ป้องกันออฟฟิศซินโดรมได้ง่ายๆ ทำได้ที่บ้าน

เนื้อหาบทความนี้ นำเสนอโดย Bangkok Physio Center (BPC)

สภาพแวดล้อมการทำงานที่เร่งรีบและเน้นการใช้เทคโนโลยีเป็นหลักในปัจจุบัน หลายคนใช้เวลาอยู่หน้าคอมพิวเตอร์นานๆ ส่งผลให้เกิดอาการที่เรียกกันว่าออฟฟิศซินโดรม ซึ่งเป็นภาวะที่ระบบกล้ามเนื้อและกระดูกต่างๆ มีปัญหา เนื่องจากการนั่งเป็นเวลานานและการทำงานนั่งโต๊ะซ้ำๆ วันนี้ LUMA จึงอยากมาแนะนำวิธี ป้องกันออฟฟิศซินโดรม ได้ง่ายๆที่บ้าน

ป้องกันออฟฟิศซินโดรม

ออฟฟิศซินโดรมเป็นอย่างไร?

รู้จักกับโรคออฟฟิศซินโดรม: 

ออฟฟิศซินโดรมหรือที่รู้จักกันในชื่อคอมพิวเตอร์ซินโดรมหรือเดสซินโดรม หมายถึงกลุ่มอาการที่เกิดจากการนั่งและทำงานซ้ำๆ เป็นเวลานาน ซึ่งมักพบในที่ทำงาน ภาวะนี้ส่งผลต่อกลุ่มกล้ามเนื้อต่างๆ และอาจทำให้รู้สึกไม่สบาย เจ็บปวด และลดประสิทธิภาพการทำงานอีกด้วย

กล้ามเนื้อที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด: 

กล้ามเนื้อหลักๆ ที่ได้รับผลกระทบจากออฟฟิศซินโดรม ได้แก่ คอ ไหล่ หลังส่วนบนและหลังส่วนล่าง และข้อมือ การนั่งในท่าทางที่ไม่เหมาะสมและการเคลื่อนไหวซ้ำๆ เป็นเวลานานทำให้เกิดความไม่สมดุลของกล้ามเนื้อ อาการตึง ไปจนถึงอาการอักเสบในบริเวณดังกล่าว

สาเหตุจากการทำงานที่ทำให้เกิดออฟฟิศซินโดรมมีอะไรบ้าง

พฤติกรรมเนือยนิ่ง: 

สาเหตุหลักประการหนึ่งของอาการออฟฟิศซินโดรมคือธรรมชาติของงานออฟฟิศที่เป็นการนั่งทำงานอยู่กับที่ ไม่ค่อยได้ขยับตัว การนั่งเป็นเวลานานอาจทำให้สรีระร่างกายไม่สมดุล การไหลเวียนโลหิตลดลง และกล้ามเนื้ออ่อนแรง

ท่าทางที่ไม่ถูกหลักสรีระศาสตร์: 

การนั่งทำงานในท่าที่ไม่ถูกหลักเออร์โกโนมิคส์ รวมถึงเก้าอี้ โต๊ะ และการวางคอมพิวเตอร์ที่ออกแบบมาไม่ดี มีส่วนทำให้เกิดอาการออฟฟิศซินโดรมได้ การจัดพื้นที่นั่งทำงานตามหลักสรีรศาสตร์อย่างเหมาะสมถือเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันกล้ามเนื้อและข้อต่อบาดเจ็บ

การเคลื่อนไหวแบบซ้ำๆ

การทำงานซ้ำๆ เช่น การพิมพ์บนแป้นพิมพ์หรือใช้เมาส์เป็นเวลานาน อาจทำให้เกิดการบาดเจ็บจากการใช้งานมากเกินไป การเคลื่อนไหวเล็กน้อยซ้ำๆ ทำให้กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นในมือและข้อมือตึงได้

ความเครียด:

ความเครียดสามารถแสดงออกทางร่างกายได้ในรูปแบบของกล้ามเนื้อตึงหรือเกร็งตัวมากเกินไป โดยกล้ามเนื้อบริเวณไหล่และคอมีแนวโน้มที่จะเกิดความตึงเป็นพิเศษ ทำให้รู้สึกปวดและไม่สบายตัว

ป้องกันออฟฟิศซินโดรม ได้อย่างไร?

จัดโต๊ะทำงานให้ถูกหลักสรีระศาสตร์:

ลงทุนกับเฟอร์นิเจอร์ห้องทำงานที่ออกแบบตามหลักสรีระศาสตร์ รวมถึงเก้าอี้และโต๊ะทำงานแบบปรับได้ จะช่วยลดความเสี่ยงของโรคออฟฟิศซินโดรม และอย่าลืมปรับหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้อยู่ในระดับสายตาเพื่อให้นั่งทำงานในท่าที่เหมาะสม

หยุดพักและหมั่นขยับตัวเปลี่ยนอิริยบท:

หยุดพักสั้นๆ ทุกชั่วโมงเพื่อยืน ยืดตัว และขยับร่างกาย การออกกำลังกายง่ายๆ ที่โต๊ะทำงาน เช่น การยืดคอและการหมุนหัวไหล่ ก็สามารถช่วยป้องกันอาการตึงและเพิ่มการไหลเวียนโลหิตได้

จัดท่านั่งทำงานให้เหมาะสม:

จัดท่าทางนั่งทำงานให้เหมาะสม นั่งหลังตรง ไม่ห่อไหล่ และเท้าราบกับพื้น ไม่นั่งหลังงอหรือหลังค่อมเอนตัวไปด้านหน้าเพื่อจ้องจอคอมพิวเตอร์

รู้จักจัดการกับความเครียด

รวมเทคนิคการจัดการความเครียดเข้ากับกิจวัตรประจำวัน เช่น การฝึกหายใจลึกๆ การทำสมาธิ หรือโยคะ การจัดการความเครียดสามารถช่วยลดความตึงของกล้ามเนื้อและป้องกันอาการทางด้านร่างกายที่เป็นสัญญาณของโรคออฟฟิศซินโดรมได้

กายภาพบำบัด ป้องกันออฟฟิศซินโดรม

ปรึกษานักกายภาพบำบัด: 

หากคุณเริ่มมีอาการของโรคออฟฟิศซินโดรม การปรึกษาและขอคำแนะนำจากนักกายภาพบำบัดเป็นสิ่งสำคัญ นักกายภาพบำบัดสามารถประเมินท่าทางและความไม่สมดุลของกล้ามเนื้อ และให้การรักษาที่ตรงจุดเพื่อบรรเทาอาการปวดและช่วยให้กล้ามเนื้อทำงานได้ดีขึ้น

การทำกายภาพบำบัดด้วยมือ: 

นักกายภาพบำบัดอาจใช้เทคนิคการบำบัดด้วยมือ เช่น การนวด การดัดและดึงข้อต่อ และการยืดกล้ามเนื้อ เพื่อจัดการกับกล้ามเนื้อที่ตึงและเพิ่มความยืดหยุ่น เทคนิคเหล่านี้สามารถปรับให้เหมาะกับความต้องการเพื่อรักษาเฉพาะบริเวณที่ได้รับผลกระทบจากออฟฟิศซินโดรมได้

การออกกำลังกายเพื่อฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ:

โปรแกรมการออกกำลังกายที่ออกแบบให้เหมาะกับแต่ละบุคคลและเน้นไปที่การเสริมสร้างกล้ามเนื้อแกนกลาง หลัง และคอ จะช่วยฟื้นฟูความสมดุลและป้องกันกล้ามเนื้อตึง ตัวอย่างการออกกำลังกายเพื่อฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและช่วยในเรื่องออฟฟิศซินโดรม เช่น การแพลงก์ ทำท่าบริดจ์ และการฝึกความต้านทานเพื่อสร้างความทนทานของกล้ามเนื้อ

ปรับโครงสร้างร่างกาย:

นักกายภาพบำบัดสามารถให้คำแนะนำเกี่ยวกับการจัดท่าทางร่างกายที่เหมาะสม การเรียนรู้วิธีนั่ง ยืน และเคลื่อนไหว การจัดท่าทางให้ถูกต้องมีส่วนสำคัญในการป้องกันและแก้อาการออฟฟิศซินโดรม

รักษาออฟฟิศซินโดรมด้วยการออกกำลังกายที่บ้าน

ยืดกล้ามเนื้อเป็นประจำทุกวัน:

ฝึกยืดกล้ามเนื้อทุกวันเป็นกิจวัตรเพื่อลดผลกระทบของออฟฟิศซินโดรม เน้นการยืดเหยียดบริเวณคอ ไหล่ หลังส่วนบนและส่วนล่าง รวมถึงข้อมือ ยืดแต่ละท่าค้างไว้ 15-30 วินาทีแล้วทำซ้ำหลายๆ ครั้ง

โยคะและพิลาทิส:

การเล่นโยคะหรือพิลาทิสที่บ้านช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น ความแข็งแรง และความสามารถในการตระหนักรู้ของร่างกาย การออกกำลังลักษณะนี้จะเน้นควบคุมการเคลื่อนไหวและช่วยบรรเทาอาการตึงของกล้ามเนื้อที่เกิดจากออฟฟิศซินโดรม

การออกกำลังกายแบบแอโรบิค:

การออกกำลังกายแบบแอโรบิกเป็นประจำ เช่น การเดิน วิ่งจ๊อกกิ้ง หรือปั่นจักรยาน ช่วยให้หัวใจและหลอดเลือดแข็งแรง และดีต่อสุขภาพร่างกายโดยทั่วไป นอกจากนี้ แอโรบิกยังช่วยลดความเครียด ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดอาการออฟฟิศซินโดรมได้อีกด้วย

การออกกำลังกายแบบแรงต้าน:

การออกกำลังกายแบบแรงต้านโดยการทำบอดี้เวทหรือไลท์เวท ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อของร่างกายส่วนบนและส่วนล่าง การออกกำลังโดยเน้นไปที่กลุ่มกล้ามเนื้อหลัก ช่วยให้จัดระเบียบร่างกายได้ดีขึ้นและลดความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาเกี่ยวกับกล้ามเนื้อและกระดูก

สรุป

แม้ออฟฟิศซินโดรมจะเป็นโรคที่พบบ่อยในคนทำงานออฟฟิศในปัจจุบัน แต่หากรู้จักดูแลรักษาตนเองอย่างถูกวิธี ก็สามารถรักษาและป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ การทำความเข้าใจผลกระทบที่มีต่อกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ หาสาเหตุ และใช้การบำบัดอาการออฟฟิศซินโดรมที่เหมาะสม ร่วมกับการออกกำลังกาย และการยืดกล้ามเนื้อ ก็สามารถป้องกันตนเองจากผลข้างเคียงของการนั่งทำงานบนโต๊ะติดต่อกันเป็นเวลานานได้ และอย่าลืมว่าการออกกำลังเล็กๆ น้อยๆ แต่สม่ำเสมอ ก็ช่วยสร้างสุขภาวะที่ดีในและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้อีกด้วย รู้หรื่อไม่ ว่ามีประกันสุขภาพที่สามารถคุ้มครองการทำกายภาพบำบัด ที่สามารถช่วยแก้อาการต่างๆ หากสนใจประกันสุขภาพที่คุ้มครองตรงนี้ สามารถติดต่อ LUMA เพื่อขอดูแผนประกัน

อ่านเพิ่มเติม:

รักษาไมเกรนอย่างไรให้ได้ผล

เนื้อหาบทความนี้ นำเสนอโดย Bangkok Physio Center (BPC)

อาการปวดหัวไมเกรนที่ทำให้รู้สึกอ่อนเพลียและมักมาพร้อมกับความเจ็บปวดแสนสาหัส อาจส่งผลกระทบอย่างมากต่อการใช้ชีวิต แม้ผู้ป่วยไมเกรนจะพยายามหาวิธีรักษาหรือบรรเทาอาการปวดบริเวณด้านหลังศีรษะอย่างต่อเนื่องนี้ แต่การทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างอาการปวดหัวทั่วไปและปวดหัวไมเกรนก็มีส่วนสำคัญเช่นกัน

รักษาไมเกรน

อาการปวดหัวทั่วไปและไมเกรนแตกต่างกันอย่างไร?

อาการปวดหัวเป็นอาการป่วยที่พบได้บ่อย แต่ไมเกรนจะมีความรุนแรงและอาการที่เฉพาะเจาะจงกว่า อาการปวดหัวด้านหลังศีรษะมักมีปัจจัยที่แตกต่างออกไป อาการปวดหัวทั่วไปอาจทำให้รู้สึกไม่สบายเล็กน้อย แต่ไมเกรนจะทำให้เกิดอาการปวดตุบๆ อย่างรุนแรง โดยมักเกิดขึ้นที่ด้านใดด้านหนึ่งของศีรษะ การทำความเข้าใจความแตกต่างเหล่านี้เป็นก้าวแรกสู่การรักษาอาการปวดหัวไมเกรนอย่างมีประสิทธิภาพ

การรักษาอาการปวดหัวไมเกรนที่ได้ผลดีที่สุด

ไมเกรนมีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับปัจจัยหลายประการ ตั้งแต่ความบกพร่องทางพันธุกรรมไปจนถึงสิ่งกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อม การรักษาอาการปวดหัวไมเกรนให้ได้ผลดีที่สุดจึงต้องใช้อาศัยแนวทางที่หลากหลาย 

การใช้ยารักษาไมเกรน

การบรรเทาอาการปวดหัวไมเกรนมักเกี่ยวข้องกับการใช้ยา โดยทั่วไปจะมีการสั่งจ่ายยากลุ่มทริปแทน ยาแก้ปวด และยาป้องกัน ยากลุ่มทริปแทน เช่น sumatriptan (ซูมาทริปแทน) ซึ่งมีประสิทธิภาพในการลดความรุนแรงของความเจ็บปวด ยาแก้ปวด เช่น ไอบูโพรเฟนและอะเซตามิโนเฟน สามารถช่วยบรรเทาอาการได้ ในขณะที่ยาป้องกันมีจุดประสงค์เพื่อลดความถี่และความรุนแรงของไมเกรน

ปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์

การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตบางอย่างอาจช่วยจัดการกับอาการปวดไมเกรนได้เช่นกัน นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ กินอาหารครบทุกหมู่ และดื่มน้ำ เป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก รวมถึงการสังเกตว่าอะไรคือตัวกระตุ้นอาการปวดและพยายายามหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นเหล่านั้น อย่างอาหารบางชนิดหรือปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม ก็สามารถลดการเกิดไมเกรนได้อย่างมาก

การรักษาทางเลือก

นอกเหนือจากการรักษาแบบเดิมๆ การรักษาทางเลือก เช่น การฝังเข็มและการฝึกควบคุมร่างกาย ก็มีแนวโน้มว่าสามารถช่วยบรรเทาอาการไมเกรนได้เช่นกัน วิธีเหล่านี้มุ่งเน้นไปที่การจัดการกับปัจจัยที่ทำให้เกิดไมเกรน โดยการนำเสนอมุมมองการรักษาแบบองค์รวม

รักษาไมเกรน

กายภาพบำบัดเพื่อรักษาอาการปวดศีรษะจากความเครียด

อาการปวดศีรษะจากกล้ามเนื้อตึงตัวซึ่งมักมีลักษณะปวดคล้ายมีแถบรัดรอบศีรษะ ก็สร้างความกังวลให้กับผู้ป่วยได้เช่นกัน ผู้มีอาการดังกล่าวจึงควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับการรักษาอาการปวดศีรษะจากความตึงเครียดด้วยวิธีกายภาพบำบัด

กายภาพบำบัดเพื่อบรรเทาอาการปวดหัวจากความเครียดเป็นอย่างไร

การทำกายภาพบำบัดเพื่อรักษาอาการปวดศีรษะจากความตึงเครียดเป็นการผสมผสานระหว่างเทคนิคการรักษาแบบหัตถการ และการให้ความรู้ นักกายภาพบำบัดจะคลายความตึงของกล้ามเนื้อ ปรับท่าทางร่างกาย และช่วยให้คอและศีรษะเคลื่อนไหวได้คล่องตัวยิ่งขึ้น

เทคนิคการรักษาแบบหัตถการ

เทคนิคแบบหัตถการ เช่น การนวด การดัด ดึง ขยับเคลื่อนข้อต่อ และการนวดคลายกล้ามเนื้อ สามารถบรรเทาอาการตึงเฉพาะจุดบริเวณคอและไหล่ได้ เทคนิคเหล่านี้มีจุดประสงค์เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อ เพิ่มการไหลเวียนของเลือด และลดความรุนแรงของอาการปวดศีรษะโดยรวมจากความเครียด

การบริหารคอสำหรับผู้มีอาการไมเกรน

การบริหารกล้ามเนื้อบริเวณคอเป็นส่วนสำคัญในการทำกายภาพบำบัดสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการปวดศีรษะจากความเครียด การออกกำลังกายแบบเสริมความแข็งแรงและยืดกล้ามเนื้อ จะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อบริเวณคอความละเอียดของกล้ามเนื้อคอ ลดความถี่และความรุนแรงของอาการปวดศีรษะจากความตึงเครียด

ออกกำลังกายรักษาไมเกรน

แม้ว่ากายภาพบำบัดจะช่วยเรื่องอาการปวดหัวจากความเครียด แต่การออกกำลังกายเน้นแบบส่วนต่างๆ ก็สามารถบรรเทาอาการไมเกรนได้เช่นกัน การออกกำลังกายเหล่านี้ออกแบบมาเพื่อบรรเทาอาการปวดเฉพาะจุดอย่างการปวดศีรษะที่ด้านหลังศีรษะ ทำให้ผู้ป่วยมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และลดผลกระทบของไมเกรนที่มีต่อการใช้ชีวิตประจำวัน

การออกกำลังกายบริเวณคอ

การออกกำลังกายบริเวณคอไม่เพียงแค่บรรเทาอาการปวดศีรษะจากความเครียด แต่ยังช่วยเรื่องไมเกรนด้วย การยืดเหยียดและการเคลื่อนไหวง่ายๆ ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของคอ และลดความตึงของกล้ามเนื้อที่อาจส่งผลให้เกิดไมเกรน การผสมผสานการออกกำลังกายเหล่านี้เข้ากับกิจวัตรประจำวันก็เป็นวิธีป้องกันการเกิดไมเกรนที่มีประสิทธิภาพ

การออกกำลังกายแบบแอโรบิค

การออกกำลังกายแบบแอโรบิกเป็นประจำมีแนวโน้วว่าจะส่งผลเชิงบวกในการลดความถี่และความรุนแรงของไมเกรน กิจกรรมต่างๆ เช่นการเดินเร็ว ว่ายน้ำ หรือการปั่นจักรยาน ช่วยให้หัวใจและหลอดเลือดแข็งแรง สุขภาพร่างกายดียิ่งขึ้น และอาจช่วยบรรเทาอาการไมเกรนได้

เทคนิคโยคะและการผ่อนคลาย

เทคนิคโยคะและการผ่อนคลาย รวมถึงการหายใจลึกๆ และการทำสมาธิ เป็นอีกหนึ่งวิธีในการจัดการกับไมเกรนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย ลดความเครียด และเสริมสร้างสุขภาพจิตที่ดี ซึ่งทั้งหมดนี้ช่วยลดการเกิดไมเกรนได้

ติดตาม ข่าวสาร และ โปรโมชั่นต่างๆ

สรุป

ในการรักษาอาการไมเกรน การทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างอาการปวดหัวทั่วไปและปวดหัวไมเกรนเป็นสิ่งสำคัญ การรักษาอาการปวดหัวไมเกรนที่ได้ผลดีที่สุดต้องอาศัยการใช้ยา การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต และการรักษาทางเลือกร่วมกัน รวมทั้งกายภาพบำบัดสำหรับอาการปวดศีรษะจากความเครียด ซึ่งเน้นไปที่เทคนิคการรักษาแบบหัตถการและการออกกำลังกายเฉพาะจุด ก็ถือเป็นแนวทางที่ดีในการรักษาอาการปวดบริเวณด้านหลังศีรษะ 

นอกจากนี้ รู้หรือไม่ ว่ามีประกันสุขภาพที่มีความคุ้มครองสำหรับการทำกายภาพบำบัด ที่สามารถช่วยแก้อาการต่างๆ รวมถึงการปวดหัวไมเกรน หากสนใจในความคุ้มครองตรงนี้ สามารถติดต่อ LUMA วันนี้ได้เลย

อ่านเพิ่มเติม:

  • พิลาทิส– ประโยชน์ของการฝึกเล่นพิลาทิส

แนะนำ 10 สวนสนุกในเอเชีย เที่ยวมันสะใจ ตะลุยได้แบบไม่มีเบื่อ

สำหรับสายแอดเวนเจอร์หรือคนที่ชอบความตื่นเต้น รวมถึงเป็นแฟนกับตัวละครใด ๆ ก็ตาม การเที่ยวสวนสนุกคืออีกจุดประสงค์เดินทางไปต่างประเทศแบบไม่ต้องสงสัย ซึ่งในเอเชียใกล้บ้านเราก็มีสวนสนุกชื่อดังหลายแห่งเปิดให้บริการ ไม่ต้องเหนื่อยกับการนั่งเครื่องบินหลายชั่วโมง แล้วจะมีที่ไหนบ้าง? ขอแนะนำ 10 สวนสนุกในเอเชียการันตีความสนุก มันเร้าใจ ตะลุยได้ไม่เบื่อ 

สวนสนุกในเอเชีย

1. Disneyland Tokyo

เริ่มกันด้วยสวนสนุกในเอเชียที่เป็นความใฝ่ฝันของสายเที่ยวที่อยากไปเยือนดินแดนเทพนิยายดิสนีย์สักครั้ง และยังเป็นแห่งแรกที่สร้างขึ้นนอกสหรัฐฯ แบ่งออกเป็น 7 โซน แต่ไฮไลต์เครื่องเล่นห้ามพลาดคือ Enchanted Tale of Beauty and the Beast โดยคุณจะได้นั่งบนถ้วยน้ำชาชมเนื้อหาความรักระหว่างโฉมงามกับเจ้าชายอสูร ซึ่งมีเพียงแห่งเดียวบนโลกเท่านั้น และของอร่อยอันถือเป็นซิกเนเจอร์คือไอศกรีมโมจิมี 3 ไส้ เป็นรูป Little Green Man น่ารักมากจนไม่กล้ากินเลยทีเดียว 

เวลาเปิด-ปิด: 09.00 – 21.00 น. เปิดทุกวัน 

สถานที่: https://maps.app.goo.gl/AHXhM31WyntvdSHF9  

การเดินทาง: นั่งรถไฟสาย JR Keiyo Line, Musashino Line หรือ Tozai Line ลงสถานี Maihama แล้วเดินเข้าสวนสนุกได้เลย 

ราคาบัตร: One Day Pass ผู้ใหญ่เริ่มต้น 7,900 JPY ขึ้นอยู่กับช่วงเวลา 

อ่านเพิ่มเติมเรื่องการเตรียมตัวไปเที่ยว Tokyo Disneyland

 

2. DisneySea Tokyo

เปิดตัวเป็นแห่งแรกของโลกสำหรับสวนสนุกในเอเชียแห่งนี้ ตั้งอยู่ติดกับ Disneyland Tokyo แบ่งออกเป็น 7 โซน ซึ่งที่นี่จะเน้นเครื่องเล่นและธีมที่มีน้ำและทะเลเป็นหลักเพื่อสร้างความแตกต่าง ไฮไลต์เครื่องเล่นห้ามพลาดคือ Tower of Terror โซน American Waterfront ให้เวลารอคิวไม่ต่ำกว่า 1 ชั่วโมง อธิบายแบบง่าย ๆ เหมือนคุณต้องตกลิฟต์ร่วงมาด้านล่าง เสียวสันหลังวาบถึงใจแน่นอน ส่วนอีกตัวเลือกอย่าง Indiana Jones Adventure นั่งรถไฟเหาะสไตล์อินเดียน่าโจนส์ก็ตื่นเต้นไม่แพ้กัน 

เวลาเปิด-ปิด: 09.00 – 21.00 น. เปิดทุกวัน 

สถานที่: https://maps.app.goo.gl/gpUBL9tawSJg1um3A  

การเดินทาง: นั่งรถไฟสาย JR Keiyo Line, Musashino Line หรือ Tozai Line ลงสถานี Maihama แล้วเดินไปต่อรถไฟสาย Disney Resort Line เข้าสู่สวนสนุกได้เลย 

ราคาบัตร: One Day Pass ผู้ใหญ่เริ่มต้น 7,900 JPY ขึ้นอยู่กับช่วงเวลา 

อ่านเพิ่มเติมเรื่องการเตรียมตัวไปเที่ยว Tokyo DisneySea

 

3. Universal Studios Japan

ใครไปเยือนโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่นแนะนำให้เที่ยวสวนสนุกยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ คุณจะพบกับความประทับใจไม่รู้ลืม โดยเฉพาะโซนไฮไลต์อย่าง Harry Potter เสมือนได้ท่องโลกแห่งเวทมนตร์ขนานแท้ ใครเป็นแฟนภาพยนตร์หรือหนังสือเรื่องนี้ห้ามพลาด อีกโซนคือ Super Nintendo World หรือโลกแห่งเกมมาริโอสุดน่ารัก ด้านเครื่องเล่นโดนใจ ขอแนะนำ The Flying Dinosaur รถไฟเหาะสุดหวาดเสียวธีมจูราสสิค เล่นเมื่อไหร่ได้หวิวหัวใจไม่เคยเปลี่ยน 

เวลาเปิด-ปิด: 09.00 – 21.00 น. เปิดทุกวัน 

สถานที่: https://maps.app.goo.gl/HgLLMHjShSNfJprY7  

การเดินทาง: นั่งรถไฟสาย Osaka Loop Line (Osaka Kanjosen) ลงสถานี Nishikujo แล้วเดินไปต่อรถไฟสาย JR Sakurajima Line (Yumesaki Line) ลงสถานี Universal City ก็เข้าสวนสนุกได้เลย 

ราคาบัตร: One Day Pass ผู้ใหญ่เริ่มต้น 8,600 JPY ขึ้นอยู่กับช่วงเวลา 

อ่านเพิ่มเติมเรื่องการเตรียมตัวไป Universal Studios Japan

ติดตาม ข่าวสาร และ โปรโมชั่นต่างๆ

สวนสนุกในเอเชีย

4. Universal Studios Singapore

เที่ยวสวนสนุกใกล้เมืองไทย เดินทางแค่ 2 ชม. เศษ ก็สามารถสัมผัสกับความตื่นเต้นระดับโลกได้เช่นกัน แบ่งออกเป็น 7 โซน ไฮไลต์เครื่องเล่นต้องยกให้กับ Battlestar Galactica : Human รางรถไฟเหาะสีแดงนั่งเป็นคู่ และ Battlestar Galactica : Cylon รางรถไฟเหาะสีขาว นั่งห้อยขาลงด้านล่าง ซึ่งทั้ง 2 เส้นจะอยู่ติดกัน ได้ความระทึก หวาดเสียวถึงใจ ส่วนอีกตัวเลือกอย่าง Transformers: The Ultimate 3D Battle ก็ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน 

เวลาเปิด-ปิด: 10.00 – 20.00 น. เปิดทุกวัน 

สถานที่: https://maps.app.goo.gl/fzXTV5HTqty6dKke8  
การเดินทาง: นั่งรถไฟฟ้าใต้ดินสายสีม่วง (MRT) ลงสถานี Harbour Front แล้วเดินไปห้างสรรพสินค้า Vivo ชั้นบนสุดเพื่อต่อรถไฟสาย Sentosa Express ลงสถานี Waterfront Station ก็เข้าสวนสนุกได้เลย 

ราคาบัตร: One Day Pass ผู้ใหญ่เริ่มต้น 82 SGD ขึ้นอยู่กับช่วงเวลา 

อ่านเพิ่มเติมเรื่องการเตรียมตัวไป Universal Studios Singapore

5. Disneyland Hong Kong 

สวนสนุกในเอเชียอีกแห่งที่เดินทางง่ายมากจากเมืองไทย แบ่งออกเป็น 8 โซน ไฮไลต์เด็ดต้องยกให้กับโซนใหม่ล่าสุดแห่งแรกและแห่งเดียวของโลกอย่าง World of Frozen บอกเล่าเรื่องราวของเจ้าหญิงหิมะเอลซ่า และเล่นเครื่องเล่นสุดสนุกอย่าง Frozen Ever After แต่ถ้าใครชอบความหวาดเสียวแนะนำให้เล่น Big Grizzly Mountain Runaway Mine Cars ในโซน Grizzly Gulch และยามค่ำคืนอย่าพลาดการแสดงของเหล่าตัวละครดิสนีย์ รวมถึงการแสดงโดรน และพลุสุดอลังการเด็ดขาด 

เวลาเปิด-ปิด: 09.30 – 21.00 น. เปิดทุกวัน 

สถานที่: https://maps.app.goo.gl/UhLwypDNXLdWiZseA  

การเดินทาง: นั่งรถไฟใต้ดิน MTR สายสีส้ม Tung Chung Line ไปลงสถานี Sunny Bay แล้วต่อสายสีชมพูไป Disneyland ก็เข้าสวนสนุกได้เลย 

ราคาบัตร: One Day Pass ผู้ใหญ่เริ่มต้น 639 HKD ขึ้นอยู่กับช่วงเวลา 

6. Disneyland Shanghai

สายแอดเวนเจอร์ไปลุยกันต่อกับสวนสนุกดิสนีย์แลนด์อีกแห่ง ตั้งอยู่ในเมืองเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน แบ่งออกเป็น 6 โซนหลัก โดยเครื่องเล่นไฮไลต์ที่ทุกคนชอบมากต้องยกให้กับ TRON Lightcycle Power โซน Tomorrowland เวลาเล่นจะนั่งคร่อมเหมือนมอเตอร์ไซค์จากนั้นก็ตะลุยอวกาศให้หวาดเสียวกันไปเลย หรือยังไม่สะใจก็ลองไปโซน Toy Story แล้วเล่น RC Racer coaster รถไฟเหาะพายุหมุน มีมวลท้องกันแน่ ๆ ปิดท้ายด้วยการแสดงของตัวละครและพลุอันแสนงดงามเช่นเคย 

เวลาเปิด-ปิด: 08.30 – 22.00 น. เปิดทุกวัน 

สถานที่: https://maps.app.goo.gl/aFK7o9CovGHindVt8  

การเดินทาง: นั่งรถไฟใต้ดินสาย 11 ไปลงสถานี Disney Resort ก็เข้าสวนสนุกได้เลย 

ราคาบัตร: One Day Pass ผู้ใหญ่เริ่มต้น 435 RMB ขึ้นอยู่กับช่วงเวลา 

7. Ocean Park Hong Kong 

เที่ยวสวนสนุกอีกแห่งในฮ่องกงที่ได้รับความนิยมทั้งจากคนฮ่องกงและนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่แพ้กัน เปิดให้บริการมาอย่างยาวนานกว่า 40 ปี แต่เครื่องเล่นยังคงใช้งานได้ดีไม่บกพร่องใด ๆ ด้านหน้าจะเป็นส่วนการแสดงโชว์สัตว์ The Waterfront ส่วนเครื่องเล่นส่วนมากอยู่โซนด้านบนภูเขา The Summit ซึ่งไฮไลต์แนะนำต้องเล่นคือ Hair Raiser รถไฟเหาะตีลังกาสุดหวาดเสียวเร้าใจ รวมถึง The Flash ที่จะพาทุกคนขึ้นไปสูงกว่าพื้นถึง 22 เมตร แล้วเหวี่ยงไปอีกฝั่งด้วยความเร็ว 60 กม. / ชม. ตื่นเต้นไม่มีคำบรรยาย 

เวลาเปิด-ปิด: 10.00 – 19.30 น. เปิดทุกวัน 

สถานที่: https://maps.app.goo.gl/RhnLkrmWbz6sCL5P9  

การเดินทาง: นั่งรถไฟใต้ดิน MTR สายสีเขียวอ่อน South Land Line ไปลงสถานี Ocean Park Station ก็เข้าสวนสนุกได้เลย 

ราคาบัตร: ผู้ใหญ่ 498 HKD เด็ก 249 HKD  

 

8. Everland Korea

ย้ายไปเที่ยวสวนสนุกที่เกาหลีกันบ้าง มีขนาดใหญ่และโด่งดังมากสุดของประเทศ เปิดมาตั้งแต่ปี 1976 บรรยากาศให้ความสวยงามและร่มรื่นจากต้นไม้รายล้อม ซึ่งไฮไลต์เครื่องเล่นที่ได้รับความนิยมมากต้องยกให้กับ Rolling X-train รถไฟตีลังกาแบบ 360 องศา จัดเต็มความหวาดเสียวแบบถึงใจ แต่ถ้าใครอยากชมวิวเพลิน ๆ ก็ลองขึ้นชิงช้าสวรรค์ Ferris Wheel ได้เช่นกัน ส่วนคนไม่ชอบความหวาดเสียวที่นี่เขาก็มีโซน Safari World โซน Lost Valley ให้เยี่ยมชมสัตว์โลก รวมถึงโซน Panda World ก็มีน้องแพนด้าน่ารักด้วยนะ 

เวลาเปิด-ปิด: 10.00 – 22.00 น. เปิดทุกวัน 

สถานที่: https://maps.app.goo.gl/4MqawwGxf1fHcsWT6  

การเดินทาง: รถไฟฟ้าใต้ดินสาย Yongin Ever ลงสถานี Jeondae Everland (สถานีสุดท้าย) ต่อรถบัส (ฟรีค่าโดยสาร) ไปยัง Everland ก็เข้าสวนสนุกได้เลย 

ราคาบัตร: ราคาผู้ใหญ่เริ่มต้น 46,000 KRW ขึ้นอยู่กับช่วงเวลา 

9. Lotte World Korea

อีกสวนสนุกในเอเชียที่มีชื่อเสียงมาก ๆ ของเกาหลี ตั้งอยู่ใจกลางกรุงโซล แบ่งออกเป็น 2 โซนใหญ่ คือ ฝั่ง Adventure สวนสนุกในร่มขนาดใหญ่สุดของโลก และฝั่ง Magic Island สวนสนุกกลางแจ้ง หรือใครอยากชมพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ Lotte World Aquarium ก็ได้เช่นกัน เครื่องเล่นไฮไลต์ต้องไม่พลาด French Revolution รถไฟเหาะที่กลับตัวได้มากสุด 540 องศา หรืออยากท้าพิสูจน์ความเร็วก็ต้อง Atlantis รถไฟเหาะความเร็ว 72 กม. / ชม. บนความสูง 20 เมตร และระดับความชัน 72 เมตร 

เวลาเปิด-ปิด: 10.30 – 20.00 น. เปิดทุกวัน 

สถานที่: https://maps.app.goo.gl/Jhd714UMR1wkuJ2w8  

การเดินทาง: รถไฟใต้ดินสีเขียวสาย 2 หรือรถไฟสีชมพูสาย 8 ลงสถานี Jamsil Station ก็เข้าสวนสนุกได้เลย 

ราคาบัตร: One Day Pass ราคาผู้ใหญ่ 62,000 KRW  

10. Fuji-Q Highland Japan

ปิดท้ายกันด้วยการเที่ยวสวนสนุกสุดหวาดเสียวสำหรับคนใจถึงเท่านั้น ตั้งอยู่ในจังหวัดยามานาชิ ไม่ต้องมีธีมอะไรให้มากมาย แค่เห็นเครื่องเล่นแต่ละชนิดก็เป็นไฮไลต์เกินห้ามใจ เช่น Fujiyama สมญานาม “King of Coasters” อดีตรถไฟเหาะเร็วและสูงสุดในโลก Do-Dodonpa รถไฟเหาะเร็วสุดของสวนสนุกแห่งนี้ ด้วยระดับความเร็ว 0-180 กม. / ชม. ภายในเวลา 156 วินาที หรือจะลอง Takabisha รถไฟเหาะชันมากสุดในโลกก็ไม่ผิดหวังแน่ คอนเฟิร์ม 

เวลาเปิด-ปิด: 10.00 – 18.00 น. เปิดทุกวัน 

สถานที่: https://maps.app.goo.gl/5YXJgKnA9XvXV72M9  

การเดินทาง: นั่งรถไฟ JR สาย Chuo Line ลงสถานี Otsuki แล้วต่อสาย Fuji-Q ลงสถานี Fuji-Q ก็เข้าสวนสนุกได้เลย 

ราคาบัตร: ขึ้นอยู่กับประเภทเครื่องเล่นและโซนที่ใช้บริการ

 

ทั้งหมดนี้คือ 10 สวนสนุกในเอเชียที่อยากแนะนำสายแอดเวนเจอร์ สายลุยให้ลองสัมผัสด้วยตนเอง รับรองความเร้าใจไม่เปลี่ยน แต่อย่าลืมทุกครั้งเมื่อไปต่างประเทศโดยเฉพาะไปสายลุยแบบนี้ ประกันเดินทางต่างประเทศ คือสิ่งที่ต้องมีไว้เสมอ ซึง่ขอแนะนำให้รู้จักกับประกันเดินทางดี ๆ อย่าง LUMA GO จาก LUMA แพ็คเกจเริ่มต้นเพียง 199 บาท (สามารถเลือกความคุ้มครองสูงสุดถึง 5 ล้านบาท) ให้คุ้มครองจากเชื้อโควิด-19 มีบริการประสานงานเคลื่อนย้ายผู้ป่วยกรณีฉุกเฉิน ติดต่อสายด่วนได้ตลอด 24 ชม. ลุยแค่ไหนก็ไม่ต้องกังวลใจแน่นอน 

การเยี่ยมชมสวนสนุกในเอเชียเป็นประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นสำหรับทุกคนที่ต้องการความสนุกสนานระหว่างการเดินทาง

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับสวนสนุกในเอเชีย:

DBD logo

ใบอนุญาตจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

เลขที่ 0105555036794

OIC logo

ใบอนุญาตนายหน้าประกันวินาศภัย เลขที่00008/2555  

ใบอนุญาตนายหน้าประกันภัย เลขที่ ช00012/2564

BOI logo

ได้รับการรับรองจาก BOI 2927/2555

บริษัท ลูม่า แคร์ จำกัด, 57 ปาร์คเวนเชอร์ อีโคเพล็กซ์ ชั้น 9 ยูนิต 912 ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330

Copyright © 2026 lumahealth.com. All Rights Reserved.   นโยบายความเป็นส่วนตัว