เปรียบเทียบ บัตร Travel Card ปี 2568 บัตรแลกเงินต่างประเทศ

การเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศในยุคนี้ไม่จำเป็นต้องแลกเงินไปต่างประเทศหรือพกเงินสดเยอะ ๆ อีกต่อไป เพราะทุกคนสามารถเลือกใช้บัตรประเภท “Travel Cardหรือบัตรเครดิตใช้ต่างประเทศได้อย่างง่ายดาย จับจ่ายใช้สอยเหมือนกับเงินสดปกติแต่บ่อยครั้งมักได้เรทดีกว่าพร้อมโปรโมชั่นอื่นอีกเพียบ แต่สิ่งสำคัญก่อนตัดสินใจจะใช้บัตรใบไหน ธนาคารใด ก็ต้องมีการเปรียบเทียบ Travel Card เพื่อเลือกบัตรดีที่สุดให้กับตนเอง จึงอยากแนะนำแนวทางดี ๆ เพื่อจะได้มั่นใจว่าเมื่อไปต่างประเทศ บัตรไหนคุ้มมากที่สุด 

Travel Card คืออะไร  

Travel Card คือ บัตรเดบิต หรือ บัตรเติมเงินสำหรับนำไปใช้จ่ายในต่างประเทศ (บางคนอาจเรียกเป็นบัตรเครดิตใช้ต่างประเทศก็ไม่ว่ากัน) ลักษณะคือต้องเติมเงินเข้าไปในบัตรจากนั้นก็ทำการแลกเปลี่ยนเป็นสกุลเงินที่จะใช้ให้เรียบร้อย ซึ่งการเปลี่ยนสกุลเงินจะมีทั้งทำด้วยตนเองผ่านแอปพลิเคชันของบัตร หรือระบุกับเจ้าหน้าที่ว่าต้องการแลกเปลี่ยนสกุลเงินบาทเป็นสกุลเงินใด เมื่อมีเงินเรียบร้อยก็สามารถใช้สอยได้ไม่ต่างจากบัตรเครดิต บัตรเดบิตทั่วไป ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ที่ไม่นิยมแลกเงินไปต่างประเทศเป็นเงินสดเยอะ ๆ หรือบางคนไม่อยากใช้บัตรเครดิตเพราะต้องเสียค่าธรรมเนียมแพง เป็นต้น 

บัตร travel card

บัตร PLANET SCB (ธนาคารไทยพาณิชย์) 

บัตร YouTrip (ธนาคารกสิกรไทย) 

บัตร Journey  (ธนาคารกสิกรไทย) 

บัตร TTB All Free (ธนาคารทหารไทยธนชาต) 

บัตร Krungthai Travel Visa Platinum Card (ธนาคารกรุงไทย) 

Citibank Global Wallet (ธนาคารซิตี้แบงก์) 

จะแตกต่างจากที่อื่น เพราะ Citibank Global Wallet จะเป็นแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์ พร้อมกับฟังก์ชั่นการใช้งาน Citibank Global Wallet ที่สามารถใช้จ่ายผ่านบัญชีสกุลเงินต่างประเทศได้ 

ติดตาม ข่าวสาร และ โปรโมชั่นต่างๆ

asian-girl-airport

การใช้งาน Travel Card ดีอย่างไร 

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการใช้ Travel Card หรือบัตรเครดิตใช้ต่างประเทศกำลังได้รับความนิยมอย่างมาก หากลองเปรียบเทียบ Travel Card เล่น ๆ ก็มีสถาบันการเงินหลายแห่งพยายามออกผลิตภัณฑ์ดังกล่าวขึ้นมาเป็นทางเลือกสำหรับลูกค้า ซึ่งข้อดีของการใช้งานบัตรประเภทนี้สามารถสรุปให้เห็นภาพชัดเจน คือ

การใช้งานบัตร Travel Card จำเป็นมากแค่ไหน 

ด้วยการมีเทคโนโลยีเข้ามาเป็นทางเลือกมากขึ้น บวกกับความ Worldwide ที่ทั่วโลกสามารถสื่อสารถึงกันอย่างง่ายดาย เครือข่ายต่าง ๆ ทำงานเชื่อมต่อกันอย่างมีประสิทธิภาพ การเลือกใช้บัตร Travel Card จึงถือเป็นอีกความจำเป็นที่อยากแนะนำทุกคนเมื่อต้องเดินทางไปต่างประเทศ คุณไม่ต้องพกเงินสดเยอะ ๆ ไม่ต้องแลกเงินไปต่างประเทศแล้วได้เรทแพง หรือแม้แต่ความคุ้มค่าในด้านอื่น พกแค่บัตรใบเดียวก็เที่ยวแบบไม่ต้องคิดมาก อยากเดินทางติดต่อกันกี่ประเทศก็หายห่วง แต่สิ่งสำคัญคือต้องเปรียบเทียบ Travel Card ให้ดี แล้วเลือกบัตรที่ใช่ ธนาคารที่โดนใจ 

เปรียบเทียบ Travel Card ต้องดูอะไรบ้างก่อนตัดสินใจเลือกใช้งาน 

หลังทำความรู้จักกับบัตรเครดิตใช้ต่างประเทศประเภทนี้กันพอสมควรแล้ว ก็มาถึงสิ่งที่สายเที่ยวหลายคนควรรู้เอาไว้ก่อนตัดสินใจว่าไปต่างประเทศ บัตรไหนคุ้มที่สุดนั่นคือ การเปรียบเทียบ Travel Card โดยประเมินจากเงื่อนไขต่าง ๆ ของแต่ละธนาคาร ซึ่งงคำแนะนำทั้งหมดมีดังนี้ 

1. ความสะดวกในการใช้งาน

ลำดับแรกในการเปรียบเทียบ Travel Card ว่าควรเลือกบัตรไหนต้องเริ่มจากความสะดวกของการใช้งาน คำว่า “ความสะดวก” ในที่นี้คือ ร้านค้าส่วนใหญ่ในประเทศที่จะเดินทางไปรับบัตรดังกล่าวแบบไม่มีค่าธรรมเนียมใด ๆ ยิ่งถ้าสามารถใช้กับระบบขนส่งสาธารณะได้ด้วยถือเป็นความเพอร์เฟกต์อันแสนคุ้มค่า ไม่ต้องซื้อตั๋วใหม่ทุกรอบ เมื่อช้อปปิ้ง หาของอร่อยทานเรียบร้อยก็จ่ายเงินผ่านบัตรทันที  

2. ประเภทของบัตร (บัตรเครดิต / บัตรเดบิต)

แม้ส่วนใหญ่บัตร Travel Card จะเป็นลักษณะของบัตรเดบิต คือ ให้เติมเงินเข้าไปก่อนจึงสามารถใช้งานได้ตามวงเงินเหล่านั้น แต่ก็มีบางธนาคารที่มีเงื่อนไขการใช้บัตรเครดิตได้ไม่แตกต่างกันมากนัก เช่น การใช้บัตรเครดิตต่างประเทศโดยไม่เสียค่าธรรมเนียม ซึ่งถ้าถามว่าแบบไหนดีกว่ากันคงตอบยาก เอาเป็นว่าอยู่ที่ลักษณะการใช้เงินดีกว่า หากกลัวช้อปปิ้งเพลินแล้วไม่มีอะไรหยุดได้ก็เลือกบัตรเดบิตที่มีวงเงินใช้ชัดเจน ไม่เป็นหนี้ แต่ถ้าเน้นความสะดวก ง่ายดาย ช้อปไม่เยอะ ใช้แบบบัตรเครดิตก็ตอบโจทย์เช่นกัน 

3. การแลกเปลี่ยนสกุลเงิน

หากจะดูว่าไปต่างประเทศ บัตรไหนคุ้ม อีกสิ่งที่จะเปรียบเทียบ Travel Card ได้ชัดเจนมากสุดคือเรื่องการแลกเปลี่ยนสกุลเงิน บัตรที่ดีต้องให้เรทอัตราแลกเปลี่ยนคุ้มค่า ไม่เก็บค่าธรรมเนียม อัปเดตเรทใหม่อยู่ตลอดตามค่าเงิน รองรับสกุลเงินหลายประเทศ อาทิ USD, EUR, AUD, GBP, CHF, JPY, HKD, SGD, THB, KRW ฯลฯ แลกเปลี่ยนง่าย เช่น การทำผ่านแอป การแจ้งกับเจ้าหน้าที่ธนาคารก่อนแลกเงินเข้าบัตร เป็นต้น 

4. ค่าธรรมเนียมในการใช้บัตร

เป็นอีกสิ่งที่ต้องนำไปเปรียบเทียบเลยว่า Travel Card ของธนาคารไหนคุ้มค่ามากสุด เพราะโดยพื้นฐานไม่มีใครอยากเสียค่าธรรมเนียมเมื่อต้องรูดบัตรอยู่แล้ว แต่ก็ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของธนาคารที่ออกบัตร Travel Card นั้น ๆ ว่าเป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งใครที่เลือกบัตรที่ฟรีค่าธรรมเนียม ไม่ต้องเสียเพิ่มอีก 2.5% ทุกครั้งที่รูด นั่นเท่ากับความคุ้มค่าที่จะได้รับ ช้อปปิ้งเพลินเกินห้ามใจ ยิ่งใช้ก็มีความสุข หรือบางบัตรนอกจากไม่เสียค่าธรรมเนียมแล้วยังมีส่วนลด เครดิตเงินคืน หรือการเป็นพันธมิตรกับห้างร้าน แบรนด์ชั้นนำ เมื่อคุณใช้งานก็ได้รับสิทธิประโยชน์มากขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย อย่าลืมพิจารณาข้อนี้เป็นขาด 

5. วิธีใช้งานกับ App และข้อมูลอื่น ๆ

ยุคนี้การใช้ Travel Card ไม่ใช่แค่การนำบัตรไปรูดเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีวิธีจัดการต่าง ๆ ภายในบัตรให้ง่ายดายตามไลฟ์สไตล์หรือความเหมาะสมของผู้ใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นการแลกเงินผ่านแอปโดยไม่ต้องติดต่อกับธนาคาร เพียงแค่เติมเงินเข้าไปจากนั้นก็ทำตามขั้นตอนเพื่อแลกเปลี่ยนสกุลเงินทันที การรับโปรโมชั่น ส่วนลด เครดิตเงินคืนต่าง ๆ เป็นต้น อย่างไรก็ตามอีกสิ่งสำคัญไม่ใช่แค่บัตรดังกล่าวมีแอปเท่านั้น แต่ตัวแอปต้องปลอดภัย ใช้งานได้ลื่นไหล มีประสิทธิภาพดีเยี่ยม เพื่อให้ผู้ใช้งานได้รับความสะดวกมากที่สุด 

6. ประกันเดินทางที่มาพร้อมกับบัตร

จะไปต่างประเทศ บัตรไหนคุ้มที่สุดอย่าลืมดูเรื่องประกันเดินทางต่างประเทศด้วย เพราะทุกการเดินทางในต่างประเทศอาจมีสิ่งไม่คาดฝันเกิดขึ้นได้เสมอ ส่วนใหญ่บัตรหลายใบมักแถมประกันเดินทางมาให้คุณใช้งานตามช่วงเวลาสั้น ๆ ที่เดินทางท่องเที่ยว หรือบางบัตรสามารถซื้อประกันเดินทางต่างประเทศผ่านแอปก็สะดวกอยู่พอสมควร ช่วยเพิ่มความสบายใจในทุกเส้นทางและทุกประเทศได้แบบไร้กังวล 

อย่างไรก็ตามขอเน้นย้ำในเรื่องประกันเดินทางต่างประเทศอีกสักเล็กน้อย แม้บัตร Travel Card หลายใบจะแถมฟรีประกันเดินทางให้แต่เงื่อนไขที่ได้รับอาจไม่เพียงพอเท่าไหร่นัก เช่น ให้ความคุ้มครองวงเงินจำกัด ให้ความคุ้มครองเฉพาะตัวบุคคล ไม่ได้รวมเรื่องไฟล์ทบินหรือสัมภาระต่าง ๆ ดังนั้นการซื้อประกันเดินทางเพิ่มเติมไปอีก 1 แผนคือสิ่งที่นักท่องเที่ยวทุกคนควรทำ ยิ่งถ้าต้องเดินทางไปยุโรป การทำวีซ่าเชงเก้น ก็ต้องมีประกันเชงเก้นเป็นส่วนหนึ่งของการอนุมัติ เหนือสิ่งอื่นใดเมื่อคุณมีประกันแล้วเกิดเหตุไม่คาดฝัน วงเงินความคุ้มครอง การช่วยเหลือต่าง ๆ จะได้รับการประสานงานอย่างรวดเร็วแน่นอน 

สรุป 

ย้ำอีกครั้งว่าการเปรียบเทียบ Travel Card เพื่อให้ได้บัตรเครดิตใช้ต่างประเทศที่มีประสิทธิภาพเป็นอีกสิ่งสำคัญที่อย่ามองข้ามเด็ดขาด ทุกวันนี้มีธนาคารหลายแห่งพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อให้ตอบโจทย์กับสายเที่ยวขนานแท้ ซึ่งคำแนะนำทั้งหมดคงตอบคำถามได้ชัดเจน ไปต่างประเทศ บัตรไหนคุ้ม ไม่ต้องเสียเวลาแลกเงินไปต่างประเทศให้ยุ่งยากอีกต่อไป และอย่าลืมแม้ Travel Card หลายใบจะแถมประกันเดินทางเอาไว้ให้แล้วแต่ก็อาจไม่ได้ครอบคลุมมากพอ การซื้อประกันเดินทางต่างประเทศอีกสักกรมธรรม์ราคาเริ่มต้นแค่หลักร้อยแต่คุ้มครองหลักล้าน ทำเอาไว้ไม่ใช่เรื่องเสียหาย กรณีเกิดเหตุการณ์ให้ต้องเคลมจะได้ไม่ต้องกังวลใจใด ๆ

การเลือกบัตรเดินทางที่เหมาะสมจะช่วยให้คุณสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายและได้รับสิทธิประโยชน์ที่ดีที่สุดระหว่างการเดินทาง

อ่านเพิ่มเติม:

ประกันเดินทางต่างประเทศ เปรียบเทียบชัด จุดเด่นแต่ละบริษัท 2568

ปัจจุบันบริษัทประกันภัยในไทยมีแผนประกันเดินทางต่างประเทศ เปรียบเทียบ จุดเด่นและประโยชน์มากมายหลากหลายให้ผู้บริโภคได้เลือกตามจุดประสงค์หรืองบประมาณในการเดินทาง เนื่องจากประกันเดินทางต่างประเทศให้ความคุ้มครองที่คุ้มค่า ช่วยชดเชยค่าเสียหายได้เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันระหว่างเดินทาง 

วันนี้ LUMA ได้รวบรวมข้อมูลประกันเดินทางต่างประเทศอัพเดตล่าสุดของปีนี้ มาให้แล้วในบทความนี้ เพื่อให้ทุกท่านสามารถนำไปประกอบการตัดสินใจเลือกซื้อ

ประกันเดินทางต่างประเทศ เปรียบเทียบ ประเทศฮอตฮิต

LUMA ได้รวมแผนประกันเดินทางประเทศ เปรียบเทียบประเทศที่ค่อนข้างเป็นที่นิยมเดินทางของคนไทยทั้งที่่ต้องใช้วีซ่าและไม่ต้องมีวีซ่า 3 ประเทศด้วยกัน ดังนี้

เปรียบเทียบประกันเดินทางประเทศ เชงเก้น

สำหรับการเดินทางไปยุโรป หรือประเทศเชงเก้น จำเป็นต้องวางแผนว่าจะไปประเทศไหน แล้วใช้วีซ่าประเภทไหนในการเที่ยวต่างประเทศครั้งนี้ 

หากเป็นวีซ่าเชงเก้น มีความจำเป็นต้องมีประกันเดินทางคุ้มครองอย่างน้อย 30,000 Euro หรือ 1,500,000 บาท 

สำหรับประกันเดินทางเชงเก้น ได้รวบรวมข้อมูลและนำเสนอแผนที่ดี ดังนี้ 

  • LUMA GO แผน 1 จากบริษัท LUMA  ความคุ้มครอง 2,000,000 บาท และราคาเบี้ยเพียง 385 บาทสำหรับระยะเวลาคุ้มครอง 7 วัน
  • Easy Visa จากบริษัท MSIG ที่มีความคุ้มครอง 1,500,000 บาท และราคาเริ่มต้น 355 บาทสำหรับระยะเวลาคุ้มครอง 7 วัน
  • GO 3  จากบริษัท ทิพยประกันภัย มอบความคุ้มครอง 2,000,000 บาท โดยเบี้ยเริ่มต้นที่ 565 บาท สำหรับความคุ้มครองระยะเวลา 7 วัน
  • แผน HIPHOP จากบริษัท Allianz Travel มอบความคุ้มครอง 2,000,000 บาท โดยเบี้ยเริ่มต้นที่ 555 บาท สำหรับความคุ้มครองระยะเวลา 7 วัน
  • Gold จากบริษัท AXA มอบความคุ้มครอง 2,000,000 บาท โดยเบี้ยเริ่มต้นที่ 644 บาท สำหรับความคุ้มครองระยะเวลา 7 วัน
ประกันเดินทางต่างประเทศ เปรียบเทียบ

เปรียบเทียบประกันเดินทางประเทศ ญี่ปุ่น

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่คนไทยนิยมไปเที่ยว เพราะไม่ต้องใช้วีซ่าในการเข้าประเทศ แถมยังเป็นประเทศที่สวยงาม อาหารอร่อยไปอีก !

แต่อย่างที่ทุกคนรู้ ค่าใช้จ่ายที่ประเทศญี่ปุ่นค่อนข้างสูง โดยเฉพาะหากไปเที่ยวแล้วเกิดเจ็บป่วยขึ้นมา เลยได้มีการนำเสนอแผนประกันเดินทางญี่ปุ่นที่ดีที่สุด

  • LUMA GO แผน 2 จากบริษัท LUMA มีความคุ้มครองทางแพทย์ 3,000,000 บาท และคุ้มครองการเดินทางไม่ว่าจะเป็นเที่ยวบินล่าช้า หรือสัมภาระเสียหาย ด้วยเบี้ยเริ่มต้นเพียง 469 บาทสำหรับระยะเวลา 7 วัน
  • Easy 2 แผนประกันเดินทางจาก บริษัท MSIG มอบความคุ้มครองทางแพทย์ 3,000,000 บาท และคุ้มครองการเดินทาง ด้วยเบี่ยราคา 1,000 บาทสำหรับ 7 วัน
  • PLAN B+ แผนจากบริษัท Sompo ประกันเดินทางจากญี่ปุ่น ให้ความคุ้มครองทางแพทย์ 3,000,000 บาท และ คุ้มครองเรื่องการเดินทาง สำหรับความคุ้มครอง 7 วันเบี้ยอยู่ที่ 712 บาท
  • แผน Samba จากบริษัท Allianz Travel มอบความคุ้มครอง 3,000,000 บาท โดยเบี้ยเริ่มต้นที่ 940 บาท สำหรับความคุ้มครองระยะเวลา 7 วัน
  • Platinum จากบริษัท AXA มอบความคุ้มครอง 3,000,000 บาท โดยเบี้ยเริ่มต้นที่ 665 บาท สำหรับความคุ้มครองระยะเวลา 7 วัน
ประกันเดินทางต่างประเทศ เปรียบเทียบ

เปรียบเทียบประกันเดินทางประเทศ เกาหลีใต้

ประเทศเกาหลีใต้เป็นประเทศที่คนไทยให้ความสนใจเป็นอย่างมาก และมีนักท่องเที่ยวเดินทางไปเกาหลีเยอะ 

เนื่องจากประเทศเกาหลีเป็นประเทศที่คนไทยต้องสมัครวีซ่าไป การมีประกันเดินทาง สามารถแสดงถึงความรับผิดชอบ เมื่อเราขอเข้าไปเที่ยวประเทศเกาหลี สำหรับความคุ้มครอง และ เบี้ยราคา วันนี้ขอนำเสนอประกันเดินทางเกาหลีตามนี้

  • LUMA GO แผน 2 จากบริษัท LUMA ที่ให้ความคุ้มครองทางแพทย์ 3,000,000 บาท และดูแลเรื่องการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นเที่ยวบินล่าช่า หรือ สัมภาระเสียหาย ด้วยเบี้ยที่เริ่มต้นเพียง 469 บาท สำหรับความคุ้มครองนาน 7 วัน
  • Easy 2 แผนจากบริษัท MSIG ให้ความคุ้มครองการแพทย์ 3,000,000 บาท และ คุ้มครองการเดินทาง ด้วยเบี่ยประกันเริ่มต้นที่ 1,000 บาท สำหรับการเที่ยว 7 วัน
  • Samba จากบริษัท Allianz Travel ให้ความคุ้มครองทางการแพทย์ 3,000,000 บาท และมอบความคุ้มครองหากเที่ยวบินล่าช้า หรือสัมภาระล่าช้า สำหรับระยะเวลาคุ้มครอง 7 วัน ค่าเบี้ยอยู่ที่ 940 บาท
  • Emerald จากบริษัท AXA มอบความคุ้มครอง 4,000,000 บาท โดยเบี้ยเริ่มต้นที่ 1,202 บาท สำหรับความคุ้มครองระยะเวลา 7 วัน
ประกันเดินทางต่างประเทศ เปรียบเทียบ

นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายๆ ประเทศที่ LUMA ให้บริการประกันเดินทางต่างประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกสบายในการซื้อ พร้อมทั้งความคุ้มครองที่คุ้มค่าในด้านสุขภาพและการเดินทางตลอดทริป

ประกันเดินทางต่างประเทศ เปรียบเทียบ จุดไหนบ้าง?

ตรงนี้ได้รวบรวมประกันเดินทางที่แนะนำ ตามความต้องการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นจุดประสงค์ในการซื้อ สำหรับวีซ่า หรือสำหรับความคุ้มครอง และ แนะนำบริษัทและแผนประกันเดินทางที่โดดเด่น โดยที่พิจารณาได้ ดังนี้

  • ความคุ้มครอง
  • คุ้มครองค่ารักษาพยาบาล
  • คุ้มครองทรัพย์สิน
  • คุ้มครองการเคลื่อนย้ายฉุกเฉิน
  • คุ้มครองการยกเลิกเที่ยวบิน หรือ เที่ยวบินล่าช้า
  • บริษัทประกันภัย

 

ปัจจัยในการเลือกประกันเดินทาง ควรเปรียบเทียบแผนประกันต่างๆ ตามจุดประสงค์ในการซื้อ เพื่อดูความคุ้มครองที่จะตอบโจทย์มากที่สุด อีกทั้ง ควรศึกษาสำหรับประเทศที่จำเป็นต้องใช้ประกันเดินทางต่างประเทศในการยื่นขอเอกสารวีซ่า เช่น ประเทศกลุ่มเชงเก้น ซึ่งสามารถพิจารณาเบื้องต้นได้จากปัจจัยเหล่านี้

ความสำคัญของการเปรียบเทียบประกันเดินทาง

เพราะเหตุการณ์ไม่คาดฝันสามารถเกิดขึ้นได้เสมอ หลายคนจึงมองหา ประกันเดินทางต่างประเทศ หรือ Travel Insurance เพื่อช่วยให้รู้สึกสบายใจมากขึ้นระหว่างการเดินทางไม่ว่าจะเดินทางไปยังประเทศใด นอกจากนี้สำหรับบางประเทศอย่างประเทศในกลุ่มเชงเก้นจำเป็นต้องใช้เอกสารการทำประกันการเดินทางเป็นหลักฐานสำคัญในการขอวีซ่าเข้าประเทศอีกด้วย

อ่านเพิ่มเติม:

ลดน้ำหนักด้วยการทำ IF คืออะไร? ทำแล้วเห็นผลได้จริงหรือไม่

การอดอาหาร เพื่อหวังผลลัพธ์ของการลดน้ำหนักนั้น เป็นวิธีที่หลายต่อหลายคนเลือกใช้ เนื่องจากให้ผลลัพธ์ทันใจ และไม่ต้องออกกำลังกายให้เหนื่อย โดยหนึ่งในวิธีการลดน้ำหนักที่กำลังเป็นที่นิยมกันในขณะนี้ก็คือ การลดน้ำหนักด้วย การทำ IF (Intermittent Fasting) แต่การลดน้ำหนักด้วยวิธีนี้จะได้ผลจริงและดีต่อสุขภาพหรือไม่นั้น ต่อไปนี้เป็นข้อมูลเบื้องต้น รวมถึงข้อดีและข้อเสียให้คุณได้ลองเลือกดู

 

Intermittent Fasting หรือ IF คืออะไร

Intermittent Fasting หรือ IF เป็นรูปแบบการอดอาหารที่มีวงจรการอดอาหารเป็นช่วงเวลา ไม่ใช่การอดอาหารตลอดทั้งวันหรือทุกวัน และไม่มีการจำกัดว่าจะต้องรับประทานอาหารประเภทไหนหรือชนิดใดด้วย ข้อจำกัดเดียวของหลักการอดอาหารแบบ IF ก็คือ การจำกัดช่วงเวลาในการรับประทานอาหารและช่วงเวลาที่ต้องอดอาหาร

IF คืออะไร

IF มีกี่ประเภท?

การทำ IF มีอยู่ด้วยกัน 4 ประเภทใหญ่ ๆ ดังนี้

1. การอดอาหารแบบ 5:2 (The twice-a-week method – 5:2)

การอดอาหารแบบ 5:2 หรือก็คือการอดอาหารสองวันต่อสัปดาห์ เป็นรูปแบบการอดอาหารที่จะเลือกวันสำหรับอดอาหารไว้แค่เพียงสองวันต่อสัปดาห์ และสองวันนั้นจะต้องทานอาหารให้ได้ปริมาณแคลอรีรวมกัน 500 แคลอรี เช่น

เลือกอดอาหารวันจันทร์กับวันพุธ ดังนั้น ทั้งสองวันนี้จะต้องรับประทานอาหารรวมพลังงานให้ได้ 500 แคลอรี

กล่าวคือ วันจันทร์รับประทานได้ 200 แคลอรี และวันพุธอีก 300 แคลอรี

สำหรับการอดอาหารด้วยวิธี 5:2 นั้น ควรจะเน้นการรับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์และโปรตีนสูง

2. การอดอาหารแบบวันเว้นวัน (Alternate day fasting)

การอดอาหารแบบวันเว้นวัน คือ รูปแบบการอดอาหารที่จะทำสลับกับวันที่รับประทานอาหารในรูปแบบปกติ

กล่าวคือ วันนี้ให้รับประทานอาหารตามปกติ โดยสามารถที่จะรับประทานอะไรก็ได้ แต่วันต่อมาจะต้องจำกัดปริมาณแคลอรีไว้แค่เพียง 500 แคลอรีต่อวันเท่านั้น

3. การอดอาหารแบบจำกัดช่วงเวลา (Time-restricted eating)

การอดอาหารด้วยวิธีการจำกัดช่วงเวลาเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนที่ต้องการความยืดหยุ่นของเวลาในการรับประทานอาหาร เพราะสามารถเลือกช่วงเวลาที่ต้องการอดอาหาร และวางแผนช่วงเวลาในการรับประทานได้อย่างเป็นระบบ

สำหรับ IF ในรูปแบบนี้ที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย คือ การอดอาหารสูตร 16:8 ซึ่งสามารถทำได้โดย ในหนึ่งวันนั้นจะรับประทานอาหารได้เพียง 8 ชั่วโมง และอดอาหารให้ได้ 16 ชั่วโมง

โดยช่วงเวลาที่ถูกเลือกนำไปใช้มากที่สุด คือ การอดอาหารในช่วงกลางคืนไปจนถึงช่วงเที่ยงของอีกวันและจะไม่รับประทานอาหารเช้าด้วย เช่น การรับประทานอาหารในช่วง 11 โมง ไปจนถึง 1 ทุ่ม หรือ รับประทานอาหารในช่วงเที่ยงไปจนถึง 2 ทุ่ม และช่วงเวลาหลังจากนั้นก็จะไม่มีการรับประทานอาหารอีก จนกว่าจะครบ 16 ชั่วโมง ตามที่กำหนดไว้

อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาที่กำลังอดอาหารนั้น ยังสามารถที่จะดื่มน้ำ หรือรับประทานอาหารที่ไม่มีแคลอรีได้ เช่น กาแฟดำหรือน้ำอุ่น ซึ่งวิธีนี้สามารถทำได้สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง หรือตามต้องการ

4. การอดอาหารแบบทั้งวัน (The 24-hour fast)

การอดอาหารแบบทั้งวัน หรืออดอาหารตลอดทั้ง 24 ชั่วโมง โดยมากแล้วมักจะเลือกอดอาหารตั้งแต่มื้อเช้าของวันนี้ ไปจนถึงช่วงเวลาอาหารเช้าของอีกวัน หรือมื้อเที่ยงของวันนี้ ไปจนถึงช่วงมื้อเที่ยงของอีกวัน ซึ่งจะทำกันประมาณ 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ อย่างไรก็ตาม การอดอาหารประเภทนี้เป็นวิธีที่มีผลเสียทางสุขภาพมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็น ความเสี่ยงที่จะเกิดอาการปวดศีรษะ มีผลต่ออารมณ์หรือสร้างความหงุดหงิด ทำให้ร่างกายอ่อนล้า ขาดพลังงานและขาดสมาธิ และอาจรู้สึกหิวจนทนไม่ไหว

 

ลดน้ำหนักIF

ผลดีของการทำ IF ต่อสุขภาพ

การอดอาหาร แม้จะฟังดูแล้วไม่ค่อยส่งผลดีต่อสุขภาพ เนื่องจากร่างกายควรจะต้องได้รับสารอาหารที่สมบูรณ์และเพียงพอ เพื่อให้มีพลังงานอย่างเต็มที่ พร้อมที่จะปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ ในแต่ละวัน

อย่างไรก็ตาม หากมีการอดอาหารด้วยวิธีที่เหมาะสม อย่างการอดอาหารแบบ Intermittent Fasting หรือการทำ IF ก็อาจให้ผลดีต่อสุขภาพได้ ดังนี้

ช่วยลดน้ำหนัก

เนื่องจากมีการอดอาหารที่จำเป็นจะต้องลดและจำกัดปริมาณของแคลอรีในแต่ละวัน จึงมีผลช่วยในเรื่องของน้ำหนักและการลดไขมันที่หน้าท้อง

ลดภาวะดื้อต่ออินซูลิน (Insulin resistance)

การอดอาหารเป็นระยะ อาจมีผลช่วยลดภาวะดื้อต่ออินซูลินและลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ ประมาณ 3-6 เปอร์เซ็นต์ รวมถึงระดับอินซูลินในอาหารก็จะลดลงมากถึง 20-31 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งการที่ระดับอินซูลินลดลงนี้ มีผลช่วยลดความเสี่ยงของโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ (Type 2 diabetes; T2D)

ดีต่อสุขภาพหัวใจ

ช่วงเวลาที่มีการอดอาหาร มีผลดีในส่วนที่ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ เช่น ระดับของคอเลสเตอรอลชนิดที่ไม่ดี หรือ LDL ลดภาวะดื้อต่ออินซูลิน ลดไขมันในเลือด เป็นต้น

ข้อดีของการทำ IF

ผลเสียของการทำ IF ต่อสุขภาพ

แม้การทำ IF จะให้ผลดีในเรื่องของการลดน้ำหนัก แต่ก็ยังมีข้อควรระวังที่อาจจะส่งผลเสียต่อสุขภาพตามมาในภายหลัง ได้แก่

มีผลต่ออารมณ์ 

การอดอาหารมีผลทำให้รู้สึกหิว ซึ่งความหิวสามารถที่จะส่งผลลัพธ์ทางอารมณ์ที่อาจจะก่อให้เกิดความรู้สึกหงุดหงิดมากขึ้น

ไม่เหมาะกับสุขภาพของทุกคน 

ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ผู้ที่มีน้ำหนักตัวต่ำกว่าเกณฑ์ และผู้ที่มีปัญหาการกินผิดปกติ เช่น โรคคลั่งผอม (Anorexia) โรคบูลิเมียหรือโรคล้วงคอ (Bulimia) ไม่ควรทำการอดอาหาร เนื่องจากจะส่งผลต่ออาการทางสุขภาพและสุขภาวะที่เป็นอยู่

นอกจากนี้ การอดอาหารยังส่งผลต่อสุขภาพโดยตรงแบบเห็นได้ชัด ดังนี้

  • พลังงานลดลง

  • อารมณ์หงุดหงิดง่าย

  • รู้สึกหิว

  • รู้สึกง่วง

  • อุณหภูมิในร่างกายผิดปกติ

  • ขาดสมาธิ

  • ศักยภาพในการทำงานลดลง

การทำ IF เป็นวิธีที่ปลอดภัยหรือไม่

การลดน้ำหนักโดยใช้หลักการ IF สามารถที่จะทำได้ทุกคน และเห็นผลลัพธ์จริง หากมีการปฏิบัติอย่างถูกต้องและเหมาะสม ยกเว้นผู้ที่ปัญหาสุขภาพบางประการ เช่น สตรีที่ตั้งครรภ์ สตรีที่อยู่ระหว่างให้นมบุตร ผู้ที่มีปัญหาการกินผิดปกติ และผู้ที่มีน้ำหนักตัวต่ำกว่าเกณฑ์ ไม่ควรทำการอดอาหารอย่างยิ่งไม่ว่าจะด้วยวิธีแบบใดก็ตาม เพราะอาจเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายต่อสุขภาพได้

ยิ่งไปกว่านั้น การอดอาหารด้วยวิธี IF หรือการอดอาหารรูปแบบอื่น ๆ ควรจะต้องอยู่ในขอบข่ายคำแนะนำของแพทย์และผู้เชี่ยวชาญ เพื่อที่จะได้ประเมินความเสี่ยงและข้อควรระวังที่อาจจะส่งผลต่อสุขภาพขณะที่ทำการอดอาหาร

แต่ไม่ว่าจะเลือกลดน้ำหนักด้วยวิธีการไหนและปฏิบัติอย่างระมัดระวังอย่าง แต่การเจ็บป่วยก็เป็นเรื่องที่สามารถเกิดขึ้นได้เสมอ คุณเองก็สามารถเพิ่มความอุ่นใจให้กับตนเองมากขึ้นได้ด้วย “ประกันสุขภาพ” ที่จะช่วยให้คุณไม่ต้องกังวลเรื่องค่ารักษาพยาบาลในยามเจ็บป่วย

ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมหรือกรอกแบบฟอร์มเพื่อให้เจ้าหน้าที่เราให้คำแนะนำในการเลือกแผน “ประกันสุขภาพ” ที่เหมาะกับคุณ

อ่านเพิ่มเติม:

  • โรคอ้วน – สถิติคนเป็นโรคอ้วนในประเทศไทยและการรักษา
DBD logo

ใบอนุญาตจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

เลขที่ 0105555036794

OIC logo

ใบอนุญาตนายหน้าประกันวินาศภัย เลขที่00008/2555  

ใบอนุญาตนายหน้าประกันภัย เลขที่ ช00012/2564

BOI logo

ได้รับการรับรองจาก BOI 2927/2555

บริษัท ลูม่า แคร์ จำกัด, 57 ปาร์คเวนเชอร์ อีโคเพล็กซ์ ชั้น 9 ยูนิต 912 ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330

Copyright © 2026 lumahealth.com. All Rights Reserved.   นโยบายความเป็นส่วนตัว