นอนอย่างไรไม่ให้ปวดคอ

เนื้อหาบทความนี้ นำเสนอโดย Bangkok Physio Center (BPC)

อาการปวดคออาจเป็นภาวะที่สร้างความรำคาญและทำให้การใช้ชีวิตประจำวันลำบากได้ โดยมีปัญหาการนอนหลับเป็นปัจจัยที่ทำให้อาการแย่ลง การนอนในท่าที่เหมาะสมจึงเป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากช่วยบรรเทาอาการตึงบริเวณคอและช่วยให้นอนหลับสบายขึ้น บทความนี้จะเจาะลึกถึงท่านอนที่เหมาะกับผู้ที่มีอาการปวดคอ การทำความเข้าใจวิธีจัดแนวกระดูกสันหลังและรองรับคอที่ถูกต้องตลอดทั้งคืนจะทำให้คุณตื่นขึ้นมารู้สึกสดชื่นและไม่ปวดคอ ไม่ว่าคุณจะเป็นคนนอนตะแคง นอนหงาย หรือคนที่พลิกตัวบ่อยๆ การหาท่านอนที่เหมาะก็ไม่ใช่เรื่องยาก

นอนอย่างไรไม่ให้ปวดคอ

ทำไมตื่นนอนแล้วรู้สึกปวดคอ

อาการปวดคอหลังตื่นนอนเป็นปัญหาที่พบโดยทั่วไปซึ่งมักมีสาเหตุมาจากท่าทางการนอนหลับที่ไม่ดี หมอนที่ไม่รองรับสรีระร่างกาย หรือผลข้างเคียงจากปัญหาสุขภาพบางอย่าง เช่น โรคข้ออักเสบ การทำความเข้าใจถึงสาเหตุที่แท้จริงและหาวิธีแก้ไขอย่างเหมาะสมจึงเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะป้องกันอาการปวดคอและทำให้นอนหลับสบายได้ตลอดทั้งคืน

อาการปวดคออย่างรุนแรงหลังตื่นนอน

อาการปวดคออย่างรุนแรงหลังตื่นนอนส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก อาการดังกล่าวอาจเป็นผลมาจากความเครียดสะสม เตียงหรือที่นอนที่ไม่ดี หรือการบาดเจ็บเฉียบพลัน แต่หากรู้วิธีบรรเทาอาการที่ถูกต้องและสามารถทำได้ทันทีหลังเกิดอาการปวด จะช่วยให้ฟื้นตัวได้เร็วและป้องกันไม่ให้กลับมาปวดอีกได้

นอนอย่างไรเมื่อคอเคล็ด

หากมีอาการคอเคล็ด ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษในการนอนหลับเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้บาดเจ็บเพิ่ม การนอนหลับในท่าที่ถูกต้องและการปรับพฤติกรรมการนอนที่ช่วยรองรับคอ ทำให้นอนหลับได้อย่างสบายและช่วยบรรเทาอาการได้อย่างดี

จัดหมอนในตำแหน่งที่ถูกต้องลดอาการปวดคอ

การจัดหมอนให้อยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยบรรเทาอาการปวดคอ ควรใช้หมอนที่รองรับคอให้อยู่ในระนาบเดียวกับกระดูกสันหลัง ช่วยป้องกันการอักเสบและอาการปวดตึงบริเวณกล้ามเนื้อคอ และควรเลือกหมอนที่รองรับส่วนโค้งตามสรีระของคอ

นอนอย่างไรไม่ให้ปวดคอ

ติดตาม ข่าวสาร และ โปรโมชั่นต่างๆ

รักษาอาการคอเคล็ด

คอเคล็ดอาจเป็นผลมาจากการเคลื่อนไหวกะทันหันหรือนอนผิดท่า วิธีรักษาจึงมักเป็นการพักผ่อน ใช้น้ำแข็งประคบ และการยืดกล้ามเนื้อเบาๆ แต่อย่างไรก็ตาม หากอาการรุนแรง ควรขอคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

วิธีรักษากล้ามเนื้อคออักเสบ

กล้ามเนื้อคออักเสบ คืออาการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นกับเอ็นและกล้ามเนื้อที่รองรับคอ ขั้นตอนรักษาโดยทั่วไปคือการพักผ่อน การรักษาด้วยความเย็น การประคบ และการยกตำแหน่งที่ได้รับบาดเจ็บให้สูงกว่าระดับหัวใจ ในบางกรณี อาจแนะนำให้ทำกายภาพบำบัดร่วมด้วย

ทางเลือกในการรักษาอาการคอเคล็ด

การรักษาอาการคอเคล็ดมีหลากหลายวิธี ตั้งแต่ดูแลรักษาด้วยตัวเองที่บ้าน ไปจนถึงรับการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ซื้อยาแก้ปวดมากินเอง การประคบร้อน และการนวด สามารถช่วยบรรเทาอาการได้ทันที ในขณะที่การทำกายภาพบำบัดอาจส่งผลดีต่อการฟื้นตัวในระยะยาว

สาเหตุและวิธีแก้อาการปวดคอหลังตื่นนอน

การตื่นขึ้นมาพร้อมกับอาการปวดคอ เป็นสัญญาณว่าคุณอาจจะต้องปรับนิสัยการนอนเสียใหม่ รวมทั้งหาสาเหตุของอาการปวดคอ ไม่ว่าจะเกิดจากหมอน ที่นอน หรือท่านอนที่ไม่ถูกต้อง เพื่อจะได้หาวิธีแก้ที่เหมาะสม และป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำได้อีก

ปวดคอต้องนอนอย่างไร

เมื่อมีอาการปวดคอ การหาท่านอนที่เหมาะสมอาจไม่ใช่เรื่องง่าย ท่าที่แนะนำโดยทั่วไปคือการนอนหงายหรือนอนตะแคงโดยมีหมอนรองรับ รวมไปถึงเทคนิคอื่นๆ อย่างการหลีกเลี่ยงการนอนคว่ำ และใช้อุปกรณ์ช่วยเพิ่มเติม เช่น ม้วนผ้าเช็ดตัววางไว้ใต้คอ

ที่นอนช่วยลดอาการปวดคอ

ที่นอนที่เหมาะสมช่วยลดอาการปวดคอได้มาก โดยทั่วไปแนะนำให้ใช้ที่นอนเนื้อแน่นปานกลางที่รองรับส่วนโค้งตามสรีระของกระดูกสันหลังได้ดี ลองใช้ที่นอนหลายๆ แบบ และขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อหาที่นอนที่ตรงกับความต้องการของคุณมากที่สุด

ท่านอนป้องกันอาการปวดคอ 

ท่านอนที่เหมาะสม ไม่เพียงแต่ช่วยป้องกันอาการปวดคอ แต่ยังส่งผลดีต่อกล้ามเนื้อและกระดูก รวมถึงการจัดท่าทางขณะนั่ง ยืน และนอนหลับให้ถูกต้อง การฝึกให้มีท่าทางที่เหมาะสมอยู่ตลอดเวลา สามารถช่วยลดอาการเกร็งและปวดตึงของกล้ามเนื้อคอ และป้องกันอาการปวดที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้

จัดสภาพแวดล้อมที่ดีสำหรับการนอนหลับ

สภาพแวดล้อมที่ดีต่อการนอนหลับตามหลักสรีระศาสตร์ เป็นกุญแจสำคัญในการป้องกันและบรรเทาอาการปวดคอ ซึ่งรวมถึงการลงทุนซื้อหมอนและที่นอนที่เหมาะกับสรีระ การจัดที่นอนที่ทำให้กระดูกสันหลังอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง และกำจัดสิ่งรบกวนที่ทำให้นอนไม่หลับ การรักษาอุณหภูมิ ระดับเสียง และแสงสว่างให้เหมาะสมสำหรับการนอนยังช่วยให้คออยู่ในท่าที่ถูกต้องตลอดทั้งคืนอีกด้วย

ออกกำลังกายลดอาการปวดคอ

การออกกำลังกายเป็นประจำเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้กล้ามเนื้อคอแข็งแรงและป้องกันอาการปวด กิจกรรมที่เสริมสร้างความแข็งแรงของแกนกลางและร่างกายส่วนบน เพิ่มความยืดหยุ่น และส่งเสริมสมรรถภาพโดยรวมก็ส่งผลดีต่อกล้ามเนื้อบริเวณคอเช่นกัน เช่น โยคะและพิลาทิส ช่วยสร้างความแข็งแรงและความยืดหยุ่นได้ดี ขณะเดียวกันก็ช่วยเพิ่มความสามารถในการควบคุมร่างกาย ซึ่งส่งผลให้มีท่าทางการนอนหลับที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ควรปรึกษาแพทย์หรือให้บริการด้านสุขภาพก่อนที่จะเปลี่ยนแผนการออกกำลังกาย โดยเฉพาะผู้ที่ยังมีอาการปวดคอ

หาสมดุลที่เหมาะสม

การหาท่านอนที่ดีที่สุดสำหรับอาการปวดคอ คือการหาสมดุลระหว่างการรองรับและการจัดท่าทางที่เหมาะสม การรับฟังความต้องการของร่างกาย และการปรับเปลี่ยน ด้วยการทำความเข้าใจถึงสาเหตุที่เป็นไปได้ของอาการปวดคอ เพื่อเลือกใช้แนวทางป้องกันและบรรเทาอาการที่เหมาะสม ก็จะช่วยให้คุณมีสุขภาพการนอนที่ดีขึ้นได้ ตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกสดชื่น ไม่มีอาการปวด และอย่าลืมปรึกษาแพทย์หรือผู้ให้บริการด้านสุขภาพหากอาการปวดคอไม่ดีขึ้นหรือแย่ลง สำหรับวันนี้ ราตรีสวัสดิ์! 

 

ความแตกต่างระหว่างโรคข้อเสื่อมและโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์

เนื้อหาบทความนี้ นำเสนอโดย Bangkok Physio Center (BPC)

โรคข้ออักเสบเป็นคำอธิบายลักษณะความผิดปกติที่เกิดกับข้อต่อส่วนต่างๆ โดยประเภทของโรคข้ออักเสบที่พบได้บ่อยได้แก่โรคข้อเสื่อมและโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ แม้ว่าเป็นโรคที่เกิดขึ้นกับข้อต่อเหมือนกัน แต่สาเหตุ ความรุนแรง และการรักษานั้นแตกต่างกัน

ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ 

โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ เมื่อภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง 

โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (RA) เป็นโรคแพ้ภูมิตัวเอง เกิดจากการที่ระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติไปจากเดิม โดยการทำลายเซลล์เยื่อหุ้มข้อต่อ ซึ่งเป็นเยื่อบุของเยื่อหุ้มรอบข้อต่อ สาเหตุที่แท้จริงของการที่ระบบภูมิคุ้มกันตอบสนองต่อร่างกายตนเองยังไม่ชัดเจน แต่เชื่อว่าเกิดจากปัจจัยด้านพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมร่วมกัน

เกณฑ์การวินิจฉัยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด (RA Factor) 

การตรวจวินิจฉัยอย่างหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์คือการตรวจหาสารรูมาตอยด์ (RF) ในเลือด RF เป็นแอนติบอดีที่ระบบภูมิคุ้มกันผลิตขึ้นเพื่อทำลายเนื้อเยื้อที่มีสุขภาพดี ซึ่งทำให้เกิดการอักเสบและความเสียหายของข้อต่อ แม้ว่าไม่ใช่ทุกคนที่เป็นโรค RA จะมีระดับ RF สูง แต่การตรวจพบสารดังกล่าวก็เป็นเกณฑ์อย่างหนึ่งในการวินิจฉัยได้

โรคข้อเสื่อมและโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์

ความแตกต่างระหว่างโรคข้อเสื่อมและโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์

โรคข้อเสื่อม vs.โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ที่มาและกลไกลการเกิดโรค

โรคข้อเสื่อม (OA) และโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ไม่ได้มีแค่ปัจจัยกระตุ้นที่แตกต่าง แต่กลไกพื้นฐานในการเกิดโรคก็ต่างกันด้วย โรคข้อเสื่อมเป็นโรคที่เกี่ยวกับความเสื่อมของข้อต่อต่างๆ ในร่างกายเป็นหลัก เนื่องจากความชราและการสึกหรอของข้อต่อ เกิดขึ้นเมื่อกระดูกอ่อนป้องกันที่หุ้มปลายกระดูกมีการเสื่อมเมื่ออายุเยอะขึ้น ทำให้เกิดอาการปวด บวม และเคลื่อนไหวข้อต่อได้ยาก

ในขณะที่โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์เป็นภาวะภูมิต้านตนเอง เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำร้ายเยื่อหุ้มข้อต่อเสียเอง ส่งผลให้เกิดการอักเสบเรื้อรังที่อาจนำไปสู่ความเสียหายและความผิดปกติของข้อต่อเมื่อเวลาผ่านไป โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์แตกต่างจากโรคข้อเสื่อมตรงที่เกิดกับคนได้ทุกวัย ไม่ใช่แค่เฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุเท่านั้น

อาการและข้อต่อที่ได้รับผลกระทบ

บางครั้งอาการของโรคข้อเสื่อมและโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์อาจคล้ายคลึงกันและสร้างความสับสนได้ ทั้งสองภาวะนี้ทำให้เกิดอาการปวดข้อ บวม และตึง อย่างไรก็ตาม รูปแบบและตำแหน่งของข้อต่อที่มีอาการช่วยแยกแยะความแตกต่างระหว่างทั้งสองโรคได้ โรคข้อเสื่อมมักส่งผลต่อข้อต่อที่รับน้ำหนัก เช่น หัวเข่า สะโพก และกระดูกสันหลัง ในขณะที่โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์มักเกี่ยวข้องกับข้อต่อทั้งสองด้านของร่างกาย เช่น ข้อมือ เข่า และนิ้ว

อะไรร้ายแรงกว่ากันระหว่างโรคข้อเสื่อมและโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์?

การประเมินความรุนแรงของโรค 

ความรุนแรงของโรคข้อเสื่อมกับโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ก็เป็นอีกสิ่งที่ควรพิจารณา โรคเข่าเสื่อม เป็นภาวะที่เกิดจากส่วนของร่างกายค่อยๆ สึกหรอ หลังจากใช้งานไปนานๆ หรืออายุมากขึ้น ทำให้เกิดความเจ็บปวดอย่างมาก รวมถึงส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันและคุณภาพชีวิตโดยรวม แต่โดยทั่วไปแล้วจะไม่ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนตามระบบต่างๆ ของร่างกาย

ในทางกลับกัน โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์เป็นโรคแพ้ภูมิตัวเอง มีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดผลกระทบในวงกว้างต่อระบบอื่นๆ ในร่างกาย หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษา โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์อาจทำให้เกิดความผิดปกติของข้อต่อ ความพิการ หรือแม้แต่ภาวะแทรกซ้อนที่ส่งผลต่ออวัยวะต่างๆ เช่น หัวใจและปอด ดังนั้นในแง่ของภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นและผลกระทบต่อสุขภาพโดยรวม โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์จึงมักถือว่าร้ายแรงกว่า

โรคข้อเสื่อมและโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์

มีโอกาสเป็นทั้งโรคข้อเสื่อมและโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ได้หรือไม่?

ทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคที่เป็นร่วมกัน 

แม้ว่าจะพบไม่บ่อย แต่คนหนึ่งสามารถเป็นทั้งโรคข้อเสื่อมและโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์พร้อมกันได้ เรียกภาวะเช่นนี้ว่าโรคข้ออักเสบร่วม การเป็นโรคข้ออักเสบประเภทหนึ่งอยู่แล้ว ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีโอกาสเป็นอีกประเภทหนึ่ง การรักษาโรคข้ออักเสบทั้งสองประเภทไปพร้อมๆ กันก็เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายและพบได้ไม่บ่อย

การรักษาโรคข้ออักเสบร่วมมักใช้แนวทางสหสาขาวิชาชีพ รวมถึงการกินยาบรรเทาอาการอักเสบ ความเจ็บปวด และลดการลุกลามของโรค นอกจากนี้ การทำกายภาพบำบัดและการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตยังส่งผลอย่างมากในการช่วยให้ข้อต่อทำงานได้ดีขึ้นและส่งเสริมสุขภาพร่างกายโดยรวม

การรักษาโรคข้อเสื่อมและโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์

แนวทางการรักษาโรคข้อเสื่อม 

การรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมมักใช้แนวทางรักษาแบบใช้ยาและไม่ใช้ยาร่วมกัน แพทย์อาจสั่งยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เพื่อบรรเทาอาการปวดและการอักเสบ ควบคู่ไปกับการทำกายภาพบำบัด การควบคุมน้ำหนัก และดูแลรักษาข้อต่อ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการรักษาโรคข้อเสื่อม

แนวทางที่ซับซ้อนขึ้นในการรักษาโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ 

การรักษาโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์มีความซับซ้อนมากขึ้นเนื่องจากเป็นการจัดการกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ยาต้านรูมาติกที่ปรับเปลี่ยนการดำเนินโรคสำหรับผู้ป่วยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (DMARDs) เช่น ยา Methotrexate มักใช้เพื่อระงับการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันและชะลอการลุกลามของโรค ยาชีววัตถุ ซึ่งมุ่งเป้าไปที่ส่วนใดส่วนหนึ่งในระบบภูมิคุ้มกัน ได้ปฏิวัติแนวทางการรักษาโรครูมาตอยด์ ทำให้รักษาได้ตรงจุดกว่าและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต 

การปรับเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตประจำช่วยในการรักษาโรคข้อเสื่อมและโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ได้มาก การออกกำลังกายที่ปรับให้เหมาะกับสภาพของแต่ละบุคคลช่วยรักษาความยืดหยุ่นของข้อต่อและลดความตึง การรับประทานอาหารที่สมดุลและการควบคุมน้ำหนักมีความสำคัญอย่างมากในการลดภาระของข้อต่อที่ต้องรับน้ำหนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ป่วยโรคข้อเสื่อม

ความสำคัญของการตรวจรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ  

การวินิจฉัยและรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ มีความสำคัญอย่างยิ่งทั้งในโรคข้อเสื่อมและโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ การสังเกตุและตรวจพบอาการต่างๆ อย่างทันท่วงที ช่วยป้องกันความเสียหายของข้อต่อและส่งผลดีต่อการรักษาในระยะยาว การพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอ กินยาตามที่แพทย์สั่ง และการสื่อสารอย่างต่อเนื่องกับผู้ให้บริการด้านการแพทย์เป็นองค์ประกอบสำคัญในการจัดการกับอาการเรื้อรังเหล่านี้

สรุป 

การทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างโรคข้อเสื่อมและโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการวินิจฉัยที่แม่นยำและการรักษาที่มีประสิทธิภาพ แม้โรคข้อเสื่อมจะเป็นภาวะความเสื่อมที่เกิดจากความชราเป็นหลัก แต่สำหรับโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ เป็นโรคภูมิต้านตนเองที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบอื่นๆ ในร่างกายได้ โดยความรุนแรงของอาการเหล่านี้แตกต่างกันไป แต่โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์มักถือว่าร้ายแรงกว่าเนื่องจากอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่ส่งผลกระทบต่อระบบอื่นๆ ในร่างกายได้ รวมถึงมีความเป็นไปได้ที่บุคคลหนึ่งจะเป็นโรคข้ออักเสบทั้งสองประเภทพร้อมกัน เป็นการตอกย้ำถึงความซับซ้อนที่มากขึ้นในการจัดการกับโรคข้ออักเสบ

ติดตาม ข่าวสาร และ โปรโมชั่นต่างๆ

อาการปวดหัวไหล่หลังออกกำลังกาย

เนื้อหาบทความนี้ นำเสนอโดย Bangkok Physio Center (BPC)

อาการปวดไหล่หลังออกกำลังกายอาจเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้รักการออกกำลังกายรู้สึกเหนื่อยหน่ายและหมดแรง ไม่ว่าคุณจะเป็นนักกีฬาที่มีประสบการณ์หรือเป็นมือใหม่ ก็มักจะต้องรับมือการอาการเจ็บกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกายอยู่บ่อยๆ บทความนี้จะกล่าวถึงแง่มุมต่างๆ ของอาการปวดไหล่หลังการออกกำลังกาย โดยให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับสาเหตุของอาการปวดไหล่ ความแตกต่างระหว่างอาการปวดกล้ามเนื้อและปวดข้อ การประเมินความรุนแรงของอาการ และการรักษาที่มีประสิทธิภาพเพื่อบรรเทาอาการปวด

ปวดหัวไหล่

วิธีแก้อาการปวดหัวไหล่หลังออกกำลังกาย

อาการปวดหัวไหล่หลังออกกำลังกายอาจเกิดจากหลายปัจจัย รวมถึงการออกกำลังกายผิดท่า การออกกำลังกายมากเกินไป หรือความไม่สมดุลของกล้ามเนื้อ เพื่อแก้ไขและบรรเทาอาการเหล่านี้ คุณสามารถลองทำดังต่อไปนี้:

พักผ่อนเพื่อให้ร่างกายได้ฟื้นฟู:

การปล่อยให้กล้ามเนื้อไหล่มีเวลาฟื้นตัวเพียงพอเป็นสิ่งสำคัญ การออกกำลังกายมากเกินไปอาจทำให้เกิดการอักเสบและกล้ามเนื้อตึง ส่งผลให้ปวดไหล่ได้ กำหนดวันพักให้กับกิจวัตรการออกกำลังกายของคุณ หรือออกกำลังโดยเน้นไปที่กลุ่มกล้ามเนื้ออื่นๆ แทนเพื่อให้ไหล่ได้หยุดพัก

ประคบร้อนและประคบเย็น:

การประคบน้ำแข็งหรือประคบร้อนจะช่วยลดการอักเสบและบรรเทาอาการเจ็บกล้ามเนื้อได้ ใช้น้ำแข็งประคบในช่วง 24-48 ชั่วโมงแรกหลังจากมีอาการปวดไหล่ จากนั้นเปลี่ยนไปใช้การบำบัดด้วยความร้อนเพื่อเพิ่มการไหลเวียนโลหิตและช่วยให้กล้ามเนื้อฟื้นตัวเร็วขึ้น

ฝึกยืดกล้ามเนื้อและการเคลื่อนไหวของข้อต่อ:

ผสมผสานการออกกำลังแบบการยืดกล้ามเนื้อและการเคลื่อนไหวเบาๆ เข้ากับกิจวัตรประจำวันของคุณ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและป้องกันการตึงของกล้ามเนื้อ เน้นท่าที่ช่วยบริหารกล้ามเนื้อไหล่ เช่น ท่าหมุนแขนข้างหน้า-ข้างหลัง หมุนไหล่ และการยืดเหยียดแบบเคลื่อนไหว

ปรับท่าทางให้ถูกต้อง:

การออกกำลังกายด้วยท่าที่ไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่าที่ใช้ไหล่ อาจทำให้เกิดความเจ็บปวดและการบาดเจ็บได้ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการออกกำลังกายหรือเทรนเนอร์เพื่อให้แน่ใจว่าท่าทางของคุณถูกต้อง และหากมีอาการปวดไหล่ ก็ควรปรับเปลี่ยนท่าออกกำลังกาย จนกว่าอาการปวดจะหายดี

รู้ได้อย่างไรว่าอาการปวดหัวไหล่เกิดจากกล้ามเนื้อหรือข้อ?

การรู้ความแตกต่างระหว่างอาการปวดกล้ามเนื้อและปวดข้อต่อเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้การรักษาได้ผลดี การทำความเข้าใจอาการต่างๆ ช่วยให้คุณหาสาเหตุที่ถูกต้องของอาการปวดไหล่ที่เกิดขึ้นได้

ปวดกล้ามเนื้อ:

บริเวณที่ปวด: อาการปวดกล้ามเนื้อมักเกิดขึ้นเฉพาะบริเวณใดบริเวณหนึ่ง

ลักษณะอาการปวด: มักรู้สึกปวดตึง

ผลกระทบเมื่อเคลื่อนไหว: มีแนวโน้มที่จะปวดมากขึ้นเมื่อเคลื่อนไหวหรือออกกำลังกาย
ระยะเวลาเริ่มมีอาการ: อาการปวดกล้ามเนื้อมักเกิดขึ้นภายใน 24-72 ชั่วโมงหลังการออกกำลังกาย

ปวดข้อ:

บริเวณที่ปวด: อาการปวดข้ออาจรู้สึกปวดไปถึงภายในข้อต่อบริเวณนั้นๆ

ลักษณะอาการปวด: ปวดจี๊ด เหมือนมีเข็มทิ่ม หรือปวดตุบๆ

ผลกระทบเมื่อเคลื่อนไหว: อาการปวดมักรุนแรงขึ้นเมื่อมีการเคลื่อนไหวข้อต่อ และอาจเคลื่อนไหวได้จำกัด

ระยะเวลาเริ่มมีอาการ: อาการปวดข้ออาจเกิดขึ้นระหว่างหรือหลังทำกิจกรรมทันที

รู้ได้อย่างไรว่าอาการปวดหัวไหล่รุนแรงหรือไม่?

แม้ว่าอาการปวดไหล่หลังออกกำลังกายส่วนใหญ่มักสัมพันธ์กับอาการปวดกล้ามเนื้อและสามารถแก้ไขได้ด้วยการดูแลตนเอง แต่สิ่งสำคัญคือคอยสังเกตสัญญาณที่อาจนำไปสู่อาการร้ายแรงที่ต้องได้รับการดูแลจากแพทย์มืออาชีพ ลองมองหาสัญญาณต่อไปนี้:

อาการปวดเรื้อรัง:

หากยังรู้สึกปวดไหล่แม้จะพักผ่อนและรักษาเบื้องต้นแล้ว นั่นอาจเป็นสัญญาณของโรคอื่นๆ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยต่อไป

อาการปวดหรืออาการบวมอย่างรุนแรง:

อาการปวดอย่างรุนแรงหรืออาการบวมอย่างมากที่แม้ว่าจะรักษาเบื้องต้นแล้วก็ยังไม่ดีขึ้น อาจบ่งบอกถึงการบาดเจ็บหรือการอักเสบที่รุนแรงกว่า

รู้สึกเจ็บและมีอาการอ่อนแรงร่วมด้วย:

หากคุณมีอาการอ่อนแรงหรือรู้สึกว่าบริเวณไหล่ไม่มีแรง อาจเป็นสัญญาณของการบาดเจ็บที่รุนแรง เช่น กล้ามเนื้อฉีกขาดหรือเอ็นถูกทำลาย

อาการชาหรือเสียวคล้ายไฟช็อต:

ความรู้สึกชาหรือรู้สึกเสียวซ่าที่แผ่ลงมาตามแขนอาจบ่งบอกถึงความผิดปกติเกี่ยวกับเส้นประสาท ซึ่งควรได้รับการดูแลจากแพทย์ทันที

รู้สึกปวดตอนทำกิจวัตรประจำวันทั่วไป:

หากมีอาการปวดไหล่ขณะทำกิจวัตรประจำวันทั่วไป เช่น การเอื้อม การยก หรือการแต่งตัว ให้ปรึกษาแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยที่ถูกต้องและวางแผนการรักษาที่เหมาะสม

อาการปวดหัวไหล่เป็นเรื่องปกติหลังออกกำลังกายหรือไม่?

อาการปวดไหล่หลังออกกำลังกายเป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณออกกำลังกายที่เน้นกล้ามเนื้อไหล่เป็นหลัก การทำความเข้าใจปัจจัยที่ทำให้เกิดอาการปวด ช่วยให้คุณทราบได้ว่าอาการปวดที่เกิดขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนฟื้นฟูโดยปกติของร่างกายหลังออกกำลังกายหรือไม่

อาการปวดกล้ามเนื้อหลังจากออกกําลังกาย (DOMS): 

DOMS ดอมส์ หรืออาการปวดเมื่อยหลังออกกำลังกาย เป็นการตอบสนองตามปกติของร่างกายที่เกิดหลังการออกกำลังกายอย่างหนัก ส่งผลให้มีอาการปวดกล้ามเนื้อภายใน 24-72 ชั่วโมงหลังออกกำลังกาย เป็นสัญญาณว่ากล้ามเนื้อของคุณกำลังปรับตัวและแข็งแรงขึ้น

ออกกำลังกายหนักเกินไป: 

การออกกำลังกายที่มากเกินไปหรือหนักเกินไปโดยไม่มีการพักอย่างเพียงพอ อาจทำให้เกิดอาการปวดเพิ่มขึ้นได้ ดังนั้นคุณจึงควรมีวันพักสำหรับการออกกำลังกายเพื่อให้กล้ามเนื้อและร่างกายสามารถฟื้นตัวได้เต็มที่

เปลี่ยนวิธีออกกำลังกายหรือการออกกำลังกายที่หนักขึ้น:

การเปลี่ยนวิธีการออกกำลังกายหรือการออกกำลังที่หนักขึ้น อาจทำให้เกิดอาการปวดได้เนื่องจากกล้ามเนื้อกำลังปรับตัวเข้ากับภาระที่หนักขึ้น จึงควรค่อยๆ ปรับเปลี่ยนลักษณะการออกกำลังกายเพื่อลดแรงกระแทกบริเวณไหล่

อาการปวดไหล่จากการออกกำลังกาย จะปวดนานแค่ไหน?

ระยะเวลาของอาการปวดไหล่หลังจากออกกำลังกายอาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ รวมไปถึงสาเหตุของอาการปวด ความสามารถในการฟื้นตัวของแต่ละคน และประสิทธิผลของการรักษา

อาการปวดระยะสั้น: 

หากอาการปวดไหล่ของคุณเกิดจากอาการปวดกล้ามเนื้อโดยทั่วไปหรือ DOMS หากได้รับการพักผ่อน ประคบน้ำแข็ง และยืดกล้ามเนื้อเบาๆ อาการมักจะค่อยๆ ดีขึ้นภายใน 2-3 วัน 

อาการปวดเจ็บปานกลาง: 

ในกรณีที่ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยถึงปานกลาง เช่น กล้ามเนื้อตึงหรือใช้งานมากเกินไป การฟื้นตัวอาจใช้เวลาประมาณหนึ่งถึงสามสัปดาห์ การพักผ่อนอย่างเพียงพอและการออกกำลังกายเพื่อการฟื้นฟูแบบเฉพาะจุดก็ช่วยให้หายเร็วขึ้นได้

การบาดเจ็บเรื้อรังหรือรุนแรง:

อาการเรื้อรังหรือการบาดเจ็บอย่างรุนแรงอาจต้องใช้เวลาพักฟื้นนานขึ้น ตั้งแต่หลายสัปดาห์ไปจนถึงหลายเดือน จึงควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ เพื่อรับการวินิจฉัยและวางแผนการรักษาอย่างเหมาะสม

ติดตาม ข่าวสาร และ โปรโมชั่นต่างๆ