ประกันสุขภาพเด็กมีแบบไหนบ้าง? เลือกให้เหมาะกับลูกน้อย

ประกันสุขภาพเด็กมีแบบไหนบ้าง?  

ประกันสุขภาพเด็กนั้นสามารถแบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่  

  • – แบบ แยกค่าใช้จ่าย  
  • – แบบ เหมาจ่าย  

เด็กนั้นมีโอกาสที่จะเจ็บป่วยบ่อย แถค่ารักษาพยาบาลยังค่อนข้างสูง ดังนั้น การทำ “ประกันสุขภาพเด็ก” จึงถือเป็นเรื่องสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครองต้องใส่ใจให้ดี และด้วยทางเลือกที่มีค่อนข้างเยอะในสมัยนี้ การเลือกประกันให้ลูกจึงเป็นเรื่องสำคัญ วันนี้ LUMA รวบรวมข้อมูลมาให้แล้วว่าประกันสุขภาพเด็กมีแบบไหนบ้าง 

ติดตาม ข่าวสาร และ โปรโมชั่นต่างๆ

ประกันสุขภาพเด็กแบบแยกค่าใช้จ่าย

เหมาะสำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่มีงบจำกัด ประกันสุขภาพเด็กแบบนี้จะคุ้มครองแยกค่าใช้จ่ายที่มีการสอดคล้องกับค่าใช้จ่ายตามจริง จะทำให้เบี้ยประกันถูกลง แต่จะมีข้อจำกัดและวงเงินจำกัดในการรักาาแต่ละครั้ง ควรดูประกอบกับค่าใช้จ่ายการแพทย์ต่างๆ ว่าแผนที่ซื้อคุ้มครองพอหรือไม่ หากมีค่าใช้จ่ายส่วนต่าง พร้อมรับหรือไม่

ประกันสุขภาพเด็กแบบเหมาจ่าย

เหมาะสำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่ต้องการความคุ้มครองแบบครอบคลุมให้กับเด็ก สามารถเลือกแผนประกันที่คุ้มครองแบบเหมาจ่าย การเหมาจ่ายมีทั้งวงเงินรายปี รายครั้ง และ รายโรค สามารถเลือกความคุ้มครอง ให้เพียงพอกับความต้องการได้ 

เปรียบเทียบประกันสุขภาพเด็ก

เลือกประกันสุขภาพเด็กแบบไหนดี 

ในปัจจุบันมีประกันสุขภาพเด็กหลากหลายแผนให้คุณพ่อคุณแม่เลือกซื้อให้ลูกน้อย อย่างไรก็ตาม การเลือกซื้อประกันสุขภาพสำหรับเด็กควรคำนึงถึง 3 ปัจจัยหลัก ๆ เหล่านี้ 

ความคุ้มครองของแผนเหมาะสมกับความต้องการ

ในการซื้อประกันสุขภาพสำหรับเด็ก พ่อแม่ควรคำนึงถึงผลประโยชน์จะได้รับจากการทำประกันภัยนั้น ๆ โดยประเมินจากความเสี่ยงของโรคที่อาจเกิดขึ้นกับตัวเด็ก และเลือกแผนประกันสุขภาพที่คุ้มครองครอบคลุมโรคหรือความเสี่ยงต่าง ๆ รวมถึงไม่ลืมที่จะคำนึงถึงสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ สำหรับเด็ก เช่น การตรวจสุขภาพ การฉีดวัคซีนป้องกันโรคในเด็ก หรือการทันตกรรม เป็นต้น 

การใช้งาน สามารถใช้ในโรงพยาบาลที่เข้าประจำ

การเลือกประกันสุขภาพเด็กอีกมุมที่ไม่ควรมองข้าม คือเงื่อนไขการใช้ประกัน เช่น แผนประกันที่เลือกสามารถใช้ได้ที่ไหนบ้าง ตรงกับความต้องการเราหรือไม่ 

หากสามารถใช้งานในเครือข่ายได้ มีบริการอะไรให้บ้าง เป็นแบบ สำรองจ่ายแล้วมาเบิกเคลม หรือว่า ทางบริษัทประกันชำระตรงให้กับโรงพยาบาล การวางแผนจุดนี้ สามารถทำให้การรักษาดีขึ้น โดยไม่ต้องเป็นภาระทางบ้านในการออกค่าใช้จ่ายแล้วรอเบิกเงินคืน

ระยะเวลารอคอย 

ควรดูรายละเอียด ว่าประกันสุขภาพเด็กที่เลือกมีระยะเวลารอคอยหรือไม่ หากมี ระยะเวลานานเท่าไรและแต่ละโรค ต้องมีการเว้นช่วงนานเท่าไร ถึงจะใช้เบิกประกันสุขภาพเด็กได้ 

ค่าเบี้ยประกันภัย

คุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครองควรมองหาแผนประกันที่มีค่าเบี้ยที่ตรงกับงบประมาณที่ตนมี เพื่อให้มั่นใจว่าหากเกิดการเจ็บป่วย ลูกจะได้รับความคุ้มครองอย่างต่อเนื่องและสามารถเข้ารับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลที่ต้องการได้ทันทีโดยที่ไม่ต้องกังวลถึงเรื่องค่าใช้จ่าย

เลือกทำประกันกับบริษัทประกันภัยที่น่าเชื่อถือ

การเลือกซื้อประกันสุขภาพเด็กหรือประกันภัยประเภทใดก็ตาม ควรเลือกทำประกันภัยกับบริษัทที่มีประวัติการดำเนินกิจการที่มั่นคงและน่าเชื่อถือ มีขั้นตอนในการเรียกร้องค่าสินไหมที่สะดวก เช่น สามารถเคลมประกันได้ผ่านช่องทางออนไลน์ สามารถเข้ารับการรักษาพยาบาลได้โดยไม่ต้องสำรองเงินจ่ายล่วงหน้า หรือสามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ได้ง่ายเมื่อต้องการใช้บริการหรือต้องการความช่วยเหลือ 

 

สรุป 

การทำประกันสุขภาพเด็กไว้ดูแลลูกน้อย สามารถทำให้คุณพ่อคุณแม่อุ่นใจ และเปิดโอกาสให้ลูกน้อยได้ถึงมือแพทย์ เพราะเด็ก ๆ มีโอกาสที่จะป่วยได้ง่ายกว่าวัยอื่น ๆ 

 

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมว่าจะเลือกซื้อประกันสุขภาพเด็กที่ไหนดี สามารถตามไปอ่านได้ที่ LUMA ประกันสุขภาพเด็กที่ไหนดี 2567 แนะนำความสบายใจให้กับพ่อแม่ และ เปรียบเทียบประกันสุขภาพเด็ก 2566 คุณพ่อคุณแม่ต้องดู! 

ประกันสุขภาพคืออะไร แตกต่างจากประกันแบบอื่นอย่างไร

ปัจจุบันมีหลายปัจจัยที่ทำให้สุขภาพของทุกคนแย่ลงทั้งเรื่องมลพิษ โรคอุบัติใหม่ ไปจนถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิต ซึ่งแต่ละครั้งเมื่อเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงอยู่พอสมควร จะดีกว่าหรือไม่หากคุณเลือกทำ “ประกันสุขภาพ” ให้กับตนเองและคนที่รักเพื่อเซฟเงินตรงจุดนี้ ซึ่งใครที่ยังสงสัยว่าประกันประเภทดังกล่าวแตกต่างจากประกันชนิดอื่นอย่างไร มีคำตอบมาบอกแล้ว 

ทำความเข้าใจเกี่ยวกับประกันสุขภาพ 

ก่อนตัดสินใจซื้อประกันสุขภาพ อยากพาทุกคนมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับข้อมูลทั้งหมดของประกันประเภทนี้เพื่อให้สามารถเลือกได้อย่างถูกต้อง ตรงกับความต้องการของตนเอง ไม่รู้สึกเสียดายเงินจากการจ่ายออกไปในแต่ละครั้ง 

ประกันสุขภาพ คืออะไร 

ประกันสุขภาพ คือ รูปแบบของการทำประกันโดยมีจุดมุ่งหมายสำคัญเพื่อคุ้มครองด้านค่าใช้จ่ายเมื่อเจ็บป่วยด้วยโรคต่าง ๆ แล้วต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ทั้งการเจ็บป่วยด้วยตัวโรคหรือจากอุบัติเหตุ รวมค่ารักษาแบบผู้ป่วยใน (IPD) ผู้ป่วยนอก (OPD) และยังอาจครอบคลุมถึงค่าชดเชยหลายรูปแบบ เช่น ค่าชดเชยรายได้ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่ผู้เอาประกันได้ทำไว้ด้วย  

ประกันสุขภาพคือ

ประกันสุขภาพ มีกี่ประเภท 

ปัจจุบันการทำประกันสุขภาพจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ตามลักษณะของการรับประกันของบริษัท ได้แก่ 

  1. ประกันสุขภาพแบบกลุ่ม

หรือประกันกลุ่ม หมายถึง ลักษณะของการทำประกันที่เจ้าของธุรกิจมักทำเอาไว้ให้กับพนักงานของตนเองเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของสวัสดิการให้กับบุคลากรในองค์กรกรณีเจ็บป่วยหรืออื่น ๆ ตามเงื่อนไขที่ระบุเอาไว้ในกรมธรรม์ ทุกคนจะได้รับความคุ้มครองแบบเดียวกันทั้งหมดขึ้นอยู่กับประเภทของประกันที่เลือก จุดเด่นสำคัญคือจะใช้วิธีคำนวณเบี้ยประกันเฉลี่ยเป็นอัตราเดียวกันทั้งหมด ค่าใช้จ่ายต่อคนจึงถูก อย่างไรก็ตามการรักษาอาจไม่ได้ครอบคลุมหรือเจาะจงโรคมากนัก 

  1. ประกันสุขภาพรายเดี่ยว

หรือบางคนจะเรียก ประกันสุขภาพส่วนบุคคลก็ได้เช่นกัน เป็นลักษณะของตัวบุคคลซื้อประกันเพื่อคุ้มครองด้านสุขภาพให้กับคน ๆ เดียว สามารถเลือกประเภท ข้อกำหนดที่เหมาะสมกับตัวผู้เอาประกันได้ (แต่ขึ้นอยู่กับทางบริษัทประกันจะอนุมัติด้วยหรือไม่) จุดเด่นย่อมหนีไม่พ้นความครอบคลุมในการรักษาที่มักตรงกับความเสี่ยงการเจ็บป่วยที่อาจเกิดขึ้นกับบุคคลนั้น ๆ ทว่าค่าเบี้ยประกันมักสูงขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายด้าน เช่น เพศ อายุ ความเสี่ยงของการใช้ชีวิต  

ซึ่งความคุ้มครองของประกันสุขภาพจะแบ่งออกตามเงื่อนไขของแต่ละกรมธรรม์ได้ระบุเอาไว้ ซึ่งบางกรมธรรม์อาจครอบคลุมมากกว่า 1 รูปแบบได้ ดังนี้ 

  • คุ้มครองการเป็นผู้ป่วยใน (IPD) สำหรับการเจ็บป่วยต้องรักษาในโรงพยาบาลนานกว่า 6 ชั่วโมง ตั้งแต่การปรึกษาแพทย์ ค่ายา ค่าห้อง ค่าตรวจรักษา ค่าอาหาร ค่ารถพยาบาล และอื่น ๆ ซึ่งวงเงินคุ้มครองมักสูงจึงมีค่าเบี้ยประกันสูงตามไปด้วย 
  • คุ้มครองการเป็นผู้ป่วยนอก (OPD) มักใช้กับการเจ็บป่วยเล็กน้อย ไม่ต้องพักฟื้นในโรงพยาบาล เช่น ไข้หวัด อาหารเป็นพิษ  
  • คุ้มครองโรคร้ายแรง (ECIR) ส่วนใหญ่มักเป็นความคุ้มครองเพิ่มเติม ให้ความครอบคลุมด้านค่าใช้จ่ายเมื่อเจ็บป่วยด้วยโรคร้าย เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ เส้นเลือดในสมองตีบ / แตก โรคไต ฯลฯ เบี้ยประกันจะสูงเพราะโรคเหล่านี้ใช้เวลารักษานานและค่ารักษาสูง 
  • ชดเชยรายได้ (HIP) หากต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลประกันชนิดนี้จะคุ้มครองเป็นตัวเงินจากการขาดรายได้ของผู้เอาประกัน แต่จะไม่เกี่ยวข้องกับค่ารักษาใด ๆ 
ประกันมีกี่แบบ

ประกันสุขภาพ ยังจำเป็นอยู่หรือไม่? 

ขอยืนยันตรงนี้ว่า “ประกันสุขภาพ” ยังคงเป็นสิ่ง “จำเป็น” สำหรับทุกคน เหตุเพราะอย่างที่เกริ่นไปว่าปัจจุบันมีปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดการเจ็บป่วยได้ง่าย และค่ารักษาพยาบาลก็สูงขึ้นตามค่าครองชีพ การทำประกันประเภทนี้หากเทียบระหว่างเบี้ยประกันที่จ่ายกับความคุ้มครองถือว่าแตกต่างกันมาก เช่น บางฉบับเบี้ยประกันประมาณ 20,000 บาท / ปี แต่ให้ความคุ้มครองสูงสุด 5 แสนบาท เป็นต้น 

บางคนอาจมองว่าตนเองมีประกันสังคมอยู่แล้ว แต่เมื่อเจาะลึกในรายละเอียดการดูแลรักษาเมื่อเจ็บป่วยด้วยบางโรคจำนวนเงินที่ประกันสังคมจ่ายถือว่าน้อยมากและแทบไม่เพียงพอกับการรักษาด้วยซ้ำ ดังนั้นหากคุณรู้ว่าตนเองอาจสุ่มเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยเรื่องไหน การมีประกันสุขภาพย่อมสบายใจด้านค่าใช้จ่ายมากกว่าแน่นอน 

ประกันสุขภาพ แตกต่างจากประกันประเภทอื่นอย่างไร 

เมื่อเข้าใจข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับประกันสุขภาพกันเรียบร้อย คราวนี้ก็อยากพาทุกคนมาเรียนรู้ถึงข้อแตกต่างกับประกันประเภทอื่นอย่างไร รวมถึงแตกต่างกับประกันชีวิตมากน้อยแค่ไหน ตอนกำลังวางแผนซื้อจะได้ไม่ต้องคิดมากหรือเสียเงินเยอะเกินเหตุ 

ประกันอุบัติเหตุ 

ประกันอุบัติเหตุ หรือ PA คือ ลักษณะของประกันที่จะให้ความคุ้มครองเฉพาะเมื่อผู้เอาประกันเกิดอุบัติเหตุไม่ว่าจะเป็นการบาดเจ็บเล็กน้อย ไปจนถึงการรักษาตัวในโรงพยาบาล ค่าห้องพัก ค่าอาหาร ค่าผ่าตัดและหัตถการ และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่จำเป็นอันเกิดจากการที่ผู้เอาประกันประสบโดยมีสาเหตุจากอุบัติเหตุ รวมถึงเงินชดเชยกรณี สูญเสียอวัยวะ ทุพพลภาพและเสียชีวิต ซึ่งบางแผนประกันอาจมีค่าชดเชยรายได้ให้ด้วย ข้อแตกต่างจากประกันสุขภาพคือ จะไม่ให้ความคุ้มครองหากผู้เอาประกันต้องรักษาตัวกับโรงพยาบาลเนื่องจากเจ็บป่วยด้วยตัวโรคเอง 

ประกันชีวิต 

ประกันชีวิต คือ ลักษณะของการได้รับเงินชดเชยเมื่อผู้เอาประกันภัยเสียชีวิต ทุพลลภาพถาวร หรือชราภาพครบตามจำนวนอายุที่กำหนดไว้ บริษัทประกันจะเป็นผู้สั่งจ่ายให้กับผู้เอาประกัน หรือผู้รับผลประโยชน์ที่ระบุเอาไว้ในกรมธรรม์ (กรณีเสียชีวิต) บางกรณีอาจจ่ายเป็นกองมรดกหรือจ่ายให้ทายาทของตัวผู้เอาประกันหากไม่ได้มีการระบุข้อมูลผู้รับประโยชน์ หรือเป็นความประสงค์ของผู้เอาประกันเอง มีความแตกต่างจากประกันสุขภาพคือจะไม่ได้ครอบคลุมค่าดูแลรักษาพยาบาลเมื่อเจ็บป่วย ทั้งนี้ยังแบ่งออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ ได้แก่ 

ประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลา (ระยะสั้น) 

บางคนจะเรียกประกันแบบ Term มีระยะเวลาการคุ้มครองสั้นประมาณ 10-20 ปี เลือกระยะเวลาในการจ่ายเบี้ยประกันหรือระยะเวลาในการให้ความคุ้มครองได้ จะรับเงินต่อเมื่อผู้เอาประกันเสียชีวิตภายในระยะเวลาที่ระบุโดยบริษัทประกันจ่ายให้กับผู้รับผลประโยชน์ ค่าเบี้ยประกันชีวิตประเภทนี้มักถูกแต่เป็นลักษณะจ่ายทิ้งไม่เกิดมูลค่าเงินสดใด ๆ ในกรมธรรม์ เหมาะกับคนที่เป็นหัวหน้าครอบครัว มีภาระหน้าที่เยอะต้องมีหลักประกันไว้หากเกิดเรื่องไม่คาดฝัน หรือต้องการใช้เพื่อลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 

ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ (ระยะยาว) 

ถือเป็นประเภทของประกันชีวิตที่ได้รับความนิยมมากสุดโดยผู้เอาประกันภัยจะจ่ายเบี้ยประกันเพียงระยะเวลาที่กำหนดไว้ เช่น 10 ปี 20 ปี หรือใช้อายุของตนเองเป็นการกำหนด เช่น จ่ายถึงอายุ 50 ปี ข้อดีคือจะได้รับการคุ้มครองตลอดชีวิต มีเบี้ยคงที่ หากยังมีชีวิตอยู่จนครบตามอายุหรือกรณีทุพพลภาพตามที่กรมธรรม์ระบุก็ได้เงินก้อนใหญ่ แต่ถ้าเสียชีวิตผู้รับผลประโยชน์ก็ได้เงินส่วนนี้แทน เหมาะกับทุกคนอยากมีเงินก้อนไว้ให้คนข้างหลัง หรือใช้ในยามชราภาพ รวมถึงยังใช้ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วย 

ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ 

เป็นลักษณะของประกันชีวิตที่ให้ความคุ้มครองรวมถึงยังเป็นการออมเงินไปในตัวด้วย จะมีเงินคืนให้กับผู้เอาประกันภัยระหว่างอายุสัญญาและเมื่อครบกำหนดสัญญา เช่น 5 ปี 8 ปี 10 ปี จุดเด่นคืออัตราดอกเบี้ยคงที่ มีเงินคืนกลับมาให้แม้ยังไม่เสียชีวิต เหมาะกับคนที่ต้องการสร้างวินัยให้กับตนเองเพื่อออมเงิน หรืออยากลงทุนได้กำไรจากดอกเบี้ยเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ไม่ค่อยกล้าเสี่ยงมากนัก  

ประกันกลุ่ม 

ประกันกลุ่ม คือ รูปแบบที่ผู้เอาประกันทำประกันฉบับเดียวเอาไว้ให้กับคนจำนวนมาก เช่น เจ้าของบริษัททำให้พนักงาน มักเป็นสวัสดิการเพิ่มเติม ทุกคนจะได้รับความคุ้มครองแบบเดียวกันหมด มีการออกกรมธรรม์ประกันภัยหลักเพียงแค่ฉบับเดียวให้กับผู้ซื้อ ค่าเบี้ยประกันต่ำ และมีหลายรูปแบบให้เลือกไม่ว่าจะเป็นประกันชีวิตแบบกลุ่ม ประกันอุบัติเหตุแบบกลุ่ม ประกันทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิงแบบกลุ่ม รวมถึงประกันสุขภาพแบบกลุ่มด้วย 

สรุป 

นี่คือข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับประกันสุขภาพที่หยิบมาฝากทุกคนให้วางแผน ศึกษาข้อมูล และตัดสินใจซื้อกันง่ายขึ้นกว่าเดิม จะเห็นว่าแตกต่างจากประกันอุบัติเหตุ ประกันชีวิต รวมถึงประกันกลุ่มอยู่พอสมควร หลังอ่านจบแล้วหากคุณสนใจทำประกันสุขภาพ ขอแนะนำประกันดี ๆ จาก LUMA มีหลายรูปแบบให้เลือกตั้งแต่ประกันสุขภาพเด็ก ประกันสุขภาพครอบครัว ประกันค่าคลอดบุตร ประกันชดเชยรายได้ ประกันคุ้มครองโรคเบาหวาน แผนประกันตามใจคุณ Hi5 และ PRIME ตอบโจทย์ทุกคน สบายใจเรื่องเงินทองเมื่อเจ็บป่วยทุกกรณี เข้าโรงพยาบาลในเครือไม่ต้องสำรองจ่ายด้วย  

5 เหตุผล สตาร์ทอัพควรมีประกันสุขภาพให้เป็นสวัสดิการพนักงาน

“สตาร์ทอัพ” คือ ธุรกิจที่เกิดใหม่ เกิดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาชีวิตประจำวันของทุกคน สตาร์ทอัพมักเน้นลงทุนในด้านการพัฒนา การทดสอบ และการด้านการตลาด ดังนั้น แนวคิดการเสนอสวัสดิการพนักงาน เช่น การทำประกันสุขภาพ อาจดูเหมือนไม่ใช่แผนแรก ๆ ที่จะเป็นสวัสดิการให้พนักงาน เพราะต้องนำเงินทุนที่ระดมได้ไปใช้ในด้านอื่น ๆ เสียก่อน

ข้อดีของการทำประกันสุขภาพให้เป็นสวัสดิการพนักงาน

แต่ปัจจุบัน มีบริษัทประกันสุขภาพมากมายเสนอแผนประกันสุขภาพที่หลากหลายและรองรับงบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัดของสตาร์ทอัพด้วย อีกทั้งยังคำแนะนำดี ๆ ให้ตอบโจทย์และเหมาะกับความต้องการของสตาร์ทอัพ พร้อมทั้งได้แผนประกันสุขภาพที่จำเป็นสำหรับพนักงาน ทั้งนี้ การได้ประกันสุขภาพมาเป็นสวัสดิการพนักงานมีข้อดีต่อสตาร์ทอัพดังนี้

ช่วยดึงคนเก่งเข้ามาร่วมงานและลดอัตราการลาออกของพนักงาน

เนื่องจาก สวัสดิการมีคุณค่ามากสำหรับพนักงาน และจะช่วยให้พนักงานสร้างมูลค่าและมีประสิทธิภาพในการทำงาน ปัจจุบัน สวัสดิการด้านประกันสุขภาพจึงเป็นปัจจัยหลักและเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงคนเก่งให้ตัดสินใจเข้ามาร่วมงานด้วย พอ ๆ กับโอกาสก้าวหน้าในสายงาน ฯลฯ และเพราะการสรรหาพนักงานเป็นเรื่องที่ลงทุนและใช้เวลา การซื้อประกันสุขภาพให้พนักงานจึงเป็นการเพิ่มมูลค่าและยังช่วยดึงดูดคนเก่งเข้ามาทำงานด้วย และพนักงานที่มีอยู่ก็รู้สึกมั่นคงและไม่อยากลาออกจากบริษัท

ประกันสุขภาพช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย

สตาร์ทอัพมักมีสมาชิกทีมที่อายุน้อย ดังนั้น เมื่อพิจารณาถึงปัจจัยด้านอายุ หากเริ่มทำประกันสุขภาพทันทีก็สามารถจัดแผนการประกันสุขภาพที่มีครอบคลุมและคุ้มค่า อีกทั้งยังประหยัดค่าใช้จ่ายบริษัทได้มากที่สุดอีกด้วย ประกันสุขภาพเป็นอีกหนึ่งสวัสดิการที่คุ้มค่าที่สุดที่จะให้กับพนักงาน แม้ดูเหมือนว่า สตาร์ทอัพอาจไม่มีสวัสดิการหรือสิทธิประโยชน์อื่นใดที่หรูหราหรือมีมูลค่าเอาเสียเลย แต่ประกันสุขภาพนี่แหละที่ดูมีมูลค่าสำหรับพนักงานในสตาร์ทอัพอย่างมาก และบริษัทประกันหลายเจ้าก็ยังเสนอแผนที่หลากหลาย ราคาที่สตาร์ทอัพสามารถเข้าถึงได้อีกด้วย

ประกันสุขภาพพนักงาน

เป็นการลงทุนระยะยาว

เมื่อเกิดความรู้สึกมั่นคงทางการเงินและความสุขทางใจ พนักงานบริษัทจะมีผลการปฏิบัติงานที่ดีและมีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น ประกันสุขภาพเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยสร้างความรู้สึกมั่นคงทางการเงิน ส่งผลต่อความมั่นคงทางด้านจิตใจ ทำให้พนักงานทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและเต็มที่ ทั้งนี้ ประกันสุขภาพที่ครอบคลุมสำหรับพนักงานจึงเป็นการสร้างแรงจูงใจอย่างดี เพราะช่วยให้พนักงานรู้สึกมั่นคงทางการเงิน ในกรณีตัวอย่างเช่น เมื่อใดก็ตามที่เกิดเหตุฉุกเฉิน แผนประกันสุขภาพสามารถรองรับได้ทันที จึงเหมือนเป็นการลงทุนระยะยาว และจัดเป็นทุนพื้นฐานในการเริ่มต้นธุรกิจเพื่อให้ได้กำไรจากสตาร์ทอัพในระยะยาว

ช่วยให้บริษัทเป็นที่รู้จักและมีชื่อเสียงมากขึ้น

ประกันสุขภาพที่ครอบคลุมสำหรับพนักงานช่วยเสริมภาพลักษณ์ของสตาร์ทอัพเอง และช่วยให้สตาร์ทอัพเพิ่มมูลค่าและความน่าเชื่อถือในตลาดแรงงาน ในขณะเดียวกัน นักลงทุนก็จะหันมาให้ความสนใจและเชื่อถือสตาร์ทอัพที่มีประกันสุขภาพให้พนักงานมากขึ้น เพราะประกันสุขภาพเป็นอีกหนึ่งตัวชี้วัดว่า จะลงทุนกับสตาร์ทอัพนี้แล้วจะมีความเสี่ยงใด ๆ

ช่วยป้องกันความเสี่ยง

พนักงานถือเป็นสินทรัพย์ที่สำคัญที่สุดของสตาร์ทอัพ ในขณะเดียวกัน ประกันสุขภาพก็เป็นตัวป้องกันความเสี่ยง โดยเฉพาะความเสี่ยงในอนาคตที่จะมีต่อสินทรัพย์นี้ สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก พนักงานหนึ่งคนจะต้องปฏิบัติหน้าที่หลายอย่าง และหลายครั้ง ก็นอกเหนือจากกรอบการทำงานปกติ เมื่อเกิดการเจ็บป่วย ประกันสุขภาพก็จะเข้ามาช่วยพนักงานเหล่านี้ทันที จนสุขภาพดีได้อย่างรวดเร็ว อันจะช่วยป้องกันอีกหนึ่งความเสี่ยงคือการหยุดชะงักของธุรกิจสตาร์ทอัพนั่นเอง

ทำไมต้องมีประกันให้พนักงาน

ไม่ว่าพนักงานจะเจ็บป่วยหรือได้รับบาดเจ็บในขณะปฏิบัติหน้าที่ หรือจำเป็นต้องได้รับการรักษาจากการใช้ยาตามคำสั่งแพทย์เนื่องจากมีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน เป็นต้น ประกันสุขภาพมีบทบาทในการให้บริหารเหล่านี้ด้วยเช่นกัน

และเมื่อสตาร์ทอัพเติบโตไปตามโมเดลธุรกิจที่กำหนดไว้ และขยายตัวออกไปมากขึ้น และพร้อมเป็นบริษัทที่เติบใหญ่ ถึงตอนนั้น ประกันสุขภาพก็ยิ่งเป็นที่ต้องการมากยิ่งขึ้น ในขณะที่ ความเจ็บป่วยและโรคภัยไข้เจ็บอาจกระทบต่อธุรกิจ การมีประกันสุขภาพสำหรับพนักงานไว้จะช่วยให้พนักงานและบริษัทได้อุ่นใจไปพร้อม ๆ กัน

แม้สตาร์ทอัพจะมีงบประมาณจำกัด บริษัทประกันก็ยังมีแผนประกันสุขภาพที่ตอบโจทย์ตามงบประมาณของสตาร์ทอัพได้