Free Look Period ในประกันสุขภาพ คืออะไร?

สำหรับใครที่พึ่งเริ่มศึกษาเกี่ยวกับการทำประกัน เรื่องสำคัญที่จำเป็นต้องรู้อีกเรื่องหนึ่งเพื่อไม่ให้เสียสิทธิของตัวเองหลังจากการซื้อกรมธรรม์แล้วคือ Free Look Period หรือ ‘ระยะเวลาพิจารณา’ เป็นสิทธิ์ที่บริษัทประกันภัยมอบให้แก่ผู้เอาประกันภัยหลังจากการซื้อกรมธรรม์ประกันภัยฉบับใหม่ เพื่อให้ผู้เอาประกันภัยมีเวลาศึกษารายละเอียดและตัดสินใจว่าต้องการยกเลิกกรมธรรม์หรือยังคงต้องการความคุ้มครองต่อไป โดยหากผู้เอาประกันภัยต้องการยกเลิกกรมธรรม์ภายในระยะเวลาพิจารณานี้จะไม่ต้องเสียค่าปรับใดๆ

ระยะเวลาสำหรับ ‘ระยะเวลาพิจารณา’ (Free Look Period)  

โดยทั่วไปจะอยู่ที่ 15 วันสำหรับการติดต่อซื้อประกันกับทางตัวแทนหรือผ่านระบบธนาคาร และ 30 วันสำหรับการติดต่อซื้อประกันผ่านทางโทรศัพท์ ทั้งนี้ทั้งนั้นเงื่อนไขอาจมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับบริษัทประกันภัยและประเภทของกรมธรรม์ 

สิทธิประโยชน์ของช่วงเวลานี้ คือ  

  • – ผู้เอาประกันภัยสามารถศึกษาเอกสารกรมธรรม์อย่างละเอียด  
  • – ทำความเข้าใจเรื่องความคุ้มครองและเงื่อนไขยกเว้น  
  • – เปรียบเทียบกับกรมธรรม์ประกันภัยอื่นๆ  
  • – ยกเลิกกรมธรรม์หากไม่พอใจในเงื่อนไข  
  • – เพื่อให้ผู้เอาประกันภัยตัดสินใจอย่างรอบคอบเกี่ยวกับความคุ้มครองประกันภัย  
  • – ลดความเสี่ยงในการซื้อกรมธรรม์ที่ไม่ตรงกับความต้องการ 

การยกเลิกและค่าใช้จ่าย 

หากผู้เอาประกันภัยตัดสินใจยกเลิกภายในระยะ Free Look Period จะได้รับเงินเบี้ยประกันภัยคืนเต็มจำนวน ซึ่งการใช้สิทธิ Free Look Period โดยทั่วไปแล้วไม่มีค่าใช้จ่าย ผู้เอาประกันสามารถยกเลิกกรมธรรม์ประกันได้โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมใดๆ 

อย่างไรก็ตาม อาจมีข้อยกเว้นบางประการ ขึ้นอยู่กับบริษัทประกันและประเภทของกรมธรรม์ 

  • – บางบริษัทประกันอาจมีค่าธรรมเนียมการยกเลิก แม้จะอยู่ในช่วง Free Look Period 
  • – บางกรมธรรม์ประกันอาจมีการหักค่าเบี้ยประกัน สำหรับช่วงเวลาที่คุ้มครอง 
  • – บางบริษัทประกันอาจไม่คืนเงินค่าตรวจสุขภาพ ที่ผู้เอาประกันได้รับในช่วง Free Look Period
free look period คืออะไร

สิ่งที่ควรรู้ เกี่ยวกับ Free Look Period

  • 1. ระยะเวลาพิจารณาเริ่มนับจากวันที่ได้รับกรมธรรม์ ไม่ใช่วันซื้อ 
  • 2. กรณีต้องการยกเลิกควรแจ้งบริษัทประกันภัยเป็นลายลักษณ์อักษรภายในระยะเวลาพิจารณา แต่อย่าลืมเผื่อเวลาสำหรับการส่งเอกสารคืนให้ถึงมือบริษัทเอาไว้ด้วย มิเช่นนั้นอาจถือว่าเป็นการขอยกเลิกเกินระยะเวลาพิจารณา 
  • 3. หากมีการเคลมภายในระยะเวลาพิจารณา เงินคืนอาจมีการปรับเปลี่ยน ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของบริษัท 

 

ข้อควรระวัง สำหรับช่วง Free Look Period

มีข้อควรระวังบางประการที่ผู้เอาประกันควรทราบ ดังนี้ 

  • 1. การยกเลิกกรมธรรม์ภายใน Free Look Period ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับเงินคืนเสมอไป 
    • 1.1 ในบางกรณี ผู้เอาประกันอาจต้องเสียค่าธรรมเนียมการออกกรมธรรม์ 
    • 1.2 ในกรณีที่มีการจ่ายค่าสินไหมทดแทนแล้ว ผู้เอาประกันอาจได้รับเงินคืนไม่เต็มจำนวน 
  • 2. การยกเลิกกรมธรรม์ภายใน Free Look Period อาจส่งผลต่อประวัติการทำประกัน 
    • 2.1 บริษัทประกันอาจพิจารณาผู้เอาประกันที่มีประวัติการยกเลิกกรมธรรม์บ่อยเป็นความเสี่ยงและอาจถูกเสนอเบี้ยประกันที่สูงขึ้น 
  • 3. การยกเลิกกรมธรรม์ภายใน Free Look Period อาจส่งผลต่อสุขภาพ 
    • 3.1 ในกรณีที่กรมธรรม์ประกันสุขภาพ ผู้เอาประกันอาจสูญเสียสิทธิ์ในการรักษาพยาบาลบางประการ 
free look period คืออะไร

 

สรุป 

ระยะเวลาพิจารณา (Free Look Period) เป็นสิทธิสำคัญที่ช่วยให้ผู้เอาประกันภัยตัดสินใจได้อย่างชาญฉลาดเกี่ยวกับความคุ้มครองประกันสุขภาพ ซึ่งผู้เอาประกันควรรู้เพื่อเป็นการรักษาสิทธิของตัวเอง อย่างไรก็ตามระยะเวลาพิจารณาอาจแตกต่างกันไปและอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละบริษัท ผู้เอาประกันจึงควรศึกษาเงื่อนไขและรายละเอียดของกรมธรรม์ให้ดีก่อนตัดสินใจทำประกันสุขภาพ

ติดตาม ข่าวสาร และ โปรโมชั่นต่างๆ

ค่ารักษา RSV ในโรงพยาบาลเท่าไหร่

การรักษาอาร์เอสวี (RSV)

ปัจจุบันยังไม่มีวิธีและยารักษา RSV เฉพาะ การรักษาจะมุ่งเน้นไปที่การบรรเทาอาการและป้องกันภาวะแทรกซ้อน

โดยแพทย์จะสั่งยาเพื่อรักษาตามอาการ เช่น ยาแก้ปวด ยาแก้ไอ ยาละลายเสมหะ หรือยาขยายหลอดลม รวมไปถึงรักษาแบบประคับประคองอาการโดยให้พักผ่อนให้เพียงพอ ให้ทานอาหารอ่อน ในเด็กบางรายที่มีเสมหะเหนียวมากต้องทำการพ่นยาขยายหลอดลมผ่านทางออกซิเจนละอองฝอย เคาะปอด และดูดเสมหะออก

การรักษา RSV มักใช้เวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์ เด็กส่วนใหญ่จะหายป่วยเองโดยไม่มีปัญหาอะไร แต่เด็กที่มีโรคประจำตัวอาจต้องใช้เวลานานกว่าในการรักษา

ค่ารักษาพยาบาลอาร์เอสวี (RSV) ตามระดับโรงพยาบาล 

จากข้อมูลที่เรามี การรักษาเคสติดเชื้อ RSV จะมีค่ารักษาพยาบาลโดยเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 30,000 ไปจนถึง 100,000 บาท สำหรับการรักษาในโรงพยาบาลเหล่านี้  

  • โรงพยาบาลสมิติเวช 
  • โรงพยาบาลบีเอ็นเอช (BNH) 
  • โรงพยาบาลพญาไท 
  • โรงพยาบาลพระราม 9 
  • โรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ 
  • โรงพยาบาลวิภาวดี 
  • โรงพยาบาลในเครือเปาโล 
  • โรงพยาบาลไทยนครินทร์ 
  • โรงพยาบาลศิครินทร์ 
  • โรงพยาบาลวิชัยยุทธ 

สำหรับโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำบางแห่ง ค่ารักษาพยาบาลอาจเพิ่มขึ้นจากที่ระบุไปก่อนหน้า 20% – 30% ด้วยกัน และในเคสที่มีอาการซับซ้อน ้องใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในการรักษา ค่ารักษาพยาบาลอาจเพิ่มมากขึ้นถึง 200,000 บาท สำหรับการรักษาในโรงพยาบาลดังนี้ 

  • โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ 
  • โรงพยาบาลเมดพาร์ค 
  • โรงพยาบาลกรุงเทพ 
ค่ารักษา RSv

ติดตาม ข่าวสาร และ โปรโมชั่นต่างๆ

ราคาห้องพักเมื่อนอนโรงพยาบาลเอกชน 

ค่าห้องพักสำหรับเข้ารับการรักษาเป็นผู้ป่วยในของโรงพยาบาลเหล่านี้จะแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับระดับของโรงพยาบาล  

  • โรงพยาบาลสมิติเวชเด็ก สุขุมวิท มีค่าห้องเริ่มต้นอยู่ที่ 9,600 บาทต่อวัน สำหรับห้องพักประเภท Superior Intelligent  
  • โรงพยาบาลพญาไท 2 มีค่าห้องเริ่มต้นอยู่ที่ 7,387 บาท สำหรับห้องประเภท Gold A ในแผนกกุมารเวชกรรม และสำหรับโรงพยาบาลพญาไท 3 จะเริ่มต้นที่ 6,400 บาทต่อวัน สำหรับห้องประเภท Gold ในวอร์ดเด็ก 
  • โรงพยาบาลเปาโล สมุทรปราการ เริ่มต้น 5,600 บาทต่อวัน สำหรับห้องพิเศษเดี่ยว 
  • โรงพยาบาล BNH เริ่ม 10,400 บาทต่อวัน สำหรับห้องพักเดี่ยวมาตรฐาน (The Regent) 
  • โรงพยาบาลพระราม 9 เริ่ม 10,000 บาทต่อวัน สำหรับห้องประเภท Private  
  • โรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ เริ่ม 5,100 บาทต่อวัน สำหรับห้องเดี่ยว (Single Superior) 
  • โรงพยาบาลวิภาวดี เริ่มต้น 5,420 บาทต่อวัน สำหรับห้องเดี่ยวธรรมดา 
  • โรงพยาบาลไทยนครินทร์เริ่ม 6,020 บาทต่อวัน สำหรับห้องเดี่ยวทั้งของเด็กและผู้ใหญ่ 
  • โรงพยาบาลศิครินทร์ เริ่มต้น 5,100 บาทต่อวัน สำหรับห้องเดี่ยวแบบ Standard  
  • โรงพยาบาลสินแพทย์ รามอินทรา มีค่าห้องเริ่มต้นอยู่ที่ 4,430 บาทต่อวัน สำหรับห้องพักประเภท Standard 1   

 ในขณะที่โรงพยาบาลที่มีระดับสูงขึ้นจะมีค่าห้องเริ่มต้น ดังนี้ 

  • โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ค่าห้องเริ่มต้น 14,700 บาทต่อวัน สำหรับห้องเตียงเดี่ยวธรรมดา  
  • โรงพยาบาลเมดพาร์ค มีค่าห้องเริ่ม 11,000 บาทต่อวัน สำหรับห้องประเภท Executive River View และ Executive Lake View 
  • โรงพยาบาลกรุงเทพ ค่าห้องเริ่มที่ 11,300 ต่อวัน สำหรับห้อง Standard 

ค่าห้องที่เพิ่มขึ้นเมื่อรักษาในวอร์ด PICU หรือ ICU  

วอร์ด PICU คือ หน่วยดูแลผู้ป่วยเด็กในภาวะวิกฤตหรือคนไข้ที่อยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงของร่างกายจนอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ โดยผู้ป่วยจะมีอายุระหว่าง 4 เดือนถึง 14 ปี สำหรับค่าห้องกรณีต้องรักษาในวอร์ด PICU  หรือ ICU ของโรงพยาบาลเหล่านี้ จะมีราคาเพิ่มมากขึ้นจากห้องพักผู้ป่วยธรรมดา 

  • โรงพยาบาลพญาไท 2 มีค่าห้องในแผนก PICU เริ่มต้นอยู่ที่ 8,000 บาทต่อวัน ส่วนโรงพยาบาลพญาไท 3 เริ่มต้นที่ 7,500 บาทต่อวั 
  • โรงพยาบาลเปาโล สมุทรปราการ มีราคาห้องสำหรับวอร์ด ICU เริ่มต้นที่ 6,200 – 7,000 บาทต่อวัน 
  • โรงพยาบาลสินแพทย์ รามอินทรา มีค่าห้องเริ่มต้นสำหรับวอร์ด PICU อยู่ที่ 7,140 บาทต่อวัน โดยไม่รวมค่ายา ค่าแพทย์ และค่าตรวจพิเศษอื่นๆ 

สำหรับโรงพยาบาลที่อยู่ในระดับสูงขึ้น ค่าห้องพักในประเภท ICU ก็จะมากขึ้นเช่นกัน 

  • โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ มีค่าห้องสำหรับวอร์ด ICU เริ่มต้นที่ 24,500 บาทต่อวัน 
  • โรงพยาบาลกรุงเทพ มีค่าห้องพักสำหรับวอร์ด ICU/CCU เริ่มที่ 18,000 บาทต่อวัน 

จากข้อมูลทั้งหมดที่ได้มา จะเห็นได้ว่าค่าห้องพักกรณีต้องรักษาตัวในวอร์ด PICU หรือ ICU จะมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นมาก โดยค่าห้องเหล่านี้จะเป็นราคาที่รวมค่าห้อง ค่าบริการพยาบาล ค่าอาหาร แต่ยังไม่รวมค่ายา ค่าแพทย์ หรือค่ารักษาพยาบาลใดๆ ยิ่งเมื่อต้องรักษาในวอร์ด PICU หรือ ICU แล้วก็จะยิ่งมีค่ารักษาพยาบาลเหล่านี้เพิ่มมากขึ้นไปอีกเพราะเป็นผู้ป่วยที่มีอาการซับซ้อน อยู่ในภาวะวิกฤต ที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ 

ยาต้นแบบกับยาสามัญในแง่ของค่าใช้จ่าย  

ยาต้นแบบ (Original) หรือยานอก เป็นยาที่ถูกนำเข้ามาจากต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ ยาชนิดนี้เป็นยาที่มีการทำวิจัยขึ้นมาโดยคำนึงถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัยของยา มีต้นทุนการวิจัยและพัฒนา รวมไปถึงต้นทุนการขนส่งเพื่อนำเข้าไทย จึงมักมีราคาสูงกว่ายาสามัญ (Generic) ซึ่งเป็นยาที่ถูกผลิตขึ้นมาให้มีคุณสมบัติไม่แตกต่างกับยาต้นแบบหลังจากยาต้นแบบหมดสิทธิบัตรแล้ว  

กรณีที่ผู้ป่วยติดเชื้ออาร์เอสวี (RSV) จำเป็นต้องใช้ยานอกในการรักษา ค่ารักษาพยาบาลสำหรับเคสดังกล่าวก็จะเพิ่มมากขึ้นจากเคสที่ใช้ยาไทยหรือยาสามัญในการรักษา 

ปัจจัยที่ส่งผลต่อค่ารักษาพยาบาลเมื่อติดเชื้ออาร์เอสวี (RSV) 

วิธีการรักษาผู้ป่วยติดเชื้อ RSV ในกรณีแอดมิตเป็นผู้ป่วยใน มีทั้งการพ่นยา ดูดเสมหะ ขยายหลอดลม ไปจนถึงเคาะปอด ค่ารักษาจึงต้องครอบคลุมตั้งแต่ค่าตรวจวินิจฉัย ค่ายา ค่าห้อง และค่ารักษาพยาบาลอื่นๆ  

โดยค่ารักษาพยาบาล RSV ในกรณีที่ต้องแอดมิตนอนโรงพยาบาลจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น  ระดับของโรงพยาบาลที่เลือกรักษา ระยะเวลาในการรักษา อายุของผู้ป่วย อาการและความรุนแรงของเคส รวมไปถึงประกันสุขภาพที่ทำ เรียกได้ว่ายิ่งนอนนาน ยิ่งอาการหนัก ก็ยิ่งเสียมากขึ้น โดยเฉลี่ยแล้วจะใช้เวลาแอดมิต 2-5 วัน ขึ้นอยู่กับว่าการรักษานั้นอยู่ในวอร์ดผู้ป่วยในทั่วไป หรือวอร์ดผู้ป่วยหนัก ICU ที่ต้องการการดูแลใกล้ชิดเป็นพิเศษจากบุคคลากรทางการแพทย์ 

วิธีการลดค่ารักษาพยาบาล RSV 

ป้องกันไม่ให้ติดเชื้อ RSV ซ้ำ  

วิธีการที่ดีที่สุดแน่นอนว่าต้องหนีไม่พ้นการป้องกันไม่ให้ติดเชื้อตัวนี้เลย แต่ถ้าหากหลีกเลี่ยงครั้งแรกไม่ได้ ก็ไม่ควรให้เกิดครั้งต่อไป โดยวิธีการป้องกันสามารถทำได้โดยการรักษาความสะอาด ผู้ปกครองควรหมั่นรักษาความสะอาดให้ลูกน้อยและตัวเองโดยการหมั่นล้างมือ ให้ลูกรับประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ และพักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการให้ลูกอยู่ในห้องแอร์ตลอดเวลาแต่ให้สร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กโดยการพาไปออกกำลังกายข้างนอก รวมไปถึงหลีกเลี่ยงการไปสถานที่ที่แออัดที่เสี่ยงจะพบเชื้อจากคนอื่นได้  

เลือกรักษาในโรงพยาบาลระดับรองลงมาจากโรงพยาบาลชั้นนำ 

อีกวิธีที่จะช่วยลดค่ารักษาพยาบาลกรณีที่ลูกติดเชื้อ RSV คือเลือกรักษาในโรงพยาบาลระดับรองลงมาจากโรงพยาบาลชั้นนำ เนื่องจาก จะมีค่ารักษา ค่าห้อง รวมไปถึงค่าใช้จ่ายอื่นๆที่มากกว่าโรงพยาบาลเอกชนทั่วไป แต่ก็แลกมากับความครบครันในด้านของการรักษาที่โรงพยาบาลเอกชนทั่วไปอาจให้ไม่ได้ เช่น การรักษาเฉพาะทาง แผนกเฉพาะทาง เช่น แผนก PICU ประเภทห้องพักเฉพาะ เช่น ห้องแรงดันลบ (Negative Pressure Rom) ซึ่งรวมไปถึงสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆด้วยเช่นกัน 

ซื้อประกันสุขภาพที่คุ้มครองการรักษา RSV 

ประกันสุขภาพช่วยลดค่ารักษาพยาบาลกรณีติดเชื้อ RSV ได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการคุ้มครองค่ารักษาพยาบาล ค่าห้อง ค่าแพทย์ ค่ายา ค่าตรวจวินิจฉัย หรือค่ารักษาพยาบาลอื่นๆ เช่น ค่ารักษาภาวะแทรกซ้อน ไม่ว่าจะเป็นประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายที่จะจ่ายค่ารักษาตามแผนที่เลือกไว้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม หรือประกันแบบแยกค่าใช้จ่ายที่จะมีระบุวงเงินในการรักษาหรือ ค่าใช้จ่ายแต่ละหมวดแยกออกไป ก็ย่อมดีกว่าการต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลทั้งหมดเองแน่นอน 

ปัจจัยที่ส่งผลต่อความรุนแรงของอาร์เอสวี (RSV)  

อายุของผู้ป่วย ยิ่งน้อยมากหรือสูงมากยิ่งอันตรายเพราะภูมิคุ้มกันต่ำ 

  1. 1.โรคประจำตัว 
  1. 2.เด็กที่คลอดก่อนกำหนด 

อาร์เอสวี (RSV) เป็นแล้วเป็นซ้ำได้อีกไหม 

RSV สามารถเป็นซ้ำได้ เนื่องจาก RSV เป็นไวรัสที่มีสายพันธุ์ต่างกันหลายสายพันธุ์ ดังนั้นเมื่อติดเชื้อ RSV สายพันธุ์หนึ่งแล้วก็ยังสามารถติดเชื้อสายพันธุ์อื่นได้อีก 

นอกจากนี้ ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายต่อ RSV จะมีอายุสั้น ซึ่งหมายความว่าผู้ป่วยสามารถติดเชื้อ RSV สายพันธุ์เดียวกันได้อีกหลังจากผ่านไประยะหนึ่ง 

เด็กเล็กมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็น RSV ซ้ำ เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันที่ยังพัฒนาไม่เต็มที่ อาการของ RSV ที่เป็นซ้ำมักจะไม่รุนแรงเท่ากับครั้งแรก แต่สำหรับบางคนนั้นอาจจะรุนแรงได้ 

สรุป 

การติดเชื้อไวรัส RSV มักพบบ่อยในเด็กเล็กและสร้างความกังวลให้กับผู้ปกครองหลายคนทั้งในด้านสุขภาพของลูกและค่ารักษาพยาบาลกรณีต้องแอดมิต โรคนี้จึงเป็นโรคที่มองข้ามไม่ได้ทั้งในแง่ของการป้องกัน การรักษา และการเตรียมตัวเรื่องค่าใช้จ่าย 

ดังนั้น การเลือกซื้อประกันสุขภาพเด็กที่คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลเมื่อติดเชื้อ RSV จึงสำคัญมาก เพราะคุณไม่มีทางรู้เลยว่าลูกน้อยของคุณจะมีโอกาสได้รับเชื้อตัวนี้ที่ไหนและเมื่อไหร่ ยิ่งไปกว่านั้นคือไม่มีใครรับประกันได้เลยว่า เมื่อลูกของคุณติดเชื้อ RSV และรักษาหายแล้วจะไม่กลับมาเป็นซ้ำอีกเราขอแนะนำประกันสุขภาพเด็กแบบเหมาจ่าย LUMA Hi5  และ PRIME คุ้มครองสูงปีละ 5,000,000 บาท ถึง 50,000,000 บาท คุ้มครองครอบคลุมทุกโรคฮิตในวัยเด็ก เช่น โควิด – 19  ไข้หวัดใหญ่ มือเท้าปาก และ RSV สามารถเลือกค่าห้องเองได้ตั้งแต่ 5,000 – 20,000 บาท และยังคุ้มครองทันทีแบบไม่มีระยะเวลารอคอยอีกด้วย 

 

ประกันอุบัติเหตุ คืออะไร วันนี้มาทำความเข้าใจกัน

ประกันอุบัติเหตุคือการซื้อกรมธรรม์เพื่อป้องกันตัวเองหรือครอบครัวในกรณีเกิดอุบัติเหตุที่ทำให้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ประกันชนิดนี้สามารถจ่ายเงินชดเชยให้กับผู้เอาประกันหรือครอบครัวของเขาในกรณีที่เกิดเหตุ สำหรับการคำนวณค่าเบี้ยประกันอุบัติเหตุจะขึ้นอยู่กับความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง เช่น อาชีพของผู้เอาประกัน อายุ และประวัติการสุขภาพ การสมัครประกันอุบัติเหตุอาจมีการเบี้ยประกันที่ต่างกันตามแต่ละบริษัทประกันและประเภทของกรมธรรม์ที่เลือก

ประกันอุบัติเหตุ คืออะไร

ประกันอุบัติเหตุ มีกี่แบบ?

ประกันอุบัติเหตุสามารถแบ่งออกเป็นหลายแบบตามลักษณะการคุ้มครองและข้อกำหนดต่างๆ ตามที่บริษัทประกันแต่ละแห่งกำหนดไว้ แต่โดยทั่วไปแล้ว มีแบบประกันอุบัติเหตุหลักๆ ดังนี้:

ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล (Personal Accident Insurance):

ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล (Personal Accident Insurance) เป็นประเภทของประกันที่คุ้มครองตนเองเมื่อเกิดอุบัติเหตุที่ทำให้เสียชีวิต หรือเสียสมรส หรือได้รับบาดเจ็บในลักษณะที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลมักจะมีคุ้มครองในรูปแบบต่างๆ รวมถึง:

การชดเชยค่ารักษาพยาบาล: ประกันจะชดเชยค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการรักษาพยาบาลหรือการแพทย์ที่ต้องใช้เนื่องจากอุบัติเหตุ รวมถึงค่ายา ค่าบริการทางการแพทย์ และค่าทำการรักษาอื่นๆ

การชดเชยในกรณีเสียชีวิตหรือสูญเสียสมรส: ในกรณีที่เสียชีวิตหรือสูญเสียสมรสจากอุบัติเหตุ ประกันจะจ่ายเงินชดเชยให้แก่ผู้เอาประกันหรือบุคคลที่ได้รับการระบุในกรมธรรม์

การชดเชยในกรณีพิการ: หากผู้เอาประกันได้รับบาดเจ็บทำให้เกิดความพิการถาวรหรือชั่วคราว ประกันอาจจ่ายเงินชดเชยตามระดับของความพิการที่เกิดขึ้น

การชดเชยในกรณีการสูญเสียรายได้: บางกรมธรรม์อาจจ่ายเงินชดเชยให้กับผู้เอาประกันหรือบุคคลที่ได้รับการระบุในกรมธรรม์ในกรณีที่ต้องลางานเนื่องจากอุบัติเหตุ

ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลมักจะมีข้อยกเว้นและเงื่อนไขต่างๆ ดังนั้นควรตรวจสอบรายละเอียดในกรมธรรม์อย่างละเอียดเพื่อเข้าใจความคุ้มครองและข้อจำกัดที่อาจเกิดขึ้น และเลือกประกันที่เหมาะสมกับความต้องการและสภาพความเสี่ยงของตนเอง

ประกันอุบัติเหตุทางการขนส่ง (Travel Accident Insurance):

ประกันอุบัติเหตุทางการขนส่ง (Travel Accident Insurance) เป็นประเภทหนึ่งของประกันที่มุ่งเน้นให้ความคุ้มครองในระหว่างการเดินทาง โดยปกครองความเสี่ยงจากอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการเดินทางทางอากาศ ทางเรือ หรือทางบก รวมถึงในเวลาที่อยู่ในสนามบิน ท่าเรือ หรือสถานีรถไฟ เป็นต้น

ความคุ้มครองของประกันอุบัติเหตุทางการขนส่งมักจะรวมถึงสิ่งต่อไปนี้:

การชดเชยในกรณีเสียชีวิต: ประกันจะจ่ายเงินชดเชยให้แก่ผู้เอาประกันหรือบุคคลที่ได้รับการระบุในกรมธรรม์ ในกรณีที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในระหว่างการเดินทาง

การชดเชยในกรณีพิการ: หากผู้เอาประกันได้รับบาดเจ็บทำให้เกิดความพิการถาวรหรือชั่วคราว ประกันอาจจ่ายเงินชดเชยตามระดับของความพิการที่เกิดขึ้น

การชดเชยค่ารักษาพยาบาล: ประกันจะชดเชยค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการรักษาพยาบาลหรือการแพทย์ที่ต้องใช้เนื่องจากอุบัติเหตุตามที่ระบุไว้ในความคุ้มครองของกรมธรรม์

ประกันอุบัติเหตุทางการขนส่งมักมีความคุ้มครองเฉพาะในช่วงเวลาที่อยู่ในระหว่างการเดินทาง โดยมักจะไม่ครอบคลุมความเสี่ยงอื่นๆ เช่น การเป็นโรคหรือการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นนอกเหนือจากสถานการณ์การเดินทางในขณะนั้น ดังนั้นการตรวจสอบรายละเอียดในกรมธรรม์อย่างละเอียดเป็นสิ่งสำคัญก่อนที่จะตัดสินใจซื้อประกันอุบัติเหตุทางการขนส่ง

ประกันอุบัติเหตุในการทำงาน (Work Accident Insurance):

ประกันอุบัติเหตุในการทำงาน (Work Accident Insurance) เป็นประเภทของประกันที่มุ่งเน้นให้ความคุ้มครองต่อพนักงานหรือลูกจ้างในกรณีเกิดอุบัติเหตุขณะทำงาน ประกันนี้มักจะถูกซื้อขึ้นโดยนายจ้างหรือองค์กรเพื่อปกป้องความเสี่ยงทางการเงินที่อาจเกิดขึ้นจากการบาดเจ็บหรือเสียชีวิตของพนักงานในสถานที่ทำงาน

ความคุ้มครองของประกันอุบัติเหตุในการทำงานสามารถรวมถึงสิ่งต่อไปนี้:

การชดเชยในกรณีเสียชีวิต: ในเหตุกรณีที่พนักงานเสียชีวิตในสถานที่ทำงาน ประกันจะจ่ายเงินชดเชยให้แก่ครอบครัวหรือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุอุบัติเหตุนั้น

การชดเชยในกรณีพิการ: เมื่อพนักงานได้รับบาดเจ็บที่ทำให้เกิดความพิการชั่วคราวหรือถาวร ประกันอาจจ่ายเงินชดเชยตามระดับของความพิการที่เกิดขึ้น ตามเงื่อนไขที่ระบุในกรมธรรม์

การชดเชยค่ารักษาพยาบาล: ประกันอาจจ่ายเงินให้ครอบครัวหรือผู้บาดเจ็บเพื่อช่วยเสริมค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ที่เกิดขึ้นจากอุบัติเหตุ

การชดเชยในกรณีการสูญเสียรายได้: บางกรมธรรม์อาจจ่ายเงินชดเชยให้กับพนักงานในกรณีที่ต้องลางานเนื่องจากเหตุอุบัติเหตุ

ประกันอุบัติเหตุในการทำงานมักจะมีข้อจำกัดและเงื่อนไขต่างๆ ดังนั้นควรตรวจสอบรายละเอียดในกรมธรรม์อย่างละเอียดเพื่อเข้าใจความคุ้มครองและข้อจำกัดที่อาจเกิดขึ้น และเลือกประกันที่เหมาะสมกับความต้องการและสภาพความเสี่ยงขององค์กรหรือผู้รับประกัน

ประกันอุบัติเหตุ คืออะไร

ติดตาม ข่าวสาร และ โปรโมชั่นต่างๆ

ประกันอุบัติเหตุสำหรับเด็ก (Child Accident Insurance):

ประกันอุบัติเหตุสำหรับเด็กเป็นประกันที่ออกแบบมาเพื่อให้ความคุ้มครองในกรณีเด็กโดนบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น ซึ่งอุบัติเหตุที่เด็กอาจเผชิญอยู่ได้ทั้งในบ้าน ที่โรงเรียน หรือในกิจกรรมสันทนาการต่าง ๆ ประกันนี้มักจะรวมถึงความคุ้มครองที่สำคัญต่อเด็กและครอบครัว โดยส่วนมากมีคุ้มครองในด้านต่อไปนี้:

ค่ารักษาพยาบาล: ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ ประกันจะช่วยเหลือโดยจ่ายเงินชดเชยค่ารักษาพยาบาลที่เกิดขึ้น เช่น ค่าบริการทางการแพทย์ ค่ายา และค่าห้องพักโรงพยาบาล ให้กับผู้เอาประกันหรือผู้รับบริการทางการแพทย์ตามที่ระบุในเงื่อนไขของกรมธรรม์

การชดเชยในกรณีเสียชีวิตหรือสูญเสียอวัยวะ: ในกรณีที่เด็กเสียชีวิตหรือสูญเสียอวัยวะจากอุบัติเหตุ ประกันจะให้การช่วยเหลือโดยจ่ายเงินชดเชยให้แก่ครอบครัวของเด็กที่เสียชีวิตหรือประสบสูญเสียอวัยวะ เพื่อช่วยเบราะแสความทุกข์ใจและค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ยากลำบากด้วยการสนับสนุนทางการเงินในช่วงเวลาที่ทรุดโทรมนั้น

การชดเชยในกรณีการสูญเสียรายได้: ในบางกรณีที่เด็กได้รับบาดเจ็บและต้องการความดูแลพิเศษ ประกันอาจจ่ายเงินชดเชยให้กับผู้ปกครองหรือครอบครัวที่ต้องลางานเพื่อดูแลเด็กที่ได้รับบาดเจ็บ โดยการช่วยเงินช่วยเหลือเหล่านี้ช่วยให้ครอบครัวมีความสามารถในการดูแลเด็กและจัดการกับสถานการณ์ที่ฉับฉาบใจได้ในระหว่างเด็กมีอุบัติเหตุและกู้คืนสุขภาพอย่างเต็มที่ได้ด้วยการตัดสินใจในการทำงานของพวกเขาในระยะเวลาที่จำเป็น

ค่าทดแทนการศึกษา: ให้การช่วยเหลือในการค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในการศึกษาในกรณีที่เด็กต้องย้ายโรงเรียนหรือมีความจำเป็นต้องรักษาตัวในบ้าน

การเลือกประกันอุบัติเหตุสำหรับเด็กควรพิจารณาความคุ้มครองที่ให้และเงื่อนไขการเบี้ยประกันอย่างรอบคอบ เพื่อให้ได้ความคุ้มครองที่เหมาะสมกับความต้องการและสภาพความเสี่ยงของเด็กแต่ละคนและครอบครัว

ประกันอุบัติเหตุสำหรับกลุ่ม (Group Accident Insurance):

ประกันอุบัติเหตุสำหรับกลุ่มคือการจัดทำประกันอุบัติเหตุที่มุ่งเน้นการคุ้มครองกลุ่มคนที่มีความเกี่ยวข้องกัน เช่น พนักงานในองค์กร เพื่อความคุ้มครองทางการเงินในกรณีเกิดอุบัติเหตุ ประกันอุบัติเหตุสำหรับกลุ่มสามารถมีความคุ้มครองที่ครอบคลุมในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้แก่ การทำงาน การเดินทาง หรือกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มนั้น โดยประกันนี้สามารถจัดทำขึ้นสำหรับกลุ่มคนที่มีลักษณะเฉพาะ เช่น พนักงานในบริษัท ลูกค้าในธุรกิจ หรือนักเรียนในโรงเรียน โดยมักจะมีการชำระเบี้ยประกันโดยผู้จัดการหรือผู้บริหารของกลุ่มนั้นๆ ซึ่งอาจมีข้อแตกต่างในรายละเอียดการคุ้มครองและข้อกำหนดต่าง ๆ ขึ้นอยู่กับแต่ละบริษัทประกันที่จัดทำประกันนี้

แต่ละแบบของประกันอุบัติเหตุจะมีเงื่อนไขและความคุ้มครองที่แตกต่างกันไป ดังนั้นการเลือกประกันควรพิจารณาความต้องการและเงื่อนไขอย่างรอบคอบก่อนที่จะตัดสินใจซื้อ

ประกันอุบัติเหตุเปรียบเทียบกับประกันสุขภาพ

เปรียบเทียบประกันอุบัติเหตุกับประกันสุขภาพเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะทั้งสองประเภทของประกันนี้มีความแตกต่างในเชิงลึกซึ้ง โดยเฉพาะในเรื่องของความคุ้มครองและข้อจำกัดของการใช้งาน ต่อไปนี้คือการเปรียบเทียบระหว่างประกันอุบัติเหตุและประกันสุขภาพ:

ประกันอุบัติเหตุ

  • ความคุ้มครอง: ประกันอุบัติเหตุมุ่งเน้นการคุ้มครองในกรณีของอุบัติเหตุเท่านั้น ซึ่งประกันนี้จะจ่ายเงินชดเชยหรือค่ารักษาพยาบาลในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ ไม่สนับสนุนการรักษาโรคหรือสุขภาพทั่วไป
  • ข้อจำกัด: ประกันอุบัติเหตุมักมีข้อจำกัดในการคุ้มครอง เช่น การคุ้มครองเฉพาะในเวลาที่เกิดอุบัติเหตุ และมีการจำกัดในประเภทของอุบัติเหตุที่ครอบคลุม
  • ค่าเบี้ย: ค่าเบี้ยประกันอุบัติเหตุมักจะถูกกว่าประกันสุขภาพ เนื่องจากมีความคุ้มครองที่จำกัดและมีข้อจำกัดในการใช้งาน

ประกันสุขภาพ

  • ความคุ้มครอง: ประกันสุขภาพมุ่งเน้นการคุ้มครองสุขภาพทั่วไป รวมถึงการรักษาโรคทั่วไป การคลอดบุตร การตรวจสุขภาพประจำตัว และบริการการแพทย์และรักษาที่หลากหลาย
  • ข้อจำกัด: ประกันสุขภาพหากเลือกแบบแยกค่าใช้จ่าย อาจจะมีการจำกัดค่าใช้จ่ายที่สามารถเบิกได้ในการรักษาต่างๆ แต่หากเลือกแบบเหมาจ่าย และวงเงินที่ครอบคลุม มั่นใจได้ว่าการรักษาสุขภาพ จะไม่ต้องห่วงเรื่องค่าใช้จ่ายส่วนเกิน หรือวงเงินเต็ม
  • ค่าเบี้ย: ค่าเบี้ยประกันสุขภาพมักจะสูงกว่าประกันอุบัติเหตุ เนื่องจากมีความคุ้มครองที่ครอบคลุมและกำหนดค่าใช้จ่ายในการรักษาที่มากขึ้น

 

การเลือกประกันอุบัติเหตุหรือประกันสุขภาพขึ้นอยู่กับความต้องการและสถานะการเงินของแต่ละบุคคล การใช้งานและความคุ้มครองที่เหมาะสมสำหรับบุคคลแต่ละคนจะแตกต่างกันไป ดังนั้น การทำความเข้าใจในรายละเอียดและข้อจำกัดของทั้งสองประเภทของประกันจึงเป็นสิ่งสำคัญก่อนที่จะตัดสินใจเลือกใช้ประกันใดให้เหมาะสมที่สุดสำหรับตนเองและครอบครัว