:

 

ความยุติธรรมและเสมอภาค: การให้บริการทางการแพทย์และประกันสุขภาพโดยไม่คำนึงถึงสถานะสุขภาพหรือความสามารถในการจ่ายเงินของบุคคลแต่ละคน เช่น อายุหรือประวัติการเป็นโรค เป็นการเพิ่มความยุติธรรมและเสมอภาคในการเข้าถึงบริการสุขภาพของทุกคนในกลุ่มนั้นๆ

 

ลดความเสี่ยงของผู้ให้บริการ: การทำให้มีความเท่าเทียมกันในค่าเบี้ยหรือค่าบริการสามารถช่วยลดความเสี่ยงทางการเงินของบริษัทประกันหรือผู้ให้บริการทางการแพทย์ เนื่องจากไม่มีความต้องการในการประเมินความเสี่ยงของแต่ละบุคคลในกลุ่มนั้นๆ

 

กระตุ้นให้มีการดูแลสุขภาพ: หลักการ Community Rating อาจกระตุ้นให้ผู้ใช้บริการรักษาสุขภาพของตนเองได้อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากการรักษาและการป้องกันโรคสามารถเข้าถึงได้อย่างง่ายดายและมีความเท่าเทียมกันในกลุ่ม

 

เข้าถึงการรักษาเมื่อจำเป็น: เปิดโอกาสให้ทุกคนได้เข้าถึงการรักษาและมือแพทย์เมื่อจำเป็น โดยไม่ต้องกังวลว่าค่าเบี้ยประกันในปีถัดไปจะเพิ่มขึ้นตามการเคลม

 

การใช้หลักการ Community Rating มีประโยชน์สำคัญในการสร้างระบบประกันสุขภาพที่มีความยุติธรรมและเสมอภาคต่อทุกคนในสังคม 

อ่านเพิ่มเติม:

สิทธิรักษาพยาบาล 3 ระบบของไทย

สิทธิรักษาพยาบาล คือ สิทธิขั้นพื้นฐานของคนไทยทุกคน ที่รัฐบาลมอบให้ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการด้านสุขภาพได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม

สิทธิรักษาพยาบาลของไทยมีอะไรบ้าง 

คนไทยทุกคนมีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลจากภาครัฐ โดยมีระบบหลัก 3 ระบบ ดังนี้

  1. สิทธิสวัสดิการการรักษาพยาบาลของข้าราชการ
  2. สิทธิประกันสังคม
  3. สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (30 บาทรักษาทุกโรค/บัตรทอง)

สิทธิสวัสดิการการรักษาพยาบาลของข้าราชการ คือ 

สิทธิรักษาพยาบาลที่ข้าราชการและบุคคลในครอบครัว เช่น บิดา มารดา คู่สมรส และบุตรที่ถูกต้องตามกฎหมาย ได้รับจากรัฐบาล 

สิทธิประโยชน์ของสิทธิ มีดังนี้

  1. ผู้ป่วยนอก ไม่ต้องออกค่าใช้จ่ายไปก่อนแล้วนำมาเบิกทีหลัง
  2. ผู้ป่วยใน ไม่ต้องมีหนังสือรับรองไปยื่นก่อนเข้ารับการรักษา

ผู้มีสิทธิใช้บริการ ได้แก่

  • ข้าราชการ
  • พนักงานรัฐวิสาหกิจ
  • ลูกจ้างประจำของหน่วยงานภาครัฐที่ไม่ใช่ข้าราชการ
  • ผู้รับบำนาญ
  • ลูกจ้างต่างประเทศที่ได้รับค่าจ้างแบบเงินงบประมาณรายจ่าย
  • บุคคลในครอบครัว
สิทธิรักษาพยาบาล

สิทธิประกันสังคม คือ 

 

ประกันสังคม เป็นระบบเพื่อดูแลผู้ใช้แรงงานในประเทศไทย โดยผู้ใช้แรงงานที่ส่งเงินสมทบจะได้รับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ หากผู้ประกันตนออกจากงานหรือหยุดส่งเงินสมทบเป็นเวลา 6 เดือน สิทธิประกันสังคมของบุคคลนั้นจะถูกเปลี่ยนเป็นบัตรทองแทน

 

สิทธิของประกันสังคม กรณีประสบอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วย ได้แก่

 

  • รักษาพยาบาลฟรีที่โรงพยาบาลรัฐและเอกชนที่เข้าร่วมโครงการโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย
  • เบิกค่าจ้างที่ขาดหายไป 50% ของค่าจ้างเฉลี่ยตามที่หยุดงาน ครั้งละไม่เกิน 90 วัน และไม่เกิน 180 วันภายใน 1 ปี ยกเว้นโรคเรื้อรัง จะได้ไม่เกิน 365 วัน

 

สิทธิของประกันสังคมกรณีพิการทุพพลภาพ ได้แก่

 

  • ได้รับเงินทดแทนกรณีพิการทุพพลภาพ 50% ของค่าจ้างเฉลี่ยตลอดชีวิต สามารถเข้ารักษาในฐานะผู้ป่วยในหรือผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลรัฐ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย พร้อมด้วยความสนับสนุนในค่ารถพยาบาลและค่าฟื้นฟูสมรรถภาพ

 

สิทธิของประกันสังคมกรณีเสียชีวิต ได้แก่

 

  • กรณีเสียชีวิตจะได้ค่าทำศพ 50,000 บาท รวมถึงเงินสงเคราะห์กรณีจ่ายเงินสมทบตั้งแต่ 36 เดือนขึ้นไป

 

ผู้มีสิทธิใช้บริการ ได้แก่

 

  1. ผู้ประกันตนตามภาคบังคับ หรือ มาตรา 33 

 

คือ บุคคลที่เป็นลูกจ้างตามสัญญาจ้างประจำ และมีอายุระหว่าง 15 – 60 ปี

 

  1. ผู้ประกันตนตามสมัครใจ

 

คือ บุคคลทั่วไปที่ไม่เข้าเงื่อนไขบังคับของ พ.ร.บ. ประกันสังคม เพราะมีสิทธิอื่นอยู่แล้ว เช่น

 

  • ผู้ประกันตนมาตรา 39 ที่ออกจากงานแล้ว และต้องการแจ้งความต้องการเพื่อประกันตนต่อภายใน 6 เดือน รวมถึงเคยจ่ายเงินเข้ากองทุนสมทบมาก่อนตามมาตรา 33 ไม่น้อยกว่า 12 เดือน
  • ผู้ประกันตนมาตรา 40 ที่ประกอบอาชีพอิสระ เจ้าของกิจการ หรือเป็นฟรีแลนซ์ ซึ่งจะต้องมีอายุระหว่าง 15-65 ปี และได้แจ้งความต้องการขอประกันตน
  • ข้าราชการ ลูกจ้างประจำ รายวัน รายชั่วโมงของหน่วยงานราชการ แต่ไม่รวมลูกจ้างรายเดือน  
  • นักเรียน นิสิต นักศึกษา
  • ครูโรงเรียนเอกชน 

ติดตาม ข่าวสาร และ โปรโมชั่นต่างๆ

สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ คือ 

 

สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า ‘บัตรทอง 30 บาท’ เป็นระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่รัฐบาลไทยจัดให้แก่ประชาชนคนไทยทุกคน โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเบื้องต้น

 

สิทธิประโยชน์การรักษาพยาบาลของสิทธิ มีดังนี้

 

  • เข้ารับการตรวจวินิจฉัย
  • เข้ารับการรักษาโรคทั่วไป
  • เข้ารับการรักษาโรคเรื้อรัง หรือโรคเฉพาะทาง เช่น มะเร็ง เบาหวาน ไตวาย เป็นต้น
  • เข้ารับบริการคลอดบุตรได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง
  • การส่งต่อระหว่างหน่วยบริการ
  • ค่าห้อง ค่าอาหาร ค่ายา ตามที่ระบุไว้ในบัญชียาหลักแห่งชาติ แต่จะต้องจ่ายค่ารักษาและค่ายา 30 บาททุกครั้งหากเข้ารักษาในโรงพยาบาลตั้งแต่ระดับชุมชนขึ้นไป (10 เตียงขึ้นไป)

 

ผู้มีสิทธิใช้บริการ ได้แก่

 

ครอบคลุมคนไทยทุกคนที่มีเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก และไม่มีสิทธิของข้าราชการ ประกันสังคม รัฐวิสาหกิจ ครูเอกชน หรือสิทธิอื่น ๆ ที่ใช้จ่ายจากเงินงบประมาณรัฐ

 

ข้อยกเว้นของความคุ้มครอง ได้แก่

 

  1. 1. เข้ารับบริการทางการแพทย์เพื่อความสวยงาม โดยไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์
  2. 2. การปลูกถ่ายอวัยวะที่อยู่นอกบัญชีหมายเลข 3
  3. 3. การตรวจวินิจฉัยหรือรักษาเกินจำเป็น
  4. 4. การรักษาที่ยังอยู่ในระหว่างการค้นคว้าหรือทดลอง
  5. 5. การบริการทางการแพทย์อื่น ๆ ตามที่ สปสช. กำหนด

บุคคลหนึ่งมีสิทธิรักษาพยาบาลมากกว่าสิทธิเดียวได้หรือไม่

 

คนไทยสามารถมีสิทธิรักษาพยาบาลมากกว่า 1 สิทธิได้ โดยจะถูกแบ่งออกเป็น ‘สิทธิหลัก’ และ ‘สิทธิรอง’ โดยในบุคคลหนึ่งสามารถมีได้ทั้งสิทธิหลักและรอง หรือสิทธิหลักในบุคคลเดียวทั้ง 2 สิทธิ หรือสิทธิรองในบุคคลเดียวทั้ง 2 สิทธิก็ได้เช่นกัน

 

สิทธิหลัก หมายถึง สิทธิการรักษาพยาบาลที่บุคคลได้รับโดยตรงจากการทำงาน เมื่อสังกัดองค์กรใดองค์กรหนึ่ง ทั้งภายใต้รัฐและเอกชน 

 

ส่วน สิทธิรอง หมายถึง สิทธิการรักษาพยาบาลที่บุคคลได้รับโดยอาศัยสิทธิหลักของบุคคลอื่น เช่น บุตรหรือคู่สมรสของข้าราชการจะมีสิทธิรองจากบิดามารดาหรือคู่สมรส

กรณีบุคคลที่มี สิทธิหลักสองสิทธิ หมายถึง บุคคลคนเดียวกันมีสิทธิการรักษาพยาบาลสิทธิหลักสองสิทธิ์ ในเวลาเดียวกัน เช่น ผู้ที่เป็นข้าราชการหรือข้าราชการบำนาญ แล้วได้มีการไปสมัครงานหรือเคยทำงานเป็นพนักงานบริษัท และได้ส่งเงินสมทบในกองทุนประกันสังคม จะทำให้มีสิทธิทั้งสองสิทธิในคน ๆ เดียว และการเลือกใช้สิทธิใดจะขึ้นอยู่กับบุคคลนั้นเอง

กรณีที่มี สิทธิหลักและสิทธิรองในบุคคลเดียวกัน หมายถึง บุคคลคนเดียวกันมีสิทธิการรักษาพยาบาลทั้ง สิทธิหลักและสิทธิรองในเวลาเดียวกัน เช่น บุคคลที่เป็นข้าราชการและมีคู่สมรสที่มีสิทธิของรัฐวิสาหกิจหรือประกันสังคม ทั้งนี้ทั้นนั้น การใช้สิทธิการรักษาจะต้องใช้สิทธิหลักของตนเองก่อน แล้วถ้าหากว่าสิทธิรองครอบคลุมค่าใช้จ่ายมากกว่า สามารถนำใบเสร็จไปเบิกส่วนต่างที่จ่ายไปก่อนหน้ากับสิทธิรองทีหลังได้

กรณีบุคคลที่มี สิทธิรองในคนเดียวกันสองสิทธิ หมายถึง บุคคลคนเดียวกันมีสิทธิรองจากสิทธิหลักของบุคคลอื่นสองสิทธิ์ในเวลาเดียวกัน กรณีนี้คือบุตรที่ได้รับสิทธิรองจากบิดามารดาเป็นสองสิทธิในคนเดียว แต่เมื่อบุตรอายุครบ 20 ปีและยังไม่ได้มีการทำงาน สิทธิหลักจะถูกเปลี่ยนเป็นบัตรทองแทน ตามที่ระบุไว้ในระเบียบ พ.ร.บ. ของหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปี พ.ศ. 2545

สรุป 

 

สิทธิรักษาพยาบาลหลัก 3 ระบบของไทยมีเงื่อนไขเฉพาะเจาะจงสำหรับกลุ่มบุคคลที่มีรายได้และอาชีพแตกต่างกัน รวมถึงยังมีความคุ้มครองครอบคลุมไปยังบุคคลในครอบครัวด้วย ทั้งนี้ทั้งนั้น อย่าลืมเช็คสิทธิหลักและสิทธิรองของตัวเองก่อนใช้สิทธิรักษาพยาบาล เพื่อที่จะได้ไม่เสียเวลาหรือเสียสิทธิความคุ้มครองที่มี 

อ่านเพิ่มเติม:

  • Community rating – จุดประสงค์และข้อดีของหลักการใช้ระบบ Community rating

ประกันมะเร็งที่ไหนดี 2569

โรคมะเร็งใกล้ตัวกว่าที่คิด และ หนึ่ง ใน หก คน ทั่วโลก เสียชีวิตด้วยสาเหตุโรคมะเร็ง ไม่ว่าเรื่องกรรมพันธุ์ หรือ สาเหตุใดไม่อาจทราบ LUMA เองก็ได้เจอโรคมะเร็งในสมาชิกเพิ่มขึ้น และที่น่าตกใจกว่านั้น อายุของผู้ป่วยน้อยลงกว่าที่ผ่านมา ดังนั้น การมองหาประกันที่คุ้มครองมะเร็งจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ไม่ว่าเลือกแบบประกันสุขภาพเหมาจ่ายที่ครอบคลุมการรักษามะเร็ง หรือ เลือกแบบ ได้รับเงินก้อน เมื่อเจอโรคมะเร็ง และเมื่อตัดสินใจสมัครแผนประกันมะเร็งแล้ว ก็ต้องเจอคำถามว่า “ประกันมะเร็งที่ไหนดี” วันนี้ LUMA ทำการบ้านมาให้ว่า ประกันมะเร็งที่ไหนดี โดยได้คัดมาตามนี้:

 

  1. LUMA
  2. AXA
  3. Allianz Ayudhya
  4. MTL
  5. LMG
ประกันมะเร็งที่ไหนดี

LUMA

บริษัทแรกที่ขอแนะนำคือ LUMA ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านประกันสุขภาพโดยเฉพาะในการคุ้มครองจากโรคมะเร็ง ในยุคปัจจุบัน มะเร็งเป็นโรคที่มีอิทธิพลต่อชีวิตของคนไทยอย่างมาก จำนวนผู้ป่วยมะเร็งก็เพิ่มขึ้นทุกปี และมักพบเจอในคนที่ยังอยู่ในวัยเยาว์เริ่มต้น

LUMA ได้ร่วมมือกับโรงพยาบาลกรุงเทพวัฒโนสถในการพัฒนาและปรับปรุงการรักษาและดูแลผู้ป่วยมะเร็งอย่างทันสมัย เพื่อให้มั่นใจได้ว่า LUMA สามารถมอบความคุ้มครองที่เหมาะสมสำหรับการรักษาในอนาคตไม่ว่าจะเป็นโรคมะเร็ง และเป็นเจ้าแรกของประเทศไทยที่นำ Multidisciplinary Tumor Board (MTB) มาใช้ในการรักษาคนไข้มะเร็ง  และไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องค่าใช้จ่ายด้วยระบบ Direct Billing ที่ช่วยให้สมาชิกของ LUMA ไม่ต้องใช้เงินสำรองในการรักษาทั่วประเทศไทย

จุดเด่นของ LUMA:

  • วงเงินคุ้มครอง ตั้งแต่ 5 – 50 ล้านต่อปี
  • ค่าใช้จ่ายในการรักษามะเร็ง จ่ายตามจริง
  • ครอบคลุมการรักษามะเร็งผิวหนัง
  • คุ้มครองการรักษาคีโมบำบัด และ การฉายรังสี โดยไม่ต้องมีความคุ้มครองผู้ป่วยนอก
  • สำหรับโรคทั่วไป สามารถสมัครและคุ้มครองทันที ไม่มีระยะเวลารอคอย 

นอกจากนี้ LUMA ยังสามารถให้บริการคุ้มครองในต่างประเทศด้วย และมีการประสานงานอย่างรวดเร็วผ่านสำนักงานที่ตั้งอยู่ทั่วเอเชียและยุโรป เพื่อให้ความสะดวกสบายแก่สมาชิก

ดังนั้น LUMA เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการความคุ้มครองในการรักษาโรคมะเร็งและโรคร้ายอื่นๆ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายและมีการบริการที่สะดวกสบายและรวดเร็วทั้งในประเทศและต่างประเทศ หากสนใจรายละเอียดประกันมะเร็งเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่ LUMA

AXA

AXA เป็นหนึ่งในบริษัทประกันที่เชื่อถือได้และมีชื่อเสียงในวงการประกันภัยทั่วโลก เป็นบริษัทประกันที่มีขนาดใหญ่และมีเครือข่ายที่กว่า 57 ประเทศทั่วโลก ด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญที่สูง ทำให้ AXA เป็นที่เชื่อถือและเป็นที่เลือกของผู้เอาประกันภัยจากทั่วโลก

ในเรื่องของความคุ้มครองสำหรับมะเร็ง AXA มุ่งมั่นที่จะให้บริการที่ครอบคลุมและมีคุณภาพ เพื่อให้ลูกค้าได้รับการรักษาที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ ซึ่งแผนประกันสุขภาพของ AXA มีความคุ้มครองที่สูงและครอบคลุมทุกขั้นตอนของการรักษา รวมถึงการตรวจวินิจฉัย การรักษา และการฟื้นฟูหลังการรักษา นอกจากนี้ยังมีการครอบคลุมสำหรับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการรักษามะเร็งต่าง ๆ อย่างครอบคลุม

AXA ประกันภัย มีทางเลือกให้ทั้งแบบ ประกันสุขภาพเหมาจ่ายที่ครอบคลุมถึงการรักษามะเร็ง และแบบ รับเงินก้อนเมื่อตรวจเจอโรคมะเร็ง

จถดเด่นของ AXA

  • วงเงินคุ้มครองสูงสุด 900,000 บาท
  • คุ้มครองมะเร็งทุกชนิด
  • คุ้มครองมะเร็งผิวหนัง 20% ของทุกประกัน
  • คุ้มครองตั้งแต่ระยะไม่ลุกลาม ไปถึงระยะลุกลาม
  • ระยะเวลารอคอย 90 วัน หลังจากวันเริ่มประกัน

ทั้งนี้ AXA ยังมีเครือข่ายโรงพยาบาลที่กว่า 400 แห่งทั่วโลก เพื่อให้ลูกค้าได้รับการรักษาและดูแลสุขภาพอย่างมีประสิทธิภาพ และมีความสะดวกสบายในการเข้าถึงบริการการรักษาและสิทธิประโยชน์ที่ได้รับจากแผนประกันสุขภาพของ AXA

ดังนั้น หากกำลังมองหาบริษัทประกันที่มีความเชื่อถือและมีคุณภาพในการประกันภัยสุขภาพ และมีความคุ้มครองสำหรับมะเร็ง AXA เป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าและครอบคลุมทุกด้านของความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

ประกันมะเร็งที่ไหนดี

Allianz Ayudhya

Allianz Ayudhya เป็นบริษัทประกันที่เชื่อถือได้และมีความเชี่ยวชาญในการให้บริการประกันสุขภาพ โดยเฉพาะในด้านการรักษามะเร็ง ด้วยความเข้าใจที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับความต้องการและความเครียดที่เกิดขึ้นจากการเผชิญหน้ากับโรคร้ายอย่างมะเร็ง บริษัทได้พัฒนาแผนประกันที่ครอบคลุมและมีความคุ้มครองสำหรับผู้เอาประกันภัยในกรณีของมะเร็งอย่างเหมาะสม 

 

จุดเด่นของ Allianz Ayudhya

  • ความคุ้มครองสูงถึง 100,000.000 บาท
  • คุ้มครองมะเร็งทุกระยะ
  • มีทั้งแบบ ประกันสุขภาพเหมาจ่ายที่ครอบคลุมมะเร็ง และ รับเงินก้อนเมื่อตรวจพบมะเร็ง
  • มีระยะเวลารอคอย 90 วันนับจากวันที่เริ่มประกัน

 

นอกจากนี้ Allianz Ayudhya ยังมีบริการ My Doctor บริการปรึกษาแพททย์ผ่านระบบวีดีโอคอล และ เครือข่ายโรงพยาบาลที่กว้างทั่วประเทศ มั่นใจได้ว่าเมื่อต้องใช้บริการ จะรวดเร็วและราบรื่น

 

MTL เมืองไทยประกันชีวิต

เมืองไทยประกันชีวิต เริ่มกิจการอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2494 เป็นบริษัทประกันชีวิตแห่งแรกที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณแต่งตั้งให้เป็นบริษัทประกันชีวิต ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีสิทธิใช้ตราครุฑ ในเอกสารของ บริษัทฯ และเป็นบริษัทประกันชีวิตแห่งแรกที่ได้รับใบรับรองมาตรฐาน ISO 9001:2000 ได้ขยายสำนักงานสาขาและสำนักงานตัวแทนไปทั่วประเทศกว่า 210 สาขา

 

จุดเด่นของประกันมะเร็งจาก MTL

  • คุ้มครองสูงสุด 2,000,000 บาท
  • คุ้มครองโรคมะเร็งระยะไม่ลุกลาม สูงสุด 300,000  บาท
  • คุ้มครองโรคมะเร็งระยะลุกลาม สูงสุด 2,000,000 บาท
  • ผลประโยชน์รายวันกรณีเข้ารับการรักาาแบบผู้ป่วยใน จาก โรคมะเร็ง สูงสุด วันละ 10,000 บาท
  • ระยะเวลารอคอย 60 วัน นับจากวันที่เริ่มประกัน

 

เรื่องจากเป็นบริษัทประกันชีวิต จึงจำเป็นต้องมีสัญญาหลักก่อน ถึงจะสามารถซื้อประกันมะเร็งเสริมได้ และควรดูรายละเอียดแผนอย่างละเอียด เนื่องจากบางแผนไม่คุ้มครองการรักษามะเร็งแบบ OPD ผู้ป่วยนอก

 

LMG 

บริษัท แอลเอ็มจี ประกันภัย จำกัด (มหาชน) เดิมชื่อ บริษัท นารายณ์สากลประกันภัย จำกัด LMG insurance เป็นบริษัทประกันภัยระดับโลกที่เปิดบริการมายาวนานกว่า 100 ปีจากการให้บริการใน 15 ประเทศทั่วโลกและมีสาขาในประเทศไทยมากถึง 50 สาขาเลยทีเดียว

 

  • คุ้มครองสูงสุดถึง 500,000 บาท
  • คุ้มครองโรคมะเร็งทุกระยะ ยกเว้น มะเร็งผิวหนัง
  • มะเร็งผิวหนัง คุ้มครองสูงสุด  100,000 บาท
  • คุ้มครอง เคมีบำบัด และ การรักษาด้วยการฉายแสงรังสี สูงสุด 25,000 บาท
  • ชดเชยรายได้ขณะรักษาตัวในโรงพยาบาล

 

หากต้องใช้บริการ สามารถไปใช้บริการโรงพยาบาลในเครือข่ายที่มีมากกว่า 200 แห่ง โดยไม่ต้องสำรองจ่าย เพียงแสดง Care Card ให้กับเจ้าหน้าที่ได้เลย





สรุป

ประกันมะเร็งมีให้เลือกหลายแบบ ไม่ว่าเป็นแบบ เหมาจ่าย หรือแบบ รับเงินก้อนเมื่อตรวจพบมะเร็ง การตัดสินใจเลือกประกันมะเร็ง ควรดูความคุ้มครองว่าพอกับค่ารักษาหรือไม่ การใช้งานและบริการของบริษัทประกัน เพราะเมื่อข่าวร้ายมาถึง แน่นอนว่าควรได้รับการดูแลอย่างเต็มที่ 

อ่านเพิ่มเติม:

DBD logo

ใบอนุญาตจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

เลขที่ 0105555036794

OIC logo

ใบอนุญาตนายหน้าประกันวินาศภัย เลขที่00008/2555  

ใบอนุญาตนายหน้าประกันภัย เลขที่ ช00012/2564

BOI logo

ได้รับการรับรองจาก BOI 2927/2555

บริษัท ลูม่า แคร์ จำกัด, 57 ปาร์คเวนเชอร์ อีโคเพล็กซ์ ชั้น 9 ยูนิต 912 ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330

Copyright © 2026 lumahealth.com. All Rights Reserved.   นโยบายความเป็นส่วนตัว